เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 760 เรือรวงข้าวอุดม

บทที่ 760 เรือรวงข้าวอุดม

บทที่ 760 เรือรวงข้าวอุดม


พายุฝนกระหน่ำกลางทะเล ท้องฟ้ามืดครึ้มเป็นสีเทาหม่น เรือสำเภาขนาดใหญ่ห้าเสากางใบเรือหลายชั้น กำลังโคลงเคลงขึ้นลงท่ามกลางเกลียวคลื่นที่ซัดสาด

แม้ว่าตัวเรือสำเภาจะใหญ่โต แต่เมื่ออยู่ท่ามกลางมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งนี้ ก็เปรียบเสมือนใบไม้ใบเล็กๆ ที่ลอยเคว้งคว้างไปตามกระแสน้ำ ปรากฏให้เห็นเป็นพักๆ ท่ามกลางเกลียวคลื่นที่ซัดสาดอย่างต่อเนื่อง

พายุพัดพาเม็ดฝนเข้ามากระหน่ำซัดแผ่นเหล็กหนาที่หุ้มตัวเรืออย่างต่อเนื่อง เกิดเสียงดังก้องกังวาน ใบเรือหลายชั้นที่ถูกลมพัดกระพือส่งเสียงดังหวิวๆ ราวกับเสียงภูตผีปีศาจร้องโหยหวน

ภายในห้องบังคับการเรือชั้นบนสุดของเรือสำเภา นายท้ายเรือหลายคนช่วยกันจับพวงมาลัยเรือไว้แน่น เพื่อประคองทิศทางการเดินเรือ กัปตันเฒ่าที่มีผมหงอกประปรายที่ขมับยืนอยู่เคียงข้าง

ขณะที่เขากำชับนายท้ายเรือ เขาก็มองออกไปยังท้องทะเลเบื้องหน้า เมื่อเห็นเกลียวคลื่นที่เริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ เขาก็ขมวดคิ้วอย่างอดไม่ได้

"ผู้เฒ่าโจว รบกวนเจ้าขึ้นไปสักรอบเถอะ!" กัปตันหันไปตบไหล่สหายเก่าที่กำลังหลับตาดูดยาสูบอย่างเอาเป็นเอาตายพลางกล่าว

"ได้เลย!" ผู้เฒ่าโจวสูบยาเฮือกใหญ่ จากนั้นก็เก็บกล้องยาสูบเก่าๆ ในมือ

เขาเบิกตาสีเทาขุ่นมัว สวมเสื้อกันฝนอย่างคล่องแคล่ว เปิดประตูด้านข้างและแทรกตัวออกไป ฝ่าสายฝนที่ตกลงมาอย่างหนักขึ้นไปบนดาดฟ้าเรือ ไม่นานเขาก็มาถึงใต้เสากระโดงเรือที่หนาที่สุดตรงกลางเรือสำเภา เขาจับเชือกปีนป่ายไปตามเสา มุ่งหน้าไปยังหอสังเกตการณ์เบื้องบน

ไม่นานนัก เขาก็มาผลัดเปลี่ยนหน้าที่กับลูกเรือหนุ่มคนหนึ่ง ซึ่งก็คือเสี่ยวซานจื่อ ลูกชายคนเล็กของผู้เฒ่าโจว

เด็กหนุ่มผู้นี้ ปกติแล้วเป็นคนหัวไวและรอบคอบ มีคุณสมบัติไม่เลว มีรากวิญญาณธาตุทอง น้ำ และไม้ ปัจจุบันมีระดับพลังขั้นรวบรวมลมปราณระดับสาม ถือว่าเป็นต้นกล้าชั้นดีสำหรับตำแหน่งนักสังเกตการณ์ที่ยอดเยี่ยม

ทว่าเขายังอายุน้อยเกินไป ในสภาพอากาศเช่นนี้ กัปตันเฒ่าเห็นได้ชัดว่าเชื่อใจสหายเก่าที่ติดตามเขามาหลายปีมากกว่า แม้ว่าผู้เฒ่าโจวจะแก่ชราลงมากและดวงตาขุ่นมัวจนเห็นเป็นสีขาวเช่นเดียวกับตัวเขาเองก็ตาม

แต่ผู้เฒ่าโจวก็ติดตามเขามาตั้งแต่เขายังไม่ได้ซื้อเรือบรรทุกสินค้า "เรือรวงข้าวอุดม" ลำนี้และเป็นกัปตันเรือ ในตอนที่เขายังเป็นแค่ลูกจ้างทำงานบนเรือของคนอื่น ผู้เฒ่าโจวก็เดินเรืออยู่ในน่านน้ำแห่งนี้มานานกว่าห้าสิบปีเช่นเดียวกับตัวเขา นับเป็นสหายเก่าที่เขาไว้วางใจได้มากที่สุด

การเดินเรือกลางทะเล นอกจากจะกลัวการเผชิญหน้ากับกลุ่มผู้มีอิทธิพลอย่างเช่นโจรสลัดและกลุ่มโจรมากที่สุดแล้ว ยังกลัวการเผชิญกับสภาพอากาศที่มีพายุและคลื่นลมแรงเช่นในเวลานี้อีกด้วย หากลมและคลื่นแรงเกินไป เรือก็อาจจะพลิกคว่ำได้

แต่นั่นก็เป็นเพียงเรือบรรทุกสินค้าขนาดเล็กเท่านั้น สำหรับเรือบรรทุกสินค้าขนาดใหญ่อย่าง "เรือรวงข้าวอุดม" ที่มีตัวเรือขนาดใหญ่และท้องเรือกว้างขวาง พื้นผิวของเรือไม่เพียงหุ้มด้วยแผ่นเหล็กเท่านั้น แต่ในขณะที่วางกระดูกงูที่ท้องเรือยังมีการสลัก "ลวดลายอาคมเรือลอย" เอาไว้ด้วย จึงไม่หวาดหวั่นต่อพายุและคลื่นลมในระดับนี้

ทว่าในทุกๆ ครั้งที่มีพายุและคลื่นลมแรงเช่นนี้ สัตว์ทะเลที่ซ่อนตัวอยู่ใต้ทะเลมักจะชอบโผล่ขึ้นมาเล่นน้ำบนผิวน้ำ สัตว์ทะเลเหล่านี้มีจำนวนไม่น้อยที่มีขนาดใหญ่โต บางตัวอาจมีขนาดใหญ่กว่าตัวเรือเสียอีก

สัตว์ทะเลเหล่านี้มักจะมีนิสัยดุร้ายและมีพละกำลังมหาศาล หากต้องเผชิญกับสัตว์ร้ายเหล่านี้ เพียงแค่แผ่นเหล็กเก่าๆ ที่หุ้มตัวเรือไว้ ก็ไม่อาจต้านทานการโจมตีของพวกมันได้

ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดก็คือการหลีกเลี่ยงสัตว์ประหลาดเหล่านี้ และนี่ก็คือเหตุผลที่ให้ผู้เฒ่าโจวขึ้นไปข้างบน

สหายเก่าผู้นี้ฝึกฝนวิชาอาคมที่เรียกว่า "เนตรเหยี่ยวเสี้ยว" หากยืนอยู่บนหอสังเกตการณ์ที่ยอดเสากระโดงเรือ จะสามารถมองเห็นสภาพของท้องทะเลในระยะไกลถึงสิบลี้

หากมีสัตว์ทะเลปรากฏตัวขึ้นจริงๆ ก็จะสามารถแจ้งให้ห้องบังคับการเรือทราบได้ทันท่วงที เพื่อปรับเปลี่ยนทิศทางการเดินเรือ และหลบเลี่ยงสัตว์ทะเลเหล่านี้ได้ตั้งแต่เนิ่นๆ

เพียงแต่การฝึกฝนวิชาอาคมนี้มีข้อเสียอย่างมาก หลังจากการฝึกฝน ดวงตาจะขุ่นมัวและไร้แวว สิ่งใดที่อยู่เลยระยะเอื้อมมือไปจะมองเห็นเป็นเพียงภาพมืดมัว ไม่ต่างอะไรกับคนตาบอด มีเพียงในยามที่กระตุ้นพลังอาคม ดวงตาถึงจะสว่างไสวดั่งคบเพลิง

จึงจะสามารถมองเห็นระยะไกลได้ และจำเป็นต้องใช้พลังอาคมจำนวนมหาศาลเพื่อรักษา "สถานะดวงตาสว่างไสว" เอาไว้

"ท่านพ่อ! โรงครัวเปิดแล้ว ท่านลงไปทานข้าวเถิด!" ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งเดินขึ้นมาจากบันไดทางเข้าชั้นล่างของห้องบังคับการเรือ เขาเดินมาหยุดอยู่ข้างกายกัปตันเฒ่าพลางกล่าวขึ้น

"อืม! วันนี้ข้างนอกคลื่นลมแรง เจ้าคอยจับตาดูอยู่ที่นี่ ลุงโจวของเจ้าขึ้นไปข้างบนแล้ว หากมีสถานการณ์ใด ลุงโจวจะบอกเอง ตั้งใจหน่อย อย่าเหม่อลอยล่ะ!" กัปตันเฒ่ามองดูพายุฝนข้างนอกรอบหนึ่ง ขณะที่เขาหันหลังเดินไปที่บันไดทางลง ก็ไม่ลืมที่จะกำชับลูกชายคนโต

เขาแก่แล้ว ใกล้จะเดินเรือกลางทะเลไม่ไหวแล้ว ในภายภาคหน้าเรือลำนี้จะต้องตกเป็นของลูกชายคนโต ดังนั้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมาที่เขาออกเดินเรือเพื่อการค้า เขาก็จะพาลูกชายคนโตอย่างผังอวี่มาคอยสั่งสอนอยู่ข้างกายเสมอ

คอยกำชับเรื่องต่างๆ ที่ต้องระมัดระวังในการเดินเรือเพื่อการค้าอยู่ตลอด

ท้องทะเลมีสภาพอากาศที่แปรปรวน พายุและคลื่นยักษ์มักจะพัดกระหน่ำ สัตว์ร้ายก็เพ่นพ่านไปทั่ว ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีโจรสลัดและกลุ่มโจรคอยปล้นสะดมอยู่บ่อยครั้ง หากพบเจอแม้เพียงอย่างเดียว ก็อาจนำไปสู่หายนะที่เรือต้องอับปางและลูกเรือต้องตายได้

ในแต่ละปีไม่รู้ว่ามีเรือพาณิชย์กี่ลำที่ไปแล้วไม่ได้กลับมา จมหายไปในซอกหลืบใดของก้นทะเลตลอดกาล

"ตึง ตึง!" กัปตันเฒ่าค่อยๆ ก้าวเดินลงบันไดห้องบังคับการเรือไปทีละขั้น

"เรือรวงข้าวอุดม" เป็นเรือสำเภาที่มีความสูงสามชั้น ใต้ดาดฟ้าเรือมีห้องโดยสารทั้งหมดสามชั้น

ชั้นล่างสุดคือห้องท้องเรือ ซึ่งมี "ค่ายกลเดินเรือพลังวิญญาณ" ระดับสามขั้นกลางติดตั้งอยู่ สามารถขับเคลื่อนเรือสำเภาให้แล่นไปข้างหน้าได้ด้วยการฝังหินวิญญาณลงไป ทว่าโดยปกติแล้ว ค่ายกลอาคมนี้จะถูกกระตุ้นใช้งานในยามฉุกเฉินเท่านั้น

ในเวลาปกติ เรือลำนี้จะอาศัยใบเรือหลายชั้นที่ติดอยู่บนเสากระโดงเรือสูงตระหง่านทั้งห้าต้นบนดาดฟ้าเรือ เพื่ออาศัยพลังลมในการเดินเรือระยะไกล

หากอาศัยเพียงค่ายกลอาคมในห้องท้องเรือในการเดินเรือเป็นเวลานาน จะต้องใช้หินวิญญาณเป็นจำนวนมาก สำหรับเรือพาณิชย์ที่หากำไรจากการขนส่งอย่าง "เรือรวงข้าวอุดม" แล้ว นับว่าได้ไม่คุ้มเสีย

พื้นที่ในห้องท้องเรือทั้งชั้นมีขนาดไม่ใหญ่นัก ความสูงเพียงพอให้คนๆ หนึ่งยืนได้เท่านั้น เหนือห้องท้องเรือขึ้นไปคือ "ห้องท้อง" ซึ่งก็คือห้องเก็บสินค้า พื้นที่ส่วนใหญ่ของเรือแทบจะถูกห้องนี้ครอบครองไปทั้งหมด ห้องท้องเรือทั้งหมดเป็นห้องเก็บสินค้าหลังคาแบนขนาดใหญ่ที่ทะลุถึงกันเป็นทางเดียว สามารถบรรจุสินค้าได้เป็นจำนวนมาก

นอกจากนี้ ยังสามารถปรับเปลี่ยนห้องเก็บสินค้าทั้งหมดได้ตามความต้องการของเจ้าของสินค้า หรือตามประเภทของสินค้าที่แตกต่างกัน โดยการเพิ่มแผ่นไม้ ทำฝ้าเพดาน หรือทำฉากกั้น เป็นต้น

สินค้าที่ "เรือรวงข้าวอุดม" ขนส่งในครั้งนี้คือ "คน" ใช่แล้ว คนทั้งหมดสองร้อยครัวเรือน รวมทั้งคนแก่ เด็ก และผู้หญิง จำนวนทั้งหมดแปดร้อยสี่สิบสี่คน

นอกจากนี้ ยังมีปศุสัตว์อย่างเช่นวัว แกะ หมู และสุนัขเกือบสี่ร้อยตัว รวมกับเครื่องมือการเกษตรอย่างเช่นจอบ เสียม และคันไถของสองร้อยครัวเรือนนี้ และยังมีของใช้ในชีวิตประจำวันอย่างเช่นเสื้อผ้าและอาหารอีกมากมายที่ถูกห่อหุ้มไว้ ทำให้ห้องเก็บสินค้าทั้งหมดถูกอัดแน่นจนเต็มไปหมด

การเดินทางครั้งนี้เริ่มต้นจากเกาะปู ต้องพาสองร้อยครัวเรือนนี้ไปส่งยัง "เกาะควันชัน" ซึ่งเป็นเกาะใหญ่ที่อยู่ใกล้ที่สุด การเดินทางคาดว่าจะใช้เวลาประมาณยี่สิบวัน เมื่อถึงเกาะควันชัน ก็จะมีคนมารับช่วงต่อเอง

ได้ยินมาว่ามีเกาะแห่งหนึ่งในน่านน้ำใกล้เคียงถูกฝูงสัตว์อสูรกิ้งก่าปลาบุกขึ้นฝั่งโจมตีจนล้มตายเป็นจำนวนมาก ทำให้ต้องยอมจ่ายในราคาสูงเพื่อซื้อประชากรจากเจ้าของเกาะแห่งอื่นๆ ในละแวกใกล้เคียง

ไม่ได้มีเพียงสองร้อยครัวเรือนจากเกาะปูแห่งนี้เท่านั้น ได้ยินมาว่าถ้ารวมกับเกาะอื่นๆ อีกสองสามเกาะ จะต้องการประชากรทั้งหมดหนึ่งพันครัวเรือน แสดงให้เห็นว่าเกาะแห่งนี้ได้รับความเสียหายอย่างหนักหน่วงจริงๆ

ทว่าความมั่งคั่งของเจ้าของเกาะแห่งนี้ก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน หลังจากที่เกาะถูกโจมตี ก็ยังมีกำลังทรัพย์มากพอที่จะซื้อประชากรจำนวนมากได้ในคราวเดียว

ต้องรู้ว่าในน่านน้ำหมู่เกาะเก้าแคว้นอันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งนี้ แม้จะมีเกาะเล็กเกาะน้อยอยู่มากมาย แต่เกาะที่เหมาะแก่การอยู่อาศัยกลับมีไม่มากนัก ส่วนเกาะที่สามารถหล่อเลี้ยงประชากรจำนวนมากได้ยิ่งมีน้อยเข้าไปใหญ่

ดังนั้น "คน" แม้จะเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาที่ไม่มีรากวิญญาณ ก็กลายเป็นทรัพยากรอันล้ำค่าในน่านน้ำที่แห้งแล้งแห่งนี้

เหนือห้องท้องขึ้นไป ใต้ดาดฟ้าเรือ คือห้องโดยสาร มีห้องพักเดี่ยวอยู่ยี่สิบกว่าห้อง และชั้นนี้ยังมีหอพักลูกเรือ โรงครัว คลังเสบียง และห้องเก็บน้ำด้วย

กัปตันเฒ่ามาถึงหน้าประตูครัวด้านหลัง แต่ไม่ได้เข้าไป เขาเดินตามหลังลูกจ้างสองคนที่กำลังแบกน้ำแกงหม้อใหญ่ลงไปยังชั้นห้องท้องพร้อมกัน

เมื่อเดินลงบันไดไม้มาจนเกือบถึงห้องท้อง กลิ่นเหม็นเปรี้ยวชวนคลื่นไส้ก็ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ นับตั้งแต่ออกเดินทางจากเกาะปูก็ผ่านมาสิบวันแล้ว การกินอยู่ขับถ่ายของสองร้อยครัวเรือนรวมถึงปศุสัตว์ล้วนถูกจัดการอยู่ภายในห้องท้องที่คับแคบราวกับห้องใต้ดินแห่งนี้

แม้ว่ากัปตันเฒ่าจะสั่งให้คนนำอุจจาระและปัสสาวะไปเททิ้งในทะเลทุกวัน แต่ภายในห้องโดยสารก็ยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นเหม็นของอุจจาระและปัสสาวะอย่างรุนแรงตลอดทั้งวัน

ประกอบกับช่วงหลายวันนี้เรือต้องเผชิญกับคลื่นลมแรงในทะเล ชาวนาเหล่านี้ที่ไม่ค่อยได้ขึ้นเรือจึงพากันอาเจียนออกมาอย่างหนัก กลิ่นเหม็นเปรี้ยวผสมกับกลิ่นอุจจาระและปัสสาวะ บวกกับกลิ่นเท้าเหม็นๆ ของคนเหล่านี้ และกลิ่นยาสูบ กลิ่นแปลกๆ ที่ผสมปนเปกันนี้ อย่าให้พูดเลยว่ามันฉุนจมูกแค่ไหน

กัปตันเฒ่ากลั้นหายใจเดินลงไปยังห้องท้อง ในเวลานี้ลูกจ้างในโรงครัวกำลังแจกจ่ายหมั่นโถวและน้ำแกงให้กับชาวนาสองร้อยครัวเรือนที่กำลังเข้าแถว ผู้ใหญ่จะได้หมั่นโถวสองลูกและน้ำแกงหนึ่งทัพพีใหญ่ ส่วนเด็กจะได้หมั่นโถวหนึ่งลูกและน้ำแกงหนึ่งทัพพี

บนเรือจะจัดเตรียมอาหารให้คนเหล่านี้ฟรีสองมื้อทุกวัน จะปล่อยให้คนเหล่านี้อดตายบนเรือไม่ได้เด็ดขาด เพราะพวกเขาทั้งหมดคือสินค้าที่จะต้องขนส่งในการเดินทางครั้งนี้

หลังจากจ้องมองอยู่ครู่ใหญ่ กัปตันเฒ่าก็รู้สึกหายใจไม่ออก จึงหันหลังเดินขึ้นบันไดไม้ไปยังชั้นบน หลังจากถอนหายใจยาวๆ เขาก็เดินเข้าไปในครัวด้านหลัง เมื่อลูกจ้างในครัวด้านหลังเห็นกัปตันเฒ่า ก็พากันกล่าวทักทายทันที

"หัวหน้าผัง จะทานที่นี่ หรือจะให้ไปส่งที่ห้องขอรับ!" หัวหน้าพ่อครัวร่างท้วมคนหนึ่งวางมีดสับเนื้อในมือลง ใช้ผ้ากันเปื้อนที่ห้อยอยู่บนตัวเช็ดมือพลางเดินเข้ามาถามด้วยรอยยิ้ม

"ทานที่นี่แหละ!" โดยปกติแล้วกัปตันเฒ่าจะสั่งให้คนนำอาหารไปส่งให้เขาที่ห้องกัปตัน แต่ข้างนอกกำลังมีพายุพัดแรง ทานเสร็จเขาจะต้องขึ้นไปจับตาดูต่อ เพราะเขาไม่วางใจ

พูดจบเขาก็ผลักประตูหน้าของครัวด้านหลังออก เดินมาที่ห้องอาหารสำหรับผู้โดยสารที่อยู่ด้านหน้า หาโต๊ะว่างที่อยู่ใกล้ๆ แล้วนั่งลง

ห้องอาหารสำหรับผู้โดยสารมีโต๊ะยาววางเรียงรายอยู่ยี่สิบกว่าแถว เพื่อให้ผู้โดยสารสามารถนั่งรับประทานอาหารและเครื่องดื่มที่นี่ได้ และยังเป็นสถานที่สำหรับลูกเรือในการรับประทานอาหารอีกด้วย ในเวลานี้ภายในห้องโถงมีลูกค้านั่งอยู่เพียงสี่โต๊ะเท่านั้น

การเดินทางครั้งนี้มีผู้โดยสารน้อยอยู่แล้ว บางคนอาจจะสั่งให้ลูกจ้างในครัวด้านหลังนำอาหารไปส่งที่ห้องพัก การที่มีคนน้อยจึงเป็นเรื่องปกติ

โต๊ะที่อยู่ติดประตูมีชายสวมเสื้อคลุมกันลมอยู่ห้าถึงหกคนนั่งกันอย่างไม่เป็นระเบียบ พวกเขาเป่ายิ้งฉุบและพูดคุยโอ้อวดกันอย่างสนุกสนาน บนโต๊ะและใต้โต๊ะมีขวดเปล่าวางอยู่ไม่น้อย

สิ่งที่พวกเขาดื่มคือสุราธัญพืชที่ราคาถูกที่สุด และไม่ได้สั่งอาหารวิญญาณเลยแม้แต่อย่างเดียว ระดับพลังของคนเหล่านี้ก็ไม่สูงนัก มองปราดเดียวก็รู้ว่าเป็นผู้ฝึกตนอิสระที่ร่อนเร่ไปทั่วสารทิศ

ในทะเลมักจะเรียกผู้ฝึกตนอิสระที่ไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นหลักแหล่ง ร่อนเร่ไปทั่ว ออกล่าสัตว์ทะเล และค้นหาโอกาสเหล่านี้ว่า "ผู้พเนจร" ซึ่งมีความหมายถึงผู้ที่เล่นสนุกกับเกลียวคลื่นในทะเล

ที่แท้ก็คือพวกคนพเนจรนั่นแหละ พอเห็นของดีก็กรูกันเข้ามา พอมีอันตรายก็กระจัดกระจายกันไปคนละทิศคนละทาง จะบอกว่าเป็นกลุ่มโจรก็คงไม่เกินจริงนัก

ที่โต๊ะไม่ไกลนัก มีชายชราร่างกำยำนั่งอยู่พร้อมกับหญิงสาวหน้าตาดี และยังมีเด็กสาววัยแรกรุ่นอีกสองคน ซึ่งดึงดูดให้พวก "ผู้พเนจร" เหล่านั้นลอบมองมาที่โต๊ะนี้อยู่บ่อยครั้ง

เมื่อเห็นเช่นนี้ กัปตันเฒ่าก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว และพึมพำในใจว่า "พวกไม่รู้ว่าความตายคืออะไร"

ลูกค้าโต๊ะนี้เพิ่งขึ้นเรือเมื่อคืนนี้เอง พวกเขาควบคุมกระบี่เหินบินผ่านน่านฟ้าของเรือสำเภา บอกว่าเดินทางมาเหนื่อยแล้ว จึงขอแวะพักบนเรือสักหน่อย อีกไม่กี่วันก็จะไป การพบเจอกันโดยบังเอิญเช่นนี้ เป็นเรื่องที่พบเห็นได้ทั่วไปในท้องทะเลอันกว้างใหญ่แห่งนี้

ทว่าก็ต้องระมัดระวังให้ดี ไม่แน่ว่าผู้ที่มาอาจจะเป็นสายลับของกลุ่มโจรสลัดหรือกลุ่มโจรก็เป็นได้

ทว่าโชคดีที่เขาเดินเรือเพื่อการค้าในแถบนี้มาหลายปี กลุ่มโจรสลัดและกลุ่มโจรที่เคลื่อนไหวอยู่ในแถบนี้ กัปตันเฒ่าก็เคยติดสินบนไว้หมดแล้ว จึงไม่กลัวว่าจะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น

แต่เนื่องจากอีกฝ่ายไม่รู้ที่มาที่ไป กัปตันเฒ่าจึงกลัวว่าจะนำปัญหามาให้ และยังคงอยากจะปฏิเสธอยู่ ทว่าอีกฝ่ายให้เงินมากเหลือเกิน ถึงหนึ่งพันหินวิญญาณ ต้องรู้ว่าค่าจ้างในการทำงานครั้งนี้ มีเพียงหกพันหินวิญญาณเท่านั้น

และยังมีระดับพลังของชายชราผู้นั้น แม้ว่าเขาจะมองไม่ออก แต่อีกฝ่ายกล้าควบคุมกระบี่เหินบินเดินทางในท้องทะเลอันกว้างใหญ่นี้ ระดับพลังย่อมไม่ต่ำอย่างแน่นอน

กัปตันเฒ่าเดินเรือมาหลายปี ย่อมมีประสบการณ์ที่ไม่ธรรมดา เมื่อมองดูกลิ่นอายอันหนักแน่นที่แผ่ออกมาจากตัวชายชราผู้นี้ เขาก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นยอดฝีมือขั้นสร้างฐาน ระดับพลังของเขาเองก็เพิ่งถึงขั้นรวบรวมลมปราณระดับเก้า ย่อมไม่กล้าที่จะปฏิเสธ

โต๊ะสองตัวด้านหลัง โต๊ะหนึ่งเป็นคู่สามีภรรยาวัยกลางคน ซึ่งเป็นพ่อค้าแม่ค้าธรรมดาบนเกาะปู ที่ขอติดเรือไปเยี่ยมญาติที่เกาะควันชัน

อีกโต๊ะหนึ่งมีชายสวมหมวกฟางคลุมด้วยผ้าโปร่งสีดำนั่งอยู่เพียงลำพัง จากกลิ่นอายที่แผ่ออกมา ระดับพลังของเขาก็ไม่ธรรมดา มีระดับพลังขั้นรวบรวมลมปราณระดับสูง และก็ขึ้นเรือมาตั้งแต่ตอนอยู่ที่เกาะปูเช่นกัน

"ตาหมาคู่หนึ่ง มองอีกสิ ข้าจะควักออกให้หมด!"

ในเวลานั้นเอง หญิงสาวที่ทนสายตาอันหยาบคายของคนเหล่านั้นไม่ไหว ก็รู้สึกโกรธเคืองขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ นางเบิกตากลมโตและตะโกนด่าทอเสียงดัง

คนเหล่านั้นไม่เพียงแต่ลอบมองเท่านั้น แต่ยังทำท่าทางหยาบคาย วิพากษ์วิจารณ์ ชี้ไม้ชี้มือและหัวเราะคิกคักด้วยความลามก ซึ่งทำให้รู้สึกทนไม่ได้จริงๆ

"เพี๊ยะ! พูดอะไรน่ะ!"

"นั่นสิ ว่าใครกันน่ะ!"

"ตาข้างไหนของเจ้าที่เห็นว่าพวกเราแอบมอง!"

"โอ๊ะ! นังหนูนี่ ดูผิวพรรณนุ่มนิ่ม แต่ดุใช่ย่อยเลยนะ!"

"เจ้าบอกว่าพวกเราแอบมอง หึ! ข้าจะเดินเข้าไปใกล้ๆ ดูซิว่านังหนูนี่ จะทำอะไรข้าได้!"

หลายคนรู้สึกโกรธและอับอาย จึงพากันตบโต๊ะและลุกขึ้นยืน คนที่ดื่มจนเมามายคนหนึ่ง ยิ่งเดินโซเซตรงไปยังโต๊ะของหญิงสาว

"เฮ้อ! นี่มัน..." กัปตันเฒ่าเห็นท่าไม่ดี จึงรีบลุกขึ้นเตรียมจะเข้าไปห้ามปราม

"ปัง!" เสียงดังสนั่น ชายขี้เมาคนนั้นถูกเตะกระเด็นกลับมา ร่างของเขากระแทกโต๊ะไม้จนพังทลาย ขวดสุรา ถ้วยชาม และจานอาหารบนโต๊ะแตกกระจายเต็มพื้น

ตอนนี้ชายขี้เมาคนนั้นสร่างเมาแล้ว เขากำลังกุมกระดูกซี่โครงที่ไม่รู้ว่าหักไปกี่ซี่ นอนครางด้วยความเจ็บปวดอยู่บนพื้น!

"ไสหัวไป!" ชายชราที่เตะออกไป จ้องมองพวกผู้พเนจรด้วยความโกรธเกรี้ยว ปลดปล่อยแรงกดดันของขั้นสร้างฐานที่ซ่อนเร้นมาตลอดออกมา ทำให้คนที่เหลือตกใจจนทรุดลงไปนั่งกับพื้นตามๆ กัน

เมื่อชายชราเก็บกลิ่นอายอีกครั้ง ก็เห็นคนเหล่านี้พากันลุกขึ้นและวิ่งหนีออกไปทางประตู โดยไม่สนใจความเป็นตายของเพื่อนร่วมทางที่ยังคงนอนอยู่บนพื้นเลย

ส่วนชายขี้เมาที่กระดูกซี่โครงหักคนนั้น ตอนนี้ก็ไม่สนใจความเจ็บปวดอีกต่อไป เขาใช้ทั้งมือและเท้าคลานไปที่ประตูอย่างรวดเร็ว เจ็บจนต้องแยกเขี้ยวยิงฟัน!

ในขณะเดียวกัน เขาก็ด่าทอคนเหล่านั้นที่หนีไปก่อนหน้าอย่างลับๆ ว่าไม่ใช่คน เมื่อกี้ตอนที่ดื่มสุรากันยังเรียกเขาเป็นพี่เป็นน้องกันอยู่เลย ตอนนี้กลับไม่มีใครอยู่ช่วยดึงเขาสักคน

"ต๋าเอ๋อร์ แม่บอกให้เจ้าเก็บอาการหน่อยไม่ใช่หรือ!" เมื่อเห็นว่าเกิดเรื่องวุ่นวายขึ้น หญิงสาวก็อดไม่ได้ที่จะเป็นกังวล และดุเด็กสาวที่อยู่ข้างๆ

"หึ! ท่านแม่ สายตาหื่นกามของพวกเขาน่ะ จ้องแต่ท่านมาตลอดเลยนะ!" เด็กสาวในชุดหรูหราเบ้ปากและหันหน้าหนี

"ใช่แล้วฮูหยิน ไม่เพียงแต่แอบมองฮูหยินเท่านั้น ยังแอบมองคุณหนูด้วยนะ!" เด็กสาวอีกคนกระซิบเสียงเบา

"ท่านแม่ ท่านดูสิ ชุ่ยเอ๋อร์ก็เห็นนะ!" เด็กสาวยิ่งไม่พอใจ

"แม่รู้ แต่ว่าตอนนี้พวกเรา..."

"พอได้แล้ว เหยียนเอ๋อร์ พาต๋าเอ๋อร์กลับห้องเถอะ!"

หญิงสาวยังอยากจะสั่งสอนต่อ แต่กลับถูกชายชราที่อยู่ข้างๆ ร้องห้าม

"เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นบนเรือ ผู้เฒ่าอย่างข้าต้องขออภัยอย่างสุดซึ้ง ประเดี๋ยวข้าจะให้คนทำอาหารชุดใหม่ และนำไปส่งให้ผู้อาวุโสที่ห้องพักเอง" กัปตันเฒ่าที่เพิ่งได้สติ รีบเดินเข้ามาขอโทษ

"อืม!" ชายชราพยักหน้า จากนั้นก็พาสามสาวออกจากห้องอาหารไป

ส่วนคู่สามีภรรยาพ่อค้าที่ตกใจจนแทบเสียสติ ก็รีบวิ่งหนีออกจากห้องอาหารไปทันที หลังจากการปะทะกัน ห้องอาหารขนาดใหญ่ก็เหลือเพียงชายสวมหมวกฟางที่นั่งอยู่คนเดียวที่โต๊ะด้านหลัง

เห็นเพียงชายผู้นี้กำลังค่อยๆ เขี่ยก้างปลาในปลาย่างบนโต๊ะอย่างไม่รีบร้อน

สิ่งที่คนผู้นี้สั่งคืออาหารวิญญาณระดับสอง "ปลาหิมะย่างถ่าน" และเครื่องเคียงอีกสองอย่าง เขากินเครื่องเคียงคำหนึ่ง กินเนื้อปลาคำหนึ่ง ไม่มีท่าทีว่าจะลุกขึ้นไปไหนเลย ช่างมีความกล้าหาญเสียจริง

จบบทที่ บทที่ 760 เรือรวงข้าวอุดม

คัดลอกลิงก์แล้ว