- หน้าแรก
- ระบบศัลยแพทย์ขั้นเทพ
- บทที่ 90 - บังเอิญพบ
บทที่ 90 - บังเอิญพบ
บทที่ 90 - บังเอิญพบ
บทที่ 90 - บังเอิญพบ
ช่วงวันหยุดหลายวันนี้ หยางผิงทุ่มเทเวลาทั้งหมดไปกับการศึกษาเรื่องกล้องส่องข้อต่อและเวชศาสตร์การกีฬา
ตกดึก เพิ่งจะล้มตัวลงนอน เตรียมจะเอามือถือสอดไว้ใต้หมอน ในกลุ่มวีแชตของหน่วยแพทย์ชนบทหนานเฉียวก็มีข้อความเด้งขึ้นมา
กลุ่มนี้ถูกตั้งขึ้นมาตั้งแต่หลายวันก่อน สำหรับผู้ที่จะร่วมเดินทางไปออกหน่วยแพทย์ชนบทในครั้งนี้ หยางผิงก็ถูกดึงเข้ากลุ่มนี้ด้วย
"ขอเตือนความจำอีกครั้ง : พรุ่งนี้เช้าเวลาแปดโมงตรง รวมพลที่ลานหมายเลขหนึ่งของโรงพยาบาล รถออกตรงเวลา ใครมาสายไม่รอเด็ดขาดนะครับ!"
ข้อความแจ้งเตือนนี้จางหลินเป็นคนส่ง ทีมแพทย์เคลื่อนที่ชุดนี้มีผู้อำนวยการเถียนเป็นหัวหน้าทีม และมอบหมายให้จางหลินกับเสี่ยวอู่รับหน้าที่เป็นผู้ประสานงาน
ลานหมายเลขหนึ่ง ก็คือลานกว้างเล็กๆ ที่อยู่ระหว่างอาคารผู้ป่วยฉุกเฉินกับอาคารผู้ป่วยนอกนั่นแหละ
ทีมแพทย์เคลื่อนที่ชนบทของโรงพยาบาลจะแบ่งออกเป็นหลายผลัด ถือเป็นกิจกรรมการกุศลอย่างหนึ่ง โดยจะลงพื้นที่ไปตรวจรักษาและผ่าตัดฟรีให้กับชาวบ้านที่ยากไร้ในชนบท รวมถึงช่วยยกระดับทักษะทางการแพทย์ให้กับโรงพยาบาลในระดับรากหญ้าด้วย
รอบนี้เป็นคิวของแผนกศัลยกรรมกระดูกและข้อ แผนกสูตินรีเวช แผนกศัลยกรรมระบบทางเดินปัสสาวะ และเจ้าหน้าที่จากห้องผ่าตัดอีกจำนวนหนึ่ง มีซ่งจื่อโม่ ถังเฟย หยางผิง ซูอี๋เซวียน เสี่ยวอู่ จางหลิน ไอ้อ้วนเหลียงที่เป็นวิสัญญีแพทย์ แล้วก็มีพยาบาลจากห้องผ่าตัดอีกคนนึง รวมกับพวกแพทย์ประจำบ้าน แพทย์ฝึกหัดจากแผนกสูตินรีเวชกับศัลยกรรมระบบทางเดินปัสสาวะ นับรวมๆ แล้วก็ปาเข้าไปหลายสิบชีวิตเลยทีเดียว
วันรุ่งขึ้น เวลาเจ็ดโมงสี่สิบห้านาที รถบัสท่องเที่ยวขนาดห้าสิบห้าที่นั่งก็มาจอดรออยู่ที่ลานหมายเลขหนึ่งแล้ว แต่ป่านนี้แปดโมงกว่าแล้ว ก็ยังมีคนมาไม่ครบ
ซูอี๋เซวียนมารอตั้งแต่ไก่โห่ พอเห็นหยางผิงก็โบกมือทักทาย เธอสะพายกระเป๋าเป้กีฬา สวมชุดกีฬาเข้าชุดสีขาวสลับม่วงอ่อน รวบผมเป็นหางม้า หยางผิงนึกย้อนไปถึงตอนที่เจอเธอครั้งแรก เธอก็แต่งตัวแบบนี้นี่แหละ
จางหลินยืนอยู่ตรงประตูรถบัส คอยนับจำนวนคนที่ทยอยกันมา เสี่ยวอู่ถือสมุดจด เลื่อนโทรศัพท์โทรตามจิกทีละคนๆ
บางคนก็หิ้วกระเป๋าพะรุงพะรัง บางคนก็คาบหมั่นโถวไว้ในปาก บางคนก็วิ่งหน้าตั้งมาพลางจัดทรงผมไปพลาง
"เช็คชื่อหน่อย!" ผู้อำนวยการเถียนสั่งจางหลิน
"เริ่มเช็คชื่อแล้วนะครับ! เรียกชื่อใครก็ยกมือขานรับด้วย! เหลียงจิ้ง หม่าเสี่ยวฮวา ซูอี๋เซวียน—— แผนกกระดูก ห้องผ่าตัด ศัลยกรรมระบบทางเดินปัสสาวะ มากันครบแล้ว ทำไมแผนกสูติฯ หายไปเยอะจังวะ เสี่ยวอู่ โทรตามหน่อยดิ๊" จางหลินกวาดตามองรายชื่อ ก็เห็นว่าคนที่ขาดไปมีแต่คนจากแผนกสูตินรีเวชทั้งนั้น
"ก็แก๊งผู้หญิงเวลาจะออกไปไหนมาไหน เคยมีความรวดเร็วซะที่ไหนล่ะ" ไอ้อ้วนเหลียงล้วงบุหรี่ขึ้นมามวนหนึ่ง เตรียมจะจุดสูบ
"ไอ้อ้วน เกรงใจกันหน่อย ตรงนี้ห้ามสูบบุหรี่ อยากสูบก็เดินไปสูบไกลๆ นู่น" จางหลินรีบห้าม
ไอ้อ้วนทำอะไรไม่ได้ ได้แต่เดินเลี่ยงไปทางใต้ลม นั่งยองๆ จุดบุหรี่สูบอัดเข้าปอด เดี๋ยวขึ้นรถบัสแอร์เย็นฉ่ำก็สูบไม่ได้แล้ว ต้องรีบสูบแก้ขัดไปก่อน
เจ้าหน้าที่จากแผนกสูตินรีเวชทยอยกันมาเพิ่มอีกสองสามคน มีคนนึงค้นกระเป๋าไปมา แล้วโวยวายว่าลืมเอาลิปสติกมา จะวิ่งกลับไปเอาลิปสติกอีก
ทำเอาจางหลินโมโหจนควันออกหู "เจ๊ครับ! รีบๆ หน่อยเถอะ นัดกันไว้แปดโมง นี่ปาเข้าไปแปดโมงครึ่งแล้วนะ เดี๋ยวต้องรีบไปกินข้าวเที่ยงที่นู่นอีก"
มีคนมาสายโผล่มาอีกคน สวมรองเท้าส้นสูง วิ่งกระย่องกระแย่งมาแต่ไกล แถมยังลากกระเป๋าเดินทางใบเบ้อเริ่มมาด้วย
"ไปออกค่ายชนบทนะเจ๊! ไปชนบท ไม่ได้ไปเดินห้าง ไม่ได้บอกหรือไงว่าห้ามใส่ส้นสูง ให้ใส่ผ้าใบมา?" จางหลินหมดคำจะพูดแล้วจริงๆ
"ฉันเอาผ้าใบใส่กระเป๋ามาเปลี่ยนแล้วยะ!" สาวสวยคนนี้ไม่ยี่หระ ล้วงกระจกขึ้นมาเติมหน้าอีกนิด แล้วก็เตรียมจะก้าวขึ้นรถ
"กระเป๋าๆ เอามาวางตรงนี้เลย กระเป๋าใบเบ้อเริ่มขนาดนี้ จะเอาขึ้นไปเกะกะบนรถทำไม" ไอ้อ้วนเหลียงสูบบุหรี่เสร็จแล้ว ก็มายืนรอจัดกระเป๋าอยู่ตรงช่องเก็บสัมภาระใต้ท้องรถบัส
สาวสวยส่งกระเป๋าให้ไอ้อ้วนเหลียง แล้วก็เตรียมจะปีนขึ้นรถอีกรอบ
"เดี๋ยวๆ อย่าเพิ่งขึ้น รอเรียกชื่อก่อน แล้วค่อยขึ้นตามคิว ที่นั่งจัดไว้ให้หมดแล้ว ห้ามมั่วนิ่ม" จางหลินรีบขวางไว้
"ก็นั่งตรงไหนก็ได้ไม่ใช่เหรอยะ ทำไมต้องจัดที่ด้วยล่ะ ไม่ได้ขึ้นเครื่องบินซะหน่อย ฉันเมารถ จะขอนั่งริมหน้าต่าง" สาวสวยโวยวาย
"เดี๋ยวค่อยไปขอสลับที่กับคนรู้จักเอาเอง ตอนนี้ต้องฟังคำสั่งไปก่อน เดี๋ยวพอรถวิ่งขึ้นทางด่วน มันต้องรักษาสมดุลน้ำหนักรถด้วย ขืนปล่อยให้คนตัวใหญ่ๆ อย่างไอ้อ้วนไปกองอยู่ฝั่งเดียวกันหมด รถก็เอียงสิ ไม่รู้จักหลักวิทยาศาสตร์เอาซะเลย! ทุกคนจำไว้นะครับ เดี๋ยวผมจะเรียกชื่อ ใครชื่ออะไร นั่งเบอร์ไหน ก็ไปนั่งตามเบอร์นั้น ห้ามสลับที่มั่วซั่ว แสดงความเป็นคนมีระเบียบวินัยกันหน่อย" จางหลินตะโกนจนเสียงแหบเสียงแห้ง
ในที่สุดคนสุดท้ายก็โผล่มา ถือแก้วน้ำเต้าหู้ เดินดูดไปวิ่งไป ทำเอาคนมองใจคอไม่ดี กลัวจะสำลักเอา
"ครบแล้ว ครบสักที! ฟังเรียกชื่อนะ เฉินเสี่ยวเฉียว โจวช่าน-- เบอร์ 3 เบอร์ 4 ขึ้นรถ! -- ซ่งจื่อโม่ ถังเฟย เบอร์ 13 เบอร์ 14 ขึ้นรถ -- หยางผิง ซูอี๋เซวียน เบอร์ 17 เบอร์ 18 ขึ้นรถ ขอย้ำกฎอีกครั้ง ห้ามนั่งมั่วซั่ว ความปลอดภัยต้องมาก่อน ถ้าผมจับได้ว่าใครนั่งผิดที่ จะลากตัวกลับมานั่งที่เดิมให้หมด" จางหลินเริ่มขานชื่อ แล้วจัดแจงให้ทุกคนขึ้นรถ
กว่าจะรวมพลกันจนครบ บนรถ เสี่ยวอู่กับจางหลินก็ช่วยกันนับจำนวนคนอีกรอบ พอเห็นว่าครบถ้วนไม่มีใครตกหล่น รถบัสถึงได้เคลื่อนตัวออกเดินทาง
ซูอี๋เซวียนพกขนมขบเคี้ยวมาเต็มกระเป๋า เธอหยิบออกมาส่วนหนึ่ง ใส่ถุงพลาสติกใบเล็กๆ ไว้ แล้วส่งกระเป๋าเป้ให้หยางผิงเอาไปเก็บไว้บนชั้นวางของเหนือศีรษะ ดูทรงแล้วครึ่งหนึ่งของกระเป๋าคงมีแต่ขนมแหงๆ
เก็บกระเป๋าเสร็จ หยางผิงก็นั่งลง นี่เป็นครั้งแรกที่ได้นั่งใกล้กันขนาดนี้ ทำเอาใจเต้นตึกตักไม่เบาเลยแฮะ
บนตัวเสี่ยวซูมีกลิ่นหอมอ่อนๆ โชยมาเตะจมูก ชื่นใจเป็นที่สุด พอได้มองเธอใกล้ๆ ผิวหน้าของเธอก็ดูเนียนละเอียด ขาวอมชมพู ดูน่าทะนุถนอมจริงๆ
"ถือไว้ให้หน่อยนะ ฉันขอพักสายตาสักแป๊บ" เสี่ยวซูเอนหลังพิงเบาะ หลับตาพริ้ม
"ห้ามแอบกินล่ะ รอฉันตื่นก่อนค่อยแกะกินนะ เมื่อคืนมัวแต่เตรียมบทสอนพยาบาลฝึกหัด เลยต้องนอนดึกน่ะ" เสี่ยวซูหลับตาพูด
หยางผิงรู้สึกสงสารจับใจ "ทำไมไม่บอกผมล่ะ ผมจะได้ช่วยทำสไลด์ให้"
"ช่วงนี้คุณยุ่งนี่นา จางหลินบอกว่าคุณกำลังเตรียมตัวสอบปริญญาเอกอยู่" เสี่ยวซูตอบ
"คุณนอนพักเถอะ เดี๋ยวถึงจุดพักรถแล้วผมจะปลุกนะ" หยางผิงเห็นว่าเธอดูเหนื่อยล้าจริงๆ
ไอ้จางหลินปากหอยปากปูเอ๊ย เรื่องอะไรที่หลุดเข้าหูมันปุ๊บ เป็นอันรู้กันทั่วประเทศปั๊บ
หยางผิงจัดเรียงถุงขนมให้เป็นระเบียบ แล้วประคองไว้ในอ้อมแขน มีทั้งลูกอมรสนม ขนมปังขิง ช็อกโกแลต ฯลฯ ผู้หญิงนี่ชอบกินขนมขบเคี้ยวกันทุกคนเลยหรือไงเนี่ย?
ตัวเขาเองก็เริ่มง่วงแล้วเหมือนกัน อยากจะงีบสักหน่อย แต่ก็กลัวทำถุงขนมร่วง ก็เลยหลับตาได้แค่ครึ่งๆ กลางๆ สลึมสลือไปตลอดทาง
ปกติใช้ชีวิตอยู่แต่ในโรงพยาบาล วนเวียนอยู่แค่ไม่กี่ที่ พอได้ออกมาออกหน่วยที่ชนบทก็เลยรู้สึกตื่นตาตื่นใจ หลายคนบนรถจับกลุ่มคุยกันเสียงดังเจี๊ยวจ๊าว
การเดินทางต้องใช้เวลาถึงสี่ชั่วโมงกว่า ระหว่างทางเลยต้องแวะจุดพักรถ ให้ทุกคนได้เข้าห้องน้ำยืดเส้นยืดสายกันหน่อย
รถบัสวิ่งมาได้ประมาณครึ่งทาง ก็เลี้ยวเข้าจอดที่จุดพักรถ หยางผิงสะกิดเรียกเสี่ยวซู "ลงรถได้แล้วคุณ ถึงจุดพักรถแล้วนะ"
เสี่ยวซูขยี้ตา "ไปกันเถอะ เราลงไปกัน คุณช่วยถือขนมเดินตามฉันมานะ ไม่ปล่อยให้เหนื่อยฟรีหรอกน่า เดี๋ยวแบ่งให้ครึ่งนึงเลย"
ทุกคนทยอยกันลงจากรถอย่างเป็นระเบียบ พวกสาวๆ จากแผนกสูติฯ พอลงจากรถก็ร่าเริงกันใหญ่ บ้างก็ไปแอบเติมหน้าอยู่ข้างๆ รถ บ้างก็จับกลุ่มคุยเล่นหัวเราะคิกคักกัน
"ผู้อำนวยการจู!" พอลงจากรถปุ๊บ ผู้อำนวยการเถียนก็เจอคนรู้จักเข้าให้ ยืนอยู่ข้างๆ รถบัสอีกคันนึง
ผู้อำนวยการจูได้ยินเสียงคนเรียก ก็หันขวับมามอง พอเห็นว่าเป็นใคร ทั้งสองก็จับมือทักทายไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบกันยกใหญ่
"พวกคุณมาเที่ยวกันเหรอครับเนี่ย?" เถียนหยวนมองไปที่รถบัสของอีกฝ่าย มีคนยืนล้อมวงกันอยู่กลุ่มใหญ่ แถมยังมีธงม้วนเก็บไว้อยู่ด้วย เขียนว่าประกันชีวิตอะไรสักอย่างนี่แหละ
"ผู้อำนวยการจู นี่คุณมาทำอะไรเหรอครับ?" เถียนหยวนถามด้วยความสงสัย
ผู้อำนวยการจูหัวเราะร่วน "ผมลาออกจากโรงพยาบาลประชาชนระดับมณฑลมาตั้งนานแล้ว ตอนนี้ทำงานอยู่บริษัทประกันภัยน่ะ เพิ่งจะสอบใบอนุญาตนักคณิตศาสตร์ประกันภัยผ่านด้วยนะ"
"ไม่ธรรมดาเลยนะครับ ผู้อำนวยการจู ส่วนพวกเรากำลังจะไปออกหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ที่ชนบทน่ะครับ" เถียนหยวนตอบ
ฝั่งนู้นมีคนตะโกนเรียกผู้อำนวยการจูให้ขึ้นรถ รถกำลังจะออกแล้ว ผู้อำนวยการเถียนเลยบอกว่า "เชิญคุณตามสบายเลยครับ เชิญครับ!"
รอจนรถบัสของผู้อำนวยการจูแล่นออกไป ผู้อำนวยการเถียนก็หันมาคุยกับจางหลินที่ยืนอยู่ข้างๆ "นั่นคือผู้อำนวยการจูจากโรงพยาบาลประชาชนระดับมณฑลไง คนที่เป็นข่าวเรื่องเหตุการณ์ลำไส้ใหญ่เมื่อสองปีก่อนน่ะ เขาเป็นคนดีมากๆ เลยนะ"
"หมอคนที่โดนนักข่าวเลวๆ นั่นเขียนข่าวปลอมใส่ร้ายป้ายสีน่ะเหรอครับ?" จางหลินถาม
"ใช่แล้วล่ะ อายุยังไม่ถึงสี่สิบเลยด้วยซ้ำ กำลังอยู่ในช่วงรุ่งโรจน์แท้ๆ น่าเสียดายจริงๆ เขาเป็นคนที่ชอบศึกษาหาความรู้ด้านเทคนิคใหม่ๆ แล้วก็ทุ่มเทให้กับการแพทย์มากๆ เมื่อกี้เขาบอกว่าลาออกจากโรงพยาบาลมณฑล ไปทำงานที่บริษัทประกันภัย แล้วก็เพิ่งสอบใบอนุญาตนักคณิตศาสตร์ประกันภัยผ่านด้วยนะ" เถียนหยวนยังคงมองตามท้ายรถบัสของผู้อำนวยการจูไป
"นักคณิตศาสตร์ประกันภัยนี่เก่งสุดๆ ไปเลยนะครับ ได้ยินมาว่าเงินเดือนเป็นล้านเลยนะ สอบยากจะตาย ถือเป็นตำแหน่งระดับท็อปของบริษัทประกันภัยเลย" เสี่ยวอู่พูดแทรกขึ้นมา
"อย่างนั้นเหรอ? ทองคำแท้ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ยังเปล่งประกายอยู่วันยังค่ำแหละนะ คนอย่างผู้อำนวยการจูเนี่ย ขอแค่ไม่ยอมแพ้และปล่อยปละละเลยตัวเอง ต่อให้เปลี่ยนไปเดินเส้นทางอื่น ก็ยังสามารถประสบความสำเร็จได้อยู่ดี" เถียนหยวนทอดถอนใจ
ทุกคนจับกลุ่มกันเป็นกระจุกๆ บ้างก็ไปนั่งพักตามโต๊ะ บ้างก็ไปเข้าห้องน้ำ ดื่มน้ำ เดินเล่นยืดเส้นยืดสาย แวะดูของฝาก ไอ้อ้วนเหลียงลากจางหลินไปสูบบุหรี่ด้วยกัน
เสี่ยวซูไปเข้าห้องน้ำ หยางผิงก็เลยหิ้วถุงขนมไปนั่งรอที่โต๊ะนั่งเล่น รออยู่หลายนาที เสี่ยวซูก็เดินออกมา พอนั่งลงปุ๊บก็สั่ง "ช่วยแกะช็อกโกแลตให้หน่อยสิ แบ่งกันคนละครึ่ง"
หยางผิงฉีกซองช็อกโกแลตออก ข้างในมีช็อกโกแลตชิ้นเล็กๆ ห่อแยกไว้อีกชั้น เสี่ยวซูหยิบเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ อย่างเอร็ดอร่อย ดูท่าทางจะไม่กลัวอ้วนเลยสักนิด
ทริปนี้หยางผิงรู้สึกผ่อนคลายขึ้นเยอะ ได้คุยเล่นกับเสี่ยวซูอย่างถูกคอ เสี่ยวซูเป็นคนที่มีความสนใจหลากหลายมาก เธอเคยลงแข่งว่ายน้ำในกีฬามหาวิทยาลัยแห่งชาติ แถมยังคว้าเหรียญเงินมาครองได้ด้วยนะ
"แล้วคุณล่ะ ชอบกีฬาอะไร?" เสี่ยวซูถาม
"วิ่งครับ!"
คำตอบนี้ไม่มีอะไรให้ติเลยสักนิด เรื่องวิ่งระยะไกลเนี่ย ถึงจะไม่เคยไปแข่งระดับประเทศที่ไหน แต่ในงานกีฬามหาวิทยาลัย เขาก็คือแชมป์ไร้พ่ายเชียวนะ
"ถ้าทางเมืองเขาจัดงานแข่งขันกีฬาสำหรับบุคลากรทางการแพทย์เมื่อไหร่ล่ะก็ คุณลงแข่งวิ่งระยะไกล ส่วนฉันลงแข่งว่ายน้ำ พวกเราสองคนเหมาเรียบทั้งทางบกทางน้ำไปเลยดีมั้ย"
ทั้งสองคนคุยเล่นหัวเราะกันอย่างสนุกสนาน นั่งพักเอาแรงกันอีกสักพัก ก็เตรียมตัวออกเดินทางต่อ
สงสัยจะเหนื่อยกันแล้ว คนคุยกันก็น้อยลง ทุกคนเริ่มง่วงเหงาหาวนอน เอนหลังพิงเบาะหลับกันไปเป็นแถว
เสี่ยวซูเหนื่อยมากจริงๆ เอนหลังพิงเบาะหลับไปอีกรอบ หยางผิงก็ยังคงทำหน้าที่ถือถุงขนมให้เธอต่อไป
รถแล่นไปได้สักพักใหญ่ๆ จู่ๆ ก็ค่อยๆ ชะลอความเร็วลงและจอดนิ่งสนิท ภาพเบื้องหน้าคือขบวนรถติดยาวเหยียดเป็นหางว่าว
"เกิดอะไรขึ้นครับพี่!" เถียนหยวนที่นั่งอยู่เบาะหลังคนขับ พอรถจอดปุ๊บก็สะดุ้งตื่นขึ้นมาถามทันที
"รถติดน่ะสิครับ ปกติถนนเส้นนี้ไม่ค่อยติดหรอกนะ จะมาติดก็ช่วงเทศกาลตรุษจีนกับวันชาติแค่นั้นแหละ" คนขับรถตอบ
โทรศัพท์มือถือสั่นครืดๆ เถียนหยวนล้วงโทรศัพท์ออกมาดู เป็นสายเรียกเข้าจากผู้อำนวยการเหมียว
ครั้งนี้พวกเขาไปออกหน่วยที่อำเภอหนานเฉียว ซึ่งอยู่ติดกับอำเภอสือโป หัวหน้าหานเคยเกริ่นเรื่องนี้กับผู้อำนวยการเหมียวไว้แล้ว ผู้อำนวยการเหมียวก็เลยกระตือรือร้นสุดๆ ยืนกรานว่าจะต้องเจียดเวลามาหาพวกเขาที่หนานเฉียวให้ได้ บอกว่าพวกเขายังไม่คุ้นเคยกับพื้นที่ เดี๋ยวเขาจะมาช่วยดูแลเรื่องที่พักที่กินให้เอง
"ศาสตราจารย์เถียนครับ! ตอนนี้พวกคุณติดแหงกอยู่บนถนนหรือเปล่าครับ?" น้ำเสียงของผู้อำนวยการเหมียวดูร้อนรนมาก
"คุณรู้ได้ยังไงครับ? พวกเราเพิ่งจะมาติดอยู่ตรงนี้เอง" ผู้อำนวยการเถียนตอบ
"แย่แล้วสิครับ!"
"เกิดอะไรขึ้นครับ?"
ผู้อำนวยการเหมียวเล่าด้วยความร้อนใจ "เกิดอุบัติเหตุรถชนกันข้างหน้าพวกคุณน่ะครับ รถบรรทุกท่อนไม้ชนท้ายรถคันหน้า มีคนเจ็บถูกท่อนไม้เสียบทะลุช่องอกและหน้าท้อง กำลังจะส่งตัวมาที่โรงพยาบาลพวกเราครับ รถพยาบาลกำลังวิ่งไปรับแล้ว จะให้ส่งตัวไปโรงพยาบาลอื่นก็คงไม่ทันการณ์ แต่ทางเราก็ยังขาดประสบการณ์รับมือกับเคสแบบนี้ เลยอยากจะขอให้พวกคุณมาช่วยเป็นกำลังเสริมให้หน่อยน่ะครับ"
"บาดแผลทะลุช่องอกและหน้าท้องเหรอครับ? แต่ตอนนี้พวกเราติดอยู่บนถนน ขยับไปไหนไม่ได้เลยครับ" ผู้อำนวยการเถียนชะโงกหน้ามองไปข้างหน้า ดูทรงแล้วคงอีกนานกว่าจะเคลียร์เส้นทางได้
บาดแผลทะลุช่องอกและหน้าท้อง แถมยังเป็นท่อนไม้อีกต่างหาก นี่มันเคสกู้ชีพฉุกเฉินระดับวิกฤตเลยนะ การผ่าตัดไม่เพียงแต่จะซับซ้อนมากเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญไปคอยควบคุมการปฐมพยาบาลเบื้องต้นที่จุดเกิดเหตุด้วย ไม่อย่างนั้นคนเจ็บคงทนพิษบาดแผลไม่ไหว สิ้นใจก่อนจะถึงโรงพยาบาลแน่ๆ
เรื่องไปเป็นกำลังเสริมช่วยผ่าตัดน่ะไม่มีปัญหาหรอก แต่ปัญหามันติดอยู่ตรงที่ว่า รถติดแหงกอยู่แบบนี้ จะดั้นด้นไปถึงโรงพยาบาลได้ยังไงล่ะ?
(จบแล้ว)