- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 655 กลิ่นอายวันวานที่กลับคืนสู่ลานบ้าน
บทที่ 655 กลิ่นอายวันวานที่กลับคืนสู่ลานบ้าน
บทที่ 655 กลิ่นอายวันวานที่กลับคืนสู่ลานบ้าน
“ของหนูอันนี้ไม่เผ็ด ที่พวกลุงสั่งเป็นแบบเผ็ดค่ะ” ยอดนักขายทำหน้าที่อย่างขะมักเขม้น แถมยังอธิบายสถานการณ์เพิ่มเติมให้อีก
“แบบเผ็ดเหรอ!” ทุกคนได้ยินก็ตาเป็นประกาย
“ใช่ค่ะ ที่ร้านขายรสเผ็ดชา อันนี้โจวเยี่ยนทำรสพะโล้ให้เธอต่างหาก” น้าจ้าวรับช่วงต่อ พูดกลั้วหัวเราะ
“เหล่าเซียว ถึงพวกเราจะมีเงินบำนาญอยู่บ้าง แต่ก็มากินข้าวร้านอาหารทุกวันไม่ได้นะ จะเอาเงินที่ไหนมาผลาญขนาดนี้?”
“เหล่าหลี่ เที่ยงวันนี้ฉันต้องพานายมาชิมเนื้อเงาโคมไฟเมนูใหม่ของเสี่ยวโจวให้ได้ มาดูซิว่ารสชาติเป็นยังไง ปี 59 ตอนที่เราไปสำรวจวัฒนธรรมปาแถบชวนตง เคยอยู่ต๋าโจวช่วงนึง นายยังจำเนื้อเงาโคมไฟร้านตระกูลหวงที่เราไปกินบ่อย ๆ ได้ไหม?”
“นายพูดปุ๊บ ฉันก็นึกออกเลย เนื้อเงาโคมไฟร้านนั้นบางเฉียบเลยนี่นา ทุกทีเราจะซื้อสักสองตำลึง เอากลับไปแบ่งกันคนละไม่กี่ชิ้น ก็กินกับเหล้าได้ตั้งสามเหลี่ยง อร่อยสุด ๆ ไปเลย
อิ้งชิวก็ชอบมาก ตอนกลับยังตั้งใจซื้อกลับบ้านห่อนึง บอกว่าจะเอาไปฝากเด็กสองคน นั่งรถมากลางทางก็กินไปครึ่งนึงแล้ว นับดูแล้วก็ไม่ได้กินมาตั้งยี่สิบสามสิบปีแล้วมั้ง”
“ต้นปีฉันเพิ่งไปต๋าโจวมาอีกรอบ เหล่าหวงไปสบายแล้ว เนื้อเงาโคมไฟร้านเขาตกทอดไปถึงมือลูกชาย รสชาติกับรสสัมผัสสู้เมื่อก่อนไม่ได้เลย น่าเสียดายจริง ๆ”
เซียวเจิ้งเจ๋อเข็นหลี่ซูเย่เข้าไปในร้าน หาโต๊ะนั่งลง แล้วก็ร้องสั่งทันที “เถ้าแก่ ขอเนื้อเงาโคมไฟที่นึง แล้วก็ขอเต้าหู้ผัดพริกเสฉวนอีกที่นึงด้วย”
“ได้เลยค่ะ” จ้าวเถี่ยอิงรับคำ จดบิลอย่างรวดเร็ว ยิ้มแล้วบอก “พวกคุณสั่งได้จังหวะพอดีเลยค่ะ เหลือจานสุดท้ายแล้ว”
“เมนูใหม่เพิ่งออก ก็ขายดีขนาดนี้เลยเหรอ?” เซียวเจิ้งเจ๋อแปลกใจเล็กน้อย แต่ก็หัวเราะอย่างเข้าใจในเวลาอันรวดเร็ว “ก็ถูกแหละ ความเชื่อมั่นที่สั่งสมมาจากชื่อเสียงปากต่อปากมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าอร่อยหรือไม่อร่อย ก็อยากจะลองสั่งมาชิมดูทั้งนั้นแหละ ก็แหม มีแค่สิบห้าที่เองนี่นา ถ้าพลาดไปก็ต้องรอพรุ่งนี้เลย”
“คงงั้นมั้งคะ” จ้าวเถี่ยอิงยิ้ม ๆ ไม่ได้บอกว่าครึ่งหนึ่งน่าจะเป็นผลงานของโจวโม่โม่
เนื้อเงาโคมไฟคืออะไร เจ้าตัวเล็กก็กินโชว์ให้ทุกคนฟังไปแล้วนี่
สรุปก็คือทั้งหอมทั้งกรอบ
เนื้อเงาโคมไฟถูกยกออกมาจากครัวทีละจาน ๆ ส่งขึ้นโต๊ะลูกค้า
ก่อนเสิร์ฟก็เหยาะน้ำมันงาลงไปคลุกเคล้าหน่อย ประสิทธิภาพการออกอาหารก็เลยสูงปรี๊ด
งานนี้อาเหว่ยรับเหมาไปทำ ควบตำแหน่งไปเลย ทำได้ทั้งเร็วทั้งดี
“โอ้โฮ! เนื้อวัวนี่กรอบจังเลย!”
“ทั้งกรอบทั้งหอม เคี้ยวแล้วละลายในปาก รสชาติเด็ดดวงสุด ๆ! กับแกล้มชั้นยอดของแท้!”
พออาหารขึ้นโต๊ะ เสียงชื่นชมของลูกค้าก็ดังขึ้นอย่างรวดเร็ว
สำหรับเมนูใหม่ ลูกค้าร้านอาหารโจวเอ้อร์หวาต่างมีความรู้ใจกันอย่างหนึ่ง คือการแบ่งปันความรู้สึกหลังกินให้ทุกคนฟัง
“เนื้อเงาโคมไฟ ค่อย ๆ ทานนะคะ”
รอไม่นาน เนื้อเงาโคมไฟของพวกเซียวเจิ้งเจ๋อก็มาเสิร์ฟ
หลี่ซูเย่มองเนื้อเงาโคมไฟตรงหน้า สีหน้าครุ่นคิด “สีสวยได้ที่เลย หั่นได้เป็นทรงสี่เหลี่ยมกว่าของร้านตระกูลหวงสมัยก่อนนิดหน่อย ความหนาบางก็พอ ๆ กัน แสงส่องทะลุผ่านได้เหมือนกัน ข้างบนก็มีงาโรย เคี้ยวแล้วคงหอมน่าดู”
“ความจำนายดีแฮะ รายละเอียดพวกนี้ยังจำได้หมดเลย” เซียวเจิ้งเจ๋อหยิบตะเกียบคีบเนื้อเงาโคมไฟขึ้นมาแผ่นหนึ่ง ส่องกับไฟดูตามสัญชาตญาณ ริ้วเนื้อวัวถูกแสงไฟส่องทะลุ เกิดเป็นเงาเลือนรางตกกระทบบนโต๊ะ เขาหัวเราะร่วน “ใช่เลย ความรู้สึกแบบนี้แหละ”
แล้วก็ส่งเข้าปากอย่างสบายใจ
“กรุบ!”
เสียงกรอบดังขึ้น ชัดเจนราวกับเสียงฟาดของสายฟ้า
ความเผ็ดชาหอมกลมกล่อมระเบิดบนต่อมรับรส เนื้อวัวแผ่นกรอบละลายในปาก ค่อย ๆ เคี้ยวช้า ๆ เมล็ดงาแตกออกระหว่างซี่ฟัน ยิ่งเคี้ยวก็ยิ่งหอม
“รสชาตินี้แหละ! เนื้อเงาโคมไฟมันต้องแบบนี้ นึกไม่ถึงเลยว่าห่างกันตั้งสี่ห้าร้อยกิโลเมตร จะได้มากินเนื้อเงาโคมไฟต้นตำรับอีกครั้งที่ซูจี!”
เซียวเจิ้งเจ๋อทั้งตกใจทั้งดีใจ เนื้อเงาโคมไฟที่โจวเยี่ยนทำ รสชาติแทบจะเหมือนกับร้านตระกูลหวงไม่มีผิดเพี้ยน แถมการปรุงรสยังเหนือกว่านิดหน่อยด้วยซ้ำ
หลี่ซูเย่ชิมไปชิ้นหนึ่ง
เนื้อวัวบางกรอบ ฟันแตะนิดเดียวก็แตกละเอียด พอความเผ็ดชาหอมกรอบแล่นขึ้นมา ความทรงจำที่ถูกปิดผนึกไว้ก็หลั่งไหลเข้ามาในหัวราวกับคลื่นน้ำ:
รถแทรกเตอร์โยกเยกไปมา กลุ่มคนหนุ่มสาวที่ตากแดดจนตัวดำเมี่ยมนั่งอยู่ในกระบะหลัง เสียงหัวเราะพูดคุยดังไม่ขาดสาย
นอกจากสหายหญิงไม่กี่คนแล้ว คนอื่น ๆ ล้วนผิวคล้ำแดด สวมรองเท้าเจี่ยฟ่าง เสื้อผ้ากางเกงเต็มไปด้วยรอยปะชุน ผมดกดำยาวสยายยุ่งเหยิง สิ่งที่วางอยู่ใกล้มือไม่ใช่ปากกา แต่เป็นจอบกับพลั่วลั่วหยาง(1)
พวกเขาคือสหายจากคณะกรรมการบริหารจัดการโบราณวัตถุที่รับผิดชอบงานโบราณคดี แต่ดู ๆ ไปแล้วเหมือนชาวนาซะมากกว่า
หลี่ซูเย่นั่งอยู่ท้ายรถแทรกเตอร์ ด้านหลังมีหญิงสาวสวมหมวกทหารพิงเขาอยู่ ผิวของเธอเป็นสีน้ำผึ้ง แต่ใบหน้ายังคงงดงามอ่อนโยน ในมืออุ้มถุงกระดาษไขไว้ใบหนึ่ง
“อิ้งชิว เธอซื้ออะไรกลับไปฝากเด็กสองคนน่ะ?” ผู้หญิงคนหนึ่งเอ่ยถาม
“เนื้อเงาโคมไฟ ของร้านตระกูลหวงน่ะ!” ฉู่อิ้งชิวยิ้มตอบ เผยให้เห็นลักยิ้มสองข้างบนแก้ม
“อิ้งชิว งั้นระหว่างทางเธอต้องจับตาดูให้ดีนะ อย่าให้ซูเย่แอบกินหมดก่อนจะถึงบ้านล่ะ” เซียวเจิ้งเจ๋อในวัยหนุ่มพูดกลั้วหัวเราะ
ทุกคนบนรถแทรกเตอร์ก็พากันหัวเราะร่วน
“อย่ามาพูดซี้ซั้วนะ ฉันไม่ได้ตะกละขนาดนั้นสักหน่อย” หลี่ซูเย่หัวเราะ “อิ้งชิว เธอต้องระวังเจิ้งเจ๋อไว้ให้ดี หมอนี่แหละตะกละที่สุด คราวก่อนเราซื้อเนื้อเงาโคมไฟมาสองตำลึง เหลืออยู่สองชิ้น เขาบอกฉันว่าพรุ่งนี้ค่อยเอามากินกับเหล้า พอเช้าวันรุ่งขึ้นตื่นมาเนื้อหายเกลี้ยง เขาบอกฉันว่าเมื่อคืนหนูแอบมากินไปแล้ว ที่จริงฉันได้ยินหมดแหละ หนูตัวนี้พักอยู่เตียงชั้นบนของฉัน เคี้ยวกรุบ ๆ อย่างเอร็ดอร่อยเลย พอเช้าวันรุ่งขึ้นหมอนี่พูดแบบนี้ ปากยังเช็ดไม่สะอาดเลยด้วยซ้ำ”
เซียวเจิ้งเจ๋อหน้าแดงแปร๊ด “โธ่เอ๊ย ซูเย่! นายจะมาใส่ร้ายป้ายสีฉันแบบนี้ไม่ได้นะ———”
“เรื่องนี้ฉันเป็นพยานได้นะ หนูตัวเบ้อเริ่มเลย เมื่อคืนปีนขึ้นปีนลงคล่องแคล่วสุด ๆ” เพื่อนร่วมงานคนหนึ่งยกมือขึ้นบอก
เสียงหัวเราะบนรถแทรกเตอร์ยิ่งดังขึ้นไปอีก
เซียวเจิ้งเจ๋อถอนหายใจ พูดอย่างเศร้าสร้อยว่า “เฮ้อ เนื้อเงาโคมไฟร้านตระกูลหวงอร่อยจริง ๆ ทำไมฉันถึงลืมซื้อกลับไปกินบ้างนะ กว่าจะได้มาอีก ก็ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่”
ไหล่ของหลี่ซูเย่ขยับเล็กน้อย ฉู่อิ้งชิวมองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะยิ้มอย่างอ่อนใจ แกะห่อกระดาษไขออก แบ่งเนื้อเงาโคมไฟให้เพื่อนร่วมงานบนรถคนละชิ้น
“อิ้งชิว เธอนี่เป็นคนดีจริง ๆ เลยนะ” เซียวเจิ้งเจ๋อทำหน้าซาบซึ้ง แถมไม่ลืมชกหลี่ซูเย่ไปหมัดนึง “เพื่อนรัก!”
“ไสหัวไปเลยไป!” หลี่ซูเย่หัวเราะแล้วสวนกลับไปหมัดนึง
“เนื้อเงาโคมไฟชิ้นนี้ เหมือนกับชิ้นที่อิ้งชิวแบ่งให้ฉันตอนนั่งอยู่บนรถแทรกเตอร์สมัยก่อนเป๊ะเลย ตอนนั้นฉันตะกละจริง ๆ พวกนายก็ดันดีกับฉันขนาดนั้น…” เซียวเจิ้งเจ๋อเม้มปาก น้ำเสียงเจือความรู้สึกลึกซึ้ง
หลี่ซูเย่หัวเราะเบา ๆ “อิ้งชิวเคยบอกฉันทีหลังว่า ถึงจะซื้อกลับไปแค่ครึ่งห่อ แต่ครึ่งห่อนี้ให้เด็ก ๆ กิน ส่วนอีกครึ่งห่อทุกคนแบ่งกันกิน รสชาติมันกลับหอมอร่อยกว่าเดิมซะอีก”
“อิ้งชิวก็เป็นแบบนี้ตลอด เธอจิตใจดีเกินไป…”
ทั้งสองคนกินเนื้อเงาโคมไฟกันไปทีละชิ้น เหล้าสองเหลี่ยงในแก้วค่อย ๆ หมดไป
รอยยิ้มบนใบหน้ายิ่งคุยก็ยิ่งเยอะขึ้น
ความทรงจำ มักจะมีช่วงเวลาที่มีความสุขเสมอ
เต้าหู้ผัดพริกเสฉวนมาเสิร์ฟ ทั้งสองคนซัดข้าวสวยกันไปคนละสองชาม
เนื้อเงาโคมไฟยังเหลืออีกครึ่งจาน เลยขอกระดาษสีน้ำตาลมาแผ่นนึง ห่อกลับไปแกล้มเหล้าตอนเย็น
เซียวเจิ้งเจ๋อเข็นรถหลี่ซูเย่ เดินเล่นเลียบตลิ่งกลับไปอย่างไม่รีบร้อน
ตอนเที่ยงปิดร้าน โจวเยี่ยนเช็กอุณหภูมิในตู้อุ่นอาหารอีกรอบ ให้แม่ช่วยดูเรื่องอุณหภูมิไว้ แล้วเอาเครื่องปรุงที่เตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อวานกับมีดใส่ตะกร้า พาอาเหว่ยกับเจิงอันหรงพุ่งตรงไปที่หัวสะพาน
จางเหล่าซานยืนอยู่หน้าแผง พอเห็นพวกโจวเยี่ยนเดินมา ก็รีบยิ้มเดินเข้าไปหา “เถ้าแก่โจว เตรียมเนื้อไว้พร้อมแล้ว รถเข็นก็มาแล้ว ไปกันได้เลย นายนำทางไปเลย”
โจวเยี่ยนกวาดตามองเนื้อหมูบนรถ เป็นหมูสามชั้นกับเนื้อสันคอตามที่สั่งไว้เป๊ะ คุณภาพก็ถือว่าดีไม่เลว “ใช้ได้ เนื้อโอเคอยู่ อาปั่นตามผมมาเลย ใกล้นิดเดียว”
จางเหล่าซานรับคำ ถีบรถสามล้อตามหลังโจวเยี่ยนไปที่บ้านหลี่ซูเย่
โจวเยี่ยนเดินเข้าไปเคาะประตู ไม่นานประตูลานบ้านก็เปิดออก เซียวเจิ้งเจ๋อเดินออกมายิ้มทักทาย “เสี่ยวโจว ที่ร้านยุ่งเสร็จเร็วขนาดนี้เลยเหรอ?”
“คุณลุงเซียว เพิ่งจะยุ่งเสร็จก็รีบมาทำเนื้อรมควันกับกุนเชียงเลยครับ บ่ายนี้เวลาจำกัด งานก็เยอะ ต้องรีบทุกวินาทีเลยครับ” โจวเยี่ยนยิ้มตอบ พลางเรียกให้อาเหว่ยช่วยเข็นรถเข็นเนื้อเข้าไปในลานบ้านก่อน แล้วก็เริ่มขนเนื้อลง
“เสี่ยวโจว ลำบากพวกเธอแล้วนะ” สภาพจิตใจของหลี่ซูเย่วันนี้ดูดีกว่าเมื่อวานไม่น้อย เขานั่งอยู่บนรถเข็นมองทุกคนเดินเข้าเดินออกวุ่นวาย ก็รู้สึกเกรงใจนิดหน่อย
“คุณลุงหลี่ ไม่ลำบากหรอกครับ คนตั้งเยอะ บ่ายเดียวก็เสร็จแล้ว” โจวเยี่ยนบอกยิ้ม ๆ
ช่วงนี้ทำเนื้อรมควันกับกุนเชียงบ่อย อาเหว่ยกับเจิงอันหรงผ่านการฝึกซ้อมช่วงสุดสัปดาห์มา ก็พัฒนาจนเป็นงานแล้ว จางเหล่าซานก็เข้าขากับเขาได้ดีทีเดียว
สี่คนร่วมแรงร่วมใจกัน แค่บ่ายเดียว ก็จัดการกุนเชียงกับเนื้อรมควันสองร้อยจินเสร็จรวดเดียว
กุนเชียงแขวนเต็มราวที่กางไว้ใต้ระเบียงทางเดิน ส่วนเนื้อรมควันก็หมักใส่ไหจนหมด
ลานบ้านเล็ก ๆ ที่เดิมทีดูเงียบเหงาไร้ชีวิตชีวา จู่ ๆ ก็มีบรรยากาศของความเป็นบ้านและกลิ่นอายของวันตรุษจีนเพิ่มขึ้นมาทันที
หลี่ซูเย่นั่งอยู่ในลานบ้าน มองกุนเชียงที่แขวนอยู่เต็มราวอย่างเหม่อลอย ขอบตาแดงระเรื่อขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว
ช่างเป็นภาพที่คุ้นเคยเสียจริง
สามปีผ่านไป ราวกับว่าทุกอย่างได้กลับคืนมาอีกครั้ง
อิ้งชิว เธอเป็นคนให้เขามาจริง ๆ เหรอ?
……….……….……….……….
(1) พลั่วลั่วหยาง (洛阳铲) คือเครื่องมือขุดเจาะดินที่มีปลายลักษณะเป็นทรงกระบอกผ่าซีก ใช้แทงลงดินเพื่อดึงตัวอย่างชั้นดินขึ้นมาตรวจดูร่องรอยของสุสานโบราณ เดิมทีคิดค้นขึ้นโดยกลุ่มโจรปล้นสุสานในเมืองลั่วหยาง ก่อนจะถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายและกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในวงการโบราณคดีจีน