- หน้าแรก
- ผู้เล่นสุดโหด โหมดนรกประจัญบาน
- บทที่ 130 ความอบอุ่น
บทที่ 130 ความอบอุ่น
บทที่ 130 ความอบอุ่น
สือคังเจี้ยนที่ถูกมัดมือมัดเท้าด้วยเชือกป่านอย่างแน่นหนา กำลังนอนอยู่บนห้องใต้หลังคาบ้านหลูเกวี้ย เขาอ้าปากค้าง ดวงตาไร้แววจ้องมองไปยังเพดานห้อง
เขาสิ้นสติไปนานแล้ว ตามร่างกายเต็มไปด้วยแผลลึกที่ถูกหลูเกวี้ยกรีดด้วยมีดสั้น
เลือดสดๆ ไหลรินออกมาจากบาดแผลไม่หยุด
"ช้าเกินไป"
บนแผนที่จำลอง จุดแสงสีแดงที่เป็นตัวแทนของผีร้ายกำลังวนเวียนอยู่รอบขอบหมู่บ้านตู้เซิง กะพริบหายไปและปรากฏขึ้นใหม่ ซึ่งทุกครั้งที่มันปรากฏขึ้นมา มันจะขยับเข้าใกล้หมู่บ้านมากขึ้นเรื่อยๆ
ม่านฝนเริ่มส่งผลกับมันน้อยลงทุกที อีกไม่กี่สิบนาทีข้างหน้า มันคงจะทะลวงผ่านม่านฝนที่กำลังอ่อนแรงลงพุ่งเข้าสู่หมู่บ้านเพื่อเริ่มการสังหารหมู่แน่ๆ
หลังจากยั้งคิดครู่หนึ่ง หลูเกวี้ยก็สั่งให้ลูกชาย 'หลูเม่าไฉ' ประกาศผ่านระบบกระจายเสียงของหมู่บ้าน โดยใช้ข้ออ้างเรื่อง "การป้องกันภูตผีปีศาจรุกราน" เพื่อเรียกชาวบ้านทุกคนให้มารวมตัวกันที่นี่
หลูเกวี้ยมีบารมีสูงมากในหมู่บ้านตู้เซิง แถมช่วงนี้ยังมีผีร้ายออกอาละวาดเข่นฆ่าผู้คน
ชาวบ้านที่กำลังขวัญผวาเมื่อได้ยินประกาศ ต่างพากันหอบลูกจูงหลานออกจากบ้านมุ่งหน้าไปยังคฤหาสน์ของหลูเกวี้ย
เหล่าผู้โดยสารที่พักอยู่ตามบ้านต่างๆ รวมถึงรูมเมทผู้โชคร้ายที่ถูกหลี่อังสับสลบไป ต่างก็เดินออกจากบ้านด้วยความงุนงงและเข้าไปปะปนกับแถวของชาวบ้าน
แต่เมื่อเดินมาถึงใจกลางหมู่บ้าน พวกเขากลับถูกเถียนโหย่วหรงดักหน้าไว้
เถียนโหย่วหรงอ้างว่าเขาติดต่อโลกภายนอกได้แล้ว ทางอำเภอได้ส่งทีมกู้ภัยมาช่วยเหลือแล้ว และให้ผู้โดยสารทุกคนตามเขาไปยังหอประชุมของหมู่บ้านเพื่อรอความช่วยเหลือ
ผู้โดยสารทุกคนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจแยกตัวออกจากแถวชาวบ้านแล้วตามเถียนโหย่วหรงไปที่หอประชุม
บนเวทีของหอประชุมมีศพสองร่างที่คลุมด้วยผ้าขาววางอยู่ เว่ยหลิงหลานที่กำลังคุยอะไรบางอย่างกับซ่งเจินเห็นเถียนโหย่วหรงพาทุกคนมาถึงก็ลุกขึ้นถามว่า "มากันครบหรือยัง?"
"หายไปคนหนึ่ง"
เถียนโหย่วหรงเอ่ยด้วยความไม่สบายใจ "ไอ้หนุ่มตระกูลหานคนนั้นหายไป เธอว่าเขาจะถูกคนในหมู่บ้านมัดตัวไปหรือเปล่า?"
เว่ยหลิงหลานลองทวนความจำดู เธอจำหนุ่มทรงเอที่ภาพลักษณ์ไม่ค่อยดีคนนั้นได้ จึงขมวดคิ้วแล้วบอกว่า "เป็นไปได้ พวกคุณรออยู่ที่นี่ก่อน ฉันจะไปดูที่บ้านหลูเกวี้ยหน่อย..."
สัญชาตญาณเตือนภัยของเธอไม่ได้ทำงาน และเมื่อใช้ไอเทมพิเศษช่วย เธอก็ทำนายได้ว่าเป้าหมายของผีร้ายไม่ใช่พวกผู้โดยสาร
การที่เถียนโหย่วหรงและคนอื่นๆ อยู่ในหอประชุมที่กว้างขวางแบบนี้ ปลอดภัยกว่าการอยู่ในอาคารปิดตายมากนัก
ในขณะที่เว่ยหลิงหลานกำลังจะมุ่งหน้าไปบ้านหลูเกวี้ยเพื่อสืบดูว่าผู้ใหญ่บ้านกำลังจะทำอะไรกันแน่...
ร่างในชุดกันฝนสีดำร่างหนึ่ง ก็ปรากฏตัวขึ้นที่หน้าประตูหอประชุมท่ามกลางแสงสายฟ้าที่แลบวาบ
หลี่อังที่เพิ่งจะขุดหลุมศพเสร็จ วาง 'เสาไฟข้างทาง' ที่เขาเพิ่งแอบถอดมาจากริมถนนไว้ข้างเสาหน้าหอประชุม
เขาไม่สนใจสายตาที่ตกตะลึงของผู้โดยสาร แต่เดินตรงเข้าไปในอาคารจนถึงหน้าศพทั้งสองร่าง
เขาเลิกผ้าขาวที่คลุมศพออก ใช้มือที่สวมถุงมือยางฉีกเสื้อผ้าท่อนบนของศพทิ้ง เผยให้เห็นรอยแผลที่หน้าอกซึ่งถูกเย็บไว้อย่างลวกๆ เป็นทางยาว
หลี่อังจัดการฉีกแผลศพออกอย่างรุนแรงท่ามกลางสายตาที่แข็งค้างของเถียนโหย่วหรง เขาล้วงมือเข้าไปตรวจสอบข้างใน... แต่ไม่พบหัวใจของศพ
หัวใจของพวกเขาถูกควักออกไปหมดแล้ว
แปะ!
หลี่อังถอนมือออกมา สะบัดเลือดและเศษเนื้อทิ้ง ก่อนจะพยักหน้าให้เถียนโหย่วหรงอย่างเรียบง่าย "ไง... สวัสดียามดึกนะท่าน"
"..."
เถียนโหย่วหรงสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามข่มสัญชาตญาณความกลัวเพื่อบังคับเสียงให้ราบเรียบ "คุณ... เป็นใครกันแน่"
หลี่อังพลันยืดตัวตรง ใบหน้ายียวนเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมในฉับพลันพลางเอ่ยด้วยเสียงทุ้มต่ำหนักแน่น "เพื่อปกป้องชีวิตและทรัพย์สินของปวงชน รักษาความลับสุดยอดของชาติ และทำลายล้างขุมกำลังสายมืดมิให้ย่างกราย... ผมคืออดีตหัวหน้าครูฝึกแห่งองค์กรลับที่รวมยอดขุนพลไว้ด้วยกัน 'หน่วยมังกร'"
"คุณจะเรียกผมว่า 'หลงหย่าเหริน' ก็ได้"
หน่วยมังกรบ้าบออะไรกัน... แล้วชื่อหลงหย่าเหรินนั่นอีก (มังกรผู้สง่างาม หรือจะหมายถึง 'คนหูหนวก' กันแน่?) เถียนโหย่วหรงสบถในใจ หากเขาไม่ใช่พวกคอเพลย์นิยายออนไลน์แนวราชาทหารยามว่างล่ะก็ เขาคงหลงเชื่อน้ำคำของไอ้หนุ่มนี่ไปแล้วจริงๆ
"เอาเป็นว่า..." ใบหน้าของหลี่อังเปลี่ยนจากความเถรตรงกลับมาเป็นเกียจคร้านและยียวนในพริบตา ราวกับนักแสดงงิ้วเปลี่ยนหน้า "พวกคุณกบดานอยู่ที่นี่ไปก่อนเถอะ ผมจะแวะไปที่บ้านผู้ใหญ่บ้านสักหน่อย... ไปดูสิว่าพอจะส่ง 'ความอบอุ่น' อะไรให้พวกเขาได้บ้าง"
สิ้นคำ หลี่อังก็ก้าวออกจากหอประชุมไปอย่างไม่ยี่หระ เขาคว้าเสาไฟส่องทางที่ถอนติดมือมาแบกไว้บนบ่าราวกับไร้น้ำหนัก เหวี่ยงเล่นสองสามทีจนเกิดเสียงลมหวีดหวิว ก่อนจะออกตัววิ่งหายไปในม่านฝนมุ่งหน้าสู่คฤหาสน์ของหลูเกวี้ย
เว่ยหลิงหลานที่ยืนหลบอยู่ตรงประตูมองตามแผ่นหลังนั้นไปด้วยใจที่เต้นระรัว ลมพายุจากการเหวี่ยงเสาไฟเมื่อครู่ยังคงตกค้างอยู่ในอากาศจนร่างกายของเธอแข็งทื่อไปชั่วขณะ... ไอ้หนุ่มทรงเอท่าทางสถุลคนนี้ ที่แท้ก็เป็น 'ผู้เล่น' เหมือนกัน! แถมยังเป็นระดับ 'ตัวพ่อ' ที่อำพรางตัวได้อย่างแนบเนียนจนน่าขนลุก!
แถมจากความสบายในการเหวี่ยงเสาไฟนั่น เลเวลของเขาคงไม่ต่ำแน่ๆ แค่ค่าสถานะกำลังและความคล่องแคล่วก็น่าจะทิ้งห่างเว่ยหลิงหลานไปไกลลิบแล้ว
เธอนึกถึงพฤติกรรมที่ดูตลาดล่าง ไร้รสนิยม ขี้โอ่ และจอมปลอมที่หลี่อังแสดงออกมาตลอดหลายวันที่ผ่านมา ก็อดไม่ได้ที่จะเหงื่อตกที่แผ่นหลัง
เธอไม่สังเกตเห็นความผิดปกติของหลี่อังเลยแม้แต่นิดเดียว!
เป็นการแฝงตัวและปลอมแปลงที่สมบูรณ์แบบมาก! นี่น่ะเหรอ... สไตล์การทำงานของระดับ 'ตัวพ่อ'?
เว่ยหลิงหลานระบายลมหายใจออกมาพรืดใหญ่ เธอหันไปมองกลุ่มชาวบ้านที่กำลังมึนงงอยู่ข้างหลัง
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายเธอก็ตัดสินใจวิ่งตามเส้นทางของหลี่อังมุ่งหน้าไปยังบ้านหลูเกวี้ย
สัญชาตญาณบอกเธอว่า หลี่อังไม่ได้เป็นอันตรายต่อชีวิตเธอ และเผลอๆ การอยู่ข้างๆ เขาอาจจะปลอดภัยกว่าด้วยซ้ำ
ในเมื่อการันตีความปลอดภัยได้แล้ว การไปยืนดูตัวพ่อโชว์ฝีมือและรอให้เขาแบกแบบนิ่มๆ มีอะไรที่ต้องปฏิเสธด้วยเล่า
...
ในตอนนี้ ภายในบ้านของหลูเกวี้ยอัดแน่นไปด้วยชาวบ้านที่พากันมารวมตัว
ทุกคนเบียดเสียดกันมองหลูเม่าไฉที่พากลุ่มชายฉกรรจ์เอาไม้กระดานมาตอกตะปูปิดตายประตูและหน้าต่างของคฤหาสน์ด้วยความหวาดผวา
ฝนตกไม่แรงนัก เสียงลมเริ่มซบเซาลง
แสงจากสายฟ้าที่แลบวาบมาเป็นระยะลอดผ่านร่องไม้กระดานที่ปิดหน้าต่าง สะท้อนเงาของทุกคนในห้องโถงลงบนผนัง
กึก! กึก! กึก! กึก!
เสียงลมหายใจที่ทึบแต่ชัดเจนดังขึ้นที่ด้านนอกคฤหาสน์
มีบางอย่างกำลังคลานไต่ไปตามผนังบ้านเหมือนจิ้งจก
มันกำลังมองหา... มองหาจุดอ่อนของบ้านหลังนี้
ปัง!
มันใช้ร่างกายกระแทกเข้ากับหน้าต่างห้องโถงของคฤหาสน์เต็มแรง กระจกหน้าต่างเกิดรอยร้าวเป็นใยแมงมุมก่อนจะแตกละเอียดในพริบตา
เศษกระจกกระเด็นกระดอนไปทั่วใส่กลุ่มชาวบ้านจนเกิดเสียงกรีดร้อง
น้ำฝนที่ชโลมลงบนตัวมันทำให้เกิดควันหนาทึบพวยพุ่งออกมา แต่มันกลับดูเหมือนไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดใดๆ มันแสยะยิ้มที่เงียบเชียบแต่อำมหิต
มันบิดร่างกายที่ดูผิดรูปเหมือนแมงมุม พยายามจะมุดเข้ามาในหน้าต่าง
ทว่าทันใดนั้น ภายในผนังคฤหาสน์กลับปรากฏอักขระยันต์สีเขียวเรืองแสงขึ้นมา ค่อยๆ แผ่ขยายไปทั่ว และแผดเผาฝ่ามือที่ยื่นเข้ามาจนเป็นแผลฉกรรจ์
ความเจ็บปวดที่บาดลึกถึงกระดูกทำให้ปีศาจร้ายอดไม่ได้ที่จะแผดเสียงโหยหวนออกมา
มันจ้องมองชาวบ้านในห้องด้วยสายตาอาฆาตแค้น ก่อนจะตีลังกามุดหนีออกจากหน้าต่างไป เพื่อหาจุดอ่อนที่อื่นของคฤหาสน์ต่อ
ปัง! เปรี้ยง! โครม!
ข้างนอกคฤหาสน์มีทั้งเสียงขุดเจาะผนัง เสียงกระแทกกระจก และเสียงรื้อกระเบื้องหลังคาดังขึ้นไม่ขาดสาย ชาวบ้านต่างเบียดเสียดกันด้วยความหวาดกลัวและพากันสวดอ้อนวอนต่อเทพเจ้าทั่วหล้า
ในที่สุด เสียงเอะอะเหล่านั้นก็สงบลง และเงียบหายไปนาน
ในตอนที่ทุกคนเริ่มจะโล่งอกนั่นเอง เสียงของชายหนุ่มคนหนึ่งก็ดังขึ้นมาจากหน้าประตู
"พี่น้องครับ เปิดประตูหน่อย!"
...........