เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 6 - นายเป็นสุนัขหรือไง?

บทที่ 6 - นายเป็นสุนัขหรือไง?

บทที่ 6 - นายเป็นสุนัขหรือไง?


บทที่ 6 - นายเป็นสุนัขหรือไง?

"นายจะทำอะไร?"

ลู่จื้อเสวียนยื้อเบาะหลังจักรยานฟีนิกซ์เอาไว้แน่นพลางดึงรั้งกับหลี่เย่ เพียงไม่กี่วินาทีฝ่ามือเขาก็เต็มไปด้วยเหงื่อ

เขามีลางสังหรณ์ว่าหากเขาปล่อยมือตอนนี้ จักรยานคันที่สร้างความมั่นใจและคำชื่นชมให้เขามากมายจะจากเขาไปตลอดกาล

"นายถามว่าฉันจะทำอะไรอย่างนั้นเหรอ?"

หลี่เย่มองลู่จื้อเสวียนด้วยสายตาเรียบเฉยพลางเอ่ยว่า "ฉันก็แค่จะมาเอาจักรยานของฉันคืน มีปัญหาอะไรไหม?"

มีปัญหาอะไรไหม?

แน่นอนว่าไม่มี

ทว่าลู่จื้อเสวียนกลับรู้สึกว่ามันเป็นปัญหาใหญ่หลวง หากจักรยานคันนี้ถูกหลี่เย่เอาไป เพื่อนร่วมชั้นจะมองเขาอย่างไร? เกาสยี่ยวเยี่ยนจะมองเขาแบบไหน? แล้วครูในโรงเรียนจะคิดอย่างไรกับเขา?

"นายทำไม่ได้ ... นี่มันเป็นของฉัน ... นี่คือจักรยานที่พี่สาวฉันยกให้ !"

ลู่จื้อเสวียนรีบใช้ความคิดอย่างรวดเร็วจนในที่สุดก็ได้เหตุผลที่คิดว่าเหมาะสมที่สุดออกมา

ในเมื่อก่อน พี่สาวของเขาอย่างลู่จิ่งเหยาคือราชินีของหลี่เย่ ไม่ว่าเธอจะพูดอะไรหลี่เย่จะยอมทำตามทุกอย่างแบบไม่มีเงื่อนไข วันนี้เขาก็ควรจะยอมเหมือนเดิมไม่ใช่หรือไง?

ทว่าหลี่เย่กลับส่ายหน้าพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ "รถคันนี้เป็นของใคร? มันเป็นของพี่สาวนายงั้นเหรอ?"

" ... "

"ในเมื่อมันไม่ใช่ของพี่สาวนาย แล้วเธอมีสิทธิ์อะไรมายกให้คนอื่น?"

ในตอนนี้ผู้คนเริ่มมารุมล้อมดูเหตุการณ์มากขึ้น เมื่อรู้สึกถึงสายตาประหลาดใจที่จับจ้องมา ลู่จื้อเสวียนก็เริ่มกระวนกระวายจนแทบจะร้องไห้ออกมา

"พ่อของนายบอกเองว่าจะไม่เอาคืนแล้ว ! ตอนนั้นพ่อของนายบอกว่าจะไม่เอาคืนแล้ว !"

ลู่จื้อเสวียนกำเบาะหลังรถไว้แน่นราวกับว่าเขาเป็นฝ่ายที่ได้รับความอยุติธรรมอย่างใหญ่หลวง และเขาก็เป็นฝ่ายที่มีเหตุผลที่สุด

ถูกต้องแล้ว ตอนนั้นหลี่ไคเจี้ยนพ่อของหลี่เย่เคยโยนสินสอดทิ้งออกไปนอกบ้านพร้อมคำพูดดุดันว่า "ถือว่าเอาไปให้หมามันกิน"

แต่คำพูดนั้นหลี่เย่ไม่ยอมรับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากที่ลู่จิ่งเหยาส่งเงินคืนมาที่โรงเรียนมัธยม 2

ในเมื่อเธอต้องการคืนเงินเพื่อยกเลิกการหมั้น ทำไมถึงไม่ส่งให้ผู้ใหญ่ของทั้งสองฝ่ายล่ะ?

บางทีลู่จิ่งเหยาอาจจะคิดว่าการส่งเงินให้หลี่เย่โดยตรงจะช่วยเลี่ยงไม่ให้พ่อของเธอต้องบากหน้าไปคืนเงินและโดนตระกูลหลี่ดูหมิ่นอีกรอบ

แต่เธอคงไม่ได้คำนึงเลยว่าเรื่องนี้จะทำให้เกิดข่าวลือเสียหายต่อหลี่เย่ในโรงเรียน

หลี่เย่คนก่อนอาจจะยอมทนรับความซวยนี้ไว้เงียบๆ แต่หลี่เย่คนนี้ ...

หึหึ ในเมื่อเธอไม่ปรานี ฉันก็ไม่จำเป็นต้องมีคุณธรรม

ถ้าไม่สั่งสอนให้รู้ซึ้งถึงกฎเกณฑ์เสียบ้าง คงจะไม่จบไม่สิ้นง่ายๆ

หลี่เย่จ้องมองลู่จื้อเสวียนด้วยสายตาเย็นเฉียบพลางเอ่ยว่า "ตอนนั้นพ่อฉันพูดว่ายังไงนะ? ของพวกนี้ถือว่าเอาไปให้หมามันกิน ... ถ้าอย่างนั้นนายลองคิดดูสิว่า ... นายเป็นสุนัขหรือเปล่า?"

"วิ้ง ... "

ลู่จื้อเสวียนรู้สึกเหมือนสมองระเบิด

ศักดิ์ศรีและความมั่นใจของเขาพังทลายลงในพริบตา ในหูมีแต่เสียงก้องสะท้อนวนเวียนไปมาว่า "นายเป็นสุนัขหรือเปล่า? นายเป็นสุนัขหรือเปล่า?"

ทว่าหลี่เย่ยังไม่ยอมจบเพียงเท่านี้ เขาปล่อยมือจากแฮนด์จักรยานพลางเสริมแรงเข้าไปอีกว่า "ถ้าหากนายยอมรับว่าเป็นสุนัขล่ะก็ ลองเห่าให้ฉันฟังวักสองสามทีสิ แล้วฉันจะยกจักรยานคันนี้ให้นายไปเลย"

อัปยศอดสูที่สุด ! นี่มันคือความอัปยศที่สุด !

ในวินาทีนี้ลู่จื้อเสวียนไม่ได้คิดเรื่องอื่นเลย เขารู้สึกเพียงว่าเขาได้รับความอัปยศที่เกินกว่าจะทนรับได้ไหว

ความจริงเขาก็รู้อยู่แก่ใจว่าจักรยานฟีนิกซ์คันนี้คือของหมั้นที่ตระกูลหลี่ส่งมาให้ลู่จิ่งเหยา บัดนี้ทั้งสองครอบครัวถอนหมั้นกันแล้ว รถคันนี้ย่อมไม่ใช่ของลู่จิ่งเหยา และยิ่งไม่ใช่ของเขาเองแน่นอน

ทว่าการถูกหลี่เย่ประจานความจริงต่อหน้าคนอื่น ทำให้เขารู้สึกเหมือนตัวเองเป็นผู้เสียหายที่น่าสงสาร

"โฮ ... "

จิตใจของเด็กวัยสิบหกสิบเจ็ดปีนั้นมีความทนทานจำกัด ลู่จื้อเสวียนจึงระเบิดเสียงร้องไห้ออกมาอย่างหนัก

เพื่อนนักเรียนที่มุงดูอยู่รอบๆ ต่างพากันเขย่งเท้ามองดูเหตุการณ์ภายใน จนทำให้หน้าประตูโรงเรียนมัธยม 1 ถูกปิดตายจนคนเดินผ่านไม่ได้

"พี่ครับ ครูมาแล้ว ! เรื่องมันชักจะใหญ่โตแล้วนะ"

หลี่ต้าหยงร่างยักษ์มองเห็นเงาคนเดินเบียดเข้ามาใกล้จึงรีบกระตุกแขนเสื้อของหลี่เย่

"ไม่เป็นไร เราไม่ได้เป็นคนหาเรื่องเสียหน่อย"

หลี่เย่เคยผ่านเหตุการณ์ต่างๆ ในชาติก่อนมามากมาย สถานการณ์แบบนี้สำหรับเขาเป็นเรื่องขี้ปะติ๋ว

เขากระชากจักรยานกลับมาไว้ในมือได้อย่างง่ายดาย ลู่จื้อเสวียนที่กำลังร้องไห้อยู่ไม่มีหน้าจะมายื้อแย่งกับเขาอีกแล้ว

"เกิดอะไรขึ้น? พวกเธอทำอะไรกันอยู่?"

ครูคนหนึ่งเดินทำหน้าบึ้งฝ่าฝูงชนเข้ามาพลางเอ่ยถามหลี่เย่และหลี่ต้าหยงด้วยน้ำเสียงดุดัน

ครูในยุคนี้มีอำนาจกดข่มนักเรียนตามสัญชาตญาณ หลี่ต้าหยงที่สูงกว่าร้อยแปดสิบเซนติเมตรพอโดนครูถามเข้าก็ถึงกับคอหด ทำตัวเหมือนแขกที่มาเที่ยวซ่องแล้วเจอตำรวจเข้าให้

ทว่าหลี่เย่กลับไม่มีท่าทีสะทกสะท้าน เขาตอบเรียบๆ "พวกเราไม่ได้ทำอะไรครับ แค่มาเอาจักรยานที่เป็นของตัวเองคืนเท่านั้นเอง"

"ของตัวเองงั้นเหรอ?"

ครูผู้ดุดันจ้องมองหลี่เย่ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาว่า "เธอ ... เธอคือหลี่เย่คนนั้นใช่ไหม?"

"ใช่ครับ เราได้พบกันอีกแล้วนะหัวหน้าแผนกเหยา"

หลี่เย่จำครูคนนี้ได้ และความทรงจำนั้นค่อนข้างลึกซึ้งทีเดียว

ในตอนแรกที่พ่อของลู่จิ่งเหยาพูดว่า "ถ้าหลี่เย่สอบติดมหาวิทยาลัยได้ ผมจะไม่ขัดขวาง" หลี่เย่จึงยืนกรานที่จะเรียนซ้ำชั้น

แม้คนตระกูลหลี่จะกำลังโกรธจัดแต่ก็ยังยอมใช้เส้นสายติดต่อหัวหน้าแผนกคุ้มครองความปลอดภัยของโรงเรียนมัธยม 1 เพื่อส่งหลี่เย่เข้าเรียนห้องซ้ำชั้นที่นี่

คุณภาพการเรียนการสอนและอัตราการสอบติดของโรงเรียนมัธยม 1 นั้นสูงที่สุดในอำเภอชิงสุ่ย ตระกูลหลี่จึงทำทุกทางเพื่ออนาคตของเขา

ทว่าในตอนที่หลี่เย่กำลังจะเข้าเรียน หัวหน้าแผนกฝ่ายปกครองของมัธยมปลายอย่างหัวหน้าเหยาคนนี้กลับกีดกันเขาไว้ข้างนอก โดยอ้างเหตุผลว่าเขาไม่มีคุณสมบัติเหมาะสมตามเกณฑ์ของโรงเรียน

คะแนนของหลี่เย่นั้นไม่ถึงเกณฑ์จริง และการกระทำของหัวหน้าเหยาก็ถือว่าไร้ที่ติ แต่สำหรับเจ้าของร่างเดิมที่กำลังอยู่ในช่วงอ่อนไหวนั้น เรื่องนี้ถือเป็นแรงกระแทกที่รุนแรงมาก

นิสัยของหลี่เย่คนก่อนที่เปลี่ยนจากเด็กร่าเริงแจ่มใสมาเป็นคนเงียบขรึมและปิดกั้นตัวเอง จึงมีความเกี่ยวข้องกับหัวหน้าเหยาคนนี้ไม่น้อยเลยทีเดียว

หัวหน้าเหยาหรี่ตาลงพลางเอ่ยถามหลี่เย่อย่างเคร่งขรึม "ในเมื่อเธอไม่ใช่นักเรียนของโรงเรียนมัธยม 1 แล้วทำไมถึงมาก่อเรื่องที่นี่?"

ความจริงหลี่เย่ให้ความเคารพครูบาอาจารย์ในยุคนี้มาก เพราะพวกเขาตั้งใจสั่งสอนนักเรียนจริงๆ

แต่สายตาดูแคลนของหัวหน้าแผนกคนนี้กลับทำให้หลี่เย่รู้สึกไม่สบอารมณ์

ดังนั้นเขาจึงรู้สึกโมโหขึ้นมาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ยพลางสวนกลับไปทันที "คุณครูครับ ผมก่อเรื่องหรือไม่นั้นพักไว้ก่อนเถอะ แต่ต่อให้ผมก่อเรื่องจริง คุณก็ไม่มีสิทธิ์จะมายุ่งไม่ใช่เหรอ?"

หัวหน้าเหยาเบิกตาโพลงพลางตวาดอย่างดุดัน "ทำไมฉันจะไม่มีสิทธิ์? ที่นี่คือโรงเรียนมัธยม 1 ... "

"ที่นี่คือถนนสาธารณะ" หลี่เย่ชี้ลงไปที่พื้นถนนพลางเอ่ยว่า "ในรั้วโรงเรียนคุณอยากจะจัดการยังไงก็เชิญ แต่ข้างนอกรั้วโรงเรียน ... คุณไม่มีอำนาจมายุ่ง"

หลี่เย่เคยรำคาญพฤติกรรมแบบนี้มาตั้งแต่ชาติก่อนแล้ว

อารมณ์เหมือนขับรถวนหาที่จอดตั้งนานพอเจอที่ว่างก็โดนร้านค้าแถวนั้นเอากรวยมาวางกั้น หรือแม้แต่ติดกุญแจล็อคพื้นเอาไว้

คุณเสียเงินซื้อตึกหรือเช่าตึกไปแล้ว แต่ถนนข้างนอกน่ะคุณได้ซื้อหรือเช่าไปด้วยหรือไง?

มันช่างไร้เหตุผลสิ้นดี

ทว่าในตอนนี้หลี่เย่กำลังมีอารมณ์ หัวหน้าเหยากลับมีความโกรธที่รุนแรงยิ่งกว่า

เขาไม่เคยเจอนักเรียนที่โอหังขนาดนี้มาก่อน และเขาต้องจัดการกดหัวเจ้านี่ให้ได้

มีคนมุงดูอยู่ตั้งมากมาย หัวหน้าแผนกฝ่ายปกครองของมัธยม 1 ที่ยิ่งใหญ่ หากโดนนักเรียนสวนกลับจนหน้าหงาย ต่อไปเขาจะคุมคนได้อย่างไร?

"ฉันน่ะยุ่งเรื่องถนนไม่ได้ก็จริง แต่ฉันยุ่งเรื่องนักเรียนของฉันได้ นายทำให้นักเรียนของฉันร้องไห้ ฉันก็มีสิทธิ์จะจัดการนาย !"

หัวหน้าเหยากวาดสายตาคมกริบมองหลี่เย่ก่อนจะหันไปถามลู่จื้อเสวียน "บอกมาสิ เขาแกล้งเธอเรื่องอะไร ครูจะให้ความเป็นธรรมกับเธอเอง"

ลู่จื้อเสวียนเหมือนเจอขอนไม้ช่วยชีวิต เขาจึงสะอึกสะอื้นฟ้องว่า "เขาแย่ง ... จักรยานของผมครับ"

"ดีมาก ! กลางวันแสกๆ กล้ามาชิงทรัพย์กันถึงหน้าโรงเรียนมัธยม 1 เลยเหรอ วันนี้ถ้าฉันไม่จับนายเข้าคุก ... "

หัวหน้าเหยายื่นมือออกไปหมายจะกระชากแขนเสื้อของหลี่เย่ ราวกับแม่แมวแก่ที่กางกรงเล็บปกป้องลูกแมว

ในโรงเรียนมีจักรยานฟีนิกซ์รุ่น 26 อยู่เพียงคันเดียว ลู่จื้อเสวียนขี่มันจนเด่นไปทั่วทุกวัน ดังนั้นในวินาทีนี้เขาจึงไม่สงสัยคำพูดของลู่จื้อเสวียนเลยแม้แต่น้อย

หลี่เย่เหวี่ยงแขนออกไปเบาๆ จนมือของหัวหน้าเหยากระเด็นไปทางอื่น

"หัวหน้าเหยาโปรดสำรวมด้วยครับ หากครูสามารถจับคนส่งคุกได้ตามใจชอบ แล้วเราจะมีตำรวจเอาไว้ทำไม?"

" ... "

หัวหน้าเหยาถูกสวนกลับจนหน้าหงายอีกครั้ง เขาเป็นคนที่ยึดมั่นในเหตุผล การมาโวยวายอย่างไร้สติไม่ใช่ทางของเขา

ทว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับหลี่เย่ที่ไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา เขาก็ไม่สามารถสะกดกลั้นอารมณ์โกรธในใจไว้ได้อีกต่อไป

"ไป ! ไปตามคนของแผนกคุ้มครองความปลอดภัยมาหาฉันเดี๋ยวนี้ !"

นักเรียนไม่กี่คนรีบวิ่งเข้าไปในโรงเรียนเพื่อตามคนจากแผนกคุ้มครองความปลอดภัยมา

แผนกคุ้มครองความปลอดภัยในยุคนี้ไม่ใช่แค่ "พนักงานรักษาความปลอดภัย" แต่เป็นหน่วยงานกึ่งตำรวจที่มีอำนาจข่มขวัญสูง การจับกุมอาชญากรนั้นไม่ใช่เรื่องยากสำหรับพวกเขา

ทว่ายังไม่ทันที่เด็กๆ จะวิ่งไปถึงประตูโรงเรียน คนจากแผนกคุ้มครองความปลอดภัยก็แทรกตัวเข้ามาถึงที่เกิดเหตุแล้ว

หัวหน้าเหราชี้ไปที่หลี่เย่พลางตวาด "หมอนี่คือนักชิงทรัพย์ จับตัวเขาไว้ !"

แต่คนจากแผนกคุ้มครองความปลอดภัยพิจารณาดูแล้วกลับยิ้มพลางพูดว่า "เป็นไปไม่ได้หรอกครับ ผมรู้จักเด็กคนนี้ เขาจะเป็นนักชิงทรัพย์ได้ยังไง?"

" ... "

ในตอนนั้นเองที่หัวหน้าเหยาเพิ่งจะนึกออกว่า เมื่อก่อนเขานี่แหละที่เป็นคนปัดความหวังของหัวหน้าแผนกคุ้มครองความปลอดภัยทิ้ง ด้วยการปฏิเสธไม่รับหลี่เย่เข้าเรียน

ทว่าหัวหน้าเหยาไม่เคยกลัวที่จะล่วงเกินใคร เขาจึงเอ่ยอย่างเคร่งขรึม "หัวหน้าหม่า เขามาแย่งจักรยานของนักเรียนเราที่หน้าโรงเรียนอย่างโจ่งแจ้ง คุณจะมาลำเอียงเข้าข้างเขาไม่ได้นะ"

"แย่งจักรยานงั้นเหรอ?"

หัวหน้าหม่ามองหลี่เย่สลับกับลู่จื้อเสวียนก่อนจะโบกมือพลางเอ่ยว่า "หัวหน้าเหยา เรื่องนี้พวกเรายุ่งไม่ได้หรอกครับ"

หัวหน้าเหยาโกรธจนตัวสั่น "ทำไมจะยุ่งไม่ได้?"

หัวหน้าหม่าอธิบายอย่างใจเย็น "เพราะโรงเรียนเราไม่มีบันทึกการขึ้นทะเบียนจักรยานคันนี้ เรื่องนี้แก้ง่ายมากครับ เดินไปอีกไม่กี่ร้อยเมตรก็เป็นสถานีตำรวจทางตอนเหนือของเมือง ไปที่นั่นแล้วจะรู้เองว่ารถคันนี้เป็นของใคร"

จักรยานในยุค 80 และ 90 มีระบบการขึ้นทะเบียนที่สมบูรณ์มาก นอกจากต้องมีหนังสือแนะนำจากหน่วยงานเพื่อไปขึ้นทะเบียนที่สถานีตำรวจเพื่อทำป้ายทะเบียนและใบขับขี่จักรยานแล้ว ยังต้องมีการตรวจสภาพประจำปีอีกด้วย !

หัวหน้าเหยาฟังคำอธิบายของหัวหน้าหม่าแล้วก็ใช้ความคิดครู่หนึ่ง "ตกลง ! งั้นพวกเราไปที่สถานีตำรวจกัน !"

ทว่าลู่จื้อเสวียนกลับหน้าถอดสี เพราะเขารู้ดีที่สุดว่าจักรยานคันนี้ขึ้นทะเบียนในชื่อของใคร

หากต้องไปถึงสถานีตำรวจ เมื่อความจริงปรากฏออกมา หัวหน้าเหยาคงจะโกรธจนแทบจะกินเลือดกินเนื้อเขาแน่ !

"ผมไม่ไปสถานีตำรวจครับ ! หัวหน้าสถานีตำรวจที่นั่นเป็นญาติของเขา ... ครูครับ ผมขี่จักรยานคันนี้มาเรียนทุกวันนะ ... "

หัวหน้าเหยาชะงักไป เขามองดูลู่จื้อเสวียนที่ทำท่าทางกระวนกระวายจนในที่สุดเขาก็เริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ

ในวินาทีนั้น เขารู้สึกเหมือนเพิ่งจะกลืนแมลงวันเข้าไปหนึ่งตัวจนสะอิดสะเอียนอย่างบอกไม่ถูก

คนที่มีเหตุผล แต่จู่ๆ กลับพบว่าตัวเองนั่นแหละคือฝ่ายที่ไร้เหตุผล ... ความรู้สึกแบบนี้มีใครจะเข้าใจบ้างไหมนะ?

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 6 - นายเป็นสุนัขหรือไง?

คัดลอกลิงก์แล้ว