เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 115 ทะเลเทียนเก๋อ

บทที่ 115 ทะเลเทียนเก๋อ

บทที่ 115 ทะเลเทียนเก๋อ


บทที่ 115 ทะเลเทียนเก๋อ

เจียงป๋อหยางจงใจชะลอความเร็วในการเหินลงมิน้อย

สองอาจารย์และศิษย์มุ่งหน้าไปตามทิศทางที่ตะวันลับขอบฟ้า ทะยานร่างไปข้างหน้าอย่างช้าๆ

เวลาผ่านไปหลายชั่วยามเช่นนี้

พลังเวทภายในกายของติงเหยียนเหือดแห้งไปมิต่ำทราม

เขาจำต้องหยิบหินวิญญาณระดับกลางออกมาจากถุงเก็บของก้อนหนึ่ง เพื่อฟื้นฟูพลังเวทไปพร้อมกับการเร่งเดินทาง

ทว่าตลอดระยะทางหลายพันลี้ที่คนทั้งสองบินผ่าน นอกจากจะพบเกาะแก่งหินโสโครกที่ไร้ผู้คนประปรายแล้ว ก็หาได้มีสิ่งใดอื่นอีกไม่

บนผิวน้ำทะเลบางคราจะพบอสูรน้ำลึกโผล่พ้นน้ำขึ้นมาบ้าง

ส่วนใหญ่เป็นเพียงอสูรระดับหนึ่ง และมีอสูรระดับสองปรากฏให้เห็นบ้างประปราย

ติงเหยียนและอาจารย์ลอยลำอยู่บนความสูงหลายร้อยจั้ง มิคิดจะเสียเวลาไปต่อกรกับอสูรเหล่านี้ ทว่าในใจกลับมุ่งหวังเพียงจะค้นหาร่องรอยของมนุษย์ให้พบ

ตามความคิดของพวกเขา ในเมื่อมีผู้จัดตั้งค่ายกลเคลื่อนย้ายโบราณไว้ในน่านน้ำแห่งนี้ บริเวณใกล้เคียงย่อมต้องมีผู้คนอาศัยอยู่เป็นแน่

มิเช่นนั้นตามปกติชน ใครจักมาสร้างค่ายกลระดับนี้ไว้ในที่รกร้างที่เต็มไปด้วยฝูงอสูรเช่นนี้เล่า?

ด้วยความคิดเช่นนี้ ทั้งสองจึงมุ่งหน้าบินต่อไป

จนกระทั่งบินมาได้ไกลถึงสี่ห้าพันลี้ ในยามที่ท้องฟ้าใกล้จะมืดมิด เบื้องหน้าก็พลันปรากฏเกาะสีเขียวขจีขนาดเล็กแห่งหนึ่ง

เมื่อมองจากเบื้องบนในระยะไกล เกาะนี้ประกอบด้วยผืนดินรูปทรงคล้ายวงกลมสองผืนที่มีขนาดต่างกันเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน ดูแล้วคล้ายกับรูปทรงของน้ำเต้า

บริเวณโขดหินริมชายหาด ถูกคลื่นทะเลซัดสาดเข้าใส่ครั้งแล้วครั้งเล่า จนบังเกิดเป็นฟองคลื่นสีขาวโพลนกระจายตัวออกมา

ยามตะวันรอน ผิวน้ำทะเลสีน้ำเงินจางๆ ถูกย้อมด้วยแสงสีทองอร่ามตา

ทั้งสองเร่งพลังแห่งการเหินเข้าไปใกล้ จึงพบว่า "เกาะเล็ก" เบื้องหน้านี้มีพื้นที่มิได้เล็กเลยแม้เพียงน้อย

เมื่อกวาดสายตามองไป เห็นแนวชายฝั่งทอดยาวคดเคี้ยวรวมแล้วเกือบหนึ่งร้อยลี้

ภายนอกเกาะในบริเวณน้ำลึก ยังมีการสร้างท่าเรือและท่าเทียบเรือไว้แห่งหนึ่ง

ที่ท่าเรือมีเรือน้อยใหญ่นับสิบลำจอดเทียบท่าอยู่ บนฝั่งมีผู้คนเดินขวักไขว่ ทั้งชายหญิงคนชราและเด็ก ในจำนวนนั้นส่วนใหญ่เป็นสามัญชนที่ไร้ตบะ ทว่าก็มีผู้ฝึกตนที่ครอบครองพลังเวทอยู่มิน้อยเช่นกัน

“บนเกาะแห่งนี้มียอดฝีมือผู้ฝึกตนรั้งอยู่มิน้อย”

เจียงป๋อหยางใช้จิตสำนึกสำรวจเพียงครู่ แววตาพลันฉายประกายคมปราบ ก่อนจะพาติงเหยียนบินตรงไปยังน่านฟ้าเหนือท่าเรือทันที

ทั้งสองมิมีเจตนาจะเร้นกาย การมาเยือนของพวกเขาจึงถูกผู้คนบนท่าเรือสังเกตเห็นในทันที

ผู้คนในเครื่องแต่งกายหลากหลายรูปแบบต่างพากันมารวมตัวกันที่ท่าเรือ พวกเขาแหงนหน้ามองเจียงป๋อหยางและติงเหยียนบนท้องฟ้าด้วยสายตาที่เปี่ยมด้วยความเคารพเทิดทูน พร้อมกับส่งเสียงเจื้อยแจ้วคุยกันในภาษาที่ฟังมิรู้เรื่อง

ในยามนั้น ผู้ฝึกตนระดับฝึกปราณวัยเยาว์สองคนในชุดคลุมสีขาว อาศัยสมบัติเวทรูปทรงเปลือกหอยทะยานร่างขึ้นมาจากฝูงชน ค่อยๆ บินตรงมาทางเจียงป๋อหยางและศิษย์

เมื่อบินมาถึงระยะใกล้ ทั้งสองแสดงสีหน้าเคร่งเครียดนอบน้อมน้อมกายคำนับติงเหยียนและอาจารย์ เอ่ยคำวาจาภาษาประหลาดออกมาสองสามประโยค ก่อนจะก้มหน้ากุมมือยืนนิ่งอยู่กับที่ ประดุจรั้งรอรับคำสั่ง

ติงเหยียนเห็นว่าภาษาที่ใช้สื่อสารนั้นแตกต่างกัน วาจาที่อีกฝ่ายเอ่ยออกมาเขาฟังมิออกแม้เพียงครึ่งคำ ในขณะที่กำลังปวดเศียรเวียนเกล้าอยู่นั้น เจียงป๋อหยางที่อยู่ข้างกายกลับเอ่ยปากด้วยสำเนียงเดียวกัน โต้ตอบกับผู้ฝึกตนระดับฝึกปราณทั้งสองอย่างคล่องแคล่ว

แม้สำเนียงและการออกเสียงจะดูขัดเขินมิสู้จะลื่นไหลนัก ทว่านั่นคือภาษาของที่แห่งนี้มิต้องสงสัย

เรื่องนี้ทำให้ติงเหยียนถึงกับยืนอึ้งตะลึงงันไป

เขาคิดมิถึงเลยว่าอาจารย์ของตนจะล่วงรู้ภาษาของดินแดนแห่งนี้ด้วย

หลังจากทั้งสองฝ่ายสนทนากันอยู่ครู่หนึ่ง

“น่านน้ำแถบนี้ใช้ภาษาโบราณแขนงหนึ่งในโลกผู้ฝึกตน อาจารย์มีหยกคัมภีร์อยู่ชิ้นหนึ่ง เจ้าจงรับไปศึกษาเปรียบเทียบดูเถิด”

ติงเหยียนได้รับจิตสื่อสารจากเจียงป๋อหยางกะทันหัน

สิ้นเสียง วาจาหยกคัมภีร์สีแดงเพลิงก็พุ่งทะยานมาหาเขา

เขาคว้าหยกคัมภีร์มาตรวจสอบด้วยจิตสำนึก

ภายในนั้นบันทึกอักขระและภาษาโบราณแขนงหนึ่งไว้จริงๆ ทั้งยังมีการอธิบายความหมายและการออกเสียงโดยใช้อักษรทั่วไปของเสี่ยวหนานโจวกำกับไว้ ติงเหยียนตรวจสอบอยู่ครู่หนึ่ง ก็สามารถเรียนรู้การออกเสียงและอักขระพื้นฐานที่จำเป็นได้ในเวลาอันรวดเร็ว

“เรียนท่านอาวุโส ตระกูลอูของพวกเราพำนักอยู่ที่เกาะแห่งนี้มาหลายชั่วอายุคน รวมเวลากว่าห้าร้อยปีแล้วขอรับ”

“ผู้ฝึกตนทุกคนบนเกาะล้วนมีสายเลือดตระกูลอู แม้แต่ในหมู่สามัญชนเกือบสามส่วนก็นับเป็นลูกหลานตระกูลอูเช่นกัน...”

ถึงยามนี้ ติงเหยียนพอจะเข้าใจวาจาของผู้ฝึกตนชุดขาวเบื้องหน้าได้แล้ว

จากการแนะนำ เกาะแห่งนี้ดูเหมือนจะอยู่ภายใต้การปกครองของตระกูลผู้ฝึกตนแซ่อูตระกูลหนึ่ง

“นำข้าไปดูสำนักตระกูลอูของพวกเจ้าเสียหน่อย”

เจียงป๋อหยางมองผู้ฝึกตนชุดขาวทั้งสอง เอ่ยสั่งการด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

“ท่านอาวุโสปรารถนาจะไปยังสำนักตระกูลอูของพวกเราคนรึขอรับ?”

เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของคนทั้งสองแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย

พวกเขาสบตากันด้วยความลังเลใจ

ชัดเจนว่าพวกเขากังวลว่าการมาเยือนอย่างกะทันหันของยอดคนท่านนี้จักส่งผลเสียต่อตระกูลอู

“ประการใด มิได้รึ?”

เจียงป๋อหยางสีหน้าสลัวลง แววตาพลันคมปราบขึ้นมาในทันที

“ย่อมได้ขอรับ ย่อมได้!”

ผู้ฝึกตนชุดขาวทั้งสองเห็นท่าทีเช่นนั้นก็สะดุ้งสุดตัว หนึ่งในนั้นรีบเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้มประจบประแจง บนหน้าผากเริ่มมีเหงื่อเย็นซึมออกมา

แม้พวกเขาจักมิรู้ระดับตบะที่แท้จริงของเจียงป๋อหยางและติงเหยียน ทว่าอย่างน้อยที่สุดต้องเป็นระดับสร้างรากฐานมิต้องสงสัย ยอดคนเช่นนี้หาใช่สิ่งที่ศิษย์ระดับฝึกปราณอย่างพวกเขาจะไปล่วงเกินได้

ต่อให้เป็นตระกูลอูของพวกเขา ก็มียอดฝีมือระดับสร้างรากฐานเพียงสามท่านเท่านั้น

“ท่านอาวุโสทั้งสอง โปรดตามพวกเรามาเถิดขอรับ”

คนทั้งสองเอ่ยด้วยความเคารพ ก่อนจะเร่งพลังสมบัติเวทเปลือกหอย บินนำหน้ามุ่งสู่ส่วนลึกของเกาะอย่างช้าๆ

เจียงป๋อหยางวาบกายติดตามไปเบื้องหลังอย่างมิรีบร้อน

ติงเหยียนเห็นดังนั้น ก็เร่งพลังแห่งการเหินติดตามไปเช่นกัน

ทั้งสี่คนออกจากท่าเรือ บินตรงไปข้างหน้าประมาณสามสิบกว่าลี้ ในที่สุดก็มาถึงเบื้องหน้าภูเขาลูกเตี้ยๆ ที่สูงประมาณสามร้อยกว่าจั้ง พลังวิญญาณ ณ ที่แห่งนี้หนาแน่นยิ่งนัก มิได้ด้อยไปกว่าชีพจรวิญญาณระดับสองที่ติงเหยียนเคยพบเห็นมาเลย

มองจากระยะไกล เห็นสิ่งปลูกสร้างจำพวกศาลาและวิหารตั้งเรียงรายอยู่ทั่วภูเขา บนยอดเขามีเจดีย์ที่ส่องแสงสีขาวนวลตั้งตระหง่านอยู่ ดูประดุจเป็นศูนย์กลางของค่ายกลและเขตอาคมบางอย่าง

“ท่านอาวุโสทั้งสอง โปรดรั้งรอ ณ ที่แห่งนี้สักครู่ ผู้น้อยขอตัวเข้าไปแจ้งต่อสำนักตระกูลก่อนขอรับ”

ในยามนั้น ผู้ฝึกตนตระกูลอูที่นำทางพลันหยุดลง หนึ่งในนั้นบินกลับมาหาเจียงป๋อหยางและติงเหยียน เอ่ยด้วยน้ำเสียงนอบน้อมและประสานมือคำนับ

“ไปเถิด จงเร่งมือเสียหน่อย ข้าหาได้มีความอดทนมากนักไม่”

เจียงป๋อหยางกวาดสายตามองภูเขาเบื้องหน้าพลางโบกมือสั่ง

“ขอรับ ผู้น้อยจะรีบเข้าไปแจ้งเเละกลับมาในพริบตาขอรับ”

ผู้ฝึกตนตระกูลอูผู้นั้นใจชื้นขึ้นมาทันที รีบขานรับ

หากฝ่ายตรงข้ามคิดจะบุกเข้าไปโดยพลการ ลำพังศิษย์ระดับฝึกปราณเช่นพวกเขาคงมิมีปัญญาขัดขวาง ได้แต่ยืนมองตาปริบๆ เท่านั้น

โชคดีที่ยอดคนนิรนามทั้งสองท่านนี้มิใช่ผู้ที่ป่าเถื่อนจนเกินไปนัก

คนผู้นั้นรีบเร่งสมบัติเวทเปลือกหอย บินมุ่งหน้าสู่ภูเขาอย่างรวดเร็ว

ส่วนผู้ฝึกตนตระกูลอูอีกคนหนึ่งยังคงรั้งอยู่บนสมบัติเวท ยืนกุมมือนอบน้อมอยู่ด้านข้างด้วยสีหน้าที่แฝงความประหม่ามิน้อย

ทั้งสามรั้งรออยู่มิเนิ่นนาน

จากวิหารแห่งหนึ่งบนภูเขาไกลๆ พลันปรากฏลำแสงสีเขียวและสีขาวสองสายพุ่งทะยานออกมา มุ่งตรงมายังตำแหน่งที่พวกเขายืนอยู่อย่างรวดเร็ว

“โอ้ ยอดคนระดับสร้างแกน (จินตัน) !”

เมื่อลำแสงนั้นบินมาถึงระยะใกล้ พลันชะงักงันลง ปรากฏเสียงอุทานด้วยความตื่นตระหนกและหวาดหวั่นของชายชราดังออกมา

จากนั้นรัศมีทิพย์สลายไป เผยให้เห็นเงาร่างของผู้ฝึกตนชายหนึ่งหญิงหนึ่ง

ฝ่ายชายอายุราวหกสิบเศษ ผมดำแซมขาว จมูกงุ้มประดุจจะงอยนกเหยี่ยว ตบะระดับสร้างรากฐานขั้นกลาง

ฝ่ายหญิงอายุยี่สิบเศษ หน้าตาสดใสหมดจดเหนือสามัญชน เส้นผมสีดำขลับแผ่สยายเต็มไหล่ เท้าเปลือยเปล่าเหยียบย่ำอากาศ กระโปรงสั้นพลิ้วไหวตามสายลม เผยให้เห็นเรียวขาขาวเนียนประดุจหิมะรำไร ดูเย้ายวนใจมิน้อย

ตบะของนางด้อยกว่าชายชราเล็กน้อย อยู่ที่ระดับสร้างรากฐานขั้นต้นช่วงปลาย

“ผู้น้อยอูเหลียนเซิงแห่งตระกูลอูบนเกาะน้ำเต้า คารวะท่านอาวุโสขอรับ!”

ชายชราจมูกเหยี่ยวรักษาระยะห่าง น้อมกายคำนับเจียงป๋อหยางอย่างนอบน้อมยิ่งนัก

เขาลอบสังเกตเจียงป๋อหยางและติงเหยียนครู่หนึ่ง ใบหน้าปรากฏแววประหม่าและระแวดระวังอย่างเห็นได้ชัด

ชัดเจนว่า สำหรับยอดคนระดับสร้างแกนที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหันผู้นี้ ในใจเขาย่อมมีความกังวลมิต่ำทราม

“ผู้น้อยอูซินหรู คารวะท่านอาวุโสเจ้าค่ะ”

สตรีผู้หมดจดก็รีบรุดหน้ามาน้อมกายคำนับเช่นกัน

ส่วนผู้ฝึกตนระดับฝึกปราณที่นำทางมาในตอนแรก เมื่อได้ยินคำว่า ‘ยอดคนระดับสร้างแกน’ ก็ถึงกับยืนอึ้งตะลึงงันไปแล้ว เขาได้แต่ยืนบื้ออยู่กับที่ เฝ้ามองดูผู้อาวุโสระดับสร้างรากฐานทั้งสองของตระกูลแสดงท่าทีเคารพนอบน้อมต่อเจียงป๋อหยาง

เมื่อดึงสติกลับมาได้ ในใจเขาก็เกิดความหวาดเสียวขึ้นมาทันที

โชคดีนักที่เมื่อครู่เขามิได้เสียมารยาทต่อยอดคนทั้งสองแม้เพียงนิด มิเช่นนั้นวันนี้ตระกูลอูคงจักต้องพบกับหายนะอันใหญ่หลวงเป็นแน่

“มิธาตุต้องมากพิธี!”

เจียงป๋อหยางกวาดสายตามองยอดฝีมือสร้างรากฐานตระกูลอูทั้งสองพลางโบกมืออย่างเฉยเมย

“ขอบังอาจถามท่านอาวุโสแซ่อันใดรึขอรับ? และการมาเยือนเกาะเล็กๆ ของพวกเราในครานี้ มีธุระประการใดจักให้รับใช้หรือไม่?”

อูเหลียนเซิงเอ่ยถามด้วยความเคารพยำเกรงและระมัดระวังถึงขีดสุด

“ผู้เฒ่าแซ่เจียง ครานี้ผ่านมาทางเกาะของพวกเจ้า จึงปรารถนาจะรั้งอยู่พักผ่อนสักสองวัน พร้อมทั้งอยากตรวจสอบคัมภีร์และหยกบันทึกของตระกูลอูเสียหน่อย คงจักมิมีปัญหาอันใดกระมัง?”

เจียงป๋อหยางมองอีกฝ่าย เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่สงบนิ่ง

“ประการใด ท่านอาวุโสปรารถนาจะตรวจสอบคัมภีร์และหยกบันทึกของตระกูลอูเราคนรึขอรับ?”

สีหน้าของอูเหลียนเซิงแปรเปลี่ยนไปเล็กน้อย ในดวงตาฉายแววประหลาดใจยิ่งนัก

เขาหารู้มิว่า เหตุใดยอดคนระดับสร้างแกนท่านหนึ่ง จึงปรารถนาจะตรวจสอบตำราสืบทอดของตระกูลสร้างรากฐานเล็กๆเช่นนี้

ในขณะที่อูซินหรูสตรีผู้หมดจดข้างกายเขาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยเช่นกัน

จบบทที่ บทที่ 115 ทะเลเทียนเก๋อ

คัดลอกลิงก์แล้ว