เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 430: ถ้าแกยังร้องเพลงอีก ฉันจะไปเต้นเป็นหางเครื่องให้แกแล้วนะ?

ตอนที่ 430: ถ้าแกยังร้องเพลงอีก ฉันจะไปเต้นเป็นหางเครื่องให้แกแล้วนะ?

ตอนที่ 430: ถ้าแกยังร้องเพลงอีก ฉันจะไปเต้นเป็นหางเครื่องให้แกแล้วนะ?


ตรงข้ามพวกเขา

มีคนยืนอยู่สิบกว่าคน

คนนำกลุ่มเป็นหญิงชราที่ดูอายุราวหกสิบเจ็ดสิบปี

ด้านหลังเธอมีชายหญิงยืนอยู่สิบกว่าคน

หญิงชราแหกปากร้องเพลง เนื้อเพลงมีแต่คำด่าทอ ทุกครั้งที่เธอร้องจบประโยค ชายหญิงสิบกว่าคนที่อยู่ด้านหลัง ก็จะร้องรับประสานเสียงตามไปหนึ่งประโยค

ฉินโจวกับจางเจ้าอวิ๋นไหนเลยจะเคยเจออะไรแบบนี้ ถึงกับยืนอึ้งเป็นไก่ตาแตก

"ซุนหงเหมียน..."

ฉินโจวตะคอกด้วยความโกรธจัด "ตกลงแกต้องการอะไรกันแน่?"

ผู้หญิงคนนี้สงสัยจะบ้าไปแล้ว จะสู้ก็สู้ไปสิ ก่อนสู้ต้องมาร้องเพลงก่อนนี่มันบ้าอะไรเนี่ย?

ถ้าแกร้องเพราะก็ว่าไปอย่าง แต่เสียงแหบแตกร้องเหมือนเป็ดถูกเชือดแบบนี้ แถมยังร้องอะไรก็ไม่รู้เรื่องอีก?

"ดูสารรูปแกสิ เหมือนถังขยะข้างทาง ยังจะมาถามอีกว่าฉันต้องการอะไร ก็ตบหน้าแกสักสองฉาดไงไอ้ลูกเต่า..."

"ตบหน้าแกสักสองฉาดไงไอ้ลูกเต่า..."

……

...

สีหน้าท่าทางแบบนั้น น่าโดนอัดชะมัด!

ฉินโจวกำกระบี่แน่น อยากจะลงมือ แต่เขาก็รู้ดีว่า ฝีมือของผู้หญิงคนนี้ เหนือกว่าพวกเขาสองคน

ต่อให้เขากับจางเจ้าอวิ๋นร่วมมือกัน ก็ยังไม่แน่ว่าจะเป็นคู่ต่อสู้ของอีกฝ่ายได้เลย

ยิ่งไปกว่านั้น ด้านหลังผู้หญิงคนนี้ ยังมีชายหญิงอีกสิบกว่าคน ถึงแม้จะไม่ใช่ขอบเขตวิญญาณ แต่ก็ล้วนเป็นยอดฝีมือระดับสองระดับสามทั้งนั้น ถ้าสู้กัน พวกเขาต้องเสียเปรียบแน่นอน

แต่ว่า วิธีการฉีกหน้าคนอื่นของอีกฝ่ายนี่ มันช่างสร้างสรรค์ได้บัดซบจริง

ทนไว้ ทนไว้!

ฉินโจวสูดลมหายใจเข้าลึก ไม่มีความจำเป็นต้องไปโมโหกับคนพรรค์นี้เลยสักนิด

ยิ่งแกแสดงอาการโกรธออกมาให้เห็น ยัยนี่ก็จะยิ่งได้ใจ ร้องเพลงเสียงน่าเกลียดยิ่งกว่าเดิมอีก

จางเจ้าอวิ๋นทนไม่ไหวอีกต่อไป ก้าวออกไปข้างหน้าหนึ่งก้าว "พวกแกฟังฉันให้ดี ฉันคือ..."

"แกคือ..."

หญิงชราคนนั้นแสยะยิ้ม พูดแทรกจางเจ้าอวิ๋นขึ้นมาทันที "แกคือหมาขวางทาง พูดดีไม่ชอบ ชอบให้ใช้กำลัง เสือในป่าก็เคยเจอมาแล้ว จะมากลัวตาแก่ใกล้ตายอย่างแกทำไม..."

"จะมากลัวตาแก่ใกล้ตายอย่างแกทำไม..."

……

...

"แก..."

จางเจ้าอวิ๋นโมโหจนแทบกระอักเลือด หายใจแทบไม่ทัน "พวกแกนี่มัน คุยด้วยไม่รู้เรื่องเลย"

มุมปากของซุนหงเหมียนเผยรอยยิ้ม เธอชอบความรู้สึกแบบนี้ ความรู้สึกที่ทำให้คู่ต่อสู้โมโหแทบตาย แต่ก็ทำอะไรเธอไม่ได้

ตาแก่สองคนโมโหจนเส้นเลือดในสมองแทบจะแตกอยู่แล้ว

"หึ..."

ตอนนั้นเอง เสียงหัวเราะแผ่วเบาก็ดังมาจากนอกวิหาร

จากนั้น ชายหนุ่มคนหนึ่งก็เดินเข้ามา

ฉินโจวกับจางเจ้าอวิ๋นเห็นดังนั้น ก็ตาเป็นประกายทันที

"ร้องได้ห่วยแตกเป็นบ้า ตกใจหมด นึกว่าเจอผีหลอกซะแล้ว!"

ชายหนุ่มเดินแคะหูไปพลาง เดินไปหาพวกฉินโจวไปพลาง ทำหน้าเหมือนหูถูกข่มขืน

"ฮ่าฮ่า ไอ้หนู แกยังไม่ตายเหรอเนี่ย?"

ตอนแรกฉินโจวยังโมโหเป็นฟืนเป็นไฟอยู่เลย ตอนนี้กลับยิ้มหน้าบานแล้ว

คนที่มาไม่ใช่ใครอื่น เฉินหยางนั่นเอง

"เหอะ คุณยังไม่ตาย แล้วผมจะตายได้ยังไง?"

เฉินหยางเบ้ปาก "ถ้าผมตายไป จะได้ดูงิ้วฉากสนุกแบบนี้ได้ยังไง? นี่ ผมถามหน่อยเถอะ พวกคุณมีรสนิยมแปลกประหลาดอะไรหรือเปล่าเนี่ย ร้องซะห่วยแตกยิ่งกว่าหมูร้องอีก พวกคุณทนฟังกันได้ยังไง?"

"ไอ้เด็กเมื่อวานซืน แกด่าใคร?"

เฉินหยางพูดจบ ชายฉกรรจ์คนหนึ่งที่อยู่ด้านหลังซุนหงเหมียนก็ถลึงตาใส่ทันที ท่าทางเหมือนจะกินเลือดกินเนื้อ

บ้าไปแล้ว ไม่รู้จักคำว่าตายเขียนยังไงหรือยังไง

ไอ้เด็กที่ขนหน้าแข้งยังไม่ทันขึ้นดี ถึงกับกล้ามาพูดจาแดกดันคุณยายซุนของพวกเรางั้นเหรอ?

"ฉัวะ!"

เฉินหยางไม่ได้ชายตามองเขาเลยแม้แต่น้อย ยกมือขึ้น ปราณกระบี่สายหนึ่งก็พุ่งออกไปทันที

"ฉึก..."

คนคนนั้นเป็นแค่ระดับสองเท่านั้น จะไปหลบทันได้ยังไง?

ปราณกระบี่พุ่งทะลุไหล่ของเขาไปอย่างจัง

"อ๊าก..."

ชายฉกรรจ์ร้องโหยหวน เอามือกุมไหล่ล้มลงกับพื้น

"หืม?"

ฉากนี้เกิดขึ้นเร็วมาก ทุกคนยังไม่ทันตั้งตัว เห็นแค่เฉินหยางยกมือขึ้น ไหล่ของชายฉกรรจ์คนนั้นก็มีเลือดพุ่งออกมาแล้ว

ในดวงตาของซุนหงเหมียนมีประกายประหลาดใจวูบผ่าน

เธอมองเห็นชัดเจนว่ามันคือปราณกระบี่ เป็นการปล่อยปราณกระบี่ออกมา ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นการปล่อยปราณกระบี่ออกมาจากร่างกายโดยตรง โดยไม่ได้ใช้กระบี่เลยด้วยซ้ำ

ชายหนุ่มคนนี้ ไม่ธรรมดาซะแล้ว

"หนุ่มน้อย ฝีมือร้ายกาจนักนะ อยู่ดีไม่ว่าดีก็ลงมือทำร้ายคน เห็นฉันคนนี้ไม่มีตัวตนหรือไง?"

ซุนหงเหมียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดัน

ต่อหน้าลูกน้องผู้ซื่อสัตย์มากมายขนาดนี้ คนของตัวเองถูกทำร้าย ถ้าเธอไม่ปริปากพูดอะไรเลย วันหลังจะไปรักษาความน่าเกรงขามของตัวเองไว้ได้ยังไง?

"โอ๊ะ?"

เฉินหยางรู้สึกตลก "ทำไมไม่ร้องแล้วล่ะ? ที่แท้คุณก็พูดจาภาษาคนเป็นด้วยเหรอ?"

ใบหน้าที่เหี่ยวย่นเหมือนผิวส้มของซุนหงเหมียนกระตุกเล็กน้อย ในดวงตาแฝงไปด้วยความรังเกียจอย่างไม่ปิดบัง

บางทีอาจจะโกรธที่ถูกวิจารณ์เสียงร้อง ชายหนุ่มที่โผล่มาอย่างกะทันหันคนนี้ ทำให้เธอรู้สึกเกลียดชังโดยสัญชาตญาณ

ฉินโจวบอก "เธอชื่อซุนหงเหมียน เป็นอดีตเจ้าถ้ำปทุมแดง หนึ่งในสามสิบหกถ้ำแห่งชายแดนเผ่าเหรา..."

ถือเป็นการเตือนเฉินหยางทางอ้อมว่าผู้หญิงคนนี้ก็เป็นขอบเขตวิญญาณ แถมยังเป็นถึงขอบเขตวิญญาณขั้นกลางด้วย อย่าได้ดูถูกเชียว

"ถ้ำปทุมแดง?"

เฉินหยางเลิกคิ้ว "ยุคไหนสมัยไหนแล้วเนี่ย ยังมีคนอาศัยอยู่ในถ้ำอีกเหรอ?"

ซุนหงเหมียนขมวดคิ้วเล็กน้อย เธอสัมผัสได้ถึงความดูถูกและเหยียดหยามอย่างรุนแรงจากน้ำเสียงยียวนของเฉินหยางได้อย่างชัดเจน

"สามสิบหกถ้ำแห่งชายแดนเผ่าเหรา ก็แค่ชื่อเรียกหมู่บ้านเก่าแก่ในเขตภูเขาของชายแดนเผ่าเหราเท่านั้นแหละ เหมือนกับสิบสองค่าย เจ็ดสิบสองยอดเขานั่นแหละ เมื่อก่อนพวกเขาอาจจะอาศัยอยู่ในถ้ำ แต่ตอนนี้คงไม่ได้อยู่แล้วล่ะ..."

ฉินโจวพูดไปพูดมาก็หุบปากลง รู้สึกเหมือนยิ่งแก้ตัวก็ยิ่งแย่ลงไปอีก

จางเจ้าอวิ๋นก็มีเส้นริ้วสีดำปรากฏขึ้นบนหน้าผาก ยัยนี่มันเป็นผู้หญิงบ้า แกจะไปหาเรื่องเธอทำไมเนี่ย?

เฉินหยางหัวเราะเยาะ "สรุปก็คือ เคยอยู่ถ้ำจริงสินะ?"

"หึ!"

ซุนหงเหมียนแค่นเสียงเย็น ดวงตาแก่ชราคู่หนึ่งจ้องมองเฉินหยางเขม็ง "แม้แต่สามสิบหกถ้ำแห่งชายแดนเผ่าเหราก็ยังไม่รู้จัก ไอ้เด็กเมื่อวานซืน..."

เฉินหยางผายมือ "ก็ไม่ได้ดังอะไรมากมายนี่นา ทำไมผมต้องรู้จักด้วย อีกอย่าง ตั้งสามสิบหกถ้ำ ใครจะไปจำได้หมด..."

"แก..."

ใบหน้าของซุนหงเหมียนกระตุกเล็กน้อย ไอ้เด็กนี่พูดจาได้กวนส้นเท้าจริง

เธอชักจะทนไม่ไหวแล้ว อยากจะร้องเพลงขึ้นมาอีก

แต่พอกำลังจะเริ่มร้อง ก็เห็นเฉินหยางยกกระบี่วิเศษในมือขึ้นมา ชี้หน้าเธอจากที่ไกลลิบ

"ถ้าแกกล้าร้องเสียงหมูเสียงหมาอยู่ที่นี่อีก ฉันจะไปเต้นเป็นหางเครื่องให้แกแล้วนะ"

น้ำเสียงของเฉินหยางเย็นยะเยือก ใครฟังก็รู้ว่าหางเครื่องที่เขาพูดถึงหมายความว่ายังไง

"ไอ้เด็กเมื่อวานซืน แกชักจะทำเกินไปแล้วนะ ยังไงคุณยายซุนก็เป็นผู้อาวุโส แกจะมาพูดจาดูถูกแบบนี้ได้ยังไง?"

ชายวัยกลางคนคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างซุนหงเหมียนตะเบ็งเสียงด่าทอเฉินหยาง

เป็นลูกน้องก็ต้องรู้หน้าที่ของลูกน้อง ในช่วงเวลาสำคัญ ก็ต้องรีบออกมาเห่าแทนเจ้านายให้ทันท่วงที แบบนี้ถึงจะเอาใจเจ้านายได้

แต่ว่า บางครั้งมันก็อาจจะพาตัวเองไปซวยได้ง่ายเหมือนกัน

เฉินหยางแค่ปรายตามองเขาแวบเดียว

ชายวัยกลางคนชะงักไป สีหน้าเหมือนเป็ดโดนบีบคอ ถอยไปยืนหลบอยู่หลังซุนหงเหมียนตามสัญชาตญาณ

เขาก็แค่ปากเก่งไปงั้นแหละ ไม่ได้อยากโดนกระบี่ฟันเหมือนไอ้คนเมื่อกี้หรอก ยืนหลบอยู่หลังคุณยายซุนปลอดภัยกว่าเยอะ

ซุนหงเหมียนสูดลมหายใจเข้า

เธอไม่ได้โง่ การที่เฉินหยางสามารถปล่อยปราณกระบี่ออกมาจากร่างกายได้โดยตรง ฝีมือต้องไม่ธรรมดาแน่

ดูจากภายนอก เป็นแค่ชายหนุ่มที่ไม่มีวรยุทธ์ แต่กลับแสดงความสามารถที่ไม่ธรรมดาออกมา คนแบบนี้แหละที่น่ากลัวที่สุด

ไม่แน่ว่า อาจจะเป็นยอดฝีมือระดับขอบเขตวิญญาณเหมือนกันก็ได้

อีกอย่าง สัญชาตญาณของเธอบอกว่า เฉินหยางเป็นตัวอันตราย

แถมยังมีฉินโจวกับจางเจ้าอวิ๋นอยู่อีก เธออาจจะรับมือไม่ไหวก็ได้

เธอลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ตัดสินใจที่จะกลืนความโกรธนี้ลงไป ซึ่งถือเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากมาก สายตาเลื่อนไปหยุดที่จางเจ้าอวิ๋น เอ่ยเสียงเย็น "ฉันจะพูดอีกครั้งเดียวนะ หลีกทางไปซะ..."

จางเจ้าอวิ๋นหน้าดำคร่ำเครียด "ซุนหงเหมียน อย่ามาทำเป็นไม่รู้ดีรู้ชั่วหน่อยเลย..."

"หุบปาก"

ซุนหงเหมียนพูดเสียงเย็น "ก็แค่อยากจะฮุบสมบัติในวังใต้ดินนี้ไว้คนเดียวไม่ใช่หรือไง? ทางการอย่างพวกแกเก่งก็จริง แต่ใช่ว่าจะไม่เหลือแม้แต่น้ำแกงให้พวกเรากินหรอกใช่ไหม?"

"เรื่องมันเป็นยังไงเนี่ย?"

เฉินหยางเลิกคิ้ว สถานการณ์แบบนี้ เขาเริ่มจะตามไม่ทันแล้ว

ฉินโจวเล่า "ข้างหน้าเกิดเรื่องขึ้นนิดหน่อย ผู้อาวุโสเฉียวเลยล่วงหน้าไปจัดการก่อน ดูเหมือนจะอันตรายอยู่เหมือนกัน เขาคงกลัวว่าพวกเราจะไปเกะกะ ก็เลยให้พวกเราเฝ้าอยู่ที่นี่ ไม่ให้ใครเข้าไปใกล้ พวกเราก็หวังดี เตือนพวกนี้ไม่ให้ไปรนหาที่ตาย แต่นึกไม่ถึงเลยว่าทำคุณบูชาโทษ โปรดสัตว์ได้บาปโดยแท้..."

"เอ่อ..."

บนใบหน้าของเฉินหยางปรากฏเส้นริ้วสีดำขึ้นมาให้เห็นเลือนราง

ที่แท้นี่ก็คือต้นเหตุของความขัดแย้งสินะ

"หึ พูดซะเพราะเชียวนะ เพราะกว่าเพลงที่ฉันร้องอีกมั้ง"

ซุนหงเหมียนไหนเลยจะเชื่อคำพูดพวกนี้ "ตอนนี้มีใครบ้างที่ไม่รู้ว่า ในวังใต้ดินนี้มีผลสามซากอยู่ ฉันว่านะ พวกแกก็แค่อยากจะฮุบไว้คนเดียว หึ สมาคมผู้พิทักษ์ขุนเขาแล้วไง? ของวิเศษล้ำค่า ใครเจอคนนั้นก็มีสิทธิ์..."

"พอแล้ว"

เฉินหยางพูดแทรกเธอขึ้นมา หันไปพูดกับจางเจ้าอวิ๋นแทน "ปล่อยพวกเขาไปเถอะครับ เคารพในโชคชะตาของคนอื่นเขาเถอะ จะไปทำเรื่องเหนื่อยเปล่าทำไม..."

"แต่ว่า..."

จางเจ้าอวิ๋นชะงักไป เรื่องนี้มันเหนื่อยเปล่าจริงนั่นแหละ แต่ว่า เฉียวหงจวินมอบหมายงานนี้ให้เขา อีกอย่าง ตรงหน้าเขาก็คือชีวิตคนตั้งสิบกว่าชีวิตเลยนะ

จะให้มองดูพวกเขาไปรนหาที่ตาย จางเจ้าอวิ๋นก็ยังทำใจไม่ได้อยู่ดี

ยังจะมาแต่ว่าอยู่อีก?

เฉินหยางทั้งขำทั้งสลดใจ "ผู้อาวุโสจาง ถ้าคุณยังไม่หลีกทางให้ พวกเขาจะรุมอัดคุณแล้วนะ โดนด่าว่าเป็นหมาขวางทางนี่มันน่าฟังนักหรือไงครับ?"

สีหน้าของจางเจ้าอวิ๋นเดี๋ยวเขียวเดี๋ยวขาว

คนพวกนี้ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี โง่เง่าเต่าตุ่น แต่เขายังมีสติอยู่ จะปล่อยพวกมันไป แล้วยืนดูพวกมันไปตายงั้นเหรอ?

สายตากวาดมองไปที่ใบหน้าของซุนหงเหมียนและคนที่อยู่ด้านหลังเธอ ไม่มีข้อยกเว้นเลยสักคน แต่ละคนต่างก็จ้องมองเขาด้วยความโกรธแค้น ราวกับเขาทำความผิดร้ายแรงอะไรมา

เขาเป็นตัวแทนของทางการ ทางการมีความเมตตาอันยิ่งใหญ่ พวกแกจะดื้อรั้น จะต่อต้าน จะด่าทอทุบตีฉันยังไงก็ได้ แต่ฉันก็ต้องปกป้องพวกแก

มีหน้าที่ต้องรับผิดชอบ จะถอยไม่ได้เด็ดขาด

แต่ในตอนนั้นเอง ก็มีมือข้างหนึ่งมาแตะที่ไหล่ของเขา

เป็นเฉินหยาง

เฉินหยางดึงเขามาหลบอยู่ด้านข้างโดยตรง ตัดสินใจแทนเขาเสร็จสรรพ

"นาย..."

จางเจ้าอวิ๋นชะงักไป

เฉินหยางส่ายหน้า หันไปพูดกับซุนหงเหมียนว่า "ทุกคนต่างก็โตกันแล้ว ควรจะรับผิดชอบต่อคำพูดและการกระทำของตัวเอง พวกเขาพยายามห้ามพวกคุณอย่างเต็มที่แล้ว เป็นพวกคุณเองที่ดึงดันจะไป พ้นประตูบานนี้ไป จะเป็นจะตายก็ไม่เกี่ยวกัน ถึงตอนนั้นก็อย่ามาโทษดินโทษฟ้าก็แล้วกัน"

"หึ!"

ซุนหงเหมียนแค่นเสียงแผ่วเบา ส่งสายตาบอกเฉินหยางว่าถือว่าแกรู้จักกาลเทศะ

"พวกเราไป!"

เธอตะคอกเสียงต่ำ นำหน้าเดินไปที่ประตูหลังของวิหารเสินทง

"ชิ..."

ชายหญิงที่อยู่ด้านหลัง เดินผ่านพวกเขาทั้งสามคนไป แต่ละคนเชิดหน้าชูตา เย่อหยิ่งราวกับนกยูง

โดยเฉพาะผู้ชายที่บาดเจ็บคนนั้น เอามือกุมไหล่ แค่นเสียงเยาะเย้ย

บางที ในสายตาของพวกเขา พวกเฉินหยางคงถูกคุณยายซุนของพวกเขาบีบบังคับให้ต้องยอมจำนนกระมัง

เฉินหยางไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไร มองดูพวกเขาเดินจากไป

ดีมาก หวังว่าพวกแกจะรักษาท่าทีแบบนี้ไว้ได้ตลอดนะ

ฉินโจวเพียงแค่ยิ้มเยาะ

ถ้าไม่ใช่เพราะมีจางเจ้าอวิ๋นอยู่ด้วย เขาอยากจะปล่อยให้คนพวกนี้ไปตายตั้งนานแล้ว

ตาแก่คนนี้ไม่ใช่คนดีอะไรหรอก จะมาหวังให้เขามีความเมตตาอันยิ่งใหญ่ หมูตัวเมียคงปีนต้นไม้ได้แล้ว

"เฮ้อ"

จางเจ้าอวิ๋นถอนหายใจยาว

บางทีที่เฉินหยางพูดก็ถูก เคารพในโชคชะตาของคนอื่นเถอะ

"ไอ้เด็กบ้า เมื่อกี้แกหายไปไหนมา?" ตอนนั้นเอง ฉินโจวก็ถามขึ้น

"เรื่องมันยาวน่ะครับ"

เฉินหยางโบกมือปัด "แล้วพวกคุณล่ะ เกิดอะไรขึ้น?"

ฉินโจวเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟัง

พวกเขาต่างก็หลงอยู่ในภาพลวงตา พอตื่นขึ้นมา ก็อยู่ในวิหารทะเลสาบเลือดนั่นแล้ว ถ้าไม่ได้เฉียวหงจวินปลุกให้ตื่นได้ทัน พวกเขาคงตกลงไปในสระเลือด แล้วโดนปลิงเลือดในสระสูบเลือดจนแห้งตายไปแล้ว

ตอนนั้นไม่เห็นเฉินหยาง ไม่รู้ว่าไอ้หนูนี่หายไปไหน ก็เลยช่วยไม่ได้ ทำได้แค่ตามเฉียวหงจวินออกสำรวจไปเรื่อย

พวกเขาคลำทางไปตามหาต้นตรีทูตเทวะ นึกไม่ถึงเลยว่าจะบังเอิญไปโผล่ที่วิหารเซิงเทียนเข้า

หลังจากนั้นก็เกิดเรื่องขึ้นที่วิหารเซิงเทียน เฉียวหงจวินเห็นว่าพวกเขาสองคนเกะกะ ก็เลยไล่ให้กลับมารอที่วิหารเสินทง

ฉินโจวเองก็หงุดหงิดใจอยู่ไม่น้อยเหมือนกัน

การมาครั้งนี้ ก็เพื่อมาหาสมบัตินี่แหละ เขาอุตส่าห์ใช้เส้นสายตั้งมากมายกว่าจะแทรกตัวเข้ามาในทีมสำรวจได้ เข้ามาตั้งนานสองนาน สมบัติที่อยากได้ก็ยังหาไม่เจอ กลับต้องมาเจอเรื่องตกใจซะงั้น

อุตส่าห์เป็นถึงยอดฝีมือขอบเขตวิญญาณ กลับถูกมองว่าเป็นตัวถ่วงก็ช่างเถอะ เมื่อกี้ยังต้องมาทนรับความอัปยศอดสูอีก นี่มันเกินไปหน่อยแล้ว

"ทางโน้นเกิดเรื่องอะไรขึ้นเหรอครับ?" เฉินหยางถาม

ฉินโจวส่ายหน้า "อาจจะมีตัวอะไรเก่งกาขซ่อนอยู่ทางนั้นแหละ ดูท่าทางจะรับมือยากอยู่..."

สถานการณ์ที่แน่ชัดเขาก็ไม่รู้เหมือนกัน ตอนนั้นก็มองไม่ค่อยชัด รู้แค่ว่ามีกลิ่นอายอันน่าสะพรึงกลัวหลายสายโผล่ขึ้นมากะทันหัน ทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวมาก

แทบจะไม่ได้คิดอะไรเลย พอเฉียวหงจวินบอกให้พวกเขารีบไป เขาก็รีบเผ่นทันที

"พวกคุณรออยู่ที่นี่แหละ เดี๋ยวผมไปดูเอง"

เฉินหยางทิ้งท้ายไว้ประโยคหนึ่ง แล้วก็เดินไปที่ประตูหลังของวิหารเสินทง

"เฮ้ย เฉินหยาง อย่าไปนะ มันอันตราย..."

ฉินโจวตะโกนเรียก แต่เห็นเฉินหยางไม่สนใจ ก็ได้แต่กระทืบเท้าอย่างจนใจ กัดฟันเดินตามไป

……

...

——

——

ด้านหลังวิหารเสินทงเป็นทางเดินที่กว้างขวาง ทอดยาวตรงไปยังส่วนลึกที่ไม่รู้จัก

เฉินหยางเปิดแผนที่ดู บริเวณวิหารเซิงเทียน มีกากบาทสีแดงปรากฏขึ้นมากมาย เมื่อเวลาผ่านไป กากบาทสีแดงพวกนี้ก็ยังคงเพิ่มจำนวนขึ้น

ในจำนวนนั้น ยังมีเครื่องหมายคำถามขนาดใหญ่สามอันกำลังเคลื่อนที่อย่างเชื่องช้า

ถ้าเครื่องหมายคำถามเป็นตัวแทนของระดับขอบเขตวาสนา นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า ตอนนี้ในวิหารเซิงเทียนมีตัวตนระดับขอบเขตวาสนาอยู่อย่างน้อยสามคนงั้นเหรอ?

เป็นผู้หญิงที่ชื่อหวังเจาตี้คนนั้นเหรอ?

ศพของยอดฝีมือที่ถูกแช่แข็งอยู่ในวิหารเซิงเทียนถูกเธอปลุกขึ้นมาแล้วงั้นเหรอ?

เฉียวหงจวินคนเดียวจะรับมือไหวไหม?

"รอฉันด้วย"

ฉินโจวรีบวิ่งตามมาอย่างรวดเร็ว

"คุณตามมาทำไมเนี่ย?" เฉินหยางมองเขาอย่างจนใจ

ฉินโจวมีสีหน้าจริงจัง "ไอ้หนูอย่างแกนี่มันลูกวัวเกิดใหม่ไม่กลัวเสือจริงนะ รู้ทั้งรู้ว่าอันตรายก็ยังจะไปอีก?"

"ถ้าคุณกลัว ก็กลับไปรอที่วิหารเสินทงเถอะ ผมก็แค่จะไปดูหน่อยเดียว..."

เฉินหยางไม่ได้สนใจ เร่งฝีเท้าให้เร็วขึ้นอีก

กลัว?

ใบหน้าของฉินโจวกระตุก "ไอ้เด็กบ้า ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงซะแล้ว..."

จนใจเสียจริง!

เขาก็ไม่อาจจะทนดูเฉินหยางไปตายต่อหน้าต่อตาได้ กัดฟันแน่น แล้วก็เดินตามไป

หลายนาทีต่อมา พอโผล่พ้นทางเดินออกมา ข้างหน้าก็เป็นถ้ำหินปูนขนาดใหญ่อีกแห่งหนึ่ง

วิหารโบราณหลังหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่ตรงกลาง

หนาว!

เมื่อกี้ตอนที่อยู่ในทางเดิน เฉินหยางก็รู้สึกได้ว่า ยิ่งเดินมาทางนี้ ก็ยิ่งหนาวเย็น บนผนังทางเดินก็มีเกล็ดน้ำแข็งเกาะอยู่หนาเตอะ

อุณหภูมิที่นี่ ต้องต่ำกว่าศูนย์องศาแน่นอน บนพื้นถูกปกคลุมด้วยชั้นน้ำแข็งหนา

พอเดินบนนั้น ลื่นมาก

เฉินหยางใส่รองเท้าปีนเขาที่ได้เป็นรางวัลจากระบบมาก่อนหน้านี้ ก็พอจะกันลื่นได้บ้าง ไม่ส่งผลกระทบต่อการเดินเท่าไหร่

แต่ฉินโจวนี่สิ เดินอย่างระมัดระวังสุดตัว เหมือนคนเป็นโรคหลอดเลือดสมองตีบมาสิบปีก็ไม่ปาน

"ไอ้เด็กบ้า จะเดินเร็วไปไหน รอฉันด้วยสิ"

ฉินโจวเงยหน้าขึ้นมอง เฉินหยางก็ทิ้งห่างเขาไปไกลลิบแล้ว อดไม่ได้ที่จะร้องเรียกแผ่วเบา ใช้วิชาแปดก้าวลิงขาว พยายามเพิ่มความเร็วขึ้นมาบ้าง โดยไม่ให้ลื่นล้มไปเสียก่อน

ข้างหน้าเป็นทะเลสาบใต้ดินที่มีความกว้างและยาวหลายร้อยเมตร น้ำในทะเลสาบถูกแช่แข็งจนหมดสิ้น

ใช้เรดาร์สแกนดู ชั้นน้ำแข็งหนาถึงสามเมตร ภายใต้ชั้นน้ำแข็งนั้น ยังมีน้ำไหลเอื่อยอยู่

แผนที่แสดงว่า ทะเลสาบน้ำแข็งแห่งนี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งของแม่น้ำกู่เช่นกัน

แม่น้ำกู่ทั้งสายนี้ล้อมรอบตำหนักทิศตะวันออกเอาไว้ทั้งหมด

วิหารเซิงเทียนถูกสร้างอยู่ตรงกลางทะเลสาบน้ำแข็ง ราวกับรูปปั้นที่ถูกแช่แข็งเอาไว้

ห่างจากวิหารเซิงเทียนไปประมาณห้าหกสิบเมตร เฉินหยางก็หยุดฝีเท้าลง ไปซ่อนตัวอยู่หลังภูเขาหินย้อยจำลองที่ถูกแช่แข็งเอาไว้

ภายในวิหารมีเสียงการต่อสู้แว่วมา

ดูเหมือนจะดุเดือดน่าดู

ฉินโจวเดินมาอยู่ข้างเฉินหยาง ชะโงกหน้าไปดู "ดูท่าทาง พวกซุนหงเหมียนน่าจะเข้าไปข้างในแล้ว"

เฉินหยางเลิกคิ้ว "ไม่ได้ร้องเพลงซะด้วย ให้คะแนนแย่เลย"

ฉินโจวทั้งขำทั้งระอา "ผู้อาวุโสเฉียวก็น่าจะอยู่ข้างในเหมือนกันนะ ไอ้เด็กบ้า พวกเราถอยกันเถอะ เชื่อในฝีมือของผู้อาวุโสเฉียวดีกว่า"

เขามองไปทางวิหารเซิงเทียน

พูดตามตรง ในใจเขาก็รู้สึกหวั่นอยู่เหมือนกัน

ในวิหารมีกลิ่นอายหลายสายที่ไม่ได้ถูกปกปิดไว้เลยแม้แต่น้อย ถูกปลดปล่อยออกมา ทุกสายล้วนทำให้เขารู้สึกหวาดกลัวอย่างบอกไม่ถูก

เฉินหยางราวกับไม่ได้ยินคำพูดของเขา

ในเวลานี้ ในใจเขารู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง

ผู้หญิงที่ชื่อหวังเจาตี้นั่น โดนธนูของฉันไปดอกหนึ่ง ยังจะทนมาได้จนถึงป่านนี้อีกเหรอ?

ต้องรู้ไว้ว่า ขนาดเกาซานจวินที่เป็นถึงตัวตนระดับขอบเขตวาสนา พอเจอเข้ากับเซรุ่มตำแยเข้าไป ยังทำได้แค่ร้องไห้หาพ่อหาแม่เลย

คำนวณเวลาดูแล้ว ป่านนี้ฤทธิ์ของตำแยบนตัวหวังเจาตี้ ก็น่าจะเริ่มออกฤทธิ์แล้วสิ

ในระหว่างนี้ เกิดปัญหาอะไรขึ้นหรือเปล่า?

เขามองออกไป พลังจิตสแกนไปไม่ถึง ระยะของเรดาร์ก็ไม่พอ ไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นในวิหารเซิงเทียน

"คุณรออยู่ที่นี่แหละ อย่าขยับไปไหนนะ"

เฉินหยางทิ้งประโยคนี้ไว้ให้ฉินโจว แล้วก็พุ่งตัวออกจากหลังภูเขาจำลอง

เขาเดินมาที่ด้านข้างของวิหารเซิงเทียนอย่างรวดเร็ว กระโดดตัวลอย ขึ้นไปอยู่บนหลังคาของวิหารเซิงเทียน

เดินไปตามสันหลังคาอย่างรวดเร็ว มาจนถึงตรงกลางของหลังคา

กระเบื้องบนหลังคาถูกแช่แข็งไปหมดแล้ว แข็งมาก

เขาต้องออกแรงอย่างหนักกว่าจะดึงกระเบื้องออกมาได้แผ่นหนึ่ง

เขาก้มตัวลงมองผ่านช่องว่างของกระเบื้อง

แสงสว่างภายในวิหาร ก็ถือว่าพอใช้ได้

ประกายดาบประกายกระบี่ การต่อสู้กำลังดุเดือด

ฝ่ายหนึ่ง ก็คือพวกของซุนหงเหมียน

ส่วนอีกฝ่ายหนึ่ง ก็คือผู้ชายที่เปลือยท่อนบนสิบกว่าคน

คนพวกนี้ เนื้อตัวเปล่าเปลือย ไม่มีเสื้อผ้าติดตัวเลยแม้แต่ชิ้นเดียว ใบหน้าและผิวพรรณขาวซีดจนน่ากลัว แววตาเลื่อนลอย ราวกับซากศพเดินได้

บนตัวพวกเขามีบาดแผลที่เห็นได้ชัดเจนอยู่มากมาย แต่ว่า บาดแผลพวกนี้ ดูเหมือนจะไม่ส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของพวกเขาเลยแม้แต่น้อย

จบบทที่ ตอนที่ 430: ถ้าแกยังร้องเพลงอีก ฉันจะไปเต้นเป็นหางเครื่องให้แกแล้วนะ?

คัดลอกลิงก์แล้ว