- หน้าแรก
- ผมซื้อของถูกราคาหลักหน่วย แต่ระบบกลับให้ของจริงราคาหลักล้าน!
- บทที่ 355 เรียกผมว่าเถ้าแก่หลี่
บทที่ 355 เรียกผมว่าเถ้าแก่หลี่
บทที่ 355 เรียกผมว่าเถ้าแก่หลี่
บทที่ 355 เรียกผมว่าเถ้าแก่หลี่
จักรพรรดินีหรูเยียนก็เป็นบุคคลที่คาดเดาไม่ได้คนหนึ่ง ตอนแรกที่หลินโม่ประกาศท้าทาย เธอพูดกับซูเหอว่าเป็น "ลูกพี่ลูกน้องของเธอ" แต่ตอนนี้พอเห็นเขาอัดจ้าวอวิ๋นจนหมอบ เธอก็เริ่มเรียกว่า "น้องชายพวกเรา" เสียอย่างนั้น ผู้หญิงสมกับเป็นปรมาจารย์ด้านการเปลี่ยนสีหน้าโดยกำเนิดจริงๆ
หลินโม่จะเคยเป็นทหารหรือไม่นั้นความจริงไม่ใช่เรื่องสำคัญ สิ่งสำคัญคือหลิวหรูเยียนมองเห็นความเป็นไปได้ของ "สกินรุ่นลิมิเต็ดที่แฝงอยู่" ในตัวเขาอีกหนึ่งรุ่น
ในฐานะผู้คลั่งไคล้สกินอย่างหนักและชอบสะสมสกินรุ่นคลาสสิก หลิวหรูเยียนไม่มีแรงต้านทานต่อสถานการณ์แบบนี้เลยสักนิด
ตอนที่เห็นสกินชุดกาวน์คุณหมอ หรือสกินผ้ากันเปื้อนเธอก็แทบจะน้ำลายหกอยู่แล้ว ถ้าเกิดมีสกินชุดตำรวจหรือชุดทหารโผล่มาอีกล่ะก็ ธาตุแท้ของหลิวหรูเยียนคงจะปิดเอาไว้ไม่อยู่แน่ๆ
"อวิ๋นอวิ๋น เธอไม่เป็นไรใช่ไหม?"
ครึ่งชั่วโมงต่อมา หลังจากที่หลินโม่และจ้าวอวิ๋นเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จและเดินออกมาที่หน้ายิมมวย หลิวหรูเยียนถามจ้าวอวิ๋นด้วยความกังวล
เห็นได้ชัดว่าจากการถามแบบนี้ก็รู้แล้วว่าใครเป็นฝ่ายชนะ ช่วยไม่ได้ ทักษะการต่อสู้ระดับต้นบวกกับช่องว่างทางพละกำลังระหว่างชายและหญิง ผลลัพธ์ที่หลินโม่ชนะจึงไม่มีอะไรน่าแปลกใจเลย เรียกได้ว่าชนะแบบสบายๆ ด้วยซ้ำ
เพียงแต่เพราะจ้าวอวิ๋นไม่ยอมแพ้ ทั้งคู่เลยต้องซ้อมต่อกันอีกพักใหญ่ แน่นอนว่ามีส่วนที่หลินโม่จงใจออมมือไว้ด้วย
ถ้าเทียบกันแล้ว ความกดดันที่จ้าวอวิ๋นสร้างให้เขายังไม่เท่ากับหัวหน้าตำรวจกองหนุนที่เขาเจอที่โรงเรียนอนุบาลคนนั้นเลย แม้คนนั้นจะโดนเขาจัดการในพริบตาเหมือนกัน แต่อย่างน้อยออร่าตอนพุ่งเข้ามาก็ยังดูแข็งแกร่งกว่ามาก
"ไม่เป็นไร" จ้าวอวิ๋นตอบด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก ก่อนจะปรายตามองหลินโม่ที่กำลังสมัครสมาชิกอยู่ที่เคาน์เตอร์ด้วยแววตาประหลาด
"นึกไม่ถึงว่าเขาจะมีฝีมือขนาดนี้จริงๆ ฉันคงมองคนพลาดไป เอาเถอะ พวกเธอฝากบอกเขาด้วยนะ ว่าถ้าว่างก็แวะไปที่สถานีหน่อย ไปรับเงินรางวัล ฉันขอตัวก่อนล่ะ"
"อย่าเพิ่งไปสิคะ ไปทานข้าวด้วยกันเถอะ ให้ลูกพี่ลูกน้องฉันเป็นเจ้ามือเลี้ยงปลอบใจพี่หน่อย ยังไงการที่เขารังแกผู้หญิงแบบพี่มันก็ดูไม่ค่อยดีเท่าไหร่" พี่สาวซูเหอเอ่ยชวน
ได้ยินดังนั้น จ้าวอวิ๋นโบกมือปฏิเสธพลางคลึงแขนที่ยังปวดตุบๆ : "ไม่เป็นไรหรอก พวกเราถือว่าประลองฝีมือกัน ไม่ได้บาดเจ็บอะไร พวกเธอไปทานกันเถอะ ฉันมีธุระต่อ!"
พูดจบเธอก็จ้องมองใบหน้าด้านข้างของหลินโม่ที่เคาน์เตอร์อีกครั้งด้วยสายตาที่ดูอ่อนโยนลง ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปอย่างสง่างาม
ซูเหอเห็นภาพนั้นก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย จนกระทั่งจ้าวอวิ๋นหายลับสายตาไป เธอจึงหันไปถามหลิวหรูเยียนด้วยความไม่มั่นใจ:
"เออนี่ ยัยจ้าวอวิ๋นคนนี้นอกจากจะไม่ชอบผู้ชายแล้วชอบผู้หญิงเนี่ย เธอมีรสนิยมแบบอื่นแฝงอยู่บ้างไหม?"
"หือ? หมายความว่าไงจ๊ะ?" หลิวหรูเยียนถามอย่างไม่เข้าใจ
ซูเหอถอนหายใจ: "ช่างเถอะ ไม่มีอะไร แค่ถามดูเฉยๆ!"
หลิวหรูเยียนฟังแล้วงงๆ แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจ แต่ในใจซูเหอนั้นเริ่มรู้สึกไม่สงบเท่าไหร่ 'ยัยคนนี้คงไม่ได้มีบุคลิกแบบ M (Masochist) แฝงอยู่หรอกนะ?'
ทำไมรู้สึกว่าหลังจากโดนอัดน่วมไปทีหนึ่งแล้ว ท่าทางดูสงบเสงี่ยมลงเยอะเลยล่ะ ที่สำคัญคือออร่ารอบตัวดูอ่อนโยนขึ้นมาก เป็นอะไรไปฮะ? โดนต่อยแล้วมีความสุขขึ้นมางั้นเหรอ?
"เป็นอะไรไปครับ? แล้วเธอไปไหนแล้วล่ะ?" ตอนนั้นเอง หลินโม่เดินออกมาถาม
เขาเพิ่งจะสมัครสมาชิกรายปีของยิมมวยแห่งนี้ไป ราคาไม่แพงแค่ 530 หยวน ภายในมีอุปกรณ์ฟิตเนสพื้นฐานและกระสอบทรายมวย พูดง่ายๆ คือใช้เป็นฟิตเนสได้เลย
ถ้าเป็นเมื่อก่อน การสมัครยิมคือการเสียเงินเปล่า เพราะเขาก็เคยสมัครมาแล้วและไม่ได้ไป แต่ตอนนี้มีทักษะการต่อสู้ แวะมาต่อยมวยบ้างก็ได้ผลลัพธ์ในการออกกำลังกาย ถือว่าคุ้มค่ามาก
ผ่านการต่อสู้จริงมาสองครั้ง หลินโม่พบจุดบอดของตัวเอง นั่นคือเรื่องพละกำลังและความอึด แต่ตอนนี้หน้าต่างช้อปปิ้งยังไม่มีของเกี่ยวกับเรื่องนี้ออกมา เขาจึงต้องฝึกฝนเอาเอง
เพราะตอนนี้เขาอยู่ในช่วงปีสี่ปีสุดท้าย ซึ่งเป็นปีที่ผ่อนคลายและว่างที่สุด
เมื่อไม่มีความกังวลเรื่องการหางานในอนาคต เขาจึงทุ่มเทแรงกายแรงใจไปกับการพัฒนาตัวเอง เพราะถ้าหลังจากนี้งานยุ่งขึ้นมา เขาอาจจะไม่มีเวลาออกกำลังกายเลยก็ได้
"เพิ่งไปเมื่อกี้น่ะจ๊ะ ว่าแต่นายเถอะ ทำไมถึงไปมีเรื่องกับยัยนั่นได้ล่ะ แล้วนี่ไปหัดมวยมาตั้งแต่เมื่อไหร่ อวิ๋นอวิ๋นเคยเป็นทหารนะ ฝีมือดีมาก แถมตอนนี้ยังเป็นตำรวจสืบสวนอีก นายไปแอบฝึกมาตอนไหน ทำไมเมื่อก่อนพี่ไม่ยักษ์จะรู้ล่ะจ๊ะ?" หลิวหรูเยียนถามพลางยิ้ม แววตาคู่สวยเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
ถึงแม้ในสังคมปัจจุบัน การต่อสู้เก่งจะไม่ใช่คุณสมบัติที่น่าเชิดชูอะไรนัก แต่ผู้หญิงโดยธรรมชาติมักจะนิยมชมชอบคนที่แข็งแกร่งกว่า แม้แต่ผู้หญิงเก่งระดับเจ้าของธุรกิจอย่างหลิวหรูเยียนก็ไม่เว้น นี่มันอยู่ในสัญชาตญาณ
อีกอย่างหลิวหรูเยียนเองก็มีเงิน ที่บ้านยิ่งรวยมหาศาล มันยากที่จะหาผู้ชายในด้านเศรษฐกิจที่ทำให้เธอรู้สึกเลื่อมใสได้ แต่เรื่องนี้มันต่างออกไป ฝีมือดี มีทักษะการต่อสู้ วันหลังเดินไปไหนมาไหนด้วยกันก็รู้สึกปลอดภัย
สรุปคือ ไม่ว่าด้านไหนก็ตาม มันต้องมีสักด้านที่ทำให้ผู้หญิงรู้สึกเลื่อมใสและยกย่องได้ถึงจะรอด
"พี่ก็พูดเกินไป ผมเคยบอกเมื่อไหร่ว่าผมสู้ไม่เป็นล่ะจ๊ะ ฝึกเล่นๆ นิดหน่อยก็เป็นแล้ว อีกอย่างนี่มันแค่จิ๊บจ๊อยนะพี่ เมื่อวานผมกับพี่หยวนพวกเราสี่คนเพิ่งจะไปอาละวาดที่โรงเรียนอนุบาลฟอเรสต์มา ผมคนเดียวจัดการทีม รปภ. ได้ทั้งทีมเลยล่ะ" หลินโม่รีบควักมือถือออกมาค้นคลิปวิดีโอให้สองสาวดู
เป็นที่ทราบกันดีว่า สำหรับเรื่องการได้โชว์เทพต่อหน้าคนอื่นนั้น ผู้ชายไม่เคยมีแรงต้านทานเลย โดยเฉพาะการได้โชว์หล่อต่อหน้าผู้หญิง ต่อให้หลินโม่จะใช้เหตุผลนำทางแค่ไหน แต่เขาก็เป็นเด็กหนุ่มวัยยี่สิบต้นๆ ใครล่ะจะไม่อยากเท่บ้าง
เป็นอย่างที่คาด หลังจากสองสาวดูคลิปจบ ต่างพากันอ้าปากค้าง มองเขาด้วยสายตาเหลือเชื่อสุดๆ สิ่งนี้ทำให้ความภูมิใจของหลินโม่ได้รับการเติมเต็มอย่างมาก
"ยัยเด็กตัวจิ๋วนี่คือคนที่พวกนายเรียกว่าหยวนเมิ่งใช่ไหมจ๊ะ? นายแน่ใจนะว่านี่คือน้องสาวของหยวนหัวที่คุณโม่เรียกว่าพี่หยวนน่ะ? ทำไมดูเหมือนเด็กไม่บรรลุนิติภาวะขนาดนั้นล่ะ" พี่สาวซูเหอถามอย่างไม่มั่นใจขณะมองดูร่างในคลิปที่พุ่งเข้าไป "ไล่เชือด" ในกลุ่มเด็กน้อย
ต่อให้จะใส่หน้ากากปิดหน้าจนมองไม่ออก แต่ความรู้สึกที่แผ่ออกมามันเหมือนเด็กวัยรุ่นที่ดูไม่ค่อยน่าเชื่อถือเท่าไหร่เลย มันช่างขัดกับอายุจริงๆ ของเธอสิ้นดี
"พี่หยวนผมก็รสนิยมแบบนี้แหละครับ เวลาโหดขึ้นมานี่ไม่เห็นแก่หน้าอินทร์หน้าพรหม ขนาดหลานสาวตัวเองยังเชือดทิ้งเลย... เดี๋ยวๆ พี่ครับ พี่หยวนไม่สำคัญสิ ดูผมก่อน ท่ากรรไกรพิฆาตนั่นไม่เท่เหรอครับ?" หลินโต้อธิบายไปครู่หนึ่งก่อนจะรีบดึงสติกลับมาประเด็นหลัก
ก็นะ ในคลิปนี้สิ่งที่คนจะสังเกตเห็นเป็นอย่างแรกย่อมหนีไม่พ้นแม่สาวทวินเทลโลลิต้าอย่างคุณหนูหยวน ต่อให้เขาจะสู้เก่งแค่ไหนก็แย่งซีนเธอไม่ได้หรอก
ซูเหอโยนมือถือคืนมาแบบส่งๆ พร้อมกับเบะปาก: "ก็งั้นๆ แหละ!"
"ฮิๆๆ น้องชายอย่าไปฟังพี่สาวนายเลยจ้ะ เท่มากเลย น้องชายของพี่เก่งที่สุด" หลิวหรูเยียนช่วยให้กำลังใจ
ได้ยินคำชมนี้ สีหน้าหลินโม่ถึงจะดูดีขึ้นมาหน่อย มุมปากแอบยิ้มกริ่ม ความจริงที่เมื่อวานหวังชู่โดนเด็กสาวคนนั้นหลอกจนเคลิ้มน่ะมันไม่ใช่เรื่องบังเอิญจริงๆ หรอก การได้ "คุณค่าทางอารมณ์" นี่มันช่างดีเหลือเกิน!
โดยเฉพาะหลิวหรูเยียนที่มีหน้าตาสวยระดับนางฟ้ามาทำสายตาเลื่อมใสจ้องมองเขาแบบนี้ คุณค่าทางอารมณ์มันล้นทะลักเลยล่ะ ไม่แปลกที่ผู้ชายชอบ "ชาเขียว" (ผู้หญิงแอ๊บใส) และผู้หญิงด้วยกันจะเกลียด เพราะมันคือการทำลายกลไกตลาดชัดๆ!
จากนั้นหลินโม่ที่โดนชมว่า "น้องชายเก่งมาก" "น้องชายเท่ที่สุด" จนตัวลอย ก็เป็นเจ้ามือเลี้ยงอาหารทั้งสองคนที่ร้านอาหารกวางตุ้งแถวนั้น
โชคดีที่แถวมหาวิทยาลัยไม่มีร้านที่แพงเกินไป เพราะกลุ่มลูกค้าคือนักศึกษา ถ้าอยู่ในตัวเมืองนะ หลิวหรูเยียนคงหลอกล่อจนเขาตัวลอยไปเลี้ยงร้านอาหารหรูส่วนตัวที่ราคามื้อละเป็นหมื่นหยวนได้สบายๆ
พอเช็กบิลเสร็จเขาถึงเพิ่งจะรู้สึกตัวว่าหลงกลเข้าให้แล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะทักษะ [เชฟวันพุธ] ของเขาใช้ได้เฉพาะวันพุธล่ะก็ ท่าทางของหลิวหรูเยียนเมื่อกี้คงหลอกให้เขากลับไปเข้าครัวทำมื้อพิเศษให้พวกเธอทานที่บ้านได้แน่นอน
จริงอย่างที่คุณแม่ของเตียบ่อกี้เคยสอนไว้ ยิ่งผู้หญิงสวยเท่าไหร่ ยิ่งหลอกคนเก่งเท่านั้น
เห็นลูกพี่ลูกน้องตัวเองทำท่าทางไม่ได้เรื่องแบบนั้น ซูเหอก็ทำหน้าปวดตับจนแทบทนดูไม่ได้
"เอาล่ะ ฉันจะไปดูที่ร้านอาหารหน่อย มีของตกแต่งพิเศษบางอย่างที่ฉันต้องไปตรวจหน้างาน พวกเธอสองคนจะไปไหม?" ซูเหอหยิบกุญแจรถออกมากดรีโมทที่รถฝั่งตรงข้าม ไฟรถกะพริบสองครั้งพลางถามขึ้น
หลินโม่ส่ายหน้า: "ผมไม่ไปดีกว่าครับ ยังไงผมก็ดูไม่เป็น พี่จัดการตามความเหมาะสมได้เลย ถ้าต้องใช้เงินเท่าไหร่ก็เบิกจากบัญชีได้เลยครับ"
ตอนนี้ซูเหอเป็นฝ่ายการเงินของร้าน และยังไม่มีคนอื่นมาช่วยจัดการ หลินโม่ที่เป็นเจ้าของก็ไม่ค่อยยุ่งเรื่องจุกจิก หลิวหรูเยียนยิ่งไม่ต้องพูดถึง ตอนนี้เธอปล่อยวางมือหมดแล้ว เรียกได้ว่าถ้าพี่สาวซูเหออยากจะใช้เงินตอนนี้ ไม่ต้องผ่านเจ้าของอย่างเขาเธอก็อนุมัติงบให้ตัวเองได้เลยล่ะ
"น้องชายไม่ไป ฉันก็ไม่ไปจ้ะ ขออยู่เล่นแถวนี้สักพัก ทำธุระเสร็จแล้วแวะมารับฉันด้วยนะ?" หลิวหรูเยียนบอก
ซูเหอแค่นเสียงเหอะ: "ก็ต้องดูว่าฉันว่างหรือเปล่านะ ถ้าฉันยุ่งมากหรือต้องกลับเข้าเมือง เธอก็หาทางกลับเองละกัน ให้ขับรถเองเธอก็ไม่ยอมขับ ยังจะมาใช้งานฉันอีกเหรอ?"
"ถ้าเธอไม่มารับ ฉันก็ให้น้องชายไปส่งสิยะ ยังไงตอนนี้เขาก็มีรถแล้ว" หลิวหรูเยียนตอบแบบไม่แยแส
ถึงจะเป็นรถ Phaeton มือสอง แต่อย่างน้อยสภาพรถยังใหม่กิ๊ก เอามาขับแทนขาไปไหนมาไหนได้ไม่มีปัญหา และนี่ก็เป็นหนึ่งในเหตุผลที่หลิวหรูเยียนจัดรถให้หลินโม่ขับ
วันหลังถ้าเธอมีธุระ จะได้เรียกแฟนเด็กคนนี้มารับได้ไงล่ะ สะดวกจะตาย!
ส่วนเรื่องที่หลินโม่ขับรถรุ่นนี้มารับเธอจะทำให้เธอเสียหน้าไหมน่ะเหรอ? ล้อเล่นหรือเปล่า หลิวหรูเยียนอย่างเธอต้องใช้รถมาเชิดหน้าชูตาด้วยเหรอ? เรื่องของเธอเธอรู้เองก็พอแล้ว ความปลอดภัยต้องมาก่อน
"เหอะ จะทำอะไรก็เรื่องของเธอเถอะ จะนอนค้างที่นี่ฉันก็ไม่ว่าหรอก" พูดจบ ซูเหอก็ซิ่งรถจากไปอย่างรวดเร็ว
ใช่แล้ว พี่สาวซูเหอก็ยังคง "ช่วยชง" ต่อไป
หลิวหรูเยียนมองตามรถของซูเหอที่จากไป ใบหน้าสวยแอบแดงระเรื่อ วันนี้เธอได้รับโทรศัพท์จากหลินโม่ แต่เพราะเรื่องโดนกัดหูคราวก่อนเธอยังรู้สึกเขินๆ อยู่ เลยลากซูเหอมาเป็นเพื่อนด้วย
โชคดีที่ซูเหอต้องมาธุระแถวนี้พอดี ไม่อย่างนั้นถ้าต้องให้เธอมาคนเดียว มาเผชิญหน้ากับหลินโม่ตามลำพัง เธอคงจะประหม่าจนทำตัวไม่ถูกแน่ๆ
แต่โชคดีที่มาถึงแล้วสถานการณ์ไม่ได้กระอักกระอ่วนอย่างที่คิด ทำให้เธอถอนหายใจด้วยความโล่งอก ไม่อย่างนั้นด้วยนิสัยของหลิวหรูเยียน ถ้าไม่วิ่งหนีไปเธอก็คงจะโมโหกลบเกลื่อนความอายไปแล้ว
"แล้ว... ต่อจากนี้จะไปทำอะไรดีจ๊ะ?" หลิวหรูเยียนหันมาถาม
แต่พอหันไปปุ๊บก็เห็นหลินโม่กำลังจ้องมองที่ใบหูของเธออยู่ พอได้ยินเสียงเขาถึงเพิ่งจะรู้สึกตัว: "อะ... เอ้อ กลับไปพักผ่อนที่ห้องก่อนไหมครับ ผมเหนื่อยจะตายอยู่แล้วเนี่ย"
เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาของเขา หลิวหรูเยียนรู้สึกได้ว่าใบหน้าตัวเองร้อนผ่าว เธอจึงถลึงตาใส่หลินโม่พร้อมค้อนให้หนึ่งที: "มองอะไรฮะ เดี๋ยวจะควักลูกตาออกมาซะเลย"
หลินโม่: "......"
(มองนิดมองหน่อยทำไมต้องทำเป็นโกรธด้วยล่ะครับ?)
ช่วยไม่ได้ เมื่อกี้ตอนมีคนอยู่ด้วยเขายังไม่คิดอะไร แต่พอพี่สาวซูเหอจากไปและได้อยู่กับหลิวหรูเยียนตามลำพัง เขาก็อดไม่ได้ที่จะนึกถึงภาพเมื่อเช้าวันพฤหัสบดีที่หลิวหรูเยียนกึ่งพิงกึ่งซบอยู่ในอ้อมกอดของเขา
พูดตามตรง หลินโม่ยังหาคำตอบไม่ได้จริงๆ ว่าทำไมผู้หญิงที่ดูผอมเพรียวขนาดนี้ ร่างกายถึงได้นุ่มนิ่มขนาดนั้น?
ถ้าผู้ชายสูงและหนักเท่านี้ล่ะก็ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคงมีแต่กระดูก กอดกันทีคงเจ็บซี่โครงแน่ๆ
ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดก็คือควนเม่ย ตอนแฝงตัวเป็นหลิซือหย่า หมอนั่นกับหลิวหรูเยียนต่างกันลิบลับ
ขณะที่ทั้งคู่กำลังเดินกลับเพื่อจะขึ้นไปพักผ่อน ควนเม่ยก็โทรศัพท์เข้ามา
"ไอ้โม่ รีบมาเร็ว! อยู่ตรงประตูทิศตะวันออกของหมู่บ้านเราเนี่ย ได้ที่ทำร้านแล้ว!" เสียงตื่นเต้นของควนเม่ยลอดผ่านมือถือออกมา สัมผัสได้ถึงความดีใจสุดขีดของหมอนั่นเลยล่ะ
"โอเค เดี๋ยวผมไปเดี๋ยวนี้แหละ" หลินโม่พยักหน้าตอบ
เมื่อวางสาย หลิวหรูเยียนถามด้วยความสงสัย: "ใครเหรอจ๊ะ?"
"ควนเม่ยน่ะครับ เขาจะเปิดสตูดิโอกับพี่หยวน ตอนนี้หาทำเลได้แล้ว เดี๋ยวพวกเราแวะไปดูกันหน่อยไหมครับ?"
"ไปสิจ๊ะ พอดีเลย พี่ก็อยากรู้เหมือนกันว่ายวนยวนกะจะทำธุรกิจส่วนตัวยังไง!"
ทำเลอยู่ไม่ไกล ทั้งคู่เดินเท้าไปแป๊บเดียวก็ถึงประตูทิศตะวันออกของหมู่บ้าน และเห็นกลุ่มของควนเม่ยรวมตัวกันอยู่ที่หน้าตึก
"ใช้ได้นี่ควนเม่ย ทำเลร้านไม่เลวเลยนะเนี่ย!" หลินโม่ทักทายพลางยิ้มบอก
ควนเม่ย: "เรียกผมว่าเถ้าแก่หลี่!"
หลินโม่: "......"