เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

269-270

269-270

269-270


บทที่ 269: รอความตาย? ใครเป็นคนพูด?

สายตาทุกคู่ในมิติปิดของนิกายจ้องมองไปยังรอยแยกมรณะบนท้องฟ้าด้วยความหวาดหวั่น

ที่นี่คือพื้นที่ชั้นในสุดของนิกายหมู่ดาวทะเล การที่เทียนอู๋ฉางบุกมาถึงตรงนี้ได้ แปลว่าด่านป้องกันภายนอกพังพินาศไปหมดแล้ว และศิษย์นิกายนับไม่ถ้วนคงสังเวยชีวิตไปแล้ว

เงาร่างหนึ่งพุ่งออกมาจากรอยแยกสีดำ นั่นคือ เทียนอู๋ฉาง!

เขายืนเปลือยท่อนบน ผมเผ้ายุ่งเหยิงปลิวไสว ที่เอวมีงูเหลือมยักษ์เกล็ดดำพันรอบ ลำตัวงูเลื้อยอ้อมหลังมาปรากฏตัวที่ไหล่ซ้าย ส่งเสียงขู่ฟ่อๆ พร้อมแลบลิ้นสองแฉกน่าขนลุก

บนผิวหนังท่อนบนของเทียนอู๋ฉางปรากฏลวดลายอักขระสีดำโบราณ เต้นตุบๆ ราวกับมีชีวิต ทำให้รูปลักษณ์ของเขาดูวิปริตและน่าเกรงขามยิ่งขึ้น

เขามองข้ามทุกสิ่ง ล็อกเป้าไปที่อันฮ่าวทันที

อันฮ่าวขมวดคิ้วแน่น รู้สึกเหมือนถูกงูพิษจ้องมอง

มุมปากของเทียนอู๋ฉางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันและจองหอง

"รีบๆ ตั้งค่ายกลซะสิ ข้าอยากจะเห็นนักว่าธงดาราผสานสมุทรในยุคนี้ จะสิ้นฤทธิ์เหมือนในอดีตหรือเปล่า"

สิ้นเสียงคำราม เทียนอู๋ฉางก็สะบัดฝ่ามือ พายุหมุนรุนแรงก่อตัวขึ้น กวาดทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้าไปไกลนับพันลี้

เกาะลอยฟ้าต่างๆ เปิดม่านพลังป้องกันแสงสีวูบวาบ แต่ถึงกระนั้น เกาะทั้งหลายก็ยังสั่นสะเทือนราวกับจะร่วงหล่นลงมา

ต้ามิงเทียนยืนตระหง่านอยู่ริมหน้าผา มือข้างเดียวถือธงยักษ์ต้านลมพายุ

เขาแค่นเสียง "ฮึ่ม!" แล้วสะบัดธงขึ้นฟ้า ธงสีดำขยายใหญ่ขึ้นจนสูงเสียดฟ้าถึงหมื่นจั้ง บดบังแสงอาทิตย์จนเกาะลอยฟ้าตกอยู่ในเงาแห่งความมืดมิด

ไม่เพียงเท่านั้น ธงเล็กๆ บนมงกุฎของเขาต่างพากันบินว่อนออกมา รวมตัวกันบนท้องฟ้า กลายเป็นธงยักษ์หมื่นจั้งเรียงรายกันถึงสิบสองผืน!

สิบสองธงดาราผสานสมุทร!

"สิบสองธง... นับว่ามีฝีมือ แต่แค่นี้ยังไม่พอหรอก!"

เทียนอู๋ฉางหัวเราะร่า เขาโบกมืออีกครั้ง คราวนี้ลมพายุสีเลือดทะลักออกมาจากรอยแยกดำด้านหลังราวกับเขื่อนแตก ถาโถมเข้าใส่ธงยักษ์ทั้งสิบสองผืน

ธงยักษ์สั่นไหว ดวงดาวบนผืนธงส่องแสงเจิดจ้า มหาสมุทรเบื้องล่างม้วนตัวขึ้นก่อรูปร่างเป็นมือยักษ์ที่ทำจากน้ำทะเล คว้าจับไปที่ร่างของเทียนอู๋ฉาง

เทียนอู๋ฉางก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างไร้ความกลัว เท้าขวากระทืบลงบนอากาศ

ตูม!

มือยักษ์แห่งมหาสมุทรแตกกระจุยเป็นเม็ดฝนตกลงสู่ทะเล!

ต้ามิงเทียนขมวดคิ้ว แววตาฉายแวววิตกกังวล

"เทพเซียนเหินเวหา ขั้น 8... ระดับพลังเจ้าสูงส่งก็จริง แต่ดูเหมือนเจ้าจะมัวแต่มุ่งมั่นเลื่อนขั้นตบะจนลืมฝึกพื้นฐานสินะ พลังเวทของเจ้ามันช่าง เปราะบาง เหลือเกิน!"

เสียงหัวเราะเยาะของเทียนอู๋ฉางดังก้องฟ้า ทำเอาศิษย์นิกายหมู่ดาวทะเลหน้าถอดสี

นี่ราชาผีมันเก่งกว่าท่านประมุขของเราอีกเหรอเนี่ย?

"หุบปาก! ชนะข้าให้ได้ก่อนเถอะค่อยพล่าม!"

ต้ามิงเทียนตะโกนลั่น เขากระโจนขึ้นสู่ท้องฟ้า กางแขนออกร่ายมหาเวท ธงยักษ์ทั้งสิบสองโบกสะบัด อุกกาบาตลูกไฟนับหมื่นลูกพุ่งออกมาจากผืนธง ร่วงหล่นลงมาถล่มเทียนอู๋ฉางราวกับฝนดาวตก

ท้องฟ้ามืดมิดลงทันตา เห็นเพียงแสงไฟจากอุกกาบาตที่แดงฉานไปทั่วฟ้า

เทียนอู๋ฉางเดินดุ่มๆ เข้าไปหาดงระเบิด อุกกาบาตที่พุ่งชนร่างเขาต่างแตกละเอียดด้วยแรงอัดกระแทกจากพลังกายเพียวๆ ของเขา

ยิ่งเดิน พลังของเขาก็ยิ่งทวีความรุนแรง คลื่นพลังที่มองไม่เห็นหมุนวนรอบตัวเขา

เขาส่งกระแสจิตเย้ยหยันไปหาอันฮ่าวโดยตรง

"กายาสมบัติเลี่ยหยวน เตรียมตัวให้ข้าเคี้ยวเล่นหรือยัง? ดิ้นรนให้เต็มที่ล่ะ ยิ่งเจ้าแข็งขืน ข้ายิ่งชอบ... เพราะมันจะทำให้ข้าเพลิดเพลิน และเจ้าจะได้ทรมาน้อยลงไง"

อันฮ่าวกำหมัดแน่นจนเล็บจิกเข้าเนื้อ

เขาไม่กลัวเทียนอู๋ฉาง แต่เขารู้ตัวดีว่าสู้ไม่ได้

สิ่งที่เขากลัวที่สุดคือการที่นิกายต้องมาพินาศเพราะเขา

ตั้งแต่เริ่มฝึกตน เขามักจะต้องพึ่งพาคนอื่นเสมอ สมัยอยู่สำนักไท่เสวียนก็ทีหนึ่ง มาอยู่ที่นี่ก็อีกทีหนึ่ง

ความเจ็บใจมันจุกอก!

ทำไมสวรรค์ไม่ให้เวลาข้าบ้าง!

ขอแค่พันปี... ไม่สิ แค่ห้าร้อยปี ข้าจะบรรลุเซียนให้ดู ถึงตอนนั้นข้าจะไม่ยอมให้ใครมาปกป้องอีก!

การมีพรสวรรค์เป็นเลิศแต่ต้องหลบอยู่หลังชาวบ้าน มันคือตลกร้ายที่ขมขื่นที่สุดสำหรับเขา

บึ้ม—!!!

คลื่นกระแทกซัดเข้าใส่หน้าอันฮ่าว แสงจากการปะทะสว่างวาบจนตาพร่า ต้ามิงเทียนกับเทียนอู๋ฉางเข้าปะทะกันอย่างดุเดือด

เทียนอู๋ฉางไม่ใช้อาวุธวิเศษใดๆ ใช้เพียงหมัดลุ่นๆ และร่างกายที่แข็งแกร่งดุจเหล็กไหลต้านทานสมบัติวิถีเซียน

ชือจิ่วเซียวหันมาตะคอก "อันฮ่าว! กลับเข้าไป! อย่าออกมา!"

อันฮ่าวกัดฟันแน่น ไม่ยอมหันหลังกลับ

ชือเป่ยเอ่ยเสียงขรึม "ศัตรูบุกมาถึงหน้าบ้าน หลบไปก็ไร้ค่า สู้ดูการต่อสู้นี้ให้เต็มตาดีกว่า"

เขาชำเลืองมองอันฮ่าว

"อันฮ่าว จงจำความแข็งแกร่งของกายาสมบัติโบราณนี้ไว้... วันนี้แม้อาจจะมีศิษย์มากมายต้องตายเพราะเจ้า แต่พวกเราไม่เสียใจ เราจะรอวันที่เจ้าผงาดขึ้นมา... นิกายหมู่ดาวทะเลพร้อมจะเป็นบันไดให้เจ้าเหยียบขึ้นไปสู่จุดสูงสุด"

คำพูดนั้นยิ่งทำให้อันฮ่าวรู้สึกผิดจนแทบกระอักเลือด

เขาอยากตอบแทนบุญคุณนิกาย แต่กลัวว่าจะไม่มีโอกาสนั้น

วินาทีนี้ ใบหน้าของอาจารย์แวบเข้ามาในหัว

คนเดียวที่จะหยุดปีศาจตนนี้ได้... คือท่านอาจารย์

อาจารย์ผู้เคยถล่มแดนวิญญาณเจ็ดดารา ย่อมต้องต้านทานเทียนอู๋ฉางได้แน่

แต่เขาไม่มีหน้าจะไปเรียกอาจารย์มาช่วย... อาจารย์รักความสงบจะตายไป และเขาก็รบกวนอาจารย์มามากเกินพอแล้ว...

อันฮ่าวจ้องมองเทียนอู๋ฉางตาไม่กระพริบ เปลวเพลิงลุกโชนขึ้นทั่วร่าง เส้นผมกลายเป็นเปลวไฟ เขาระเบิดพลังเฮือกสุดท้าย เตรียมพร้อมจะสู้ตาย!

...

อีกด้านหนึ่ง ณ มิติปิดอีกแห่งของนิกาย

หลี่หยา ในชุดดำยืนอยู่ริมหน้าผา มองดูแสงสีตระการตาบนท้องฟ้าด้วยสีหน้าเคร่งเครียด

"อันฮ่าว..."

ข่าวเรื่องเทียนอู๋ฉางจะมาล่ากายาสมบัติแพร่สะพัดไปทั่ว เขาเดาได้ทันทีว่าเป้าหมายคืออันฮ่าว

แม้เขาจะแพ้อันฮ่าวมาตลอด แต่เขาไม่อยากให้เพื่อนรักต้องตาย

อัจฉริยะอย่างอันฮ่าว ถ้าต้องมาจบชีวิตก่อนวัยอันควร มันน่าเสียดายเกินไป... อย่างน้อยเขาก็คิดแบบนั้น

เขาแพ้ได้ แต่เขาขาดเป้าหมายให้ไล่ตามไม่ได้!

เสวียนเทียนอี้ ปรากฏตัวขึ้นข้างๆ "เจ้าอย่าคิดจะไปช่วยเชียวนะ เมืองเสินอี้ของเจ้ายังไม่สมบูรณ์ ขืนออกไปก็เป็นเหยื่อให้มันอีกคน"

หลี่หยาถามเสียงเครียด "ท่านอาวุโส... ภัยพิบัติจากภูตผีพวกนี้จะจบลงยังไง? มันเลวร้ายกว่าตอนปีศาจบุกทวีปเราซะอีก ราชาผีตนเดียวก็ถล่มนิกายใหญ่ได้แล้ว..."

เสวียนเทียนอี้เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบ "เดี๋ยวก็มีผู้ยิ่งใหญ่ออกมาจัดการเอง ไม่ใช่เรื่องที่เจ้ากับข้าต้องกังวล"

"ผู้ยิ่งใหญ่..." หลี่หยาพึมพำ แววตาไหววูบ

...

ตูม! ตูม! ตูม!

ทะเลคลั่ง ท้องฟ้าวิปริต เกาะลอยฟ้าแหลกเป็นจุลไปทีละเกาะ

ผู้ฝึกตนจากทั่วสารทิศแห่กันมาช่วยหนุนเสริมต้ามิงเทียน แต่สถานการณ์กลับย่ำแย่ลงเรื่อยๆ

ต้ามิงเทียนเลือดท่วมตัว สองมือที่กำธงสั่นระริก ปากแผลที่มือฉีกขาดจนเลือดสาด

เทียนอู๋ฉางยิ่งสู้ยิ่งบ้าคลั่ง สายฟ้าจากสิบสองธงฟาดใส่ร่างเขา แต่เขากลับหัวเราะชอบใจ

"ฮ่าฮ่าฮ่า! สะใจ! สะใจโว้ย!"

ความเจ็บปวดกระตุ้นให้เขายิ่งแข็งแกร่งขึ้น นัยน์ตาของเขาแทบจะกลายเป็นสีเลือดล้วนๆ

เขาส่งสายตาอำมหิตไปหาอันฮ่าว "โกรธแค้นสิ! สิ้นหวังให้มากล่ะ! เจ้าทำได้แค่มองดูข้าฉีกกระชากพวกมันทีละคนๆ เท่านั้นแหละ!"

เสียงหัวเราะของเขาดังก้องโลก เย้ยหยันทุกสรรพสิ่ง

อันฮ่าวสติขาดผึง เตรียมพุ่งออกไป แต่ถูกคนรอบข้างรุมจับไว้

"เจ้าออกไปก็เกะกะท่านประมุข!" ชือจิ่วเซียวเอาหอกกั้นไว้

"แต่..."

"ไม่มีแต่! ถ้าจะตาย ให้พวกข้าตายก่อน!" ผู้อาวุโสคนหนึ่งตะคอก

อันฮ่าวน้ำตาตกใน ความไร้พลังของตัวเองมันน่าสมเพชสิ้นดี

"หรือว่า... ต้องรอความตายจริงๆ..." อันฮ่าวพึมพำด้วยความสิ้นหวัง ไฟในใจและไฟที่ร่างเริ่มมอดลง

"รอความตาย? ใครเป็นคนพูด?"

เสียงทุ้มลึกดังขึ้นข้างหูอันฮ่าว น้ำเสียงนั้นฟังดูรำคาญใจเล็กน้อย

ยังไม่ทันที่อันฮ่าวจะตอบสนอง คนรอบข้างต่างหันขวับไปด้วยความตกใจ

ชือจิ่วเซียวเบิกตากว้าง ร้องลั่นด้วยความดีใจ "ท่าน... ผู้อาวุโส! ท่านมาแล้ว!"

อันฮ่าวตัวสั่นเทิ้ม ไฟที่กำลังมอดดับลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง

เขาค่อยๆ หันหน้าไปมองอย่างช้าๆ กลัวว่าจะเป็นภาพหลอน

ร่างสูงโปร่งในชุดคลุมสีม่วงเข้ม เดินผ่านหน้าเขาไปอย่างเนิบนาบ ราวกับกำลังเดินเล่นในสวนหลังบ้าน

เงาอสูรสีม่วงทมิฬที่แผ่ออกมาจากร่างของเขา ทำให้ผู้ฝึกตนรอบข้างรู้สึกหายใจไม่ออก

กู้อัน มาแล้ว!

ทุกคนต่างตกตะลึง ชายคนนี้โผล่มาจากไหน? ทำไมไม่มีใครสัมผัสได้เลย!

อันฮ่าวได้สติ รีบตะโกนบอก "ท่านอาจารย์! มันคือหนึ่งในเก้าราชาผี! เทียนอู๋ฉาง ผู้มีกายาสมบัติสูงสุด! มัน..."

"พอแล้ว... ก็แค่ 'มดปลวก' ตัวหนึ่ง จะต้องแนะนำอะไรให้มากความ?"

กู้อันเอ่ยขัดขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย ราวกับกำลังพูดถึงแมลงน่ารำคาญ

คำพูดนั้นดังก้องไปทั่วสมรภูมิ ทำเอาทุกคนหน้าซีดเผือด

อันฮ่าวอ้าปากค้าง ก่อนจะยิ้มออกมาทั้งน้ำตา ความหนักอึ้งในใจมลายหายไปสิ้น

"มดปลวก? วาจาสามหาวนักนะ... แกเป็นใคร!"

เสียงเย็นยะเยือกของเทียนอู๋ฉางดังสวนมา จิตสังหารพุ่งพล่านจนอากาศบิดเบี้ยว

ชัดเจนว่า... คำดูถูกของกู้อัน ได้ไปกระตุกหนวดเสือเข้าอย่างจัง!

บทที่ 270: ความสิ้นหวังของเทียนอู๋ฉาง!

เสียงประกาศสงครามของเทียนอู๋ฉางทำให้บรรยากาศทั่วทั้งฟ้าดินหนาวเหน็บราวกับขั้วโลก เหล่าผู้ฝึกตนแห่งนิกายหมู่ดาวทะเลต่างรู้สึกเย็นวาบไปถึงกระดูกสันหลัง

แต่กู้อันกลับทำหูทวนลม เขาเดินดุ่มๆ เข้าไปหาอีกฝ่ายโดยไม่ชะลอฝีเท้าแม้แต่น้อย

ต้ามิงเทียนที่ยืนหอบหายใจรวยรินอยู่ใต้เงาธงยักษ์ หันมามองผู้มาใหม่ด้วยสายตาตกตะลึง

ชายผู้นี้เป็นใครกัน?

เทียนอู๋ฉางหยุดเดินเช่นกัน ท่าทีเมินเฉยของกู้อันเปรียบเสมือนการตบหน้าฉาดใหญ่ เขาคำรามลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยว ร่างกายสลายกลายเป็นพายุโลหิตหมุนวนพุ่งเข้าใส่กู้อัน

ในพายุเลือดนั้น ปรากฏหัวมังกรพิษขนาดมหึมาราวกับภูเขา เตรียมจะกลืนกินเกาะลอยฟ้าที่กู้อันและอันฮ่าวยืนอยู่ให้หายไปในคำเดียว

หัวใจของทุกคนบนเกาะหยุดเต้น ไม่กล้าแม้แต่จะกระพริบตา

ตูม!

ทันทีที่พายุโลหิตมังกรปะทะเข้ากับร่างของกู้อัน มันกลับสลายกลายเป็นควันจางๆ หายไปในพริบตา!

แรงสะท้อนกลับทำให้เทียนอู๋ฉางกระเด็นถอยหลัง เสียหลักเซถลา ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ

"นี่มัน... เป็นไปไม่..."

เทียนอู๋ฉางเสียงสั่นเครือ ยังพูดไม่ทันจบประโยค มือข้างหนึ่งก็เอื้อมมาวางบนไหล่ของเขาอย่างนุ่มนวล

แปะ!

ฝ่ามือนั้นตบลงเบาๆ แต่งูเหลือมยักษ์ที่พันอยู่รอบตัวเทียนอู๋ฉางกลับระเบิดกลายเป็นหมอกเลือดทันที!

สัมผัสที่หัวไหล่ทำให้หัวใจของเทียนอู๋ฉางกระตุกวูบ ความหวาดกลัวอย่างที่ไม่เคยพานพบมาก่อนถาโถมเข้าใส่จิตใจราวกับคลื่นยักษ์

เขากรีดร้องในใจเมื่อพบความจริงที่น่าสยดสยอง... พลังเวททั้งหมดในร่างกายถูกปิดผนึก! เขาขยับไม่ได้แม้แต่ปลายนิ้ว!

"ไม่ว่าเจ้าจะหนีไปมุดหัวอยู่ที่ไหน ข้าก็จะตามหาเจ้าจนเจอ... แล้วบี้เจ้าให้เละคามือ"

เสียงกระซิบของกู้อันดังแว่วเข้าหูเทียนอู๋ฉาง ราวกับคำพิพากษาจากยมทูต

สิ้นเสียงนั้น กู้อันก็ออกแรงบีบที่มือขวา

โพละ!

ร่างเนื้อระดับกายาสมบัติสูงสุดของเทียนอู๋ฉาง แตกกระจายกลายเป็นฝุ่นผง!

ตูม—!!!

แรงระเบิดจากการบีบทำลายร่างก่อให้เกิดลมกรรโชกแรง พัดพายอดฝีมือโดยรอบปลิวว่อนไปคนละทิศละทาง

กู้อันไม่ได้มีดีแค่พลังเวทที่เหนือกว่า แต่ร่างกายของเขายังแข็งแกร่งยิ่งกว่าสัตว์ประหลาด ต่อให้เทียนอู๋ฉางมีกายาสมบัติสูงสุด ก็ไม่อาจเทียบชั้นกับแรงบีบของเขาได้

ในวินาทีที่ร่างของเทียนอู๋ฉางแหลกสลาย กู้อันสัมผัสได้ถึงพลังลึกลับบางอย่างที่ถอนตัวออกไปอย่างรวดเร็ว

นั่นคือพลังต้นกำเนิดของ "ภูตผีแค้นเสินอี้" พลังที่ทำให้พวกมันคืนชีพได้ไม่รู้จบ

มันหนีหายไปในรูปแบบที่อยู่นอกเหนือกฎเกณฑ์ธรรมชาติ มุดกลับลงไปในรอยแยกตัดสมุทร

กู้อันไม่รอช้า ร่างของเขาเลือนหายไปจากจุดนั้นทันที

ทิ้งให้มิติปิดแห่งนี้ตกอยู่ในความเงียบงัน แม้แต่เสียงลมก็ยังดูเหมือนจะกลั้นใจฟัง

ต้ามิงเทียนลอยค้างอยู่กลางอากาศ ปากอ้าตาค้าง สมองหยุดประมวลผลไปชั่วขณะ

เขาที่เป็นถึงประมุขยังช็อกขนาดนี้ คนอื่นไม่ต้องพูดถึง

"เทียนอู๋ฉาง... ตายแล้ว!"

ชือจิ่วเซียวตะโกนลั่นด้วยความตื่นเต้น มือที่กำหอกสั่นระริก

เสียงของเขาปลุกสติทุกคนให้ตื่นจากภวังค์ เสียงฮือฮาดังกระหึ่มขึ้นทั่วทิศ

"เป็นไปได้ยังไง? เมื่อกี้เกิดอะไรขึ้น?"

"ชายคนนั้นเป็นใคร? บีบราชาผีตายด้วยมือเปล่าเนี่ยนะ?"

"ดูเหมือนเขาจะมาช่วยอันฮ่าวนะ"

"แข็งแกร่งขนาดนี้... ตบะต้องสูงขนาดไหนกัน?"

"เขาหายไปแล้ว! หายไปแบบไร้ร่องรอย ค่ายกลป้องกันของนิกายเรากันเขาไม่ได้เลย!"

ฝูงชนแห่กันบินไปหาอันฮ่าว รวมถึงต้ามิงเทียนด้วย

ต้ามิงเทียนไม่สนภาพลักษณ์ที่ดูมอมแมมของตัวเองอีกแล้ว เขาจ้องหน้าอันฮ่าวเขม็ง "เมื่อครู่นี้... ท่านผู้นั้นเกี่ยวข้องอะไรกับเจ้า?"

ภายใต้สายตานับพันคู่ อันฮ่าวสูดหายใจลึก ยืดอกตอบอย่างภาคภูมิใจ

"เรียนท่านประมุข... ท่านผู้นั้นคืออาจารย์คนแรกของข้า ท่านช่วยข้าไว้จากปากเหยี่ยวปากกาตั้งแต่ข้ายังเด็ก สอนสั่งวิชาให้ข้า และนำพาข้าเข้าสู่เส้นทางเซียน... ในโลกภายนอก ผู้คนขนานนามท่านว่า จอมกระบี่ฝูเต้า"

จอมกระบี่ฝูเต้า!

ชื่อนี้กระแทกใจทุกคนอย่างจัง วีรกรรมถล่มแดนวิญญาณเจ็ดดารานั้นเลื่องลือไปทั่วทะเล

ถ้าเป็นจอมกระบี่ฝูเต้า... ความเก่งกาจระดับหลุดโลกเมื่อกี้ก็พอจะเข้าใจได้

แต่ที่น่าตกใจยิ่งกว่าคือ... เจ้าหนูอันฮ่าวมีผู้หนุนหลังที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้เชียวหรือ!?

วันนี้ได้เห็นอิทธิฤทธิ์ของจอมกระบี่ฝูเต้ากับตา พวกเขาถึงได้รู้ว่าที่เจ็ดดาราล่มสลายนั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ถ้าท่านผู้นั้นเอาจริง เผลอๆ คนที่ตายอาจจะไม่ใช่แค่เจ้าถ้ำไม่กี่คน แต่อาจจะสูญพันธุ์กันทั้งสำนัก!

...

ตัดภาพมาที่กู้อัน

เขาใช้วิชาเคลื่อนย้ายกลับมาเดินเล่นที่เมืองศิษย์นอกของสำนักไท่เสวียนแล้ว สมองกำลังวิเคราะห์พลังลึกลับที่หนุนหลังเทียนอู๋ฉางอยู่

ตอนที่เขาสแกนเทียนอู๋ฉาง ตัวเลขระบุว่าเป็น เทพเซียนเหินเวหา ขั้น 9 แต่ค่าสถานะอื่นๆ กลับเป็นศูนย์หมด

ไอ้ที่ว่า "อมตะไม่ตายไม่สูญ" ของพวกผีพวกนี้ มันเป็นแค่ของปลอม

กู้อันมั่นใจว่าถ้าตามไปถอนรากถอนโคนแหล่งพลังงานต้นตอได้ พวกมันก็จบเห่

เขาเตรียมแผนจะลงไปสำรวจรอยแยกตัดสมุทรอยู่แล้ว ถือโอกาสนี้ไปเก็บกวาดเทียนอู๋ฉางให้สิ้นซากเลยก็แล้วกัน

กู้อันเปิดหน้าต่างสถานะขึ้นมาดูตัวเลขอายุขัย

รอยยิ้มมุมปากปรากฏขึ้น ความมั่นใจพุ่งปรี๊ด

รอยแยกนั่นอาจจะอันตราย แต่ด้วยทุนรอนขนาดนี้... ใครจะไปกลัว!

กู้อันเริ่มตั้งตารอคอยระดับพลังที่เหนือกว่า "เซียนต้นกำเนิดอิสระ" อย่างใจจดใจจ่อ

...

ณ ดินแดนร้างใต้รอยแยก ท้องฟ้าสีเลือดปกคลุมทุกสรรพสิ่ง น้ำทะเลสีดำซัดสาดชายฝั่งรกร้าง

ป้ายหินโบราณแผ่นหนึ่งตั้งตระหง่านอยู่อย่างโดดเดี่ยว

ทันใดนั้น ร่างของเทียนอู๋ฉางก็ร่วงหล่นลงมาจากความว่างเปล่า กระแทกพื้นดังตุบ

เขานอนคว่ำหน้า หอบหายใจอย่างหนักหน่วง ใบหน้าซีดเผือดเต็มไปด้วยความหวาดผวา

"เจ้าเป็นอะไร?"

เสียงราบเรียบดังออกมาจากป้ายหิน เป็นเสียงที่แยกเพศและอารมณ์ไม่ออก

เทียนอู๋ฉางตะเกียกตะกายลุกขึ้น กัดฟันตอบเสียงสั่น "ข้าเจอตัวอันตราย... ระดับพลังของมันเหนือกว่าเทพเซียนเหินเวหาแน่นอน! มันขู่ว่าจะตามมาฆ่าข้า... มันจะฆ่าข้า!"

แค่คิดถึงคำพูดของกู้อัน ขนทั่วร่างของเขาก็ลุกชัน

ความหยิ่งผยองที่เคยมีมลายหายไปสิ้น ที่เขาเคยกร่างได้ก็เพราะคิดว่าตัวเองเป็นอมตะ แต่เมื่อเจอคนที่สามารถ "ลบ" เขาได้จริงๆ ความกลัวตายก็กลับมาครอบงำ

"เหนือกว่าเทพเซียนเหินเวหา?" เสียงจากป้ายหินทวนคำ ดูเหมือนกำลังครุ่นคิด

เทียนอู๋ฉางลุกลี้ลุกลน "ทำยังไงดีท่านจ้าวโลก? มันต้องมาแน่ๆ! มันพูดจริงทำจริง!"

ตอนนี้เขาสติแตกยิ่งกว่าอันฮ่าวตอนโดนขู่เสียอีก

ยิ่งอยู่นาน ยิ่งกลัวตาย

"สงบสติอารมณ์ซะ ฟื้นฟูพลังของเจ้าก่อน ข้าจะเรียกราชาผีตนอื่นกลับมา... ถึงตอนนั้น ข้าอยากจะเห็นนักว่ามันจะมีปัญญาฆ่าเจ้าต่อหน้าข้าได้ยังไง"

คำยืนยันของ "จ้าวโลก" ช่วยดึงสติเทียนอู๋ฉางกลับมาได้บ้าง

แต่ภาพที่กู้อันบีบไหล่เขา... สัมผัสนั้นยังหลอนอยู่ในความรู้สึก มันเป็นความสิ้นหวังที่ทำให้เขาไม่กล้าแม้แต่จะโกรธแค้น

...

ข่าวเรื่องจอมกระบี่ฝูเต้าสั่งสอนราชาผีแพร่สะพัดไปทั่วท้องทะเลราวกับไฟลามทุ่ง นิกายหมู่ดาวทะเลจงใจปล่อยข่าวนี้เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ และแอบอ้างความสัมพันธ์กับยอดคนผู้นั้นไปในตัว

ครึ่งเดือนต่อมา กู้อันแวะไปที่เกาะสวินเซียน

ทั้งเกาะคุยกันแต่เรื่องนี้ สำหรับคนทั่วไป ระดับ "เซียนอิสระ" คือตำนาน การที่จอมกระบี่ฝูเต้าตบพวกผีระดับตำนานได้ ทำให้เขากลายเป็น "เทพเจ้า" ในสายตาผู้คนไปแล้ว

กู้อันเดินฟังคำเยินยอตัวเองอย่างเพลิดเพลินใจ

พอกลับถึงหุบเขาโอสถ เขาก็ยิ่งอารมณ์ดี เพราะคำนวณแล้วว่าอีกไม่เกิน 3 เดือน อายุขัยจะแตะ 30 ล้านปี!

เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก

สองเดือนต่อมา ข่าววีรกรรมของจอมกระบี่ฝูเต้าก็ดังเข้ามาถึงในสำนักไท่เสวียน ศิษย์ทุกคนต่างยืดอกคุยโวด้วยความภาคภูมิใจ

วันหนึ่ง ณ เที่ยงวันแสกๆ

กู้อันกำลังนั่งดวลหมากรุกกับ จิ่วจื่อเสินจวิน ท่ามกลางฝูงชนนับสิบ

เหงื่อกาฬไหลย้อยลงมาตามขมับของจิ่วจื่อเสินจวิน สถานการณ์บนกระดานเข้าขั้นวิกฤต

กู้อันถือ "กระจกเจ็ดดารา" โบกพัดคลายร้อนไปมาอย่างสบายใจเฉิบ ไม่มีใครรู้เลยว่าพัดในมือเขานั้นคือสมบัติวิถีเซียนระดับตำนาน!

เขาปรับแต่งรูปลักษณ์ของกระจกนิดหน่อย และใช้พลังจิตกดกลิ่นอายของมันไว้ ต่อให้เป็นจิ่วจื่อเสินจวินก็ดูไม่ออก

โยวหยิงหยิง ที่ยืนเชียร์อยู่ข้างหลังอดรนทนไม่ไหว "นี่! เลิกพัดได้ไหม? เป็นผู้ชายนะยะ มานั่งถือกระจกส่องหน้าเหมือนผู้หญิงอยู่ได้!"

กู้อันยักคิ้วกวนประสาท ยกกระจกขึ้นมาส่องจัดทรงผม "คนหล่อทำอะไรก็ไม่ผิดหรอกนะน้องสาว"

โยวหยิงหยิงหมั่นไส้จนอยากจะกระโดดถีบ แต่ก็ทำได้แค่ง้างเท้า เพราะฝีมือห่างชั้นกันเกินไป

จังหวะนั้นเอง ฝูงชนก็แหวกออก สาวงามผู้หนึ่งเดินเข้ามา

จีเซียวอวี้ ในชุดขาวถือกระบี่ เดินเข้ามาด้วยมาดนางพญา พอเห็นกู้อันทำท่าทางยียวน มุมปากของนางก็กระตุกยิ้มเล็กน้อย

"อ้าว เซียวอวี้! กลับมาเร็วจัง?" กู้อันวางกระจกลง ทักทาย

"กลับไปเอาของที่บ้านน่ะ ได้แล้วก็รีบกลับ" จีเซียวอวี้ตอบ

กู้อันลุกขึ้นปัดก้น หันไปบอกจิ่วจื่อเสินจวิน "ท่านผู้เฒ่า ค่อยๆ คิดนะ ข้าไปก่อนล่ะ"

พูดจบก็เดินแหวกฝูงชนออกไป ทิ้งให้จิ่วจื่อเสินจวินนั่งเครียดอยู่กับกระดานที่แพ้เห็นๆ

"ยังไงก็แพ้ราบคาบ..." ผู้อาวุโสคนหนึ่งที่ยืนดูอยู่พึมพำ

จิ่วจื่อเสินจวินไม่ได้โต้ตอบ สายตายังคงจับจ้องที่กระดาน สมองประมวลผลอย่างหนัก แต่ในใจกลับคิดถึงเรื่องอื่น...

'ไอ้หมอนี่... ตรวจสอบยังไงก็ไม่เจออะไรผิดปกติ แต่ทำไมข้าถึงรู้สึกว่ามันลึกลับซับซ้อนกว่ามหาสมุทรเสียอีก?'

ระหว่างทางเดินกลับ

"มีธุระอะไรรึเปล่า?" กู้อันถามจีเซียวอวี้ที่เดินตามมา

จีเซียวอวี้หุบยิ้ม สีหน้าจริงจังขึ้น "ข้ากลับไปเอาสมบัติประจำตระกูลมา... มันสามารถส่องดูวิญญาณและแยกแยะปีศาจได้ ท่านอยากลองส่องดูวิญญาณตัวเองไหม?"

จบบทที่ 269-270

คัดลอกลิงก์แล้ว