- หน้าแรก
- ระบบผู้พิทักษ์ขุนเขา
- ตอนที่ 424: หุ่นเชิดศพปรากฏตัว แม่น้ำพิษขวางทาง!
ตอนที่ 424: หุ่นเชิดศพปรากฏตัว แม่น้ำพิษขวางทาง!
ตอนที่ 424: หุ่นเชิดศพปรากฏตัว แม่น้ำพิษขวางทาง!
เฉียวหงจวินเดินนำหน้า ในมือถือหินเรืองแสง ก้อนหินปลดปล่อยแสงสว่างส่องสว่างไปทั่วบริเวณรอบข้าง
เฉินหยางกำลังเตรียมจะสอบถามเฉียวหงจวินสักหน่อย
ผู้แทนพิเศษที่สมาคมใหญ่ส่งมาท่านนี้น่าจะพอรู้ประวัติความเป็นมาของวังใต้ดินแห่งนี้อยู่บ้างกระมัง
แต่ตอนนั้นเอง ประตูหินบานหนึ่งก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าพวกเขา
ประตูหินแกะสลักขึ้นจากหินศิลาเขียวทั้งก้อน บนนั้นมีลายแกะสลักนูนต่ำรูปคนและสัตว์ ดูราวกับมีชีวิต วิจิตรบรรจงเป็นอย่างยิ่ง
ในเวลานี้ ประตูหินอันหนักอึ้งถูกผลักเปิดออกเล็กน้อย เผยให้เห็นช่องว่างกว้างประมาณหนึ่งเมตร
เฉียวหงจวินยังคงเดินนำหน้า ก้าวเข้าไปเป็นคนแรก "อย่าเดินเพ่นพ่าน อย่าจับมั่วซั่ว ไม่แน่อาจจะมีกับดักอะไรซ่อนอยู่..."
เฉินหยางกำลังจะลองผลักประตูหินดูเพื่อทดสอบว่าหนักแค่ไหน พอได้ยินคำเตือน ก็รีบชักมือกลับอย่างเสียดาย
อย่ามือบอนหาเรื่องตายดีกว่า
หลังประตูหิน ก็ยังคงเป็นทางเดินหินศิลาเขียว ทอดยาวคดเคี้ยวไปข้างหน้า ไม่รู้ว่าจะนำไปสู่ที่แห่งใด
เฉียวหงจวินเดินไปพลาง ก็ทำสัญลักษณ์ไว้บนผนังรอบข้างไปพลาง
ดูเหมือนจะกลัวหลงทาง
ตาแก่คนนี้ก็ตลกดี บอกให้พวกเฉินหยางอย่าจับมั่วซั่ว แต่ตัวเองกลับจับนู่นจับนี่ไม่หยุด
แต่ก็นะ ใครใช้ให้เขาเป็นยอดฝีมือระดับขอบเขตวาสนาล่ะ?
เฉินหยางหลับตาลง เปิดหน้าต่างระบบ
……
...
"ไอเทม: แผนผังแสดงโครงสร้างวังใต้ดินเขาแปดด้าน"
"คำอธิบาย: วาดแสดงภูมิประเทศทั้งหมดของวังใต้ดินเขาแปดด้านอย่างละเอียด สามารถเปิดดูได้หลังจากเข้าสู่วังใต้ดินเขาแปดด้านแล้ว"
……
...
ม้วนภาพโบราณปรากฏขึ้นในห้วงความคิด
เพียงแค่คิด ม้วนภาพก็คลี่ออก บนผืนผ้าใบที่เคยว่างเปล่า แผนผังภูมิประเทศก็ค่อยปรากฏขึ้นมาอย่างเชื่องช้า
ตำหนักทั้งสี่ทิศ ตะวันออก ตะวันตก ใต้ เหนือ ปรากฏขึ้นทีละตำหนัก
ที่มุมทิศเหนือของแผนที่ ในทางเดินเส้นหนึ่ง มีลูกศรสีแดงขนาดเล็กชี้ไปทางทิศใต้
เฉินหยางลองหมุนตัวดู ลูกศรก็หมุนตามทิศทางที่เขาหันไป
ตำหนักจื่อเวยกลางฟ้าขั้วเหนือ
บนแผนที่มีตัวอักษรกำกับไว้ ชื่อของตำหนักทิศเหนือนี้ เรียกว่า ตำหนักจื่อเวยกลางฟ้าขั้วเหนือ
ดูท่าทางพื้นที่จะกว้างขวางไม่น้อย มีวิหารอยู่สองสามสิบหลัง ทางเดินวกวนสลับซับซ้อนไปมา
บางจุดมีเครื่องหมายตกใจสีแดงแสดงอยู่ น่าจะหมายถึงมีอันตราย
บางจุดก็มีเครื่องหมายกากบาทสีแดง กากบาทพวกนี้ บางอันก็อยู่นิ่ง บางอันก็เคลื่อนที่ไปมาอย่างไม่มีทิศทาง
เคลื่อนที่ได้ ก็พิสูจน์ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตและมีอันตรายในระดับหนึ่ง
น่าจะเป็นสัตว์วิเศษในวังใต้ดินอย่างไม่ต้องสงสัย!
เฉินหยางเลิกคิ้ว
ที่นี่คือตำหนักทิศเหนือ เขาบอกเหอสืออู่ไว้ล่วงหน้าแล้วว่าให้รีบถอยหนีไปซะ ไม่อย่างนั้นถ้าทีมสำรวจมาถึง พวกมันจะเดือดร้อน
ทำไมในเขตตำหนักทิศเหนือ ถึงยังมีกากบาทสีแดงขนาดใหญ่เคลื่อนไหวอยู่อีกล่ะ?
ไอ้เหอสืออู่บ้านี่ หรือว่ามันจะหนีเอาตัวรอดไปคนเดียว ไม่สนใจพวกพ้องของมัน?
งั้นก็ช่วยไม่ได้แล้ว ถ้าไปเจอเฉียวหงจวินเข้า เฉียวหงจวินจะเมตตาพวกพ้องของมันหรือเปล่า เฉินหยางก็คงเข้าไปยุ่งไม่ได้แล้ว
ทั้งสี่คนเดินตามทางเดินไปได้ร้อยเมตร เลี้ยวผ่านทางแยกสองสามจุด ข้างหน้าก็เปิดกว้างขึ้น วิหารหลังหนึ่งปรากฏขึ้นทางด้านขวามือของพวกเขา
วิหารเทียนโหยว
ก็เหมือนกับสิ่งปลูกสร้างบนดินทั่วไป มีกำแพง มีหลังคา มีตัวอาคาร มีกระเบื้อง ประตูวิหารเปิดอ้าซ่า ถูกทำลายจนพังยับเยิน ข้างในมืดมิดวังเวง ราวกับสัตว์ร้ายกำลังอ้าปากกว้างรอคนเดินเข้าไปแล้วกลืนกินในคำเดียว
กระเบื้องบนหลังคาร่วงหล่นเกลื่อนกลาด ดูรกร้างและทรุดโทรม
เฉินหยางดูแผนที่ ข้างในไม่มีสัญลักษณ์อะไร
นั่นก็หมายความว่า ในวิหารหลังนี้ ไม่มีอะไรน่าสนใจ
ตำหนักทิศเหนือนี้ถูกพวกเหอสืออู่ยึดครองมาหลายปี ไม่รู้ว่ามีคนเข้ามาแล้วกี่คนต่อกี่คน จะมีของดีเหลืออยู่สักกี่อย่างกันเชียว?
ฉินโจวเดินอยู่ข้างหลัง ดึงชายเสื้อเฉินหยางเล็กน้อย ดูเหมือนอยากจะเข้าไปดู เผื่อจะได้กวาดต้อนสมบัติสักรอบ
แต่ว่า เฉินหยางไม่สนใจเขา
เฉียวหงจวินยิ่งไม่ชายตามองเข้าไปข้างในเลยแม้แต่นิดเดียว เดินตรงไปข้างหน้าต่อไป
หลังจากเข้าสู่วังใต้ดิน เฉินหยางและคนอื่นก็รู้สึกได้ชัดเจนว่าพลังจิตถูกพลังลึกลับบางอย่างกดทับเอาไว้ แม้แต่เฉินหยางที่มีพลังจิตถึงระดับ 25 รัศมีในการตรวจสอบด้วยพลังจิต ก็ยังถูกบีบให้เหลือเพียงยี่สิบถึงสามสิบเมตรเท่านั้น
ไกลกว่านั้น พลังจิตก็เอื้อมไปไม่ถึงแล้ว
เฉียวหงจวินเป็นถึงระดับขอบเขตวาสนา พลังจิตย่อมแข็งแกร่งกว่า ในวิหารพวกนี้จะมีของดีเหลืออยู่ไหม ในใจเขาน่าจะรู้ดีที่สุด
ผ่านวิหารเทียนโหยว ก็ยังมีวิหารอี้เซิ่ง วิหารเจินอู่และวิหารขนาดเล็กอีกหลายแห่ง
ล้วนทรุดโทรมผุพัง บางแห่งถึงขั้นพังทลายลงมาแล้ว
แต่ก็ยังพอจะมองเห็นความรุ่งเรืองในอดีตได้เลือนราง
เดินวนไปวนมาอยู่ประมาณสิบนาที วิหารหลังหนึ่งที่ค่อนข้างสมบูรณ์ก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าพวกเขา
ป้ายวิหารตกอยู่หน้าวิหาร หักเป็นสองท่อน พอมองเห็นตัวอักษรบนนั้นได้เลือนราง
วิหารจื่อเวย
เฉินหยางเปิดแผนผังวังใต้ดินดู วิหารจื่อเวยเป็นวิหารศูนย์กลางของตำหนักทิศเหนือ รูปแบบโครงสร้างดูยิ่งใหญ่กว่าวิหารอื่นอย่างเห็นได้ชัด
ในแผนที่แสดงว่า ด้านหลังวิหารจื่อเวยยังมีวิหารเทียนเผิงอีกหลังหนึ่ง ทะลุวิหารเทียนเผิงไป ก็จะเห็นแม่น้ำกู่แล้ว
เฉียวหงจวินนำทาง ไม่ได้พาเดินอ้อมไปไหน แสดงว่าสมาคมใหญ่ก็มีความเข้าใจในสถานการณ์ภายในวังใต้ดินอยู่พอสมควร
หน้าวิหารจื่อเวย เฉียวหงจวินหยุดฝีเท้าลง ไม่ได้รีบร้อนเข้าไป
"ข้างในมีบางอย่างอยู่"
ไม่ต้องรอให้ใครถาม เฉียวหงจวินก็พูดออกมา
เฉินหยางดูแผนที่
ในแผนที่แสดงว่า ในวิหารจื่อเวยมีกากบาทสีแดงอยู่สิบกว่าอัน กากบาทเหล่านี้กำลังเคลื่อนที่อย่างเชื่องช้า
พลังจิตสแกนไปไม่ถึง เรดาร์ก็สแกนได้แค่สี่สิบเมตร
ไอ้เจ้าเหอสืออู่นี่ หรือว่ามันจะเห็นคำพูดของฉันเป็นลมผ่านหูจริง?
เฉินหยางขมวดคิ้วเล็กน้อย
ฉินโจวใช้ไฟฉายส่องไปทางวิหารจื่อเวย
ประตูวิหารเปิดกว้าง ข้างในเงียบสงัด บรรยากาศเงียบจนน่ากลัว
เฉียวหงจวินใช้เท้าเขี่ยเศษอิฐขึ้นมา แล้วเตะเข้าไปในวิหารข้างหน้าอย่างแรง
"เคร้ง..."
ก้อนอิฐตกลงไปในวิหารที่มืดมิดและลึกเข้าไป เกิดเสียงดังก้องบาดหู
"แกรก แกรก แกรก..."
หลังจากเสียงก้อนอิฐเงียบลง ก็มีเสียงประหลาดดังตามมา
คล้ายเสียงฝีเท้าของสัตว์บางชนิด ปนเปมากับเสียงหอบหายใจและเสียงคำรามต่ำ
มองผ่านประตูวิหารเข้าไป เห็นเงาร่างดำทะมึนหลายเงากำลังเดินโซซัดโซเซมารวมตัวกันที่หน้าประตู
"ตัวอะไรน่ะ?"
ฉินโจวยกไฟฉายส่องดู
ทุกคนต่างก็ขมวดคิ้ว
ตอนแรกนึกว่าเป็นสัตว์ป่าหรือสัตว์วิเศษอะไรซะอีก ที่ไหนได้ กลับเป็นคน
หนึ่งคน สองคน...
เงาร่างคนสิบกว่าคนเดินโซซัดโซเซ เหมือนเพนกวินเดิน ท่าทางแข็งทื่อ เดินมาที่หน้าประตูวิหาร
ภายใต้แสงไฟฉายจ้า สามารถมองเห็นใบหน้าของพวกเขาได้อย่างชัดเจน
ใบหน้าแต่ละใบ ขาวซีดราวกับกระดาษ ไร้ซึ่งสีเลือด ราวกับภูตผีปีศาจที่เพิ่งปีนขึ้นมาจากขุมนรก
บ้างก็เสื้อผ้าขาดวิ่น บ้างก็ผมเผ้ายุ่งเหยิง บ้างก็เนื้อตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือด บ้างก็ไส้ทะลัก บ้างก็แขนขาดขาขาด มีคนหนึ่งยิ่งน่ากลัว หัวหายไปเกือบครึ่งซีก
ภาพที่เห็นกะทันหันเช่นนี้ ทำเอาคนมองถึงกับหนังศีรษะชา
ทุกคนต่างตื่นตัวขึ้นมา หยิบอาวุธของตัวเองออกมาเตรียมพร้อม
คนพวกนี้ ดูยังไงก็ไม่ปกติ
"แฮ่..."
ทันทีที่มาถึงหน้าประตู "คน" เหล่านี้ก็เหมือนจะเพิ่งสังเกตเห็นพวกเฉินหยาง
คนที่เดินนำหน้าสุด คว้าขอบประตูเสียงดังปัง ดวงตาที่ไร้แววพลันเปลี่ยนเป็นสีแดงฉาน ในลำคอส่งเสียงคำรามอันน่าสยดสยอง ราวกับสัตว์ป่าคลั่ง พุ่งกระโจนเข้าใส่พวกเขาทันที
"แฮ่..."
เงาร่างอีกสิบกว่าคนที่เหลือก็ทำตามเช่นกัน ราวกับฝูงหมาป่าหลุดกรง พุ่งเข้าใส่พวกเฉินหยางอย่างรวดเร็ว
เฉียวหงจวินก้าวเท้าออกไป ชกหมัดตรงเข้าที่หัวของคนนำหน้าทันที
"ตูม!"
หมัดอันทรงพลังกระแทกเข้าที่หน้าผากของคนคนนั้นอย่างจัง
เสียงระเบิดดังสนั่น ศีรษะของคนคนนั้นระเบิดออกเหมือนแตงโมแตก
ไม่เห็นเลือดพุ่งออกมา ร่างไร้วิญญาณล้มตึงลงไปทันที
ดุดันขนาดนี้เลย?
ฉากนี้ ทำเอาคนอื่นตกใจไปตามกัน
นั่นมันคนนะ ไม่ใช่หมูหมากาไก่ ต่อยหัวระเบิดแบบนี้ จะโหดไปหน่อยไหม
ในขณะเดียวกัน อีกสามคนก็ลงมือเช่นกัน
เฉินหยางชักกระบี่อ่อนที่เอวออกมา แทงใส่คนที่พุ่งเข้ามาหาเขา
"แฮ่ แฮ่..."
คนคนนั้นคำรามลั่น กลิ่นเน่าเหม็นโชยออกมาจากปากจนได้กลิ่นแต่ไกล
ประกายกระบี่วูบวาบ เฉินหยางแทงกระบี่ใส่ร่างคนคนนั้นไปหลายทีติดต่อกัน แทบจะพรุนเป็นรังผึ้ง แต่ว่าคนคนนั้นกลับเหมือนไม่รู้สึกเจ็บปวด ยังคงพุ่งเข้ามาหาเขาอย่างไม่กลัวตาย
เขาจึงเก็บกระบี่ แล้วปล่อยหมัดออกไปแทน
เสียงดังปัง หมัดกระแทกเข้าที่หน้าผาก
ซัดคนคนนั้นกระเด็นลอยออกไป
พลังของเขาแม้จะแข็งแกร่ง แต่ก็ยังเทียบกับระดับขอบเขตวาสนาไม่ได้ ไม่สามารถต่อยหัวระเบิดได้ แต่ก็ทำเอากะโหลกหน้าผากยุบลงไปจนแหลกละเอียด
"แฮ่!"
คนคนนั้นพอตกถึงพื้น ก็รีบตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาทันที เหมือนคนบ้าคลั่ง พุ่งเข้าใส่เฉินหยางอีกครั้ง
หน้าผากยุบลงไปเป็นหลุมใหญ่ ดูน่ากลัวและสยดสยองเป็นอย่างยิ่ง
"เฮ้ย?"
เฉินหยางขนลุกซู่ หัวยุบขนาดนี้แล้ว ถ้าเป็นคนทั่วไป ต่อให้เป็นระดับขอบเขตวิญญาณก็คงลงไปนอนคุยกับรากมะม่วงนานแล้วกระมัง?
คนคนนี้ไม่เพียงแต่ยังลุกขึ้นยืนได้ แต่ยังมีพลังโจมตีที่ไม่ธรรมดาอีกด้วย
"ฟันคอ ตัดกระดูกสันหลังพวกมันซะ"
เฉียวหงจวินต่อยหัวระเบิดไปอีกคน ตะโกนบอกพวกเฉินหยาง
ทำไมไม่บอกให้เร็วกว่านี้?
เฉินหยางตวัดกระบี่อ่อนในมือ ถ่ายเทลมปราณ ประกายกระบี่วาบผ่านลำคอของคนคนนั้น
ฉัวะ!
หัวหลุดกลิ้งหลุนลงมา
ร่างคนนั้นชะงักไป ล้มฟุบลงกับพื้นในพริบตา นิ่งสนิทไป
ฉินโจวกับจางเจ้าอวิ๋นก็ทำตาม
คนสิบกว่าคนนี้ พลังฝีมือเดิมทีก็ไม่ได้แข็งแกร่งอะไร ไม่มีใครถึงระดับขอบเขตวิญญาณเลยสักคน ไม่นานก็ถูกพวกเขากวาดล้างจนหมดสิ้น
ศพและหัวกลิ้งเกลื่อนกลาดเต็มพื้น สภาพดูน่าสยดสยอง
"แปลก คนพวกนี้ เหมือนจะตายมานานแล้ว"
ฉินโจวพลิกศพบนพื้นดู ใบหน้าเหี่ยวย่นขมวดเข้าหากันจนยับยู่ยี่
คนพวกนี้ อย่าว่าแต่บาดแผลเลย ต่อให้หัวขาด ก็ไม่เห็นมีเลือดไหลออกมาสักหยด
ดูจากการแต่งกาย มีบางคนใส่เสื้อขนเป็ดด้วย น่าจะเป็นคนที่มาสำรวจหาสมบัติในวังใต้ดินเมื่อไม่นานมานี้
บนตัวพวกเขามีรอยจ้ำเลือดตามตัวปรากฏขึ้นแล้ว เห็นได้ชัดว่าตายมานานพอสมควร
"ตรีทูตเหรอ?"
เฉินหยางใจหายวาบ
สาเหตุที่ทำให้ศพเคลื่อนไหวได้ สิ่งแรกที่เขาคิดถึงก็คือตรีทูต
ถึงแม้หนอนชางจะควบคุมร่างกายโฮสต์ให้เคลื่อนไหวได้ แต่โฮสต์ต้องยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น
ตรีทูตสามารถปลุกศพให้ลุกขึ้นมาได้ เขาเคยเห็นกับตามาแล้วไม่ใช่แค่ครั้งเดียว
ในวังใต้ดินแห่งนี้ มีต้นตรีทูตเทวะอยู่ หรือว่าตรีทูตจะแพร่ระบาดไปทั่วแล้ว?
แต่เขาก็รู้สึกแปลกอยู่ดี ตรีทูตจะโผล่มาเป็นกลุ่มแบบนี้เหรอ?
ตอนนั้นเอง เฉียวหงจวินก็เอ่ยขึ้น "อย่าเอะอะก็คิดถึงแต่ตรีทูต ตรีทูตไม่ได้กระจอกขนาดนี้หรอกนะ พวกนี้โดนวิชาปลุกศพของชายแดนเผ่าเหราต่างหาก..."
"ชายแดนเผ่าเหรา? วิชาปลุกศพ?"
เฉินหยางชะงักไปเล็กน้อย
พอได้ยินคำว่าชายแดนเผ่าเหรา เขาก็นึกถึงผู้หญิงที่มาขอพักค้างคืนที่วัดยอดแหลมเมื่อคืนขึ้นมาทันทีโดยอัตโนมัติ
เฉียวหงจวินอธิบาย "วิชาปลุกศพไล่ศพพวกนี้ ในวงการเขาผานซานชายแดนเผ่าเหรา ไม่ถือเป็นเรื่องแปลกใหม่อะไรหรอก ความจริงมันก็เป็นวิชาหนอนพิษชนิดหนึ่ง ใช้แมลงที่ชื่อว่า [แมลงไล่ศพ] ทำให้คนตายลุกขึ้นมาและฟังคำสั่งของผู้ใช้วิชา..."
แมลงไล่ศพ?
เฉินหยางนึกขึ้นได้ ในตำราวิชาหนอนพิษชายแดนเผ่าเหรา ดูเหมือนจะเคยพูดถึงแมลงชนิดนี้อยู่เหมือนกัน
เมื่อก่อน ในเขตชายแดนเผ่าเหรา มีคนกลุ่มพิเศษกลุ่มหนึ่งหากินด้วยอาชีพไล่ศพ เรียกว่า ผู้ไล่ศพ ผู้ไล่ศพจะเลี้ยงแมลงชนิดหนึ่งไว้ เวลาจะไล่ศพ ก็จะเอาแมลงใส่เข้าไปทางรูจมูกศพ รอให้มันเจาะเข้าไปในสมอง ไม่นานศพก็จะลุกขึ้นมา...
แมลงไล่ศพพวกนี้ ถึงจะจัดอยู่ในกลุ่มแมลงประหลาดได้ แต่ก็ยังห่างไกลจากสิบสุดยอดแมลงประหลาดอยู่มากโข ทำได้แค่ควบคุมศพให้เคลื่อนไหวได้ง่าย ถ้าเอามาใช้ต่อสู้ พลังการต่อสู้ก็มักจะไม่เก่งไปกว่าตอนที่มีชีวิตอยู่ ศพพวกนี้เรียกว่า หุ่นเชิดศพ เทียบกับตรีทูตหรือหนอนชางไม่ได้...
เขาเดินไปที่ศพศพหนึ่ง ใช้กระบี่พัดวายุเขี่ยที่หัวศพ หนอนสีดำตัวยาวเรียวตัวหนึ่งถูกเขาเขี่ยออกมา
เรียวเล็ก สีดำสนิท ยาวเกือบครึ่งฟุต
ดูคล้ายพยาธิขนม้า เหมือนลวดเหล็กที่เคลื่อนไหวได้
มันมักจะซ่อนตัวอยู่ในสมองของศพ ที่ปลายหางมีปุ่มดูดเล็กมากมาย ผ่านปุ่มดูดเหล่านี้ มันจะเชื่อมต่อกับสมองและไขสันหลังเพื่อส่งสัญญาณการเคลื่อนไหว ทำให้ร่างกายที่ตายไปแล้วกลับมาขยับได้อีกครั้ง
ดังนั้น ขอแค่ตัดการเชื่อมต่อระหว่างไขสันหลังส่วนคอกับก้านสมอง ต่อให้แมลงตัวนี้เก่งกาจแค่ไหน ก็ไม่สามารถแสดงอิทธิฤทธิ์ได้อีก
เฉินหยางตวัดกระบี่
หนอนถูกฟันขาดเป็นสองท่อน
ร่างกายทั้งสองท่อนบิดงออย่างรุนแรง ไม่นานก็นิ่งสนิทไป
"ติ๊ง พบแมลงระดับ C [แมลงไล่ศพ] เปิดสมุดภาพ ได้รับรางวัล [ยาไล่แมลง] *1 กล่อง ไอเทมถูกเก็บไว้ในคลังระบบแล้ว สามารถเรียกใช้ได้ตลอดเวลา"
……
...
"ไอเทม: ยาไล่แมลง"
"คำอธิบาย: ของชิ้นนี้บรรจุกล่องละ 10 เม็ด เมื่อเผาด้วยเปลวไฟ จะเกิดควันไล่แมลงจำนวนมาก สามารถฆ่าหรือไล่ [แมลงไล่ศพ] ได้ในระยะเวลาสั้นๆ (หมายเหตุ: ของชิ้นนี้มีผลเฉพาะกับแมลงไล่ศพเท่านั้น ห้ามรับประทาน โปรดเก็บให้พ้นมือเด็ก หากเผลอกินเข้าไป ให้รีบทำให้อาเจียน และดื่มน้ำข้าวเหนียวตาม...)"
……
...
"ติ๊ง ล่าแมลงระดับ C [แมลงไล่ศพ] *1 ได้รับค่าประสบการณ์ +10 แต้ม ความชำนาญวิชาหนอนพิษ +1 แต้ม"
……
...
"ติ๊ง แจ้งเตือนภารกิจ"
"ภารกิจ: ล่าแมลงระดับ C [แมลงไล่ศพ] (ความคืบหน้า 1 / 100)"
"รางวัล: สารสกัดเร่งการเจริญเติบโตแมลง *1 ขวด"
……
...
ข้อความแจ้งเตือนเด้งขึ้นมารัว
รางวัลที่ได้ทำเอาเขาประหลาดใจเล็กน้อย ยาไล่แมลงที่ใช้ฆ่าแมลงไล่ศพโดยเฉพาะงั้นเหรอ?
ในวังใต้ดินนี้ มีแมลงไล่ศพให้เขาฆ่าเยอะขนาดนั้นเลย?
"หลังจากร่างต้นตาย แมลงไล่ศพพวกนี้ก็จะตายตามไปอย่างรวดเร็ว เพราะฉะนั้น ไม่ต้องไปสนใจหรอก"
เฉียวหงจวินพูดทิ้งท้าย แล้วเตรียมจะเดินจากไป
เฉินหยางกลับไม่รีบ เขาจัดการเขี่ยแมลงไล่ศพออกจากศพทุกศพ แล้วจัดการฆ่าทิ้งทีละตัว
เฉียวหงจวินชะงักไป
ฉินโจวหัวเราะแห้งอยู่ด้านข้าง "ไอ้เด็กนี่มันระแวงจนชินน่ะ ไม่ใช่ว่าไม่เชื่อใจผู้อาวุโสเฉียวหรอก"
ใบหน้าของเฉียวหงจวินกระตุกเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร รอจนเฉินหยางจัดการหนอนเสร็จ ทั้งกลุ่มถึงได้เดินเข้าไปในวิหารจื่อเวย
ภายในวิหารว่างเปล่า
มีเพียงในโถงหลักที่มีรูปปั้นดินปั้นที่พังทลายไปครึ่งซีกตั้งอยู่
ภายในวิหารดูทรุดโทรม แต่กลับไม่มีหยากไย่ให้เห็นเลยสักนิด
"แปลก!"
จางเจ้าอวิ๋นสีหน้าเคร่งเครียด "ในตำหนักนี้ ทำไมไม่เห็นสัตว์วิเศษเลยสักตัว?"
จากข้อมูลที่พวกเขาได้รับ ในวังใต้ดินแห่งนี้ มีสัตว์วิเศษอาศัยอยู่จำนวนมาก ล้วนแต่เป็นพวกที่บำเพ็ญเพียรจนแกร่งกล้า ในจำนวนนั้นก็มีตัวที่แข็งแกร่งอยู่ไม่น้อย
แต่พวกเดินมาตลอดทาง นอกจากเจอฝูงหุ่นเชิดศพแล้ว ก็ไม่เห็นสัตว์วิเศษเลยสักตัว?
"เหอะ"
ฉินโจวยิ้ม "สงสัยจะรู้ว่าผู้อาวุโสเฉียวมาเยือน เลยพากันหลบหน้าพวกเราไปหมดแล้วมั้ง?"
ตาแก่คนนี้ช่างพูดจาเอาใจ ประจบสอพลอเฉียวหงจวินซะจนเห็นได้ชัด
เฉียวหงจวินได้ยินดังนั้น ก็เพียงแค่ยิ้มบาง ไม่ได้ตอบรับอะไร
ข้อมูลระบุชัดเจนว่าในวังใต้ดินมีสัตว์วิเศษที่แข็งแกร่งอาศัยอยู่มากมาย การที่พวกเขาเดินมาตลอดทางแล้วไม่เจอเลยสักตัว ก็ถือว่าแปลกจริง
แต่ว่า เขาไม่ได้สนใจ
เขาเป็นถึงระดับขอบเขตวาสนา ต่อให้สัตว์วิเศษพวกนี้โผล่มา ก็มีแต่โดนเขาอัดเละเท่านั้น
ไม่ว่าพวกมันจะโดนยอดฝีมือที่เข้ามาก่อนหน้านี้ฆ่าตายหรือตั้งใจหลบหน้าเขา ก็ไม่สำคัญทั้งนั้น
ดีซะอีก จะได้ประหยัดแรง เขาไม่ได้อยากจะมาเสียเวลากับพวกภูตผีปีศาจพวกนี้
……
...
เดินทะลุวิหารจื่อเวย อ้อมไปออกประตูหลัง มีทางเดินเชื่อมต่อ เดินต่อไปอีกหลายสิบก้าว ก็ปรากฏวิหารอีกหลังหนึ่ง
วิหารเทียนเผิง
วิหารที่อยู่ใกล้กับตำหนักทิศตะวันออกมากที่สุดในตำหนักทิศเหนือ
ที่นี่ พวกเขาเจอหุ่นเชิดศพอีกแปดตัวกำลังเดินโซซัดโซเซอยู่ ยังไม่ทันที่พวกมันจะทันตั้งตัว ทั้งสี่คนก็ลงมือพร้อมกัน จัดการพวกมันจนหมดเกลี้ยง
ล้วนเป็นผู้บำเพ็ญเพียรธรรมดา คนที่เก่งที่สุดพลังกายยังไม่ถึงขั้นสองด้วยซ้ำ
จัดการได้ง่ายดายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปาก
เฉินหยางก็ยังคงจัดการเขี่ยแมลงไล่ศพออกมาฆ่าทิ้งตามเดิม ถึงค่าประสบการณ์จะไม่เยอะ แต่ยุงตัวเล็กก็คือก้อนเนื้อ
ดูท่าทาง พวกเหอสืออู่คงจะหนีไปแล้วจริง ตำหนักทิศเหนือแห่งนี้ ตอนนี้กลายเป็นตำหนักร้างไปแล้ว
ส่วนตำหนักทิศใต้และทิศตะวันตกจะเป็นยังไง ตอนนี้พวกเขาก็ไม่มีอารมณ์จะไปตรวจสอบดู
จุดหมายปลายทางของพวกเขาคือตำหนักทิศตะวันออก
อ้อมผ่านวิหารเทียนเผิง เดินผ่านทางเดินเส้นหนึ่ง ข้างหน้าก็ปรากฏพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล
สายลมอ่อนพัดโชยมา
แม่น้ำใต้ดินสายหนึ่งปรากฏขึ้นตรงหน้าพวกเขา
แม่น้ำสายนี้น่าจะกว้างสักยี่สิบสามสิบเมตร สองฝั่งแม่น้ำมีลานกว้างขวางอยู่ฝั่งละแห่ง
มองเห็นได้ว่า บนผนังถ้ำของลานฝั่งตรงข้ามมีถ้ำอยู่ถ้ำหนึ่ง ประตูหินบานหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่อย่างเงียบงัน
ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด นั่นน่าจะเป็นทางเข้าตำหนักทิศตะวันออก
พื้นที่บริเวณนี้กว้างมาก เพดานถ้ำสูงลิบลิ่ว น่าจะสักสี่ห้าสิบเมตร
น้ำในแม่น้ำไหลเอื่อย ความเร็วของกระแสน้ำช้ามาก
ผิวน้ำเรียบนิ่งไร้คลื่นลม แสงไฟส่องลงไป น้ำดูดำมืด แสงส่องผ่านได้ยากมาก
แม่น้ำกู่!
นี่คือแม่น้ำกู่สินะ?
ฟังเหอสืออู่เล่ามาว่า ในแม่น้ำสายนี้มีหนอนพิษอาศัยอยู่มากมาย แม้แต่พวกพ้องของมัน ก็ยังไม่กล้าข้ามแม่น้ำสายนี้สุ่มสี่สุ่มห้า
แสดงให้เห็นว่าแม่น้ำสายนี้อันตรายแค่ไหน
ทั้งสี่คนยืนอยู่ริมแม่น้ำ มองออกไปไกล แม่น้ำสายนี้ไหลมาจากทางตำหนักทิศใต้ ผ่านขอบของตำหนักทิศตะวันตกและทิศเหนือ เป็นรูปโค้งขยายออกไปด้านนอก
แต่ก็ไม่รู้ว่าต้นน้ำอยู่ที่ไหนและจะไหลไปที่ใด