เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

อารัมภบท (บท0) : รถม้าที่แล่นผ่านหมู่บ้านป่ากวาง

อารัมภบท (บท0) : รถม้าที่แล่นผ่านหมู่บ้านป่ากวาง

อารัมภบท (บท0) : รถม้าที่แล่นผ่านหมู่บ้านป่ากวาง  


ซุ้มทางเข้าที่ตกแต่งอย่างสะเปะสะปะทางฝั่งตะวันออกของหมู่บ้านป่ากวางได้ตั้งตระหง่านอยู่เช่นนี้มาเป็นเวลาสองร้อยสามสิบปีแล้ว, เหมือนดั่งสำนวนที่ว่า ‘ฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล’ การออกแบบของซุ้มทางเข้านี้เองก็เป็นสิ่งที่ยากจะทำออกมาได้คือกัน ที่ช่องว่างระหว่างหิน, มีต้นวอร์มวูดที่มีความสูงแตกต่างกันเติบโตขึ้นอย่างแข็งแรงท่ามกลางวัชพืชแห้งสีเหลือง

แสงอาทิตย์ยามเช้าสาดส่องผ่านต้นวอร์มวูดที่เติบโตขึ้นอย่างหนาแน่นนี้, ลงมาที่ร่างของหลิน ฉี, แสงที่ส่องลงมาเป็นจุดๆตัดกับเงาของร่มไม้ทำให้ใบหน้าอันหล่อเหลาแต่ดูเหนื่อยหน่ายของเด็กหนุ่มวัยสิบเจ็ดย่างสิบแปดปีผู้นี้ดูไม่ค่อยชัดเจน

ที่อีกฝั่งนึงจากจุดที่เขายืนอยู่มีหญิงสาวน่ารักอยู่คนนึง, เธอไว้ผมหางม้าคู่และดูอ่อนกว่าเขาไม่กี่ปี ด้วยร่างกายที่ผอมบางของเธอนั้น, ทำให้ดวงตาของเธอดูค่อนข้างกลมโต

หญิงสาวผู้นี้ไม่ใช่คนจากหมู่บ้านป่ากวาง ไม่มีใครรู้ว่าเธอมาจากไหน, แต่เธอก็เดินเข้ามาหาหลิน ฉี, และตอนนี้ก็กำลังถามคำถามเกี่ยวกับตัวเขามากมาย หลิน ฉี ไม่เคยเจอผู้หญิงคนนี้มาก่อน, อย่างไรก็ตาม, ด้วยสีหน้าจริงจังที่เธอแสดงออกมาตลอดเวลานั้น, ทำให้รู้สึกว่าเธอไม่มีร่องรอยของความเป็นเด็กอยู่เลย

“คำถามพวกนี้ไม่ใช่สิ่งที่ข้าจะอธิบายให้เจ้าฟังได้ง่ายๆเลยนะ....ถ้าให้สรุปง่ายๆคงเป็นเพราะข้าเบื่อหล่ะมั้ง...” ตอนนี้, หลิน ฉี เองก็กำลังพูดกับหญิงสาวคนนี้อย่างจริงจัง

“เข้าใจหล่ะ” หญิงสาวน่ารักพยักหน้า จากนั้นเธอก็ถามต่อด้วยสีหน้าที่นิ่งเฉย “แล้ว, ทำไมเจ้าถึงเอาแต่ยืนแหงนหน้ามองข้างบนอยู่ตรงนี้มาตั้งนานสองนานหล่ะ? การตกแต่งของซุ้มทางเข้าที่นี่มันมีอะไรน่าสนใจด้วยรึไง?”

“มันไม่ใช่เพราะข้าคิดว่าซุ้มทางเข้านี้ดูดีหรืออะไรทำนองนั้นหรอก...” หลิน ฉี ส่ายหัว จากนั้นเขาก็ชี้ไปที่ยอดบนสุดของซุ้มทางเข้าแล้วพูดออกมา “รังนกตรงนั้นมันดูเหมือนจะตกลงมาหน่ะ ข้างในมีนกอยู่สองตัว, ข้ากำลังคิดอยู่ว่าข้าจะสามารถจับมันได้ไหม ถ้าข้าจับได้, ข้าตั้งใจจะเอาพวกมันไปเป็นของขวัญให้น้องสาวของข้าหน่ะ”

นี่เป็นสถานการณ์ที่ค่อนข้างแปลกประหลาด มันเหมือนกับเด็กนักเรียนคนนึงที่กำลังตอบคำถามของอาจารย์อย่างเชื่อฟัง, แต่ทว่า, อาจารย์คนนี้เด็กกว่านักเรียน, แถมไม่มีฝ่ายไหนที่รู้สึกว่าเรื่องทั้งหมดนี้มันแปลกด้วย

พอได้ฟังคำตอบของหลิน ฉี, หญิงสาวน่ารักก็หยุดคำถามของตัวเองด้วยความประหลาดใจ เธอพยักหน้า, แล้วบอกลา หลิน ฉี จากนั้นเธอก็เดินจากไป เธอเดินผ่านซุ้มทางเข้า, ตัดข้ามไปสามตรอก, และมุ่งหน้าไปยังรถม้าคันหนึ่งที่จอดอยู่บนถนนหินลูกเต๋าที่ตัดผ่านหมู่บ้านป่ากวาง

เด็กสาววัยสิบห้าย่างสิบหกปีคนนี้เดินไปขึ้นรถม้าเพียงลำพัง เธอไปนั่งที่ตำแหน่งคนขับรถม้า, ในตอนที่ขึ้นมาแล้วเธอก็คว้าแส้ม้า, แล้วสะบัดเบาๆให้ม้าเฒ่าสีน้ำตาลทั้งสองตัวลากรถม้าไปข้างหน้าอย่างช้าๆ การเคลื่อนไหวของเธอนั้นดูเชี่ยวชาญและเป็นธรรมชาติ, เหมือนกับว่านี่เป็นสิ่งที่เธอทำจนเคยชิน

“เจอสิ่งที่เจ้าต้องการไหมหล่ะ?” มีเสียงของผู้หญิงคนนึงที่ฟังดูเย็นชาและเย่อหยิ่งดังออกมาจากข้างในรถม้าที่เงียบสงัด

“เขามีชื่อว่าหลิน ฉีค่ะ, เขาเป็นลูกชายของตระกูลหลินที่เป็นเจ้าของร้านค้าแห่งนึงทางฝั่งตะวันตกของหมู่บ้านแห่งนี้, ตอนนี้เขาอายุใกล้จะสิบแปดปีแล้ว เขามีน้องสาวอยู่ด้วยคนนึง เธอมีอายุเจ็ดขวบ” หญิงสาวผู้น่ารักตอบโดยไม่ได้หันหน้ากลับมา, เธอยังคงสะบัดแส้ควบคุมม้าอย่างนุ่มนวล เธอมักจะรักษาท่าทีที่จริงจังเช่นนี้เอาไว้ตลอดเวลาไม่ว่าเธอจะทำอะไรอยู่ก็ตาม, ทั้งตอนที่รัวคำถามใส่หลิน ฉีเมื่อก่อนหน้านี้และตอนนี้, ที่กำลังตอบคำถามในขณะที่ขับรถม้า

เสียงที่ฟังดูนิ่งเฉยและเย่อหยิ่งถามมาแค่คำถามเดียว, แต่เด็กสาวคนนี้ยังคงพูดต่อ “แล้วก็, ผู้คนที่นี่ต่างก็ชอบเรียกเขาว่านายน้อยลำดับสองหลินค่ะ”

“งั้นหรอ? ทำไมถึงเรียกแบบนั้นหล่ะ?” เสียงที่ดังมาจากข้างหลังม่านค่อนข้างสนใจ

“เพราะเขาชอบพูดแปลกๆ, แล้วเขาก็ชอบถูกคนอื่นเรียกว่าเจ้าลำดับสอง*ค่ะ, และด้วยเหตุนี้เองพวกคนที่นี่จึงพากันคิดว่าหัวของเขามีบางอย่างผิดปกติ, บางทีอาจเป็นเพราะอาการป่วยอย่างรุนแรงที่เขาเผชิญมาเมื่อประมาณสองปีก่อน ซึ่งนี่ก็ทำให้ทุกคนพากันเรียกเขาว่านายน้อยลำดับสองหลิน” หญิงสาวน่ารักหันหน้ามาเล็กน้อยในขณะที่ตอบ

“แล้วเจ้าคิดว่ามีอะไรผิดปกติในหัวของเขารึเปล่า?” หลังจากที่เงียบอยู่พักนึง, คนที่อยู่ข้างหลังม่านก็ถามขึ้นมาอีกครั้ง

“คำพูดของเขาก็ดูปะติดปะต่อกันดีนะคะ, มันดูไม่เหมือนกับว่าหัวของเขามีอะไรผิดปกติเลย, แต่ว่าเขาพูดเรื่องแปลกๆออกมาจริงๆค่ะ” คิ้วของหญิงสาวน่ารักขมวดเล็กน้อย, และจากนั้นเธอก็พึมพำออกมา, “หลังจากที่ข้าถามคำถามเขาไปได้พักนึง, เขาก็ถามข้ามาว่าข้ามาที่นี่เพื่อสำรวจสำมโนครัวกับภาษีหรอ, และถามข้าอีกว่าถามคำถามมากขนาดนี้ไปเพื่ออะไร ในตอนนั้นข้าได้ถามเขากลับไปว่าสำมโนครัวกับภาษีคืออะไร, เขาก็บอกข้ามาว่าข้าคงไม่เข้าใจต่อให้เขาอธิบายให้ข้าฟังแล้วก็ตาม ยิ่งไปกว่านั้น, ในช่วงสุดท้ายของการสนทนา, เขายังบอกข้าด้วยว่าเหตุผลที่เขาเอาแต่ยืนอยู่ใต้ซุ้มทางเข้านั้นเป็นเพราะมีรังนกอยู่ที่ยอดบนสุดของซุ้มและมันก็ดูเหมือนใกล้จะตกลงมาแล้ว, ข้างในนั้นมีนกอยู่สองตัว, เขากำลังเตรียมตัวจับมันอยู่ที่นั่น, และถ้าเขาจับมันได้, เขาก็จะเอานกสองตัวนั้นไปเป็นของขวัญให้น้องสาว แต่ที่แปลกก็คือว่า, รังนกนั่นตั้งอยู่บนยอดในจุดที่ค่อนข้างมั่นคงดีนะคะ, มันมีส่วนยื่นออกมาแค่นิดเดียวเอง, ข้าคิดว่าต่อให้มีพายุเข้า, มันก็ไม่น่าจะตกลงมาด้วยซ้ำ และที่สำคัญที่สุดเลยก็คือ, ข้าไม่เห็นเลยซักนิดว่ามีนกอยู่ข้างในรังนั่น”

“ถ้าแม้แต่เจ้ายังยืนยันไม่ได้, มันก็ค่อนข้างแปลกจริงๆนั่นแหล่ะ...” ครั้งนี้, น้ำเสียงที่เย็นชาจากข้างในรถม้าเงียบไปนานกว่าเดิม เธอพูดขึ้นมาอีกทีก็ตอนที่รถม้าคันนี้เดินทางไปตามถนนหินลูกเต๋าจนเกือบจะพ้นหมู่บ้านป่ากวางแล้ว “แต่ช่างเถอะ, สำนักหลวน**ขจีคงจะไม่รู้สึกแบบนั้นหรอก”

คิ้วของหญิงสาวน่ารักขมวดแน่นกว่าเดิม, เธอถามด้วยน้ำเสียงที่จริงจังขึ้ง “นายหญิงท่านต้องการจะสื่ออะไรหรอคะ, ข้าไม่เข้าใจเลย”

“ในตอนที่พวกเราผ่านสำนักราชการของเมืองกวางตะวันออก, เจ้าจงไปฝากให้หลี่ ซีปิง ทำเรื่องให้เขาได้ไปเรียนที่สำนักหลวนขจีด้วย ถ้าพวกเรารีบไปเร่งเขาตั้งแต่ที่นั่น, เขาน่าจะจัดการได้เสร็จทันเวลานะ” หญิงที่อยู่ข้างหลังผ้าม่านพูด

“นี่ท่านจะเป็นผู้รับรองให้เขาเข้าร่วมการสอบเข้าของสำนักหลวนขจีหรอคะ?” จากนั้นหญิงสาวน่ารักก็เงียบไปพักนึงก่อนที่จะถามขึ้นมาอีก “ทำไมหล่ะคะ?”

“พอมาคิดถึงเหตุผลแล้วมันก็ค่อนข้างจะน่าตลกอยู่หล่ะนะ ข้าบังเอิญนึกขึ้นมาได้ว่าในตอนที่ข้ายังเด็ก, ท่านปู่เคยเล่าเรื่องของคนๆนึงให้ข้าฟัง, เขาบอกข้าว่าในอดีตคนๆนั้นมักจะชอบตะโกนออกมาในวันที่ฝนไม่น่าจะตกแน่ๆว่า ‘สายลมกำลังรุนแรงขึ้น, เดี๋ยวพายุฝนกำลังจะเข้ามา, ทุกคนรีบไปเก็บเสื้อผ้าของตัวเองเข้าบ้านเถอะ’ อะไรประมาณนี้หน่ะ” เสียงของผู้หญิงที่อยู่ข้างหลังม่านดูผ่อนคลายขึ้น, ราวกับว่าเธอกำลังหวนรำลึกถึงความทรงจำดีๆบางอย่างขึ้นมา, ที่มุมปากของเธอนั้นขยับขึ้นเล็กน้อยและเผยให้เห็นรอยยิ้มอ่อนๆที่ไม่น่าจะเกิดขึ้นได้

“ท่านกำลังพูดถึงอาจารย์ใหญ่จางอยู่หรอคะ?” หญิงสาวไม่ได้หันกลับมา, แต่แผ่นหลังของเธอกำลังสั่นเทาอย่างเห็นได้ชัด

“นอกจากเขา, จะมีคนอื่นที่คู่ควรให้ท่านปู่ของข้าพูดถึงบ่อยๆอีกรึไง?” เสียงของผู้หญิงที่อยู่หลังม่านเย็นชาขึ้นมาเล็กน้อย “ในตอนที่เจ้าไปหาหลี่ ซีปิง, อย่าลืมบอกให้เขาจัดการเรื่องของจาง เจิ๋นตงด้วยหล่ะ เป็นแค่เจ้าเมืองเล็กๆที่เกิดจากสามัญชนแท้ๆ, แต่กลับมีที่ดินถึงเจ็ดแห่ง จงส่งเขาไปเข้ากองทัพชายแดนของหุบเขามังกรอสรพิษซะ, ถ้าเขาสามารถรอดกลับมาได้หลังจากที่เข้าประจำการครบสามปี, พวกเราจะเหลือที่ดินให้เขาสามแห่งจากเจ็ดแห่ง”

“มีเรื่องอื่นที่อยากฝากฝังเขาอีกไหมคะ?” หญิงสาวน่ารักพยักหน้า, ในขณะที่สะบัดแส้อีกครั้งด้วยความนุ่มนวล

“หลี่ ซีปิง เคยไปประจำการอยู่ที่กองทัพชายแดนมาเป็นเวลาหกปี, แล้วยังทำหน้าที่ในฐานะเจ้าเมืองมาเป็นเวลาสิบสามปีแล้ว  ตาเฒ่าเขี้ยวลากดินผู้นี้ฉลาดเกินกว่าที่เจ้าจะจินตนาการได้ด้วยซ้ำ, ไม่มีความจำเป็นต้องฝากฝังอะไรอีกแล้วหล่ะ” ผู้หญิงที่อยู่ข้างในรถม้าหัวเราะอย่างเย็นชา อย่างไรก็ตาม, หลังจากที่พูดจบ, ดูเหมือนว่าเธอจะนึกเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้, ดังนั้นเธอจึงพูดต่ออย่างเฉยเมย “อ่อแล้วก็บอกเขาด้วยว่า, ข้าไม่อยากให้คนอื่นรู้ว่าเจ้าหลินลำดับสองนี่เป็นคนที่ข้าฝากฝัง”

……

ล้อของรถม้าส่งเสียงรบกวนเบาๆในขณะที่เคลื่อนที่ไปตามถนนหินลูกเต๋า มีเด็กกลุ่มนึงที่กำลังเล่นสนุกอยู่ใต้ต้นปอปลาร์สีเหลืองที่บริเวณนอกป่ากวางได้หยุดการกระทำของพวกเขาลงอย่างกระทันหัน, พวกเขากำลังมองดูรถม้าคันนี้ไต่ขึ้นเนินเล็กๆมุ่งหน้าออกจากหมู่บ้านป่ากวางจนพ้นหูพ้นตาพวกเขาไปในที่สุด

“ดูเหมือนว่าในโลกนี้จะมีจอมยุทธอยู่จริงๆสินะ...” หลิน ฉี ยังคงยืนอยู่ใต้นซุ้มทางเข้า,  สีหน้าของนายน้อยลำดับสองผู้มีชื่อเสียงในหมู่บ้านป่ากวางนี้แปลกออกไปเล็กน้อย เขากำลังทำหน้าเหม่อลอย, และลูบหน้าผากของตัวเองเป็นครั้งคราวราวกับว่ามันมีแผลถลอกอยู่ตรงนั้น

“ใกล้จะได้เวลาแล้วสินะ” ทันใดนั้นเอง, สีหน้าของเขาก็กลับมาจริงจัง เขาดึงหมวกของเสื้อคลุมที่เขาสวมขึ้น, ทำเป็นช่องใส่, และจากนั้นก็เงยหน้าขึ้น, พร้อมกับเพ่งสมาธิไปยังซุ้มทางเข้าที่อยู่เหนือศรีษะของเขา

ผึบ!

แทบจะในจังหวะเดียวกับที่เขาทำการเคลื่อนไหวแปลกๆพวกนี้เสร็จ, บางทีมันอาจเป็นเพราะฝนไม่ได้ตกลงมานานเกินไป, บางทีมันอาจเป็นเพราะยอดอ่อนของต้นวอร์มวูดบีบตัวออกมาจากช่องว่างระหว่างแผ่นหินอย่างไม่ย่อท้อ, บนซุ้มทางเข้าที่อยู่ในสภาพปกติในตอนแรก, จู่ๆคานไม้บนยอดซุ้มก็ส่งเสียงแตกออกมาเบาๆ, ทำให้คานเอียงลงมาในทันที

ภายใต้เสียงร้องจิ้บจิ้บด้วยความตื่นตระหนก, หลิน ฉี ก็ทำการเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว มันเหมือนกับเขารู้อยู่แล้วว่ารังที่ทำจากหญ้าแห้งนี้จะตกลงมายังไง, เขาคว้ารังหญ้าแห้งที่ตกลงมาอย่างกระทันหันนี้เอาไว้ได้อย่างมั่นคง

มีรอยยิ้มสดใสปรากฎขึ้นบนใบหน้าของเขาในทันที, ซึ่งมันก็ทำให้ช่วงเช้าตรู่ของหมู่บ้านป่ากวางนี้ดูสงบสุขขึ้น ชายหนุ่มอายุสิบเจ็ดอย่างสิบแปดปีผู้นี้ได้โอบรังหญ้าแห้งนี้เอาไว้ในอ้อมแขนในขณะที่วิ่งไปตามถนนหินลูกเต๋าของหมู่บ้านป่ากวาง, จากนั้นเขาก็ก้าวไปเหยียบบนทางเท้าที่ราบเรียบอย่างสมบูรณ์จากการเดินเหยียบปีแล้วปีเล่า, ฝีเท้าอันแสนสุขนี้ได้นำพารอยยิ้มและเสียงฮือฮามาด้วย

“เจ้าหนู...วิ่งช้าๆหน่อยก็ได้, เดี๋ยวก็ล้มหรอก!”

“จริงๆเล้ย, เจ้าหลินลำดับสองเอ้ย...ตัวโตขนาดนี้, ยังจะไล่เก็บรังนกอยู่อีก”

“เห้อ, ใช่ไหมหล่ะ? อายุก็ไม่ใช่น้อยๆแล้ว, ยังจะเล่นกับพวกนกอยู่ได้”

“...” หลิน ฉี, ที่ร่างกายเต็มไปด้วยขนนกนั้น, หลังจากได้ยินพวกลุงๆป้าๆที่กำลังซักเสื้อผ้าอยู่ตรงบ่อน้ำพูดเรื่อง ‘เล่นกับนก’, เขาก็ไม่ได้ชะลอฝีเท้าลงเลย เขาวิ่งขึ้นไปทางเหนือของหมู่บ้านป่ากวางจนไปถึงลานบ้านหลังนึงที่ถูกห้อมล้อมด้วยกำแพงเล็กๆสีขาวพร้อมกับมีรูปปั้นสิงโตตัวเล็กๆตั้งอยู่ หลังจากพักหายใจอยู่ครู่นึง, ชายหนุ่มคนนี้ก็ยืดตัวตรง, และเปิดประตูบ้านที่มีสีแดงเลือดนก, เหมือนกับแม่ทัพที่ได้รับชัยชนะกลับมาจากสงคราม, เขาวิ่งเข้าไปข้างในพร้อมกับตะโกนออกมาด้วยความรู้สึกที่ทั้งภาคภูมิใจและอิ่มเอมไปด้วยสุข “น้องพี่, รีบมาดูเร็ว, ข้าเอาของดีกลับมาให้เจ้าด้วย!”

“พี่ใหญ่, ของดีอะไรหรอคะ!?”

หลังจากที่เสียงอันน่ารักที่เต็มไปด้วยความดีใจดังขึ้น, เด็กสาวที่สวมเสื้อคลุมสองชั้นก็วิ่งออกมาจากห้องๆหนึ่งในบ้าน

เด็กสาวอายุสิบเอ็ดย่างสิบสองปีคนนี้มีหน้าตาน่ารัก, คิ้วของเธอเรียวงามเหมือนกับภาพวาด, เธอไว้ผมทรงหางม้า, และมีดวงตาที่สดใสและเปล่งประกายอย่างน่าเหลือเชื่อ ใบหน้าเล็กๆสีขาวนวลของเธอมีหมึกเปื้อนอยู่ด้วยเล็กน้อย, ซึ่งมันทำให้ใครก็ตามที่เห็นอดยิ้มออกมาไม่ได้

“ว้าว...นกนี่! นกสองตัวหล่ะ!” หลังจากที่ได้เห็นในแวบแรก, เด็กสาวหน้ารักคนนี้ยังสบสนอยู่ หลังจากนั้น, เหมือนกับตื่นขึ้นจากฝัน, เธอก็ส่งเสียงร้องออกมาด้วยความดีใจอย่างเต็มที่

“หลิน ฉี!”

หญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งที่ใบหน้าบ่งบอกว่ากำลังยับยั้งความโกรธและความเป็นห่วงเอาไว้อยู่รีบเดินออกมา ใบหน้าของผู้หญิงคนนี้คล้ายกับเด็กสาวและหลิน ฉี, แม้ว่าจะมีรอยย่นที่หางตาของเธอ, แต่ในสถานที่อย่างหมู่บ้านป่ากวางนั้น, มันยังคงมีกลิ่นอายที่สง่างามแฝงอยู่ในตัวเธออยู่

“ท่านแม่ครับ, เจ้าพวกนี้หล่นลงมาจากซุ้มประตูทางเข้าฝนฟ้าตกต้องตามฤดูกาล, ข้าไม่ได้ปีนขึ้นที่สูงเพื่อไปขโมยมันมานะ แถมถ้าขืนทำแบบนั้นจริงๆ, เสื้อผ้าของข้าคงจะเละกว่านี้อย่างแน่นอน” ในทันทีที่หลิน ฉีเห็นหญิงวัยกลางคนผู้นี้, เขาก็รีบเอ่ยปากแก้ตัวอย่างรวดเร็ว

ในตอนที่หญิงวัยกลางคนตรวจดูเสื้อผ้าของหลิน ฉี, ริ้วรอยบนใบหน้าของเธอก็อ่อนลง อันที่จริง, ตั้งแต่ตอนที่เขาตื่นขึ้นจากอาการป่วยอย่างรุนแรงในครานั้นเธอก็รู้แล้วว่า, นอกจากการที่ชอบพูดเรื่องไร้สาระ, ลูกชายของเธอคนนี้ก็ไม่เคยทำอะไรอย่างอื่นให้เธอเป็นห่วงเลย

“เฉียนเฉียน, ตอนนี้อย่าพึ่งจับพวกมัน ก่อนอื่นไปล้างหน้าล้างตาของเจ้าให้สะอาดเถอะ, แล้วเดี๋ยวแม่ค่อยสอนวิธีดูแลเจ้าพวกนี้ให้เจ้าในภายหลัง...”

“อ้ะ! ได้ค่ะท่านแม่, ข้ารักท่านที่สุดเลย!” เด็กสาวน่ารักรีบดีดตัวขึ้นมาในทันทีแล้วส่งเสียงดีอกดีใจออกมาอีกครั้งนึง

...

“พี่ใหญ่, มีนกอยู่สองตัว, ข้าจะตั้งชื่อตัวนึงว่าหลิน ฉี, ส่วนอีกตัวก็หลิน เฉียน ดีไหมคะ?”

“เห้อ...ยัยน้องสาวจอมทึ่มเอ้ย, ใครจะอยากเอาชื่อตัวเองไปตั้งชื่อนกหล่ะ? การเรียกนกด้วยชื่อตัวเอง***มันก็ไม่ต่างอะไรจากการสาปแช่งตัวเองไม่ใช่หรอ?”

ในช่วงเช้าตรู่ของหมู่บ้านป่ากวาง, ข้างในบ้านเล็กๆอันเงียบสงบ, ชายหนุ่มอายุสิบเจ็ดย่างสิบแปดปีกับเด็กสาวที่ล้างหน้าจนสะอาดแล้ว, กำลังพูดคุยกันในขณะที่วางรังนกเอาไว้ในตะกร้าสานที่วางอยู่บนขอบหน้าต่าง

ข้างในรังนี้มีลูกนกขนสีเหลืองดกที่ได้กินอาหารเรียบร้อยแล้วอยู่สองตัว

ภายในห้องอีกห้องหนึ่งที่อยู่อีกฝั่งของบ้าน, มีหญิงวัยกลางคนหน้าตาดีคนหนึ่งกำลังจัดเรียงปากกา, กระดาษ, และหินหมึกอยู่บนโต๊ะริมหน้าต่าง, ในบางครั้งเธอจะยิ้มออกมาในขณะที่หันกลับมามองชายหนุ่มกับเด็กสาวที่กำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน

...............................................................................................................................................................

*เป็นคำแสลงที่ใช้เรียกคนที่ชอบทำตัวเอื่อยเฉื่อย, เป็นคำวิจารณ์ที่ดูนุ่มนวล

**นกในตำนานจีนมีความเกี่ยวข้องกับฟินิกซ์

***การกล่าวคนว่าเป็นนกนั้นเป็นคำแสลงในเชิงด่าทอ

จบบทที่ อารัมภบท (บท0) : รถม้าที่แล่นผ่านหมู่บ้านป่ากวาง

คัดลอกลิงก์แล้ว