- หน้าแรก
- ผู้อัญเชิญลำดับหนึ่ง
- ตอนที่ 331 แล้วคนอื่นๆ ล่ะ
ตอนที่ 331 แล้วคนอื่นๆ ล่ะ
ตอนที่ 331 แล้วคนอื่นๆ ล่ะ
และผู้เป็นนายที่ชายชุดดำกล่าวถึง ก็คือหนึ่งในผู้สูงส่งแห่งหงฮวง ท่านผู้สูงส่งจื่อเฉิน
แววตาของเฟิงสิงเหยาหม่นลงเล็กน้อย ในใจเกิดคลื่นลมปั่นป่วน ความผูกพันระหว่างเขากับท่านผู้สูงส่งอู๋จี๋นั้นลึกซึ้งยิ่งนัก เพราะสำหรับเขาแล้ว ท่านผู้สูงส่งอู๋จี๋เคยเป็นทั้งบิดาบุญธรรมและเป็นทั้งอาจารย์ของเขา...
"ใต้เท้า?"
ชายชุดดำชำเลืองมองเฟิงสิงเหยาอย่างระมัดระวัง
เขากล่าวเสริมอีกประโยคหนึ่ง
"นายท่านของเราขอเรียนเชิญท่านด้วยความจริงใจ เพื่อร่วมปรึกษาหารือแผนการใหญ่"
"แผนการใหญ่?"
เฟิงสิงเหยามีรอยยิ้มที่คล้ายไม่ได้ยิ้ม สายตาของเขาตกลงบนแอ่งน้ำสีดำที่เหลือเพียงกลุ่มเล็กๆ นั้น ความเย็นเยียบผุดขึ้นจากก้นบึ้งดวงตา หากแผนการใหญ่นี้เกี่ยวข้องกับน้ำสีดำนี่ มันก็ช่างน่าเบื่อหน่ายสิ้นดี
ท้ายที่สุดมันก็เป็นแค่การให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นถึงตัวก็เท่านั้น
เฟิงสิงเหยากล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
"น้ำทมิฬนี่ไม่ต้องกำจัดทิ้งก็ได้ แต่พวกเจ้าต้องพามันไปซะ อย่าปล่อยให้มันอยู่ที่นี่ และอย่าได้คิดจะให้มันรุกรานลงไปยังแดนเบื้องล่าง"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ชายชุดดำก็มีท่าทีลังเลเล็กน้อย
"หืม?"
เฟิงสิงเหยาเลิกคิ้วขึ้น น้ำเสียงเจือความคุกคามอยู่หลายส่วน
ชายชุดดำใจสั่นสะท้าน รีบตอบกลับทันที
"ขอรับ ใต้เท้า! พวกเราจะหาวิธีพามันกลับไปขอรับ!"
เฟิงสิงเหยาเอ่ย
"ข้าให้เวลาพวกเจ้าสามเดือน หากสามเดือนให้หลัง มันยังคงอยู่ที่นี่ ก็อย่าหาว่าข้าลงมือทำลายมันทิ้งเสียล่ะ"
สามเดือน?
ชายชุดดำมีสีหน้าลำบากใจ แต่เขาก็ไม่กล้ามีข้อโต้แย้งใดๆ เขาต้องกลับไปรายงานผู้เป็นนายเสียก่อน
"ใต้เท้า เชิญ"
ชายชุดดำเบี่ยงตัวโค้งคำนับ ยกมือผายออกอย่างนอบน้อม
และในเวลานี้เอง ลูกน้องทั้งสามคนก็มาถึงด้านหลังของเฟิงสิงเหยา
หนึ่งในนั้นรายงานว่า
"ท่านผู้สูงส่ง ม่านพลังสวรรค์ชั้นที่หนึ่งได้รับการซ่อมแซมเรียบร้อยแล้วขอรับ"
เฟิงสิงเหยามองไปที่พวกเขา สายตาวูบไหว เอ่ยแฝงความหมายบางอย่าง
"พวกเจ้ากลับไปก่อน"
หมายถึงกลับไปยังแดนเบื้องล่าง
"บอกนางด้วยว่า ข้าปลอดภัยดี เพียงแต่มีธุระต้องจัดการ อาจจะกลับไปช้าสักหน่อย"
ทั้งสามคนเข้าใจในทันที
อันที่จริง ท่านผู้สูงส่งของพวกเขาได้กล่าวไว้อย่างชัดเจนแล้ว เพียงแต่สิ่งที่พวกเขาไม่เข้าใจก็คือ เหตุใดท่านผู้สูงส่งถึงได้ใส่ใจเด็กสาวชาวมนุษย์ผู้นั้นมากมายนัก? แม้กระทั่งการไปหรืออยู่ ยังต้องฝากคำพูดไปบอกกล่าวนางด้วย
"ขอรับ ท่านผู้สูงส่ง"
ก่อนที่จะออกจากซากโบราณต้องห้าม เฟิงสิงเหยาปรายตามองกลุ่มน้ำสีดำที่หดตัวอยู่ตรงมุมหนึ่งด้วยรอยยิ้มที่คล้ายไม่ได้ยิ้ม สายตาแฝงความหมายเชิงเตือนอยู่หลายส่วน
น้ำสีดำสั่นระริกอยู่สองสามครั้ง
เพราะเฟิงสิงเหยานั้นน่ากลัวเกินไปจริงๆ
หลังจากที่เฟิงสิงเหยาจากไปพร้อมกับชายชุดดำ ลูกน้องทั้งสามก็มองหน้ากัน จากนั้นจึงมุ่งหน้าไปยังทิศทางของทางเข้าออกซากโบราณต้องห้าม โดยหวังว่าจะออกไปให้พ้นก่อนที่ซากโบราณต้องห้ามจะถูกปิดผนึก
เมื่อทุกคนจากไป น้ำสีดำก็ระเบิดอารมณ์ออกทันที
ทุกสิ่งที่มันทำไว้ก่อนหน้านี้ล้วนมลายหายไปจนสิ้น แถมยังต้องสูญเสียพลังส่วนใหญ่ของตัวเองไปอีก นี่มันเท่ากับเสียทั้งฮูหยินแถมยังสูญเสียไพร่พลชัดๆ!
น้ำสีดำคลุ้มคลั่งแล้ว!
มันควบคุมซากมังกรให้เข้าตะลุมบอนกันเอง เพื่อระบายความอัดอั้นตันใจและความโกรธแค้นของมัน
...
และภายนอกทางออกของซากโบราณต้องห้าม
ตอนนี้มีกลุ่มคนจำนวนมากมารวมตัวกัน ผู้ที่ยืนอยู่แถวหน้าสุดก็คือ คณบดีสวี่เจ๋อ และตัวแทนจากขุมกำลังใหญ่ต่างๆ ในแดนกลาง
มีคนกระซิบกระซาบปรึกษาหารือกัน
"ได้ยินมาว่า เซี่ยโหวเหว่ย บุตรชายของท่านประมุขเซี่ยโหวตวน กับ ต้วนจื้อหมิง หลานชายของท่านผู้อาวุโสใหญ่ ล้วนตกตายอยู่ในซากโบราณต้องห้าม พวกเจ้าดูสิ ผู้อาวุโสใหญ่ของสมาพันธ์ใหญ่กุยหยวนก็อยู่ที่นั่นด้วย..."
"ไม่ใช่แค่พวกเขาที่ตาย แต่ยังมีอัจฉริยะรุ่นเยาว์อีกมากมายที่ต้องฝังร่างไว้ในซากโบราณต้องห้าม"
"คนอื่นตายก็ไม่เท่าไหร่หรอก แต่คนที่ตายคือเซี่ยโหวเหว่ยและต้วนจื้อหมิง นี่สิเรื่องใหญ่ ได้ยินมาว่าที่สมาพันธ์ใหญ่กุยหยวนยกทัพมาอย่างดุดันในครั้งนี้ ก็เพื่อสืบหาสาเหตุการตายของทั้งสองคนนั้น!"
"เอ๋? หรือว่าพวกเขาถูกคนลอบสังหาร?"
"ไม่แน่ใจนักหรอก รอให้ศิษย์ของสำนักศึกษาทั้งห้าแดนออกมาก่อนเดี๋ยวก็รู้เองแหละ"
และในตอนนี้ ผู้อาวุโสใหญ่ของสมาพันธ์ใหญ่กุยหยวนที่ยืนอยู่หัวแถวสุดนั้น มีใบหน้าดำทะมึนราวกับหมึกจะหยดออกมา สายตาเย็นชาถึงขีดสุด เขากล่าวกับคณบดีสวี่เจ๋อด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น
"คณบดีสวี่เจ๋อ ท่านประมุขสั่งมาว่า รอให้พวกเขาออกมา ขอให้คณบดีสวี่เจ๋อส่งมอบพวกเขาให้กับสมาพันธ์ใหญ่กุยหยวนของเราเป็นการชั่วคราว รอจนกว่าพวกเราจะสอบถามจนกระจ่างชัด แล้วค่อยปล่อยพวกเขากลับมา"
"ไม่ได้ หากพวกท่านต้องการสอบถาม ก็ให้สอบถามในสำนักศึกษาแดนกลางนี่แหละ"
คณบดีสวี่เจ๋อขมวดคิ้ว กล่าวอย่างไม่เห็นด้วย
หากศิษย์เหล่านี้ถูกพาตัวไปยังสมาพันธ์ใหญ่กุยหยวน นั่นจะไม่ใช่การ 'สอบถาม' แต่เป็นการ 'ไต่สวน'!
ผลที่ตามมาของการไต่สวน เป็นไปได้มากว่าจะทำให้เหล่านักเรียนเกิด 'อุบัติเหตุ' ต่างๆ นานา
ผู้อาวุโสใหญ่ของสมาพันธ์ใหญ่กุยหยวนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"คณบดีสวี่เจ๋อ ชายชราผู้นี้สูญเสียหลานชาย ท่านประมุขสูญเสียบุตรชาย หากไม่สืบเรื่องนี้ให้กระจ่าง สมาพันธ์ใหญ่กุยหยวนของเราไม่มีทางยอมเลิกราแน่! สำนักศึกษาแดนกลางของพวกท่านต้องการปกป้องศิษย์ที่บริสุทธิ์ จุดนี้ข้าย่อมเข้าใจ! แต่สิ่งที่สมาพันธ์ใหญ่กุยหยวนของเราต้องการตามล่าก็คือฆาตกร! พวกเราจะไม่แตะต้องผู้บริสุทธิ์อย่างเด็ดขาด! พูดเช่นนี้แล้ว คณบดีสวี่เจ๋อยังคิดว่าสมาพันธ์ใหญ่กุยหยวนของเราไม่ไว้หน้าสำนักศึกษาแดนกลางของพวกท่านอีกหรือ?"
คณบดีสวี่เจ๋อถึงกับสะอึก เขาถอนหายใจช้าๆ พลางเอ่ย
"การตายของเซี่ยโหวเหว่ยและต้วนจื้อหมิง อาจจะเป็นแค่อุบัติเหตุก็ได้"
"เหอะ!"
ผู้อาวุโสใหญ่ของสมาพันธ์ใหญ่กุยหยวนแค่นเสียงเย็นชา กล่าวว่า
"คณบดีสวี่เจ๋อ บนตัวนายน้อยของพวกเรามีตราประทับจิตวิญญาณที่ท่านประมุขทิ้งไว้ เมื่อใดที่ชีวิตของเขาตกอยู่ในอันตราย ตราประทับจิตวิญญาณจะทำงานโดยอัตโนมัติเพื่อปกป้องชีวิตของเขาไว้! แต่ทว่าจนกระทั่งนายน้อยสิ้นใจ ตราประทับจิตวิญญาณของท่านประมุขกลับไม่ทำงาน นั่นก็แสดงให้เห็นแล้วว่า มีคนลงมือกับนายน้อย!"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ คณบดีสวี่เจ๋อก็ขมวดคิ้วแน่น เขาตกอยู่ในความเงียบ
หากความจริงเป็นเช่นนั้นแล้วละก็ การตายของเซี่ยโหวเหว่ยก็ถือว่าผิดปกติอย่างยิ่งจริงๆ
คณบดีสวี่เจ๋อกล่าวว่า
"เอาอย่างนี้แล้วกัน พวกเราต่างก็ถอยกันคนละก้าว พวกท่านสามารถพาตัวศิษย์ต้องสงสัยไปสอบถามได้ แต่ถึงแม้พวกท่านจะสืบจนรู้ความจริงและระบุตัวฆาตกรได้แล้ว ก็ต้องแจ้งให้ข้าทราบก่อน จึงจะไปจัดการกับฆาตกรได้"
ผู้อาวุโสใหญ่ของสมาพันธ์ใหญ่กุยหยวนลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ถึงได้ตอบตกลง
"ตกลง"
และเสียงสนทนาของพวกเขาก็ไม่ได้จงใจลดระดับลง ดังนั้นตัวแทนจากขุมกำลังต่างๆ จึงสามารถได้ยินกันถ้วนหน้า
ตัวแทนของแดนจุติ คือ ผู้อาวุโสรอง ยงซิวจู๋ ระดับการบ่มเพาะอยู่ที่ขอบเขตปราณนภาระดับเก้าขั้นสูงสุด!
ตัวแทนของเต๋าซานชิง คือ นักพรตปู้วั่ง หนึ่งในสามนักพรตผู้ยิ่งใหญ่แห่งขุมกำลัง ระดับการบ่มเพาะเพิ่งจะทะลวงผ่านขอบเขตปราณนภาระดับสิบมาได้ไม่นาน
ตัวแทนของป้อมศักดิ์สิทธิ์ คือ นายน้อยฮว๋าจื่อซิ่น อายุสี่สิบเก้าปี ระดับการบ่มเพาะอยู่ที่ขอบเขตปราณนภาระดับเก้า
และตัวแทนของประตูสวรรค์ คือ ผู้อาวุโสใหญ่ อูหม่าชิง ระดับการบ่มเพาะอยู่ที่ขอบเขตปราณนภาระดับสิบ
นอกจากพวกเขาแล้ว ขุมกำลังใหญ่ต่างๆ ก็ยังมีผู้แข็งแกร่งที่ติดตามมาด้วยอีกจำนวนหนึ่ง
ครึ่งก้านธูปผ่านไป
พวกเขาเห็นคนเดินออกมาจากซากโบราณต้องห้ามแล้ว!
ผู้นำหน้ามาก็คือ อิ๋งฉี และคนอื่นๆ พวกเขาได้รับบาดเจ็บสาหัส ดูแล้วช่างน่าหวาดเสียวยิ่งนัก!
คณบดีของสำนักศึกษาทั้งสี่แดนต่างมีสีหน้าเปลี่ยนไปอย่างมาก และอดไม่ได้ที่จะรีบเข้าไปต้อนรับเด็กๆ ที่ได้รับบาดเจ็บเหล่านี้
เมื่อคณบดีสำนักศึกษาแดนเหนือเห็นว่ามีเพียงโหยวฮั่วจิงเดินออกมาแค่คนเดียว หัวใจก็เย็นวาบไปครึ่งซีก นางรีบเดินเข้าไปถามอย่างรวดเร็ว
"แล้วคนอื่นๆ ล่ะ?"
สีหน้าของโหยวฮั่วจิงแข็งค้างเล็กน้อย เขาหลุบตาลง น้ำเสียงแหบพร่าไปบ้าง
"...ตายหมดแล้วขอรับ"
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ รูม่านตาของคณบดีสำนักศึกษาแดนเหนือก็หดเกร็ง นางถอยหลังไปหนึ่งก้าวอย่างคนถูกจู่โจมอย่างหนัก ใบหน้าพลันซีดเผือด ริมฝีปากสั่นระริก เอื้อนเอ่ยคำใดไม่ออกแม้แต่ครึ่งคำ
กลุ่มชั้นยอดสองกลุ่ม ตอนนี้เหลือเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น!
ทางฝั่งสถาบันแดนทักษิณนั้น กลุ่มเพียวเซียนตายเรียบทั้งกลุ่ม ส่วนกลุ่มถูเซียนตายไปหนึ่งคน
ทางฝั่งสถาบันแดนบูรพา กลุ่มหมิงเยวี่ยตายเรียบทั้งกลุ่ม กลุ่มก้ายซื่อตายไปสี่คน
ทางฝั่งสถานบันแดนประจิม มีคนตายน้อยที่สุด กลุ่มอสูรอยู่ครบทุกคน ส่วนกลุ่มอู๋เซี่ยงตายไปสองคน
ทางฝั่งสถานบันแดนกลาง กลุ่มเซียวเหยาและกลุ่มจ่านรื่อตายเรียบทั้งกลุ่ม กลุ่มเทียนมิ่งอยู่ครบทุกคน ส่วนกลุ่มเฟิงเสินตายไปสองคน