- หน้าแรก
- ภรรยาทหารตัวน้อยผู้บอบบาง กับนายทหารสายโหดจอมคลั่งรัก
- บทที่ 11 ดอกไม้ในค่ายทหาร
บทที่ 11 ดอกไม้ในค่ายทหาร
บทที่ 11 ดอกไม้ในค่ายทหาร
บทที่ 11 ดอกไม้ในค่ายทหาร
ในขณะเดียวกัน ณ ที่ทำการกองทหาร ซึ่งเป็นศูนย์บัญชาการของค่ายทหารทั้งหมด
อาคารคอนกรีตสองชั้นที่ดูเรียบง่ายแห่งนี้ นับเป็นบ้านที่ดีที่สุดบนเกาะแล้ว
ภายในห้องทำงาน โจวฉงซานกำลังจดจ่ออยู่กับเอกสารบางอย่าง ใบหน้าเคร่งขรึมของเขาฉายแววตั้งใจอย่างเต็มเปี่ยม
จ้าวกั๋วเซิ่ง ผู้บังคับการกรมทหารราบที่สอง บังเอิญเปิดประตูเข้ามาเห็นภาพนี้พอดี
ก่อนที่จ้าวกั๋วเซิ่งจะทันได้เอ่ยปาก โจวฉงซานที่ได้ยินเพียงเสียงเปิดประตูและเสียงฝีเท้าก็ชะงักกึกทันที
เขารีบพับเอกสารในมือแล้วยัดใส่ลิ้นชักอย่างรวดเร็ว
จ้าวกั๋วเซิ่งเห็นดังนั้นก็ระเบิดหัวเราะออกมาอย่างอารมณ์ดี
"น้องสาม นายแอบดูอะไรอยู่น่ะ คงไม่ใช่ความลับทางทหารระดับสุดยอดที่แม้แต่ฉันก็ห้ามรู้หรอกนะ?"
จ้าวกั๋วเซิ่งเป็นคนตะวันออกเฉียงเหนือ มีนิสัยร่าเริงและโผงผางตามสไตล์คนท้องถิ่น รูปร่างสูงใหญ่กำยำ
แม้ว่าปีนี้เขาจะอายุสามสิบห้าปีแล้ว และห่างหายจากแนวหน้ามาหลายปี จนเริ่มลงพุงและอ้วนท้วนขึ้นกว่าแต่ก่อนมากก็ตาม
ส่วนฉายา 'น้องสาม' นั้น
เป็นเพราะโจวฉงซานเป็นลูกคนที่สามของครอบครัว
และในกองทัพ เขาก็ดันเป็นผู้บังคับการกรมทหารราบที่สาม พอดีเป๊ะ เรียงตามลำดับก็เป็นคนที่สามอีก
บนเกาะแห่งนี้มีกรมทหารอยู่ทั้งหมดห้ากรม และในบรรดาผู้บังคับการทั้งห้าคน โจวฉงซานเป็นคนที่อายุน้อยที่สุดและเป็นคนเดียวที่ยังไม่ได้แต่งงาน
ผู้บังคับการคนอื่นๆ ที่แต่งงานมีครอบครัวแล้ว จึงมักชอบหยอกล้อโจวฉงซานเล่นอยู่เสมอ
เรื่องตลกขบขันจึงเกิดขึ้นบ่อยครั้ง
โจวฉงซานมักจะวางท่าสงบนิ่งและไม่ยี่หระต่อสิ่งใดเสมอมา
เขาไม่เคยร่วมวงสนทนาและไม่เคยเก็บคำพูดเหล่านั้นมาใส่ใจ
แต่ครั้งนี้...
ปฏิกิริยาของโจวฉงซานกลับดูมีพิรุธเล็กน้อย ใบหน้าของเขาฉายแววกระอักกระอ่วนใจวูบหนึ่ง
เขาตอบว่า "ไม่ใช่เอกสารทางทหารครับ"
ส่วนมันคืออะไรนั้น เขาไม่ได้ขยายความ
เพราะมันคือ... ข้อมูลส่วนตัวที่เจียงโหรวให้เขามานั่นเอง
ข้อมูลในนั้นเรียบง่ายและชัดเจน ระบุประวัติการศึกษาและการทำงานของเจียงโหรวตั้งแต่เด็กจนโต รวมถึงข้อมูลพื้นฐานอย่างวันเดือนปีเกิด
และในขณะเดียวกัน...
ยังมีรูปถ่ายของเจียงโหรวแนบมาด้วย
รูปถ่ายขาวดำขนาดหนึ่งนิ้วใบเล็กๆ
เจียงโหรวในรูปดูเด็กกว่าตอนนี้เล็กน้อย น่าจะถ่ายตอนสมัยเรียน อายุคงไม่เกินสิบหกสิบเจ็ดปี
ตอนนั้นเธอยังมีแก้มยุ้ยๆ แบบเบบี้แฟต และผมก็สั้นกว่าตอนนี้หน่อย
ผมเปียสั้นๆ สองข้างพาดอยู่บนไหล่อย่างเรียบร้อย
เธอดูบริสุทธิ์และสะอาดตาเหมือนน้ำพุใส
แต่ตอนนี้ เธอกลับมีเสน่ห์และความเปล่งปลั่งในแบบฉบับของหญิงสาวมากขึ้น
โจวฉงซานมัวแต่เหม่อมองรูปถ่ายใบนั้นจนเพลิน จนไม่ได้ยินเสียงฝีเท้าของจ้าวกั๋วเซิ่ง ทำให้ต้องรีบซ่อนมันอย่างลุกลี้ลุกลน
โชคดีที่จ้าวกั๋วเซิ่งไม่ได้ติดใจสงสัยอะไร
หลังจากเดินเข้ามาในห้องทำงาน เขาก็ไปลากเตียงผ้าใบพับได้กับผ้าห่มทหารออกมาจากมุมห้อง
เขาหันหลังให้โจวฉงซานพลางจัดเตียงไปด้วยและพูดไปด้วย
"โจวฉงซาน ไอ้เสือร้าย นายมันร้ายจริงๆ! นึกไม่ถึงเลยว่าจะแอบซ่อนเมียสวยขนาดนี้ไว้ที่บ้านนอก แล้วเพิ่งจะพามาเปิดตัวเอาป่านนี้ บอกไว้ก่อนนะ แค่ครึ่งวัน ทั้งค่ายเขารู้กันหมดแล้วว่าเมียนายสวยหยาดเยฟ้า ต่อไปคงได้เป็นดาวเด่นประจำบ้านพักทหารแน่ๆ พวกผู้กองผู้พันอิจฉากันตาร้อนเป็นแถว"
โจวฉงซานตอบเสียงขรึม "เธอยังไม่ใช่เมียผมครับ"
"ตอนนี้ยังไม่ใช่ แต่เดี๋ยวก็ใช่ไม่ใช่เหรอ? น้องสาวคนนั้นอุตส่าห์ดั้นด้นมาหาถึงที่ บอกว่าจะมาแต่งงานกับนาย นายคงไม่ใจร้ายปฏิเสธวาสนาหรอกนะ?"
จ้าวกั๋วเซิ่งพูดพลางหันไปมองโจวฉงซาน
ตอนแรกก็ไม่ทันสังเกต แต่พอมองดีๆ เขาก็เริ่มเอะใจ
"ตายจริง! โจวฉงซาน นายคงไม่ได้คิดจะทิ้งเมียสวยๆ แบบนี้เพื่อเด็กสองคนนั้นจริงๆ หรอกนะ? นายกะจะเป็นโสดไปตลอดชีวิตเลยหรือไง?"
จ้าวกั๋วเซิ่งร้องอุทาน
เขารู้ดีว่าโจวฉงซานรักและห่วงใยลูกกำพร้าของเพื่อนร่วมรบคนบ้านเดียวกันมากแค่ไหน และเขาก็รู้ด้วยว่าโจวฉงซานไม่ได้วางแผนที่จะมีลูกของตัวเอง
แต่ถึงจะไม่มีลูก ก็ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีเมียได้นี่นา?!
เมื่อเจอคำถามของจ้าวกั๋วเซิ่ง คอของโจวฉงซานก็แห้งผาก เขาพูดไม่ออก ไม่สามารถยืนยันคำพูดเดิมๆ ของตัวเองได้อีกต่อไป
จ้าวกั๋วเซิ่งเห็นปฏิกิริยานั้น
ในฐานะคนที่อาบน้ำร้อนมาก่อนและเป็นพี่ชายร่วมรบ เขาจึงให้คำแนะนำไปสองสามประโยค
"น้องสาม ถ้านายไม่เอาเมีย ระวังพวกหนุ่มโสดในค่ายจะรุมทึ้งกันเหมือนหมาป่าหิวโซนะ! นายลองชั่งใจดูเองเถอะ อย่ามาเสียใจทีหลังก็แล้วกัน"
จ้าวกั๋วเซิ่งพูดอย่างสบายๆ
เขาปูผ้าห่มลงบนเตียงผ้าใบอย่างลวกๆ แล้วทิ้งตัวลงนอนโดยไม่ถอดรองเท้า
โจวฉงซานฟังคำพูดของจ้าวกั๋วเซิ่ง คิ้วเข้มก็ขมวดเข้าหากันทันที
ความคิดที่ว่าเจียงโหรวจะถูกผู้ชายรุมล้อม จุดประกายไฟแห่งความโกรธขึ้นในดวงตาสีเข้มของเขา
เขาสูดหายใจเข้าลึกๆ อย่างรวดเร็ว
พยายามข่มความคิดที่ไม่เหมาะสมเหล่านั้นลงไป
เขาเบนความสนใจกลับไปที่จ้าวกั๋วเซิ่ง ที่มานอนค้างอ้างแรมที่ห้องทำงานดึกๆ ดื่นๆ
"ผู้การจ้าว ทำไมไม่กลับไปนอนบ้านล่ะครับ? ภรรยาไม่เป็นห่วงแย่เหรอ?"
"พูดถึงยัยแก่นั่นแล้วโมโหชะมัด! ตั้งแต่ย้ายมาอยู่เกาะนี้ บ่นเช้าบ่นเย็นว่าฉันไม่ล้างเท้าก่อนนอนบ้างล่ะ ไม่ล้างตูดก่อนนอนบ้างล่ะ! จะล้างอะไรนักหนา?! ตอนอยู่แนวหน้า บางทีไม่ได้อาบน้ำเป็นสิบวันครึ่งเดือน ทำไมตอนนั้นไม่เห็นบ่นสักคำ? พอชีวิตเริ่มดีขึ้นหน่อย ก็เริ่มเรื่องมาก..."
ภรรยาของจ้าวกั๋วเซิ่งเป็นคนบ้านเดียวกันกับเขา
เธอแซ่จ้าวเหมือนกัน ชื่อ จ้าวกุ้ยเฟิน
ทั้งคู่โตมาด้วยกัน เรียกได้ว่าเป็นคู่รักวัยเด็กเลยก็ว่าได้
พวกเขาแต่งงานกันตั้งแต่อายุยังน้อย พอจ้าวกั๋วเซิ่งมาเป็นทหาร จ้าวกุ้ยเฟินก็รอเขาอยู่ที่บ้านเกิด
แต่งงานกันมาสิบกว่าปี มีลูกชายสองคน
พอจ้าวกั๋วเซิ่งย้ายมาประจำการที่เกาะ เขาก็รับจ้าวกุ้ยเฟินและลูกๆ มาอยู่ด้วย
ปกติแล้วคู่สามีภรรยาคู่นี้รักกันดี
จะมีก็แต่นิสัยการใช้ชีวิตแบบลุยๆ ของจ้าวกั๋วเซิ่งนี่แหละ ที่จ้าวกุ้ยเฟินมักจะคอยบ่นอยู่เสมอ
"วันนี้ฉันพาทหารเดินทัพทางไกลตั้งสามสิบกิโล เท้าเหม็นหึ่งเลย ขืนกลับไปบ้านเมียต้องบ่นหูชาแน่ๆ เลยไม่อยากไปกวนใจหล่อน นอนที่ห้องทำงานนี่แหละ พรุ่งนี้เช้าค่อยกลับไปกินข้าวเช้า..."
จ้าวกั๋วเซิ่งพูดทั้งที่หลับตา และเสียงของเขาก็ค่อยๆ เงียบหายไปในขณะที่เขาผล็อยหลับ
ส่วนโจวฉงซาน ฟังคำพูดของจ้าวกั๋วเซิ่งด้วยสีหน้าครุ่นคิด
อ้อ สามีที่ไม่ล้างเท้าไม่ล้างก้น เมียจะไม่ชอบสินะ
กฎของสามี จดลงในสมุดบันทึกเล่มเล็กเรียบร้อย
...
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น
ดวงอาทิตย์บนเกาะขึ้นเร็วกว่าปกติ แสงแดดสาดส่องลงมาพร้อมกับสายลมทะเล อาบไล้ผืนดินตั้งแต่เช้าตรู่
เมื่อเจียงโหรวตื่นขึ้น สิ่งแรกที่เธอต้องจัดการคือปัญหาเรื่องเสื้อผ้า
เสื้อผ้าที่เธอใส่หลังอาบน้ำเมื่อวานนั้นใส่ไม่ได้แล้ว
เสื้อเชิ้ตสีขาวตัวนั้นเล็กเกินไป เมื่อวานเกือบจะทำเธอโป๊ต่อหน้าโจวฉงซานไปแล้ว ขืนใส่อีกวันนี้แล้วกระดุมดีดใส่หน้าใครเข้า เธอคงอายจนแทบแทรกแผ่นดินหนีแน่ๆ
เจียงโหรวไม่คาดคิดเลยว่าเจ้าของร่างเดิมจะมีหุ่นดีกว่าเธอในชาติที่แล้วเสียอีก
ตรงไหนควรผอมก็ผอม ตรงไหนควรอวบก็อวบ
ส่วนเว้าส่วนโค้งชัดเจนสุดๆ
เสื้อผ้าเก่าๆ ที่เจียงโหรวติดตัวมาก็ไม่เหมาะสมที่จะใส่
เมื่อไม่มีทางเลือกอื่น เธอจึงต้องรื้อตู้เสื้อผ้าดู
บ้านของโจวฉงซานอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของชายโสด และตู้เสื้อผ้าก็ไม่ต่างกัน
เสื้อผ้าทุกชิ้นถูกพับเป็นทรงสี่เหลี่ยมขนาดเท่ากันเป๊ะอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย
โจวฉงซานมีเสื้อผ้าไม่เยอะ มีแค่เครื่องแบบทหารที่ใส่ในชีวิตประจำวันไม่กี่ชุด
นอกจากนั้น ที่มุมตู้ ยังมีเครื่องแบบทหารเก่าๆ สองสามชุดที่ดูผ่านการใช้งานมาอย่างหนัก
เสื้อผ้าพวกนั้นนอกจากจะมีรอยปะชุนแล้ว ยังหดตัวลงจากการซักบ่อยๆ อีกด้วย
เจียงโหรวลลองทาบดู มันดูจะพอดีตัวเธอเลย
เธอหยิบเสื้อเครื่องแบบทหารเรือสีขาวมาสวม พับแขนเสื้อยาวขึ้น แล้วเย็บตรึงไว้หลวมๆ ที่ข้อศอก
ชายเสื้อยาวเกินไป เธอจึงใช้กรรไกรตัดให้สั้นลง
จากนั้นก็รวบชายเสื้อมาผูกปมไว้ที่เอว
เสื้อตัวโคร่งก็กลายเป็นเสื้อเข้ารูปพอดีตัวในพริบตา
เจียงโหรวก้มมองตัวเองด้วยความพึงพอใจ
เมื่อเดินออกมา เธอพบว่าเด็กสองคนตื่นนอนแล้ว และยังคงใส่เสื้อผ้าชุดเดิมจากเมื่อวาน
แม้จะสกปรก แต่กระดุมทุกเม็ดก็ถูกติดไว้อย่างเรียบร้อย
เจ้าตัวเล็กทั้งสองลากเก้าอี้ตัวเตี้ยมานั่งใต้ชายคาบ้าน มองออกไปที่ลานบ้านว่างเปล่า ราวกับกำลังรอคอยใครบางคน
เจียงโหรวมองพวกเขาด้วยความสงสัย
โจวเสี่ยวชวนเหมือนมีตาหลัง เขาหันขวับมาจ้องเจียงโหรวเขม็งทันที
พร้อมกับใช้มือเล็กๆ กอดโจวเสี่ยวฮวาที่อยู่ข้างๆ ไว้แน่น
ดูเหมือนว่าบนหน้าของเจียงโหรวจะยังแปะป้าย 'แม่เลี้ยงใจร้าย' หราอยู่สินะ
ในขณะที่บรรยากาศเริ่มตึงเครียดขึ้นมาเล็กน้อย
เสียงฝีเท้าก็ดังแว่วมาจากนอกลานบ้าน
ทันทีที่ได้ยินเสียง
โจวเสี่ยวฮวาก็ลุกพรวดจากเก้าอี้ด้วยความดีใจ ทำท่าจะวิ่งออกไป
แต่ถูกพี่ชายอย่างโจวเสี่ยวชวนดึงตัวไว้
"เสี่ยวฮวา นั่งดีๆ เดินเร็วเดี๋ยวก็ล้มหรอก คราวที่แล้วล้มร้องไห้จ้า ลืมไปแล้วเหรอ?"
โจวเสี่ยวฮวาพูดไม่ได้ ได้แต่พยักหน้าอย่างว่าง่ายแล้วกลับไปนั่งลง
แก้มแดงระเรื่อของเธอยังคงประดับไปด้วยรอยยิ้มหวาน
แม้แต่ดวงตาของโจวเสี่ยวชวนก็ยังเป็นประกายระยิบระยับขณะมองไปที่ประตู
เจียงโหรวเห็นปฏิกิริยาทั้งหมด
ความอยากรู้อยากเห็นผุดขึ้นในใจ
ใครกันนะที่ทำให้เด็กสองคนนี้ดีใจและรอคอยได้ขนาดนี้?