- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 660 เงาของปรมาจารย์ในร่างเด็กหนุ่มวัยยี่สิบ
บทที่ 660 เงาของปรมาจารย์ในร่างเด็กหนุ่มวัยยี่สิบ
บทที่ 660 เงาของปรมาจารย์ในร่างเด็กหนุ่มวัยยี่สิบ
เนื้อเงาโคมไฟที่โจวเยี่ยนทำจานนี้ เปรียบเสมือนระเบิดนิวเคลียร์ที่ถูกโยนลงกลางทะเลสาบอันเงียบสงบ ทำเอาเหล่าพ่อครัวแห่งร้านอาหารเล่อหมิงมึนงงตาลาย ตกตะลึงจนพูดไม่ออก
การยืนยันเป็นเสียงเดียวกันจากทั้งข่งกั๋วต้งและข่งชิ่งเฟิง เปรียบเสมือนการประทับตราการันตีให้กับเนื้อเงาโคมไฟจานนี้ของโจวเยี่ยน ว่าเป็นของต้นตำรับแท้แน่นอน และที่สำคัญคืออร่อยเหาะ!
“นี่ก็เลิกงานกันแล้ว ทำไมยังขลุกกันอยู่ในครัวหลังร้านอีกล่ะ? มิน่าล่ะ ที่ฐานฝึกอบรมถึงไม่เห็นมีใครอยู่เลย ที่แท้ก็มารวมตัวกันอยู่ที่นี่เองเหรอ?” ทันใดนั้น เสียงที่คุ้นเคยก็ดังขึ้นจากหน้าประตูห้องครัว
โจวเยี่ยนหันกลับไปมอง ก็เห็นเซี่ยวเหล่ยพาเจิ้งเฉียงเดินเข้ามา
“โจวเยี่ยน เสี่ยวเจิง พวกเธอก็มาด้วยเหรอ” เซี่ยวเหล่ยยิ้มทักทายโจวเยี่ยนกับเจิงอันหรง สายตาไปหยุดอยู่ที่เนื้อเงาโคมไฟบนเตา แล้วเอ่ยด้วยความประหลาดใจว่า “นี่มันเนื้อเงาโคมไฟไม่ใช่เหรอ? คราวก่อนไปเฉิงตูหาศิษย์พี่สวี่อวิ้นเหลียงเคยได้กินหนนึง ศิษย์พี่กั๋วต้ง กลุ่มปฏิบัติการพิเศษของพวกนายลุยกันมาตั้งสามปี ในที่สุดก็พิชิตมันได้แล้วสินะ?”
“เนื้อเงาโคมไฟจริง ๆ ด้วย หน้าตาดูต้นตำรับใช้ได้เลยนะเนี่ย ดูดีกว่าที่ภัตตาคารเฉิงตูทำซะอีก จัดจานก็สวย อาจารย์ลุงข่ง ร้านอาหารเล่อหมิงของพวกคุณนี่สุดยอดจริง ๆ” เจิ้งเฉียงพูดเสริม “นี่กำลังชิมกันอยู่ใช่ไหม? พวกเรามาได้จังหวะพอดีเลย”
“พูดมีเหตุผล งั้นฉันขอชิมรสชาติหน่อยแล้วกัน” เซี่ยวเหล่ยยื่นมือไปหยิบชิ้นเนื้อใส่ปากทันที เสียงเคี้ยวดังกรุบกรับ ดวงตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย พลางส่งสัญญาณให้เจิ้งเฉียงลองชิมบ้าง แล้วเอ่ยปากชมว่า “โอ้โฮ! กรอบมาก หอมเผ็ดชาสะใจ เด็ดสุด ๆ! ศิษย์พี่กั๋วต้ง นี่ไม่เหมือนฝีมือพวกนายเลยนะ? ถ้างัดของดีออกมาแสดงแต่แรก ภัตตาคารว่านซิ่วก็คงไม่มีที่ยืนแล้วมั้ง”
“อื้ม! อร่อย หอมมากเลย เมนูนี้เอาไปแกล้มเหล้าคือดีงาม ดูหรูหรามีระดับ เหมาะกับห้องอาหารระดับสูงของร้านอาหารเล่อหมิงสุด ๆ” เจิ้งเฉียงชิมไปชิ้นหนึ่ง ก็เอ่ยปากชมไม่ขาดปากเช่นกัน
สองคนนี้พอเดินเข้ามา ปากก็พ่นไฟแลบ รับส่งมุกกันโบ๊ะบ๊ะ ไม่เปิดโอกาสให้คนอื่นได้แทรกเลยแม้แต่น้อย
สีหน้าของทุกคนในร้านอาหารเล่อหมิงดูแปลก ๆ แก้มเริ่มร้อนผ่าวขึ้นมา
โจวเยี่ยนค่อย ๆ เบือนหน้าหนี กัดริมฝีปากจนเจ็บ กลัวจะเผลอหลุดขำออกมาจนไปกระทบกระเทือนจิตใจอันบอบบางของอาจารย์ลุงข่งเข้า
อาเหว่ยก็ว่าปากจัดแล้วนะ
ทำไมอาจารย์ของเขาและศิษย์พี่เจิ้งถึงได้ปากจัดกว่าอีกเนี่ย?
เจิงอันหรงยืนมองตาปริบ ๆ อยู่ข้าง ๆ อยากจะขำแต่ก็ต้องกลั้นไว้
รู้สึกว่ายืนเฉย ๆ มันก็กระไรอยู่ เลยหยิบสมุดบันทึกขึ้นมาจดอะไรยิก ๆ ก็ไม่รู้
อาเหว่ยขยับปากมุบมิบ ท่าทางกระตือรือร้น เห็นได้ชัดว่าอยากจะเข้าไปร่วมวงด้วยเต็มแก่
ใบหน้าของข่งกั๋วต้งเดี๋ยวเขียวเดี๋ยวแดง กัดฟันกรอดพูดว่า “เจ้าหิน! นี่ไม่ใช่ฝีมือพวกเรา แต่เป็นโจวเยี่ยนทำต่างหาก!”
“ฮะ?”
เซี่ยวเหล่ยและเจิ้งเฉียงชะงักกึก ปากที่กำลังเคี้ยวตุ้ย ๆ หยุดลงพร้อมกัน ดวงตาเบิกกว้างขึ้น หันขวับไปมองโจวเยี่ยนที่ยืนอยู่ข้าง ๆ
“โจวเยี่ยนทำ? แล้วทำไมถึงมาใส่จานของร้านอาหารเล่อหมิงวางอยู่ในครัวหลังร้านได้ล่ะ?” เซี่ยวเหล่ยถามด้วยความสงสัย
“ผมครับ ผมเป็นคนจัดใส่จานเอง” อาเหว่ยยกมือขึ้น หน้าตาภาคภูมิใจสุด ๆ
“แต่ว่า แบบนี้ดูสมเหตุสมผลขึ้นมาทันทีเลยแฮะ” เจิ้งเฉียงกระซิบเสียงเบา
โจวเยี่ยนจึงเอ่ยขึ้นบ้าง “อาจารย์ ผมเพิ่งหัดทำเนื้อเงาโคมไฟ ไม่รู้ว่าทำออกมาได้ต้นตำรับหรือเปล่า ก็เลยถือโอกาสที่มาสอบวันนี้ เอามาให้อาจารย์ลุงข่งกับคนอื่น ๆ ช่วยชิมดูน่ะครับ”
“ใช่ เรื่องมันก็เป็นแบบนี้แหละ” ข่งกั๋วต้งพยักหน้า
“อ้อ กั๋วต้ง ถ้าอย่างนั้นฉันก็เข้าใจนายผิดไปสินะ ลุยมาตั้งสามปี สรุปก็ยังพิชิตไม่ได้อยู่ดี” เซี่ยวเหล่ยตบไหล่ข่งกั๋วต้งเบา ๆ เอ่ยปลอบใจว่า “ไม่เป็นไรน่า นายดูศิษย์ฉันสิ ทำครั้งแรกก็พิชิตได้แล้ว”
“ไสหัวไป!” ข่งกั๋วต้งกัดฟันกรอด กำปั้นแข็งทื่อขึ้นมาทันที
“อย่าเพิ่งของขึ้นสิ อย่าเพิ่งของขึ้น พวกเราก็คนสำนักข่งเหมือนกัน หลานศิษย์ได้ดี นายที่เป็นอาจารย์ลุงก็ควรจะดีใจหน่อยสิ
นายดูฉันที่เป็นอาจารย์นี่สิ ดีใจขนาดไหน” เซี่ยวเหล่ยหัวเราะเสียงดังกว่าเดิม ท่าทางได้ใจราวกับตัวร้ายในละคร
“เดิมทีก็ดีใจอยู่หรอก แต่ตอนนี้ฉันอยากจะซัดหน้าแกสักหมัด!” ข่งกั๋วต้งยิ้มไม่ออกแล้ว
“อาจารย์โจว เนื้อเงาโคมไฟนี่ทำออกมาได้ดีจริง ๆ วันหลังสอนฉันทำบ้างสิ” เซี่ยวเหล่ยหยิบเนื้อวัวอีกชิ้นเข้าปาก พยักหน้ารัว ๆ “อร่อยเหาะ!”
“อาจารย์โจว ฉันก็อยากเรียนเหมือนกัน” เจิ้งเฉียงพูดเสริม
“ได้เลยครับ” โจวเยี่ยนพยักหน้ายิ้ม ๆ จะให้ทำยังไงได้ล่ะ ก็เล่นเรียกอาจารย์โจวซะขนาดนั้น
ข่งกั๋วต้งขยับปาก เหมือนอยากจะพูดอะไรแต่ก็หยุดไว้
“อาจารย์โจว ฉันอ่านปากออก อาจารย์ฉันบอกว่า เขาเองก็อยากเรียนเหมือนกัน” อาเหว่ยรีบทำหน้าที่ล่ามแปลภาษาให้เสร็จสรรพ
“คนกันเองทั้งนั้น ได้อยู่แล้วครับ ได้อยู่แล้ว” โจวเยี่ยนพยักหน้ายิ้มแย้ม
ใบหน้าของข่งกั๋วต้งถึงได้เริ่มมีรอยยิ้มปรากฏขึ้นมาบ้าง
“เจ้าหินเอ๊ย ปากแกนี่มันช่างจ้อจริง ๆ กลัวคนอื่นเขาจะไม่รู้หรือไง” ข่งชิ่งเฟิงส่ายหน้ายิ้ม ๆ
“อาจารย์อาครับ อาจารย์ผมเคยบอกไว้ว่า ปากถ้าไม่ได้กินข้าว ก็ต้องพูดให้เยอะ ๆ ถ้าไม่ชอบพูด คนอื่นเขาจะนึกว่าเป็นใบ้แล้วมารังแกเอาได้” เซี่ยวเหล่ยยิ้มตอบ
“อาจารย์แกเคยพูดแบบนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่ ทำไมฉันไม่เห็นเคยได้ยิน?”
“อ๋อ ผมเพิ่งแต่งให้แกเมื่อกี้นี้เองครับ”
“ไสหัวไปไกล ๆ เลย!”
เนื้อเงาโคมไฟจานนี้มีปริมาณไม่น้อย ข่งชิ่งเฟิงจึงเรียกให้ทุกคนเข้ามาลองชิมและวิจารณ์กันดู
“กรอบมาก! ไม่เหมือนที่ผู้จัดการข่งพวกเขาทำก่อนหน้านี้เลย!”
“อันนี้เอาไปแกล้มเหล้าคือเด็ดสะระตี่!”
“ไหนบอกว่าเรียนทำอาหารต้องเป็นขั้นเป็นตอน ค่อย ๆ ฝึกฝนไปไง? แล้วทำไมโจวเยี่ยนถึงถือตำราทำแค่มื้อสองมื้อก็ออกมาเป็นแบบนี้ได้แล้วล่ะ?”
เสียงชื่นชมของทุกคนปะปนไปด้วยความสงสัยใคร่รู้
ถึงจะเจ็บจี๊ดที่ใจอยู่บ้าง แต่ข่งกั๋วต้งและเหล่าแกนนำทีมปฏิบัติการพิเศษ นอกจากจะตกตะลึงแล้ว ส่วนใหญ่กลับรู้สึกยินดีมากกว่า
ที่แท้เนื้อเงาโคมไฟก็สามารถทำออกมาเป็นแบบนี้ได้จริง ๆ!
อย่างน้อยที่สุด ทิศทางความพยายามของพวกเขาก็ไม่ได้ผิด
“โจวเยี่ยน ทำไมเนื้อวัวของนายถึงไม่หดตัวล่ะ? พวกเราทุกครั้งที่เอาเนื้อลงทอดในน้ำมัน มันจะหดตัวม้วนเข้าหากันทันที ลองมาหลายวิธีแล้วก็ไม่ได้ผล” หวังเหมี่ยนทนเก็บความสงสัยไว้ไม่ไหว ต้องเอ่ยถามออกมา
ข่งกั๋วต้งและจงหย่งก็หันมามองโจวเยี่ยน นี่เป็นปัญหาโลกแตกที่ทีมปฏิบัติการพิเศษของพวกเขาต้องเผชิญจริง ๆ ถึงแม้ปัญหาแบบนี้จะมีเยอะแยะไปหมดก็เถอะ
โจวเยี่ยนตอบว่า “ก่อนจะเอาลงทอด ต้องดึงให้ตึงแล้วย่างไฟก่อนรอบหนึ่ง จากนั้นก็นำไปนึ่งอีกรอบ ทำแบบนี้เวลาเอาลงทอดในน้ำมันมันจะไม่หดตัวครับ”
“อ๋อ ทำแบบนี้นี่เอง!” ทุกคนพยักหน้าทำท่าครุ่นคิด
หวังเหมี่ยนหันไปมองข่งกั๋วต้งแล้วถามว่า “ศิษย์พี่กั๋วต้ง สูตรที่นายได้มามันมั่วหรือเปล่า? ทำไมไม่เห็นเหมือนที่โจวเยี่ยนบอกเลยสักนิด?”
“เอ่อ… ดูเหมือนจะไม่เหมือนกันจริง ๆ แฮะ” ข่งกั๋วต้งเกาหัวแกรก ๆ ด้วยความกระดากอาย ทิศทางผิด ความพยายามก็สูญเปล่า
ไอ้หมอนั่นที่ให้สูตรเขามาเมื่อก่อน ยังกล้ารับประกันเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าเป็นสูตรเนื้อเงาโคมไฟที่ต้นตำรับที่สุด เดี๋ยวต้องกลับไปคิดบัญชีซะหน่อยแล้ว
“ศิษย์พี่กั๋วต้ง สูตรนั้นซื้อมาจากช่องทางปกติหรือเปล่า? ระดับปรมาจารย์ชั้นหนึ่งตั้งกี่คนนำทีม พ่วงด้วยพ่อครัวระดับสองอีกเป็นโขยง ดันทำออกมาได้แต่เนื้อเค็มตากแห้งกองเบ้อเริ่ม?” เซี่ยวเหล่ยหัวเราะเยาะซ้ำเติม
เรื่องเนื้อเค็มตากแห้งนี่ กลายเป็นเรื่องโจ๊กในสำนักข่งมาสามปีแล้ว ทุกครั้งที่มีเมนูเนื้อวัวขึ้นโต๊ะ เป็นต้องถูกขุดคุ้ยขึ้นมาล้อเลียนทุกที
จากนั้นพวกหวังเหมี่ยนก็ถามคำถามโจวเยี่ยนอีกหลายข้อ โจวเยี่ยนก็ตอบทีละข้ออย่างละเอียด ไม่มีการหมกเม็ดแต่อย่างใด
ทุกคนฟังไปพยักหน้าไป บางคนถึงกับหยิบสมุดบันทึกขึ้นมาจด
“อาเหว่ย นายทำงานกับโจวเยี่ยนที่ร้านอาหารของเขาเป็นยังไงบ้าง? ทำงานชินหรือยัง? อยู่บ้านนอกแบบนั้นน่าเบื่อแย่เลยสิ?” พ่อครัวหนุ่มคนหนึ่งดึงตัวอาเหว่ยไปกระซิบถาม
ช่วงนี้พนักงานในร้านอาหารเล่อหมิงเริ่มระส่ำระสาย แม้แต่พ่อครัวหนุ่ม ๆ ก็อดไม่ได้ที่จะเริ่มมองหาลู่ทางให้ตัวเอง
เหล่าพ่อครัวต่างพากันหันมามองอาเหว่ยด้วยความอยากรู้อยากเห็น รวมถึงพ่อครัวรุ่นกลางคนบางคนด้วย
อาเหว่ยไม่ได้ลดเสียงลง ยิ้มแล้วตอบว่า “ตรงกันข้ามเลย ทำงานที่ร้านอาหารโจวเอ้อร์หวา ทุกวันผ่านไปอย่างคุ้มค่ามาก เมนูหรู ๆ อย่างไก่หิมะ เป็ดรมควันใบชา เนื้อเงาโคมไฟ พวกนี้ได้เรียนรู้แบบไม่อั้น อาจารย์โจวสอนให้เห็นกับตา ไม่มีการกั๊กวิชาเลยสักนิด
ตกเย็นเลิกงาน ก็มานั่งเดินหมากรุก หรือไม่ก็นั่งดูทีวี พวกนายรู้เรื่องที่อาจารย์โจวรับทำโต๊ะจีนแลกกับทีวีสีเครื่องนึงใช่ไหม? ทีวีสีจอยักษ์สิบแปดนิ้ว นั่งดูนักชกผู้พิชิตมันสุด ๆ ไปเลย”
ทุกคนได้ยินดังนั้น ดวงตาก็เป็นประกายวิบวับ
ไก่หิมะ เป็ดรมควันใบชา เนื้อเงาโคมไฟ ล้วนเป็นเมนูหรูหราระดับภัตตาคาร เป็นตัวแทนของอาหารจัดเลี้ยงเสฉวน กรรมวิธีซับซ้อน ทำยากมาก
เมนูแบบนี้ ขอแค่ทำเป็นสักเมนูสองเมนู ไม่ว่าจะไปอยู่ร้านอาหารเสฉวนที่ไหน ก็สามารถยึดตำแหน่งหัวหน้าพ่อครัวได้สบาย ๆ
ผู้จัดการข่งพูดถูก ไปอยู่ภัตตาคารว่านซิ่ว เงินเดือนอาจจะได้เพิ่มขึ้นมาไม่กี่หยวน แต่ถ้าคิดจะไปขโมยวิชาจากพวกพ่อครัวที่ออกมาจากร้านหรงเล่อหยวนพวกนั้น คงไม่ง่ายอย่างที่คิดหรอก
แต่โจวเยี่ยนไม่เหมือนกัน ในฐานะศิษย์เอกรุ่นที่สี่ของสำนักข่ง เขาแทบจะตอบทุกคำถาม ไม่มีการหวงวิชาเลยแม้แต่น้อย
เขายังถึงขั้นยอมมาสอนที่ฐานฝึกอบรมเล่อหมิง แบ่งปันเทคนิคการทำอาหารให้ทุกคนอีกด้วย
อย่างตอนนี้เขาก็กำลังตั้งใจอธิบายเทคนิคและเคล็ดลับการทำเนื้อเงาโคมไฟให้ข่งกั๋วต้งและพวกหวังเหมี่ยนฟัง พร้อมทั้งให้คำแนะนำในการปรับปรุงกระบวนการทำแบบเดิมของพวกเขา
เรื่องที่โจวเยี่ยนจะมาเปิดร้านอาหารที่เมืองเจียโจว ทุกคนก็ได้ยินข่าวมาแล้ว
ในอนาคตย่อมหนีไม่พ้นที่จะต้องกลายเป็นคู่แข่งกับร้านอาหารเล่อหมิง
เมนูเด็ดที่เป็นหน้าเป็นตาอย่างเนื้อเงาโคมไฟ พ่อครัวทั่วไปที่ไหนเขาจะยอมเอามาแบ่งปันให้คนอื่นรู้ มีแต่อยากจะเก็บซ่อนไว้ ให้ร้านอื่นทำไม่ได้ไปตลอดชาตินั่นแหละดีที่สุด
สมัยนั้นร้านอาหารเล่อหมิงกับร้านอาหารเฟยเยี่ยนต่างก็ตั้งทีมปฏิบัติการพิเศษขึ้นมา ทุ่มเทแรงกายแรงใจไปตั้งสามเดือน ถึงจะไม่ได้อะไรกลับมาเลย แต่อย่างน้อยก็ได้เหนื่อยฟรี
โจวเยี่ยนช่างเป็นคนเสียสละเพื่อส่วนรวมจริง ๆ
ข่งชิ่งเฟิงมองดูโจวเยี่ยน บนใบหน้าปรากฏรอยยิ้มแห่งความปลื้มใจ
“โจวเยี่ยนคนนี้ มีเสน่ห์ดึงดูดใจผู้คนจริง ๆ ถึงจะอายุแค่ยี่สิบปี แต่ในตัวเขา ผมมองเห็นเงาของลุงใหญ่แล้ว” ข่งกั๋วต้งกระซิบ
“ใช่เลย สมัยนั้นศิษย์พี่ฉันก็เป็นแบบนี้แหละ ขอแค่มีคนเอ่ยปากถาม เขาตอบทุกคำถาม โดยเฉพาะกับพ่อครัวหนุ่ม ๆ ยิ่งพยายามส่งเสริมเต็มที่” ข่งชิ่งเฟิงพยักหน้าเบา ๆ ยิ้มแล้วพูดว่า “ต่อมาฉันแอบไปถามเขาเป็นการส่วนตัว เขาบอกว่าคนอื่นถ้าฟังคำชี้แนะแค่สองสามประโยคก็ทำอาหารออกมาได้ดี อัจฉริยะแบบนั้นต่อให้ไม่มีคำชี้แนะจากนาย สักวันเขาก็เรียนรู้ได้เองอยู่ดี อีกอย่าง ต่อให้พวกเขาเรียนรู้ไปแล้ว ก็ทำได้ไม่ดีเท่าฉันหรอก นี่คือความมั่นใจในตัวเองอย่างเปี่ยมล้นของอัจฉริยะ ในตัวโจวเยี่ยนก็มีความมั่นใจแบบนี้อยู่เหมือนกัน”