- หน้าแรก
- เปิดฉากยุคสิ้นโลก ฉันคว้าชัยชนะอย่างง่ายดายด้วยระบบลงชื่อเข้าใช้
- บทที่ 20 โรงฝึกฝน + ห้องรักษาโรค
บทที่ 20 โรงฝึกฝน + ห้องรักษาโรค
บทที่ 20 โรงฝึกฝน + ห้องรักษาโรค
บทที่ 20 โรงฝึกฝน + ห้องรักษาโรค
"เธอไปฝึกที่โรงฝึกฝนมาหรือยัง"
"ยังเลย ฉันเห็นแถวยาวมาก"
"ขอบอกเลยนะว่ามันมีประโยชน์จริงๆ เมื่อวานฉันไปฝึกมานิดหน่อย รู้สึกได้ชัดเลยว่าตัวเบาขึ้น ตอนออกไปจัดการซากศพเดินดินเมื่อบ่ายนี้ฉันฆ่าเพิ่มได้อีกสองตัว แถมยังไม่รู้สึกเหนื่อยเลยด้วย"
"จริงเหรอ ถ้าอย่างนั้นฉันต้องลองไปดูบ้างแล้วละ"
"เรื่องจริงที่สุด เมื่อก่อนฉันใช้แต่แรงควายไล่ฟันซากศพ กลับมาทีไรเหนื่อยแทบขาดใจ แต่สองวันนี้หุ่นยนต์ตัวเล็กในโรงฝึกสอนท่าต่อสู้ระยะประชิดให้ฉัน พอเอาไปใช้จริงมันรู้สึกว่าง่ายขึ้นเยอะเลย"
"ถ้าใครมีพลังพิเศษนะ ยิ่งล้ำไปใหญ่ ฉันได้ยินมาว่ามีผู้มีพลังพิเศษคนหนึ่งเข้าไปฝึกได้สามวัน ระดับพลังเลื่อนขึ้นเฉยเลย!"
"สุดยอดไปเลย น่าเสียดายที่ฉันไม่มีพลังพิเศษ"
"ไม่มีพลังพิเศษแล้วยังไงล่ะ พวกเราก็มีเครื่องทุ่นแรงสิ ไปซื้อปืนเลเซอร์ กระบี่เลเซอร์ หรืออะไรพวกนั้นมาใช้ก็ได้ ซื้อน้ำหอมหรือเสื้อผ้าดีๆ มาเสริมเขี้ยวเล็บ วันหนึ่งหานิวเคลียสผลึกได้สิบยี่สิวก้อน ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าพวกผู้มีพลังพิเศษหรอก"
"เลิกคุยๆ ฉันต้องรีบไปต่อแถวแล้ว!"
"ฉันไปด้วย ฉันไปด้วย!"
พูดจบ ทั้งสองคนก็รีบวิ่งไปต่อแถวที่หน้าโรงฝึกฝน... เฉินซีคาดการณ์ไว้แล้วว่าโรงฝึกฝนและห้องรักษาโรคจะต้องได้รับความนิยม แต่เธอไม่นึกเลยว่าจะได้รับความนิยมล้นหลามขนาดนี้!
ห้องฝึกฝนสามารถรองรับคนได้เพียงครั้งละ 20 คน รอบละหนึ่งชั่วโมง โดยมีค่าใช้จ่าย 10 นิวเคลียสผลึก
เฉินซีไม่ได้กะจะทำกำไรจากส่วนนี้ นิวเคลียสผลึกทั้ง 10 ก้อนนั้นถูกนำมาใช้เพื่อเป็นค่าบำรุงรักษาการดำเนินงานของโรงฝึก เพราะภายในนั้นมีการจำลองสถานการณ์การฝึกฝนแบบเสมือนจริง
ตัวอย่างเช่น การพาคุณไปอยู่ในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยซากศพเดินดินจำนวนมาก หากผ่านด่านได้สำเร็จก็จะได้รับคะแนน ซึ่งสามารถนำไปแลกซื้อคอร์สฝึกฝนที่ยากขึ้นหรือสถานการณ์ระดับสูงขึ้นได้ เหมือนกับการเล่นเกมไม่มีผิด
ยิ่งไปกว่านั้น การฝึกในโรงฝึกฝนต่อให้ถูกกัดก็จะไม่ได้รับบาดเจ็บจริงๆ ร่องรอยทุกอย่างจะหายไปทันทีเมื่อก้าวเท้าออกมา นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมที่นี่ถึงฮิตติดลมบนนัก
ทว่า ต่อให้เปิดทำการตลอด 24 ชั่วโมง ในหนึ่งวันก็จะรองรับคนได้มากที่สุดเพียง 480 คนเท่านั้น
และการฝึกฝนไม่ใช่เรื่องที่จะสำเร็จได้ในวันเดียว การฝึกเพียงวันละหนึ่งชั่วโมงสม่ำเสมอจึงถือว่าดีที่สุด
ตอนนี้ในโรงเตี๊ยมมีคนอาศัยอยู่อย่างน้อยสองพันกว่าคน พื้นที่ฝึกจึงไม่เพียงพอต่อความต้องการอย่างสิ้นเชิง
ดังนั้น ภาพการต่อแถวที่ยาวเหยียดจึงปรากฏให้เห็นที่หน้าประตูทุกวัน แม้แต่ตัวเอกชายซึ่งเป็นผู้มีพลังพิเศษระดับ 6 ก็ยังมาร่วมต่อแถวกับเขาด้วย
ส่วนตัวเอกหญิงไม่ได้มาที่นี่ แต่เหอชิงก็มาเข้าแถวรอเช่นกัน
ดูเหมือนว่าทุกคนต่างก็กระหายที่จะแข็งแกร่งขึ้น
ในอีกด้านหนึ่ง บรรยากาศของห้องรักษาโรคนั้นแตกต่างออกไป
ผู้คนที่โรงฝึกฝนส่วนใหญ่จะเป็นผู้ใหญ่ที่ร่างกายแข็งแรง มีทั้งชายและหญิงที่อยู่ในวัยฉกรรจ์
แต่ที่ห้องรักษาโรค กลับเต็มไปด้วยผู้สูงอายุและคนวัยกลางคนที่เจ็บป่วย เด็กน้อย รวมถึงคนหนุ่มสาวที่ได้รับบาดเจ็บหรือพิการ
นับตั้งแต่มีการค้นพบว่าห้องรักษาโรคไม่เพียงแต่รักษาไวรัสซากศพได้เท่านั้น แต่ยังรักษาโรคภัยไข้เจ็บอื่นๆ ได้ผลดียิ่งกว่าการแพทย์สมัยใหม่เสียอีก ผู้คนมากมายจึงพากันพาร่างของญาติสนิทมิตรสหายมาที่นี่
การติดเชื้อไวรัสซากศพสามารถรักษาให้หายได้ภายในเวลา 24 ชั่วโมง ค่ารักษาจะผันแปรไปตามอาการ เช่น รอยข่วนเล็กน้อยอาจใช้เพียงสองหรือสามนิวเคลียสผลึก แต่หากบาดเจ็บที่หัวใจจนสลบไสลไปอาจต้องใช้ถึงสองหรือสามร้อยนิวเคลียสผลึก
โรคเรื้อรังที่การแพทย์สมัยใหม่ไม่สามารถรักษาให้ขาดได้ เช่น หอบหืด โรคหัวใจขาดเลือด เบาหวาน โรคกระเพาะเรื้อรัง และอื่นๆ ก็สามารถรักษาได้เช่นกัน โดยมีราคาอยู่ที่ประมาณหนึ่งถึงสองร้อยนิวเคลียสผลึก
แน่นอนว่าเมื่อทราบข่าวนี้ จำนวนคนที่มาต่อแถวก็ยิ่งเพิ่มทวีคูณขึ้นไปอีก
เฉินซีเดินเล่นไปรอบๆ โรงเตี๊ยมและสังเกตเห็นว่าพืชผักที่กลุ่มผู้สูงอายุช่วยกันปลูกไว้ที่สวนหลังบ้านนั้นเติบโตขึ้นมากทีเดียว
ผู้สูงอายุส่วนใหญ่เดินทางมาที่นี่พร้อมกับลูกหลาน ในตอนกลางวันพวกเด็กๆ จะออกไปสังหารซากศพเดินดินเพื่อหานิวเคลียสผลึก ส่วนพวกเขาก็จะอยู่ช่วยดูแลหลานๆ หรือไม่ก็พักผ่อนอยู่ในโรงเตี๊ยมเพียงลำพัง
คนแก่ไม่ชอบอยู่นิ่ง แต่ร่างกายก็ไม่เอื้ออำนวยให้ออกไปสู้รบตบมือกับซากศพ
เฉินซีจึงตัดสินใจแบ่งพื้นที่สวนหลังบ้านออกเป็นแปลงเล็กๆ หลายแปลง แล้วเปิดให้ผู้สูงอายุเช่าเพื่อปลูกผักทำสวน เนื่องจากดินในลานบ้านได้รับการชำระล้างโดยระบบแล้ว จึงไม่มีเรื่องปัญหาสุขภาพให้ต้องกังวล
เฉินซีนำเมล็ดพันธุ์มาวางขายในเครื่องจำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ และห้องอาหารก็สามารถรับซื้อผลผลิตผักและผลไม้เหล่านั้นกลับมาได้ หรือพวกเขาจะแลกเปลี่ยนซื้อขายกันเองอย่างอิสระก็ได้เช่นกัน ซึ่งช่วยให้พวกเขามีรายได้เลี้ยงตัว
เป็นไปตามคาด บรรดาผู้สูงอายุต่างพากันมีความสุขมาก และแต่ละคนก็ล้วนเป็นมืออาชีพด้านการเกษตร ผักที่พวกเขาปลูกดูจะงดงามยิ่งกว่าที่เฉินซีเคยปลูกไว้เสียอีก
"ขายมะเขือเทศจ้า! สองลูกต่อหนึ่งนิวเคลียสผลึกเท่านั้น~"
นั่นไง มีคุณตาคนหนึ่งกำลังร้องเรียกแขกอยู่ที่ข้างแปลงผัก เฉินซีจึงเข้าไปอุดหนุนมาห้านิวเคลียสผลึกเพื่อเอาไว้ทานเล่นแทนผลไม้
ผู้หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งก็เข้ามาซื้อไปไม่น้อย เธอหยิบออกมาลูกหนึ่ง เช็ดทำความสะอาดแล้วเริ่มทานทันที "คุณตาคะ มะเขือเทศของคุณตาอร่อยจริงๆ ค่ะ รสชาติดีกว่าที่เราเคยกินก่อนวันสิ้นโลกเสียอีก"
"แน่นอนสิ ตาทำไร่ทำนามาเป็นสิบปี มีประสบการณ์ดูแลพวกมันอย่างดีเชียวละ" คุณตากล่าวพลางหัวเราะร่วน "ตาไม่นึกเลยว่าจะได้กลับมากินมะเขือเทศที่ปลูกด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเองอีกครั้ง"
"นั่นสิคะ ฉันเองก็ไม่เคยนึกถึงเหมือนกัน เมื่อไม่กี่วันก่อนฉันยังต้องทนหิวและหวาดผวา กลัวว่าตัวเองจะตายวันตายพรุ่งอยู่เลย" หญิงคนนั้นถอนหายใจ
"ลองมองโลกภายนอกเทียบกับที่นี่ดูสิคะ มันเหมือนเป็นคนละโลกกันเลย"
"ใช่แล้ว ตั้งแต่มาที่นี่ ทุกอย่างมันดีขึ้นเรื่อยๆ จริงๆ"
"ใช่ ดีขึ้นเรื่อยๆ เลย!"
นับแต่วันสิ้นโลกเริ่มต้นขึ้น ทุกคนต่างต้องดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด ใบหน้าของพวกเขาเคยมืดมนไปด้วยความสิ้นหวัง
แต่ในตอนนี้ เฉินซีมองไปรอบๆ และเห็นว่าใบหน้าของทุกคนเต็มไปด้วยประกายแห่งความหวัง! เฉินซีเองก็แย้มยิ้มออกมาจากส่วนลึกของหัวใจเช่นกัน