- หน้าแรก
- ฉันเกษียณจากเกมสยองขวัญ มาเป็นผู้ช่วยตัวประกอบ
- บทที่ 291 ทะลุมิติมาเป็นภรรยาเอกตัวประกอบที่ไม่เป็นที่โปรดปรานของจวนโหว 2
บทที่ 291 ทะลุมิติมาเป็นภรรยาเอกตัวประกอบที่ไม่เป็นที่โปรดปรานของจวนโหว 2
บทที่ 291 ทะลุมิติมาเป็นภรรยาเอกตัวประกอบที่ไม่เป็นที่โปรดปรานของจวนโหว 2
บทที่ 291 ทะลุมิติมาเป็นภรรยาเอกตัวประกอบที่ไม่เป็นที่โปรดปรานของจวนโหว 2
จู๋อินกลายเป็นเสิ่นซู่ซิน
นางจิ้มเปิดหน้าต่างภารกิจของตัวเอง ตั้งใจจะดูว่าภารกิจคืออะไรก่อน แล้วค่อยแสดงความคิดเห็น
ทว่า ภารกิจกลับทำให้นางแปลกใจ: [ขอให้ผู้ทำภารกิจจู๋อิน เปลี่ยนแปลงชะตากรรมของเสิ่นซู่ซิน ทำให้นางมีชีวิตที่ราบรื่นและมั่นคงจนสิ้นอายุขัยในชาตินี้]
เอ๊ะ?
พอดูลงไปอีก นางถึงรู้สาเหตุ
นี่มันเป็นโลกที่มีการเกิดใหม่นี่นา
พระเอกนางเอกในชาติที่แล้ว คือเซี่ยเจิงและอาหลี
และตัวเอกของชาตินี้ ควรจะเป็นเสิ่นซู่ซินที่เกิดใหม่กลับมา
แต่เสิ่นซู่ซินพบว่า ช่วงเวลาที่ตัวเองย้อนกลับมา คือคืนวันเข้าหอ
นั่นหมายความว่า นางไม่สามารถช่วยชีวิตคนตระกูลเสิ่นได้ และท่านโหวผู้เฒ่าที่รักใคร่นางจากใจจริงก็กำลังจะเสียชีวิตในไม่ช้า
ทิ้งให้นางต้องเผชิญหน้ากับชายหญิงคู่นั้นที่น่าสะอิดสะเอียนเพียงลำพัง
นางไม่เอาแล้ว
หลายปีในหอพระนั้นไม่ได้อยู่เปล่าๆ นางเองก็ละเว้นกิเลสจนไม่มีความต้องการอะไรจริงๆ
ชาติที่แล้วที่นางลงมือกับอาหลี ก็เพราะบังเอิญรู้ว่า นักฆ่าที่ลอบสังหารท่านโหวผู้เฒ่าในปีนั้น ก็คือคนแคว้นซีหนิง
คนที่ออกคำสั่งไล่ล่านี้ ก็คือเสด็จพ่อขององค์หญิงอาหลีคนนี้ และหัวหน้าผู้ไล่ล่า ก็คือลุงแท้ๆ ของนาง
สาเหตุก็คือ พวกเขาเกลียดแค้นท่านโหวผู้เฒ่าที่เป็นวีรบุรุษของต้าเซิ่ง และเป็นฝันร้ายของซีหนิง
คนทั้งจวนตระกูลเสิ่นต้องพลอยโดนหางเลขอย่างบริสุทธิ์ จบชีวิตด้วยน้ำมือของพวกเขา
ชาติที่แล้วนางรู้ข่าวนี้อย่างกะทันหัน ความแค้นอัดแน่นเต็มอก วางแผนอยู่นาน ถึงได้โอกาสแก้แค้นครั้งนั้น
แม้จะไม่สำเร็จ แต่นางก็ได้ยินข่าวที่สาวใช้ส่งกลับมา: หญิงคนนั้นแม้จะรักษาชีวิตไว้ได้ แต่ร่างกายก็พังไปแล้ว ต่อให้ดูแลอย่างดี ก็ไม่แน่ว่าจะอยู่ได้นานแค่ไหน
ก็นับว่าได้แก้แค้นแล้ว
นางไม่อยากมีชีวิตอยู่อีก
"......"
เจอนางเอกนิยายแนวเกิดใหม่ที่เทกระจาด ปล่อยจอย และไร้ความปรารถนาแบบนี้ เจตจำนงของโลกก็จนปัญญาเหมือนกัน
ภารกิจเลยตกมาถึงสำนักงานข้ามมิติ
ก็ไม่รู้ทำไมภารกิจนี้ถึงไม่ได้ถูกแบ่งไปที่แผนกตัวเอก แต่กลับส่งมาให้จู๋อินแทน
จู๋อินถามด้วยความสงสัย "แล้วเสิ่นซู่ซินล่ะ?"
บาร์บาร่าตรวจสอบบันทึก "นางถูกส่งไปเกิดใหม่ยังโลกยุคปัจจุบัน นางได้ยินว่าโลกยุคปัจจุบัน ผู้หญิงสามารถเลือกที่จะไม่แต่งงานได้ตลอดชีวิต และยังสามารถเดินทางไปทั่วโลกด้วยสองขาของตัวเองได้ นางสนใจมากๆ ขอร้องเป็นพิเศษว่าขอน้ำแกงยายเมิ่งเยอะๆ หน่อย นางไม่อยากจำเรื่องราวในชาติที่แล้วได้เลยแม้แต่นิดเดียว"
นอกประตูมีเสียงสาวใช้เอ่ยคำนับ ตามมาด้วยเสียงฝีเท้า
เซี่ยเจิงเดินเข้ามาในห้องหอด้วยความรู้สึกซับซ้อน เห็นจู๋อินเปิดผ้าคลุมหน้าออกเอง ก็ชะงักไป
แต่ในใจเขามีเรื่องให้คิด จึงไม่ได้ใส่ใจจุดนี้นัก
แม่สื่อเริ่มดำเนินตามขั้นตอน พูดจาไร้สาระยืดยาว คู่บ่าวสาวที่นั่งอยู่บนเตียงมงคลแทบไม่ได้ฟังเลย
จนกระทั่งนางยกของสิ่งหนึ่งมาจ่อที่ปากของจู๋อิน ให้นางกิน
จู๋อินมองเกี๊ยวที่ไม่มีแม้แต่ไอความร้อน แล้วหันหน้าหนีด้วยความรังเกียจ
แม่สื่อ: ?
นางทำอาชีพนี้มาหลายปี ก็เพิ่งเคยเจอบ่าวสาวและบรรยากาศที่ประหลาดขนาดนี้เป็นครั้งแรก
จึงฝืนยิ้มกล่าวว่า "ฮูหยินซื่อจื่อ ท่านลองชิมสักชิ้นเถิดเจ้าค่ะ นี่เป็นธรรมเนียมเก่าแก่ของพวกเรา..."
นางอยากจะบอกว่า กัดสักคำพอเป็นพิธีก็พอ นางก็แค่รับเงินมาทำงาน ทำให้จบๆ ไปนางก็จะได้กลับบ้านไปพักผ่อน ยุ่งมาทั้งวันนางก็เหนื่อยนะ
จู๋อินชี้ไปที่คนข้างๆ "ของสกปรกอะไร ให้เขากินสิ ข้าไม่กิน"
แม่สื่อ: ?
นี่มันผิดธรรมเนียมมากๆ จริงๆ แต่พอนางได้ยินคำนี้ มือไม้เหมือนไม่ฟังคำสั่ง ดันยกชามส่งไปให้จริงๆ "ซื่อจื่อ ท่านทานสักชิ้นเถิดเจ้าค่ะ"
เซี่ยเจิง: ?
เขามองจู๋อินอย่างงุนงง แต่เพราะในใจมีเรื่องสำคัญกว่า จึงไม่ถือสาเรื่องเล็กน้อยแค่นี้.ลุกขึ้นไล่คนทันที
"พวกเจ้าออกไปให้หมด ข้ามีเรื่องจะคุยกับฮูหยิน"
แม่สื่อ: "หา? บ่าวสาว เหล้ามงคลยังไม่ทันได้—"
เจ้าบ่าวจะรีบร้อนเกินไปหน่อยไหม?
วินาทีถัดมาจู๋อินก็เอ่ยปาก "พวกเราจะจัดการเอง พวกเจ้าออกไปเถอะ"
ทั้งสองคนออกปากไล่แบบนี้ แม้จะผิดธรรมเนียม แต่พวกสาวใช้และหญิงรับใช้สูงวัยก็ไม่กล้าแย้ง
คนเดียวที่ควรจะแย้งเรื่องพวกนี้คือแม่สื่อ แต่นางก็ไม่รู้ว่าเป็นอะไร จู่ๆ ก็ง่วงมาก ปากและร่างกายไม่ค่อยเชื่อฟังคำสั่ง ในใจคิดแต่จะรีบรับเงินแล้วกลับบ้าน
ดังนั้น ภายในห้องหอจึงเงียบสงบลง
เซี่ยเจิงเต็มไปด้วยความกังวล ไม่รู้จะเริ่มพูดอย่างไรดี
เขาครุ่นคิดอยู่นาน ในที่สุดก็เรียบเรียงคำพูดได้ ตัดสินใจแน่วแน่ พอก้มหน้าลง—
จู๋อินกำลังคลำหาลำไยบนเตียงมงคลมากิน
จวนกวางหนิงโหวร่ำรวย อีกทั้งยังเป็นงานแต่งของซื่อจื่อ ของที่ใช้ย่อมต้องเป็นของดีที่สุด ลำไยพวกนี้คุณภาพสมบูรณ์แบบ เนื้อแน่นรสหวานฉ่ำ
เซี่ยเจิง: "......"
ไม่รู้ทำไม จู่ๆ เขาก็รู้สึกโมโหขึ้นมา
คืนนี้เป็นคืนแต่งงานนะ!
นางจะไม่ตื่นเต้นสักนิดเลยหรือ? ไม่คาดหวังหรือ? ไม่เขินอายหรือ? ไม่ใส่ใจเลยหรือ?
เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วเรียก "ซู่ซิน"
จู๋อิน: "อือ"
เซี่ยเจิง: "ข้ามีเรื่องอยากจะบอกเจ้า"
จู๋อิน: "ว่ามาสิ... อ๊ะ เดี๋ยว"
นางยื่นมือออกไป ถอดมงกุฎที่หนักอึ้งบนหัวออก แล้วโยนทิ้งไปข้างๆ อย่างไม่ไยดี
"ว่ามา"
เซี่ยเจิง: "......"
เขาข้ามผ่านความขุ่นมัวที่อธิบายไม่ได้ในใจ แล้วบอกเล่าเรื่องการมีอยู่ของอาหลีออกมา
ระหว่างนั้น เขาคอยสังเกตสีหน้าของจู๋อินอย่างละเอียดตลอดเวลา
แต่สีหน้าของนางราบเรียบมาโดยตลอด มองไม่ออกถึงอารมณ์ใดๆ ซึ่งทำให้ในใจของเขารู้สึกไม่สงบ
"ซู่ซิน" เขาเอ่ยอย่างยากลำบาก
"ข้ารู้ ข้าทำผิดต่อเจ้า แต่เจ้าเป็นถึงฮูหยินซื่อจื่อ สถานะสูงส่ง อีกทั้งยังมีผู้ใหญ่เอ็นดู เจ้ามีทุกอย่างแล้ว แต่อาหลีนางไม่มีอะไรเลย เจ้าเมตตานางหน่อย ได้หรือไม่?"
จู๋อิน: "ได้สิ!"
เซี่ยเจิง: ?
นางลุกขึ้นยืน "ข้าก็รู้สึกว่านางน่าสงสารเหมือนกัน ตอนนี้เราไปหาท่านพ่อท่านแม่กันเลย บอกเล่าต้นสายปลายเหตุให้ชัดเจน ข้ายินดีจะหย่ากับท่าน ให้ท่านแต่งนางเข้าจวน"
เซี่ยเจิงรีบคว้าชายแขนเสื้อของนางไว้ ยิ้มขืน "เจ้าโกรธแล้วจริงๆ สินะ"
คำพูดนี้ทำเอาจู๋อินหลุดขำ
นางดึงแขนเสื้อออก แล้วตบหน้าเจ้าโง่นี่กลับหลังหันไปหนึ่งฉาด
เซี่ยเจิงมึนงงไปหมด อึ้งไปครู่ใหญ่กว่าจะตั้งสติได้ โกรธจัด "เจ้า!"
"เจ้าโกรธเหรอ?" จู๋อินมองเขาด้วยรอยยิ้มตาหยี
"แค่โดนตบทีเดียวเจ้าก็โกรธแล้ว? งั้นเจ้าคิดว่า คำพูดที่เจ้าพูดกับข้าพวกนั้น มันสมควรโดนตบสักกี่ที?"
เซี่ยเจิงโกรธจนหน้าแดง "เสิ่นซู่ซิน เจ้าอย่าได้คืบจะเอาศอก! ลงไม้ลงมือกับสามี ถือเป็นการลบหลู่อย่างยิ่ง!"
จู๋อินทำเสียงอือออ "ข้าก็ลบหลู่แล้ว ข้าแค่อยากตบเจ้า จะทำไม? เจ้าจะไปฟ้องพ่อแม่เจ้าหรือไง?"