- หน้าแรก
- ระบบศัลยแพทย์ขั้นเทพ
- บทที่ 86 - ก้าวเข้าสู่เวชศาสตร์การกีฬา
บทที่ 86 - ก้าวเข้าสู่เวชศาสตร์การกีฬา
บทที่ 86 - ก้าวเข้าสู่เวชศาสตร์การกีฬา
บทที่ 86 - ก้าวเข้าสู่เวชศาสตร์การกีฬา
หลังจากหลี่จิ้งซูจากไป หยางผิงก็หยิบนามบัตรขึ้นมาดู แล้วเก็บใส่กระเป๋า
เธอช่วยได้มากจริงๆ แม้จะไม่ได้ช่วยเขาโดยตรง แต่ก็ถือว่าช่วยแผนก ช่วยโรงพยาบาลไว้
หยางผิงนั่งอยู่ในห้องรับรองครู่หนึ่ง จนกระทั่งเสี่ยวอู่โทรมาบอกว่าคนไข้ดมยาสลบเรียบร้อยแล้ว เขาจึงลงไปที่ห้องผ่าตัด
ตอนเดินเข้าห้องผ่าตัด ก็เห็นผู้อำนวยการโอวหยาง หัวหน้ากัว และหมอเหลยเดินจ้ำอ้าวออกจากห้องผ่าตัดไปด้วยท่าทีเร่งรีบ
คงเป็นหลี่จิ้งซูที่แจ้งเรื่องนี้ให้ทางโรงพยาบาลทราบ ฝ่ายการแพทย์เลยเรียกพวกเขาไปสอบถามสถานการณ์
ทางโรงพยาบาลคงมีวิธีจัดการเรื่องพวกนี้เอง เขาแค่ตั้งใจทำหน้าที่ผ่าตัดของตัวเองให้ดีก็พอ หยางผิงคลายความกังวลลง ความสามารถของแต่ละคนมีจำกัด ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดก็พอแล้ว
พอไปถึงห้องผ่าตัด คนไข้ก็ดมยาสลบเสร็จแล้ว ให้ซ่งจื่อโม่พาเสี่ยวอู่กับจางหลินทำก็พอ หยางผิงไม่คิดจะขึ้นเตียงผ่าตัด จึงนั่งพักอยู่ข้างๆ
ผู้อำนวยการถานพาหมอจงเดินเตร่ไปมาในห้องผ่าตัด เดินเข้ามาบอกว่าถ้ามีอะไรให้ช่วยก็เรียกได้ตลอด
ทางฝั่งผู้อำนวยการป๋ายมีผ่าตัดเบ้าข้อต่อสะโพกเคสหนึ่ง กำลังเจอปัญหา เลยให้แพทย์ประจำบ้านมาเชิญผู้อำนวยการถานไปช่วยชี้แนะ ผู้อำนวยการถานก็ตอบตกลงทันทีโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง ในฐานะที่เป็นหัวหน้าแผนก ถ้าคนอื่นผ่าตัดเจอปัญหาหรือรับมือไม่ไหว การขึ้นไปช่วยกู้สถานการณ์ก็เป็นเรื่องที่สมควรทำอยู่แล้ว
พอผู้อำนวยการถานไปถึงห้องผ่าตัดของผู้อำนวยการป๋าย ผู้อำนวยการป๋ายก็พูดขึ้น "ผู้อำนวยการถานครับ เคสเบ้าข้อต่อสะโพกนี่ค่อนข้างยุ่งยากหน่อย เด็กหนุ่มอายุเพิ่งสิบหก กระดูกสมานตัวเร็วมาก มีแต่เนื้อเยื่อกระดูกอ่อนเต็มไปหมด ถ้าต้องสกัดออก การจะจัดกระดูกให้เข้าที่แบบสมบูรณ์คงยากน่าดูเลยครับ"
ถ้าจัดกระดูกให้เข้าที่แบบสมบูรณ์ไม่ได้ ก็หมายความว่าในอนาคตจะหลงเหลือภาวะข้ออักเสบจากบาดแผล ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรยอมรับได้สำหรับการผ่าตัดกระดูกข้อต่อหัก
"เดี๋ยวผมไปล้างมือก่อนนะ ขอขึ้นเตียงไปดูหน่อย" ผู้อำนวยการถานกระตือรือร้นมาก
แม้ว่าอีกหนึ่งเดือนถึงจะได้รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ แต่ตอนนี้ก็เริ่มทำงานอย่างเป็นทางการแล้ว จะให้ปฏิเสธได้ยังไง
ผู้อำนวยการถานล้างมือ สวมชุดผ่าตัด แล้วไปยืนบนเตียง "ผมขอดูหน่อย"
ผู้อำนวยการป๋ายหลีกทางให้ในตำแหน่งศัลยแพทย์ผู้ลงมีด ผู้อำนวยการถานล้วงมือเข้าไปคลำดูด้านใน
จริงด้วย มีเนื้อเยื่อกระดูกอ่อนสร้างขึ้นมาเยอะมาก จนแยกไม่ออกเลยว่ารอยแตกของกระดูกเดิมอยู่ตรงไหน การจะต่อกระดูกกลับให้เหมือนเดิมนั้น ยากมาก!
"อ้อ กระดูกหักแบบเก่าเหรอ หักมาได้กี่วันแล้ว?"
"สี่สัปดาห์ครับ!" หมอเจ้าของไข้ร่างท้วมลูกน้องของผู้อำนวยการป๋ายตอบ
ถ้าประกอบกระดูกได้ไม่ดี จนเกิดภาวะข้ออักเสบจากบาดแผล ในอนาคตเด็กหนุ่มคนนี้ก็จะค่อยๆ มีอาการปวดข้อสะโพก และอาจจะต้องทนทุกข์ทรมานกับความเจ็บปวดไปตลอดชีวิต หมอส่วนใหญ่ก็อยากจะผ่าตัดให้ออกมาสมบูรณ์แบบทั้งนั้นแหละ แต่น้อยคนนักที่จะทำได้
"สิ่วตัดกระดูก!" ถานป๋ออวิ๋นบอก
เขารับสิ่วตัดกระดูกมา แล้วเริ่มค่อยๆ สกัดออกทีละนิดๆ สกัดไปนิดนึง ก็ใช้คีมหนีบหลอดเลือดแตะๆ กดๆ ดูที่เนื้อเยื่อกระดูกอ่อน เนื้อเยื่อกระดูกอ่อนกับกระดูกเดิมนั้นไม่เหมือนกัน ต้องแยกแยะให้ดี อย่างเช่นการใช้คีมหนีบหลอดเลือดสัมผัสดูเพื่อประเมินความอ่อนแข็ง
สกัดออกนิดนึง แยกแยะ แล้วก็สกัดออกอีกนิดนึง แล้วก็แยกแยะอีก
ทำซ้ำไปซ้ำมาแบบนี้ ชิ้นกระดูกก็ถูกสกัดออกมาทีละชิ้นๆ จากนั้นก็ตกแต่งอีกนิดหน่อย ขูดเอาเนื้อเยื่อกระดูกอ่อนที่เหลืออยู่ออก โครงร่างของกระดูกเดิมก็เผยให้เห็น
ชิ้นกระดูกหลายชิ้นถูกจับไปวางคืนที่เดิม ประกอบเข้าด้วยกัน ปรากฏว่ามันสบเข้ากันได้อย่างสมบูรณ์แบบ เหมือนกับรอยกระดูกหักใหม่ๆ รอยต่อแนบสนิทไร้ช่องโหว่ ไม่มีรอยนูนหรือช่องว่างให้เห็นเลย
"คุณทำต่อเถอะ ถ้ามีปัญหาอะไรก็เรียกผมได้ตลอดนะ" ผู้อำนวยการถานไม่คิดจะทำต่อ ขั้นตอนสำคัญเสร็จไปแล้ว ที่เหลือก็ไม่จำเป็นต้องขี่ช้างจับตั๊กแตน
เขาไม่จำเป็นต้องขอความเห็นจากผู้อำนวยการป๋ายเลย ถอดชุดผ่าตัดและถุงมือโยนทิ้งลงถังขยะ แล้วเตือนว่า "ไม่ต้องแต่งกระดูกเพิ่มแล้วนะ ถ้าแต่งมากไปเดี๋ยวจะเกิดช่องว่าง ผมจัดให้เข้าที่แล้ว คุณแค่ยึดตรึงเข้าไปก็พอ"
พูดจบก็เดินออกไป แวะไปดูที่ห้องผ่าตัดของผู้อำนวยการโอวหยางกับผู้อำนวยการติงต่อ
"ถานป๋ออวิ๋นเก่งสมคำร่ำลือจริงๆ!" หมอร่างท้วมเอ่ยปากชม
ผู้อำนวยการป๋ายถลึงตาใส่เขา
หมอร่างท้วมหัวเราะแหะๆ "แต่ยังไงก็สู้ผู้อำนวยการไม่ได้หรอกครับ"
หยางผิงบอกซ่งจื่อโม่ว่าถ้ามีปัญหาอะไรก็เรียกนะ เขาจะไปรอที่ห้องพัก
พอถึงห้องพัก เขาก็เอนตัวลงนอนบนม้านั่งยาว เข้าสู่ระบบ หน้าการฝึกอบรมผ่าตัดเวชศาสตร์การกีฬากำลังทอแสงสีทองเรืองรอง ในที่สุดก็ปลดล็อกแล้ว
การผ่าตัดทางเวชศาสตร์การกีฬาส่วนใหญ่มักจะใช้กล้องส่องข้อต่อทำ อย่างเช่น การเย็บหมอนรองกระดูกข้อเข่า การสร้างเอ็นไขว้หน้าข้อเข่าใหม่ ล้วนใช้กล้องส่องข้อต่อทั้งสิ้น
กล้องส่องข้อต่อเป็นกล้องส่องภายในประเภทหนึ่ง ถือเป็นการผ่าตัดแผลเล็ก ไม่ต้องเปิดแผลใหญ่ เจาะรูขนาดเท่าตะเกียบแค่ไม่กี่รูก็ผ่าตัดได้แล้ว เมื่อเทียบกับการผ่าตัดแบบเปิด การผ่าตัดด้วยกล้องส่องข้อต่อแบบนี้มีความยากในการเรียนรู้มากกว่า ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้นานกว่า
เมื่อก่อนเขาได้แต่เป็นผู้ช่วย คอยช่วยจับกล้อง มองคนอื่นทำผ่าตัดด้วยกล้องส่องข้อต่อ ก็อยากจะลองทำบ้าง แต่ก็ไม่เคยได้รับโอกาสเลย แม้แต่โอกาสที่จะได้ลองใช้กล้องส่องข้อต่อตรวจแบบง่ายๆ ก็ยังไม่มี
ตอนนี้สามารถเรียนรู้การผ่าตัดด้วยกล้องส่องข้อต่อในพื้นที่ระบบได้แล้ว ลองนึกดูสิว่าจะตื่นเต้นขนาดไหน
เหมือนเด็กที่เฝ้ารออยากได้ของเล่นชิ้นโปรด เฝ้าคิดถึงอยู่ทุกวันคืน แล้ววันหนึ่งก็สมหวังดั่งใจ
คะแนนสะสมจากภารกิจมีอยู่สามหมื่นคะแนน บวกกับคะแนนที่ได้จากงานประจำวันอีกหลายพันคะแนน รวมๆ แล้วก็มีสามหมื่นกว่าคะแนน ตอนนี้ถือว่าเหลือเฟือเลยล่ะ
หยางผิงไล่ดูรายการฝึกอบรมการผ่าตัดไปทีละรายการ แล้วเลือกแพ็กเกจฝึกอบรมพื้นฐานกล้องส่องข้อต่อระยะเวลาสามเดือน ใช้หกพันคะแนน ถือว่าไม่แพง แต่ก็ไม่ถูก
เข้าสู่พื้นที่ระบบ หยางผิงก็เริ่มฝึกใช้กล้องส่องข้อต่อ
การควบคุมกล้องส่องข้อต่อนั้น มือกับตาต้องทำงานแยกกัน ภาษาในวงการเรียกว่า เทคนิคสามเหลี่ยม
ปกติเวลาเราทำงาน มือกับตาจะประสานกัน สายตามองตรงไปที่เป้าหมาย รับข้อมูล ส่งไปยังสมอง แล้วสมองก็สั่งการให้มือจัดการกับเป้าหมาย
เส้นทางนี้คือวงจรทางสรีรวิทยาของมนุษย์ : เป้าหมาย - ตา - สมอง - มือ - เป้าหมาย จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดตรงกัน ตรงไปตรงมา
แต่สำหรับกล้องส่องข้อต่อ เส้นทางนี้จะแตกต่างออกไป ตาต้องมองไปที่จอภาพ ภาพจากจอจะถูกส่งไปยังสมอง สมองรับข้อมูลจากภาพ แล้วสั่งการให้มือจัดการกับเป้าหมาย
จอภาพ - ตา - สมอง - มือ - เป้าหมาย จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดไม่ตรงกัน ไม่สอดคล้องกับวงจรทางสรีรวิทยาของมนุษย์ ร่างกายจึงไม่สามารถปรับตัวได้ ต้องอาศัยการเรียนรู้ฝึกฝนเท่านั้น
สิ่งนี้ต้องอาศัยการฝึกฝนซ้ำแล้วซ้ำเล่าอย่างหนักหน่วง ถึงจะควบคุมได้อย่างคล่องแคล่ว
มือสองข้าง ข้างหนึ่งจับกล้อง อีกข้างจับเครื่องมือ สอดเข้าไปในข้อต่อผ่านรูเล็กๆ สองรู กล้องทำหน้าที่บันทึกภาพในข้อต่อ ส่งภาพไปยังหน้าจอแบบเรียลไทม์ ส่วนเครื่องมือก็ทำหน้าที่ผ่าตัดจัดการกับเป้าหมาย
เลนส์กล้องมีขอบเขตการมองเห็น สิ่งที่อยู่ในขอบเขตก็จะมองเห็น ส่วนสิ่งที่อยู่นอกขอบเขตก็มองไม่เห็น อันดับแรกต้องนำเครื่องมือเข้าไปให้อยู่ในขอบเขตการมองเห็นเสียก่อน เมื่อเข้าไปอยู่ในขอบเขตแล้ว กล้องถึงจะจับภาพได้ ปรากฏขึ้นบนหน้าจอ ถึงจะสามารถดำเนินการในขั้นตอนต่อไปได้
ดูเหมือนง่าย แต่ทำจริงๆ ยากมาก มือใหม่ที่เพิ่งหัดใช้กล้องส่องข้อต่อหลายคน กว่าจะนำเครื่องมือเข้าไปในระยะสายตาได้ ก็ต้องใช้เวลาฝึกอยู่นาน พอขยับออกไปแล้วจะใส่กลับเข้ามาใหม่ ก็ต้องเสียเวลาปรับหาตำแหน่งกันอีกพักใหญ่
เนื่องจากกล้องและเครื่องมืออยู่ในโพรงข้อต่อ สิ่งที่เห็นบนหน้าจอคือภาพที่กล้องถ่ายไว้ ไม่สามารถมองเห็นตัวกล้องได้ การจะนำเครื่องมือเข้าไปให้อยู่ในระยะสายตาของกล้อง จึงเป็นการคลำหาแบบตาบอด ต้องอาศัยความรู้สึกด้านพื้นที่ล้วนๆ
ฝึกกับข้อเข่าก่อน แล้วค่อยฝึกกับข้อไหล่ ถ้าฝึกสองอย่างนี้จนชำนาญ ข้อต่อส่วนอื่นๆ ก็ง่ายแล้ว
แม้การฝึกในระบบจะไม่กินเวลาในโลกแห่งความเป็นจริง และไม่สูญเสียพละกำลัง แต่ความรู้สึกนึกคิดถึงการไหลเวียนของเวลานั้นตรงกับความเป็นจริงทุกประการ
การต้องฝึกฝนอย่างต่อเนื่องยาวนานถึงสามเดือน ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะทนได้
แต่หยางผิงเกิดมาพร้อมกับความอดทนอันล้ำเลิศ เขาสามารถผ่าตัดในพื้นที่ระบบได้อย่างต่อเนื่องไม่หยุดหย่อน ฝึกฝนซ้ำไปซ้ำมา จนกว่าจะเชี่ยวชาญอย่างหาตัวจับยาก
ช่วงบ่าย หลังจากทุกคนทำผ่าตัดเสร็จแล้ว
จางหลินกับไอ้อ้วนเหลียงแอบไปสูบบุหรี่ในห้องน้ำ ก็ถูกซ่งจื่อโม่จับได้
"พวกนายนี่นะ มีห้องสูบบุหรี่ก็ไม่ไป ดันแอบมาสูบในห้องน้ำเนี่ยนะ?" ซ่งจื่อโม่ตำหนิ
"ห้องสูบบุหรี่เหรอ? แค่เห็นป้ายหน้าห้องก็หมดอารมณ์แล้ว เรื่องสูบบุหรี่น่ะ ถ้าสูบแบบจริงจังเปิดเผยมันก็ไม่สนุกสิ แอบสูบในห้องน้ำแบบนี้แหละ ถึงจะได้ฟีล นี่มันคือวัฒนธรรมการสูบบุหรี่ พวกนายไม่เข้าใจหรอก" ไอ้อ้วนเหลียงเถียงฉอดๆ แถมยังยกเอาวัฒนธรรมการสูบบุหรี่มาอ้างอีก
"ดูข้อความยัง?" จางหลินขยี้บุหรี่ทิ้ง
ในกลุ่มส่งข้อความมาบอกว่า แผนกศัลยกรรมกระดูกและข้อมีประชุม ที่ห้องสังเกตการณ์ ห้ามใครขาดประชุมเด็ดขาด
"เรื่องใหญ่! ต้องมีเรื่องใหญ่แน่ๆ! คำว่าห้ามขาดประชุมเด็ดขาดเนี่ย ปกติไม่ค่อยมีใครใช้หรอก ถ้าใช้แสดงว่าต้องมีเรื่องสำคัญประกาศแน่ๆ" จางหลินพูด
(จบแล้ว)