- หน้าแรก
- เส้นทางเศรษฐีสายคุณธรรม เมื่อระบบบังคับให้ผมเป็นมาเฟียใจบุญ!
- ตอนที่ 320 ไม่เป็นเพื่อน ก็คือศัตรู!
ตอนที่ 320 ไม่เป็นเพื่อน ก็คือศัตรู!
ตอนที่ 320 ไม่เป็นเพื่อน ก็คือศัตรู!
ตอนที่ 320 ไม่เป็นเพื่อน ก็คือศัตรู!
เวลา 18:13 น. ร้านอาหารทะเลเฉิงจี้
ที่ขอบหลังคาเพิงพลาสติก มีสายไฟประดับห้อยอยู่ส่งแสงระยิบระยับ
ป้ายไฟทรงสี่เหลี่ยมตั้งตระหง่านอยู่ที่หน้าประตู เขียนคำว่า อาหารทะเล, ของสดดองน้ำปลา, ร้านอาหารข้างทาง
ตู้แช่สองตู้ตั้งอยู่ที่หน้าประตู พนักงานสวมกระดาษจดคอยแนะนำเมนู คัดปลาเลือกกุ้ง ชั่งน้ำหนักตามราคา เตาไฟลุกโชนส่งกลิ่นหอมฟุ้ง
เชฟเหวี่ยงตะหลิวใส่เครื่องปรุง กระทะเหล็กส่งเสียงฉ่าและมีไอควันพวยพุ่ง ส่งกลิ่นหอมลอยออกไปนอกร้าน
เสียงผัดกระทะดังเคร้งคร้างดึงดูดสายตาชาวเมืองมากมาย กลิ่นอาหารเย้ายวนจนคนต้องน้ำลายสอ แต่ที่หน้าร้านกลับแขวนป้ายกระดาษลังเขียนไว้ว่า: วันนี้เหมาปิดร้าน ห้ามเข้าหากไม่ได้รับเชิญ
ในร้านที่บรรจุได้แปดถึงเก้าโต๊ะ กลับมีโต๊ะกลมนั่งอยู่เพียงสามโต๊ะ มีคนนั่งอยู่หรอยหรอเพียงสิบกว่าคน
เถี่ยโถวกัง เจ้าสำนักเหอเซิ่งซิ่ง ลงจากรถที่ริมถนนและบังเอิญเจอหมาเหลี่ยนชิง เจ้าสำนักเหอถงซิ่ง เขาจึงรีบก้าวเข้าไปดึงตัวไว้แล้วถามว่า: "อาชิง ข่าวเท่านายไวนัก บอกฉันหน่อยสิว่าเรื่องตลาดกลางคืนไซกุงมันมีเบื้องลึกเบื้องหลังยังไง?"
หมาเหลี่ยนชิงวัยสี่สิบต้นๆ ใบหน้าซีกซ้ายเต็มไปด้วยปานดำ รูปร่างผอมบาง สวมชุดยาวสีเทา เอ่ยด้วยน้ำเสียงชาญฉลาดว่า: "ฉันฝากเพื่อนในสภาเทศบาลถามมาแล้ว เห็นว่าผังเมืองล่าสุด รัฐบาลฮ่องกงอาจจะทำการพัฒนาครั้งใหญ่ที่ถนนไซกุง"
เถี่ยโถวมีสีหน้าตื่นเต้น กำหมัดแน่นแล้วเอ่ยอย่างกระตือรือร้นว่า: "มีผังเมืองใหม่จริงๆ เหรอเนี่ย ถนนไซกุงกำลังจะกลายเป็นหงส์แล้วสิ!"
หมาเหลี่ยนชิงบอกว่า: "รีบเข้าไปเถอะ อย่าเป็นคนสุดท้าย"
ทั้งคู่รีบเดินเข้าร้านและหาที่นั่งทันที พอโต๊ะว่างก็เริ่มกระซิบกระซาบคุยกับลูกพี่ใหญ่พรรคอื่นด้วยเสียงเบา
ที่ริมถนนมีรถจอดอยู่กว่ายี่สิบคัน พี่น้องจากฝ่ายลงโทษสิบกว่าคน พร้อมคนขับรถที่เจ้าสำนักพรรคต่างๆ พามาด้วยอีกสิบกว่าคน รวมทั้งหมดสามสิบกว่าคนยืนกระจายกำลังเฝ้ายามอยู่
สั่วฮุยถือบุหรี่มาร์ลโบโรสองแถว แจกให้พี่น้องที่เฝ้าประตูคนละซอง
เหลียงเจียชงจากจงอี้ฉวินเลิกแขนเสื้อสูทขึ้นมองนาฬิกาข้อมือแล้วเอ่ยว่า: "คุณอิ่น ถึงเวลาแล้วครับ"
"บอกให้ครัวเริ่มลงอาหารได้" อิ่นจ้าวถังเอ่ยสั่ง
เหลียงเจียชงส่งสายตาให้ลูกน้อง ทันใดนั้นก็มีคนไปจัดการตามสั่ง หลูชิ่งตง เจ้าสำนักจงอี้ซิ่น กลับมาที่โต๊ะประธาน วางแก้วเหล้าลงแล้วรายงานว่า: "คุณอิ่น มีเจ้าสำนักมาแค่ 16 พรรคครับ"
ในร้าน บรรดาเจ้าสำนักพรรคที่คุ้นเคยกันเริ่มดื่มเหล้าแกล้มกับผักยำและจานรวมมิตรพะโล้ หลูชิ่งตงช่วยสร้างบรรยากาศต้อนรับพลางเช็กจำนวนคนไปด้วย
"มาแค่ครึ่งเดียวเอง ดูท่าคนที่ไม่ยอมให้หน้าจงจี้น่ะจะมีเยอะเหมือนกันนะ" อิ่นจ้าวถังแค่นหัวเราะ
เขาชูแก้วเหล้าขึ้นและลุกขึ้นยืนกล่าวว่า: "อาชิง, อาซาน, และผู้อาวุโสในยุทธจักรทุกท่าน ทุกท่านล้วนเป็นผู้อาวุโสของอาถัง ผมมาที่โหยวจิมหม่งได้ไม่กี่ปี ผู้อาวุโสบางท่านคลุกคลีที่นี่มานานกว่าอายุของผมเสียอีก"
"การที่ยอมให้หน้าอาถังมาร่วมทานมื้อค่ำด้วยกันในวันนี้ ผมขอคารวะทุกท่านก่อนหนึ่งแก้วครับ"
สิบหกพรรคที่นั่งอยู่นี้ พละกำลังถือว่าธรรมดามาก
เจ็ดพรรคสายเหอ, สามพรรคสายตง, สามพรรคสายย่อยของพรรคเบอร์สิบสี่ และยังมีพรรคสายซีจากกลุ่มซีเจียงในมณฑลกวางตุ้ง
ซึ่งเป็นชื่อพรรคที่เริ่มจะเลือนหายไปจากหูของคนรุ่นใหม่แล้ว
จำนวนสมาชิกเฉลี่ยของสมาคมอยู่ที่ประมาณหลักพันคน มีนักสู้ร้อยกว่าคน พรรคที่เล็กที่สุดชื่อว่าพรรคซีเหลียน มีหน้าร้านในถนนไซกุงเพียงสามร้าน
สมาชิกสมาคมมีทั้งหมดเพียงสองร้อยคน
พรรคเหล่านี้ไม่มีชื่อเสียงโด่งดังในยุทธจักร เมื่อได้รับเทียบเชิญที่ส่งมาจากยอดขุนพลชาวแต้จิ๋วด้วยตัวเอง พวกเขาจึงไม่มีปัญญาที่จะปฏิเสธหน้าของแต้จิ๋วจงจี้ได้
พวกเขาไม่เพียงแต่มาอย่างว่าง่าย แต่ยังเตรียมตัวเตรียมใจเรื่องที่จงจี้จะเข้ามาแทรกแซงถนนไซกุงไว้แล้ว จงอี้ซิ่นปักหลักที่ไซกุงมานาน การที่เหล่าจงออกหน้ากะทันหันเช่นนี้ เบื้องหลังต้องมีแผนการบางอย่างแน่นอน
บรรดาเจ้าสำนักมองดูคนรุ่นหลังที่อายุยังน้อยแต่อยู่ในชุดสูทเนี้ยบ ในใจมีความรู้สึกที่หลากหลายแตกต่างกันไป แต่ทุกคนต่างก็ให้หน้าและรีบลุกขึ้นคารวะตอบ: "คุณอิ่นเกรงใจไปแล้ว"
"ในยุทธจักรมีใครบ้างที่ไม่เคยได้ยินชื่อเสินเซียนถัง การได้ดื่มเหล้ากับคุณอิ่นถือเป็นเกียรติของพวกเรา"
"จงจี้น่ะรุ่งโรจน์ดุจดวงตะวันจริงๆ!"
เสียงประจบประแจงดังขึ้นประปราย แต่โต๊ะทั้งสามตัวกลับนั่งไม่เต็ม ทำให้บรรยากาศดูเงียบเหงาไปบ้าง
อิ่นจ้าวถังดื่มเหล้าหมดแก้วแล้วเอ่ยว่า: "ทุกท่านคงจะได้ยินมาบ้างแล้วว่า สภาเทศบาลเพิ่งอนุมัติแผนพัฒนาตลาดกลางคืนถนนไซกุงเมื่อไม่นานมานี้ วันนี้ผมจึงเชิญทุกท่านมาเพื่อร่วมกันหารือถึงการพัฒนาถนนไซกุงในอนาคต"
"ผมเป็นนักธุรกิจ ไม่ชอบเรื่องการฆ่าฟัน เพียงแค่อยากจะร่วมกับทุกท่าน ปั้นบัวลอย (ปั้นโครงการ) ให้ลูกใหญ่และกลมดิ๊ก (สำเร็จ) ทำให้ถนนไซกุงกลายเป็นถนนเทมเปิลสายที่สอง"
"ผู้อาวุโสท่านใดสนใจสามารถเข้าร่วมได้ ลองดูเอกสารโครงการก่อนได้ครับ"
จั๋วโส่วแจก "หนังสือแผนงานโครงการตลาดกลางคืนไซกุง" ที่กลิ่นหมึกยังอุ่นๆ ให้แก่ทุกคน หน้าปกเป็นรูปสีของตลาดกลางคืนไทเป
ภาพในรูปนั้นแสงไฟสว่างไสว เจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด และเต็มไปด้วยกลิ่นอายของชีวิตผู้คน
เนื้อหาในแผนงานมีเพียงสามหน้าสั้นๆ อธิบายรายละเอียดโครงการคร่าวๆ จุดสำคัญคือการระบุว่าตลาดกลางคืนนี้ได้รับมอบอำนาจจากสภาเทศบาลให้ "บริษัทอสังหาริมทรัพย์ตลาดกลางคืนจงอี้" เป็นผู้พัฒนาแต่เพียงผู้เดียว
บรรดาเจ้าสำนักที่นั่งอยู่ไม่ใช่คนเซ่อ ต่อให้พรรคจะเล็กแค่ไหน แต่ทุกคนต่างก็ผ่านศึกแย่งชิงอำนาจและการต่อรองผลประโยชน์มานับไม่ถ้วน ความฉลาดและเขี้ยวลากดินที่สั่งสมมาจากการล้มลุกคลุกคลีในยุทธจักร ทำให้พวกเขาได้กลิ่นคาวเลือดที่รุนแรงแฝงอยู่ในทุกตัวอักษรของแผนงานนี้
เถี่ยโถวแห่งเหอเซิ่งซิ่งปิดหนังสือแผนงาน สีหน้าไม่พอใจและตะโกนเสียงดังว่า: "อาถัง แผนตลาดกลางคืนน่ะดูดีมาก แต่สภาเทศบาลเขามอบให้คุณจัดการทั้งหมดแล้ว ไม่เห็นต้องมาปั้นบัวลอยร่วมกับพวกเราเลยนี่ เชิญพวกเรามาทำอะไรล่ะ? ให้มาช่วยกวาดถนน หรือมาช่วยขนเศษอาหารขยะล่ะ!"
เหล่าลูกพี่ใหญ่ในยุทธจักรต่างรู้ดีว่าทำเลของถนนไซกุงนั้นยอดเยี่ยม เหมาะมากสำหรับการจัดตลาดกลางคืนเพื่อรับช่วงฝูงชนจากถนนเทมเปิล การจะทำให้สำเร็จเป็นแห่งที่สองน่ะไม่ใช่ว่าไม่มีโอกาส
หากนี่เป็นโครงการที่รัฐบาลฮ่องกงลงทุนจัดการเอง ยี่สิบกว่าสมาคมคงสู้กันจนสมองไหลเพื่อแย่งชิงพื้นที่สักแห่ง พรรคสายอาทิตย์อัสดงที่ใกล้จะล่มสลายบางพรรคอาจจะกลับมารุ่งเรืองและหาเงินพัฒนาพรรคต่อไปได้เพราะโครงการนี้
แต่จงจี้กลับเป็นคนลงทุนทำถนนตลาดกลางคืนเองทั้งหมด ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าพวกเขาไม่มีทางให้โอกาสพรรคอื่นแน่ ในทางกฎหมาย ตลาดกลางคืนเป็นของเหล่าจง พละกำลังของเหล่าจงก็เข็งแกร่ง วิธีการในยุทธจักรอย่างการถล่มร้านหรือก่อกวนน่ะใช้ไม่ได้ผลหรอก ทุกคนที่นั่งอยู่ที่นี่นึกไม่ออกเลยว่าที่เหล่าจงเรียกพวกเขามาปั้นบัวลอยน่ะ จะปั้นกันท่าไหน
ตอนที่เจียงหาวส่งเทียบเชิญมา พวกเขายังนึกว่าเป็นโครงการร่วมสร้างตลาดกลางคืนกับเหล่าจงเพื่อแบ่งเค้กกันเสียอีก นึกไม่ถึงเลยว่าเหล่าจงจะรวบยอดกินที่ดินไปทั้งหมดเพียงคนเดียวโดยไม่เหลือโอกาสให้คนอื่นเลยสักนิด
เมื่อกลุ่มคนมานั่งปั้นบัวลอยกัน แล้วมีคนนึกไม่ออกว่าจะเริ่มปั้นจากตรงไหน เช่นนั้นแล้ว พวกเขานั่นแหละที่น่าจะเป็น "บัวลอย" (เป้าหมายถูกปั้น) เสียเอง
หลักการในยุทธจักรที่ตื้นเขินเช่นนี้ กลุ่มเจ้าสำนักไม่มีทางดูไม่ออก หมาเหลี่ยนชิง, อาซาน, ป๋อไจ๋ฮว้า และคนอื่นๆ ต่างมีสีหน้าที่ย่ำแย่ถึงขีดสุด ความจริงแล้ว เจ้าสำนักที่ไม่ได้มาร่วมงานที่ร้านอาหารข้างทางในคืนนี้ต่างหากที่เป็นพวกหูไวตาไวของจริง
เมื่อได้รู้ว่าจงจี้จะพัฒนาถนนตลาดกลางคืนไซกุงเพียงเจ้าเดียว วงเหล้าในคืนนี้ก็ถูกกำหนดไว้แล้วว่ามันคืองานเลี้ยงที่ไม่หวังดีแน่นอน
พรรคที่ไม่ได้มาในคืนนี้น่ะ มีทั้งพรรคสายย่อยของพรรคเบอร์สิบสี่ และพรรคในเครือของ "สี่สมาคมใหญ่" ซึ่งพละกำลังย่อมแข็งแกร่งกว่าคนที่นั่งอยู่ที่นี่เล็กน้อย
เหลียงเจียชงลุกขึ้นยืนกล่าวว่า: "เถี่ยโถว คุณอิ่นเชิญทุกท่านมา ย่อมไม่ยอมให้ทุกท่านกลับไปมือเปล่าแน่นอน!"
เถี่ยโถวแค่นหัวเราะ: "โอ้ ฉันก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าเสินเซียนถังจะใจป้ำแค่ไหน และกะจะพาพวกเรารุ่นพี่กลุ่มนี้ไปรวยท่าไหนกันแน่"
เหอเซิ่งซิ่งนั้นพละกำลังไม่น้อย มีสมาชิกกว่าหนึ่งพันเจ็ดร้อยคน เดิมทีในใจเขามีความคาดหวังไว้สูงมาก พอพบว่าสถานการณ์ไม่เป็นอย่างที่คิด ความผิดหวังจึงยิ่งทวีคูณจนกลายเป็นความโกรธ และเริ่มส่งเสียงในฐานะตัวแทนของพรรคที่อยู่ในงาน
อิ่นจ้าวถังเอ่ยเรียบๆ ว่า: "ผมยินดีแบ่งปันแผงลอยในตลาดกลางคืนให้เจ้าสำนักทุกท่าน โดยไม่เก็บค่าเช่าและค่าบริหารจัดการ แต่มีเงื่อนไขเดียวคือขอให้เจ้าสำนักทุกท่านสละหน้าร้านที่อยู่ในถนนไซกุงออกมา ร้านหนึ่งร้านผมให้ห้าหมื่นเหรียญ ถือว่าผมเป็นคนซื้อ"
"ทุกร้านที่ขายให้ผม ผมจะแถมแผงลอยให้ทุกท่านหนึ่งแผงเพื่อไปรวยด้วยกัน ใครที่ตกลงขายเป็นคนแรก ผมแถมให้อีกหนึ่งแผงเลย"
ถนนไซกุงเพิ่งจะปรับปรุงเสร็จ หากหักร้านของชำ ร้านผลไม้ และอื่นๆ ออกไป ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับยุทธจักรน่าจะมีอยู่ประมาณเจ็ดสิบกว่าแห่ง
เน้นไปที่บาร์ คลับเต้นรำ และซ่องโจร
นอกจากนี้ยังมีบ่อนพนันใต้ดิน บริษัทเงินทุน และโรงรับจำนำอีกไม่กี่แห่ง
หากตลาดกลางคืนไซกุงสามารถพัฒนาขึ้นมาได้ รายได้จากแผงลอยหนึ่งแผงในแต่ละเดือน ก็ไม่แน่ว่าจะน้อยกว่ารายได้จากหน้าร้านหนึ่งร้านเลย
ค่าเซ้งร้านห้าหมื่นเหรียญ จะบอกว่าซื้อถิ่นที่ดินก็เรียกได้ไม่เต็มปากนัก มันเหมือนเป็นเงินสินน้ำใจ (อั่งเปา) ที่ขอกันดีๆ ให้เหล่าลูกพี่ใหญ่ย้ายออกไปมากกว่า ต้องรู้ก่อนว่าถนนไซกุงที่ผ่านการปรับปรุงใหม่นั้น ถนนหนทางดีขึ้น ตึกรามบ้านช่องใหม่ขึ้น แต่คนยังไม่กลับมาคึกคักเหมือนเดิม
พวกสมาคมใหญ่ต่างทยอยถอนตัวออกไปในช่วงปีที่มีการก่อสร้าง พรรคเล็กๆ ที่เหลืออยู่ก็บริหารงานอย่างทุลักทุเลและกำไรไม่มากนัก
ตอนนี้คือช่วงว่างที่พรรคเล็กรวมตัวกันและสมาคมใหญ่ยังไม่กลับมา การที่สมาคมใหญ่พยายามจะบุกเข้ามาจึงเป็นเรื่องที่ปกติมาก
และเหล่าจงก็มีคุณสมบัติพอจะเป็นเสือลงเขา!
สิ่งที่ต่างจากที่ทุกคนคาดไว้ว่าจะถูกขูดรีดเนื้อ เหล่าจงกลับยื่นข้อเสนอที่แลกเปลี่ยนกันได้ นี่คือการชวนพวกเขามาร่วมพัฒนาถนนไซกุงจริงๆ
เถี่ยโถวถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่งและจมลงสู่ห้วงความคิด
หมาเหลี่ยนชิงถามว่า: "อาถัง นายกะจะทำให้ถนนไซกุงเป็นสีเดียวกันหมดเลยเหรอ?"
อาซานตะโกนขึ้นว่า: "นายบอกว่าไม่เก็บค่าเช่า แล้วจะรับประกันได้ยังไง ปีแรกไม่เก็บ แต่ปีที่สองจะเก็บขึ้นมาจะทำยังไงล่ะ!"
อิ่นจ้าวถังรับรองว่า: "ผู้อาวุโสทุกท่านวางใจได้ บริษัทตลาดกลางคืนจดทะเบียนถูกต้องตามกฎหมาย ทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรได้เลย อย่างมากท่านก็ไปฟ้องผมเอา"
"มีคำพูดหนึ่งที่ผมต้องบอกให้ชัดเจน โครงการตลาดกลางคืนนี้ต้องลงทุนหลายล้าน หากไม่ทำให้ถนนไซกุงเป็นสีเดียวกัน ผมก็คงเริ่มงานไม่ได้"
"สีเดียวกันที่ว่า ไม่ได้หมายถึงการกวาดล้างทุกท่านจนสิ้นซาก อาถังคนนี้ไม่ได้โอหังขนาดนั้น เพียงแต่อยากขอความกรุณาให้ทุกท่านสละธุรกิจยุทธจักรออกมา แล้วผมจะส่งพี่น้องเข้าไปรับช่วงดูแลแทน ต่อไปทุกท่านจะได้หาเงินแบบสุจริตได้อย่างสบายใจ ไม่ว่าจะเอาแผงลอยไปปล่อยเช่าต่อหรือจะบริหารเองก็ได้ จะเลือกสู้กับผม หรือจะเลือกเดินตามผม มีแค่สองทางให้เลือก ไม่มีทางอื่น"
หมาเหลี่ยนชิงเอ่ยอย่างไม่ยอมแพ้ว่า: "ให้เลือกแค่สองทางเนี่ยไม่เรียกว่าโอหังเหรอ?"
เถี่ยโถวตบโต๊ะดังปังแล้วส่งเสียงโวยวาย: "ไม่เอาหรอก ตลาดกลางคืนยังไม่ทันจะเกิดเลย ในอนาคตจะรุ่งเรืองหรือจะพังพินาศก็ไม่มีใครเดาได้"
"ตอนนี้จะมาสั่งให้เราส่งมอบถิ่นที่ดิน เพื่อแลกกับเศษกระดาษไม่กี่แผ่นเหมือนซื้อคอนโดที่ยังสร้างไม่เสร็จเนี่ยนะ? เห็นพวกเราเป็นคนบ้าหรือไง ถ้าโครงการล่มขึ้นมาจะทำยังไง!"
บรรดาลูกพี่ใหญ่ในที่นั้นเดิมทีเริ่มจะเอนเอียงตามข้อเสนอแล้ว แต่พอได้ยินดังนั้นก็เห็นว่ามีเหตุผล จึงพากันส่งเสียงสนับสนุนเถี่ยโถว
หลูชิ่งตงรีบช่วยพูด: "ความสามารถในการทำธุรกิจของคุณอิ่น ทุกท่านก็น่าจะรู้ดี โครงการไม่มีทางล่มแน่นอน เถี่ยโถว นายไม่เชื่อใจคุณอิ่นงั้นเหรอ?"
เถี่ยโถวไม่กล้ารับคำถามที่จี้จุดขนาดนั้น เขาจึงรีบตะโกนว่า: "ฉันเชื่อใจคุณอิ่นแล้วจะมีประโยชน์อะไรล่ะ? ที่ถนนไซกุงไม่ได้มีแค่พวกเรากลุ่มนี้ที่หากินอยู่นะ คนอื่นเขาไม่เชื่อใจคุณอิ่น ต่อให้พวกเราเชื่อไปมันก็ไร้ค่าอยู่ดีล่ะวะ พี่ตง!"
หลูชิ่งตงจับจุดคำพูดเขาไม่ได้จึงแอบด่าในใจว่าไอ้ปลาไหลเฒ่า ไหนว่าหัวเหล็ก? เปลี่ยนชื่อเป็นหัวหมอดีกว่ามั้ง ในตอนนี้ การประจันหน้าของทั้งสองฝ่ายดูเหมือนการเจรจาทางธุรกิจมากกว่า
ไม่ใช่ว่าจะคุยกันไม่ได้ แต่ต่างฝ่ายต่างก็แย่งชิงความได้เปรียบ
หากเสินเซียนถังยอมลดราวาศอกและให้ผลประโยชน์เพิ่มขึ้นอีกนิด อาจจะมีคนสนับสนุน แต่เขาเห็นว่าเงื่อนไขที่ให้ไปนั้นจริงใจพอแล้ว การให้ผลประโยชน์เพิ่มน่ะสู้เปิดศึกเลยดีกว่า เหล่าจงต้องการเป้านิ่งสักเป้าไว้จัดการ แต่เถี่ยโถวกลับทำตัวเป็นตัวแทนยุทธจักร พูดจาบ่ายเบี่ยงโดยไม่ยอมบอกว่าตัวเองเป็นคนคัดค้าน
อิ่นจ้าวถังหยิบซิการ์ออกมา จุดไฟแช็ก จิบไปสองคำ แล้วเลิกแขนเสื้อขึ้นมองนาฬิกา เมื่อเห็นว่าใกล้ถึงเวลา เขาก็พ่นควันออกมาอย่างสงบนิ่งเพื่อรอคอยผลลัพธ์
การปะทะฝีปากระหว่างหลูชิ่งตงและเถี่ยโถวบนเวทีนั้นตัดสินอะไรไม่ได้ แต่เมื่อเจียงหาวเลิกม่านร้านอาหารเข้ามา แล้วถีบเข้าที่ "เหล่ากว่า" เจ้าสำนักสายผิง (พรรคเบอร์สิบสี่) จนหน้าคะมำลงกับพื้น
ทุกคนในร้านต่างพากันเงียบกริบด้วยความหวาดกลัว
สายผิงคือสมาคมที่มีพละกำลังมากที่สุดในถนนไซกุง มีสมาชิกรวมกับพวกลูกกระจ๊อกกว่าสองพันคน และมีชื่อพรรคเบอร์สิบสี่หนุนหลัง เป็นกลุ่มที่มีอิทธิพลที่สุดในถนนไซกุง การที่เจ้าสำนักพรรคนี้ไม่ได้มาร่วมงานเลี้ยง จึงทำให้หลายคนพากันคาดเดาไปต่างๆ นานา
แต่อิ่นจ้าวถังกลับใช้เท้าเหยียบลงบนใบหน้าของเหล่ากว่า ทำลายภาพฝันของทุกคนทิ้ง แล้วเอ่ยถามเสียงเย็นว่า: "ที่ถนนไซกุงยังจะมีใครกล้าหากินอยู่อีกไหม? ใช่คนนี้หรือเปล่า! ขออภัยด้วยนะ ในอนาคตถนนไซกุงจะมีแค่คนของผมเท่านั้นที่หากินได้ ไม่เป็นเพื่อนของผม ก็คือศัตรูของผม"
"ถ้าจะเป็นศัตรู เสินเซียนถังคนนี้จะไม่มีวันอ่อนข้อให้ อาหาว ลงมือได้!"