- หน้าแรก
- ทะลุมิติไปเป็นแม่ของเหล่าบอสตัวร้าย
- บทที่ 454: การเลิกรา
บทที่ 454: การเลิกรา
บทที่ 454: การเลิกรา
บทที่ 454: การเลิกรา
หวังฉีมองหนิงเจียงที่ดูซึมเศร้าลงแล้วถามว่า "แล้วถ้าเขาทำให้ลูกผิดหวังล่ะ"
"ก็ไม่ถึงกับผิดหวังหรอกครับ เพราะความสัมพันธ์ในอดีตของเรา ยังไงเราก็ต้องติดต่อกันอยู่แล้ว แต่อาจจะไม่เหมือนเมื่อก่อน"
หนิงเจียงยิ้ม "แม่เคยบอกเองไม่ใช่เหรอครับว่าโลกใบนี้ไม่ได้มีแค่ขาวกับดำ ผมคงปฏิเสธไป๋เหยาจู่ไปเสียทั้งหมดไม่ได้หรอกครับ เพียงเพราะเขาทำบางอย่างไม่ตรงใจผมไปซะหมด"
หวังฉีมองท่าทีตรงไปตรงมาของหนิงเจียง รอยยิ้มก็ผุดขึ้นมาบนใบหน้าของเธออย่างห้ามไม่อยู่ "ถูกต้องจ้ะ"
ดูเหมือนว่าตั้งแต่การสนทนาครั้งล่าสุด วิธีการทำงานของหนิงเจียงจะเปลี่ยนไปพอสมควรเลย
"สรุปว่าเมื่อวานลูกคุยกับหลินมู่ซือแล้วสินะ"
"อืม"
เมื่อเห็นสีหน้ากระอักกระอ่วนเล็กน้อยของหนิงเจียง หวังฉีก็ยิ้ม "ดูท่าทางพวกลูกจะคุยกันได้ดีเลยนะ"
"ก็โอเคครับ เขาเป็นฝ่ายขอโทษก่อน แล้วผมก็ไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อยอยู่แล้ว"
น้ำเสียงของหนิงเจียงแฝงไปด้วยความเย่อหยิ่ง ทำให้หวังฉีอดไม่ได้ที่จะยิ้มกว้างขึ้นไปอีก
"เพื่อนก็ส่วนเพื่อน ธุรกิจก็ส่วนธุรกิจ ถ้ามีครั้งหน้า ผมจะทำให้ไอ้บ้าหลินมู่ซือเจ็บปวดซะให้เข็ด ให้มันรู้ซะบ้างว่านายน้อยคนนี้ไม่ใช่คนที่ใครจะมารังแกได้ง่ายๆ"
เขาไม่ใช่คนยอมเสียเปรียบใครอยู่แล้ว และเรื่องนี้สำหรับเขามันยังไม่จบหรอก!
"ดีแล้ว" หวังฉีมองหนิงเจียงที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาพลางหัวเราะเบาๆ "ตราบใดที่ลูกรู้ว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ก็พอ"
"ผมก็ไม่ได้รู้ไปซะหมดหรอกครับ บางครั้งผมก็ไม่เข้าใจเสี่ยวไป๋เลยจริงๆ"
หนิงเจียงขมวดคิ้วเล็กน้อยพลางมองแม่ "แม่ครับ ความรักมันสำคัญกว่าหน้าที่การงานเหรอครับ"
ไม่ว่าจะเป็นแม่ของเขา หลินเฉินผู้เก่งกาจ หรือใครก็ตามที่เขาชื่นชม ล้วนมีนิสัยบ้างานเหมือนกันหมด เขาแทบไม่เคยเห็นพวกเขายึดติดกับเรื่องอารมณ์ความรู้สึกเลย
คนอย่างหลินเฉินถึงขั้นมีชีวิตอยู่เพื่อผลประโยชน์ล้วนๆ และเพิ่งจะมีความเป็นมนุษย์ขึ้นมาบ้างก็หลังจากที่อันอันและหนิงหนิงปรากฏตัวขึ้นมาในชีวิตเท่านั้น
ประโยคนี้หลินมู่ซือ ลูกชายแท้ๆ ของหลินเฉินเป็นคนพูดออกมาจากปากของเขาเองเลยนะ
แม่เองก็เหมือนกัน—วันๆ เอาแต่ขลุกอยู่ที่บริษัทหรือไม่ก็ที่บ้าน และบางครั้งก็ยังเอางานกลับมาทำที่บ้านอีกต่างหาก
สิ่งนี้ค่อยๆ ปลูกฝังความเชื่อในใจของหนิงเจียงว่า ครอบครัวและหน้าที่การงานเท่านั้นที่เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด
แต่ไป๋เหยาจู่กลับเป็นข้อยกเว้นในกลุ่มของพวกเขา และเมื่อมาคิดดูดีๆ โจวหวยเองก็เคยเป็นแบบนั้นเหมือนกัน
คนอื่นๆ ต่างมุ่งความสนใจไปที่หน้าที่การงานของตัวเอง แต่สองคนนั้นกลับจมดิ่งอยู่ในเกมแห่งความรักจนถอนตัวไม่ขึ้น
เพราะสิ่งที่เรียกว่าความรัก ทำให้ตอนนี้โจวหวยแทบไม่กล้ากลับบ้าน และเพราะความรัก ไป๋เหยาจู่ก็เกือบจะสูญเสียครอบครัวของเขาไป
พวกเขาไม่มีแนวคิดเรื่องเงินทอง คิดแค่ว่ามีเงินพอใช้ก็พอแล้ว
ต่างจากตัวเขาและฉางเฟิง สำหรับพวกเขาแล้ว เงินมีความสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด มีเพียงเงินเท่านั้นที่สามารถเนรมิตสิ่งที่พวกเขาต้องการได้ พวกเขาจึงไม่เคยคิดว่าตัวเองมีเงินมากเกินไป รังแต่จะอยากทำงานอย่างหนักเพื่อหาเงินมาให้ได้เยอะๆ
"จุดมุ่งหมายของแต่ละคนไม่เหมือนกันหรอกนะ บางคนแสวงหาความสำเร็จในหน้าที่การงาน บางคนแสวงหาความอบอุ่นในครอบครัว บางคนก็แสวงหาความตื่นเต้นท้าทาย และแน่นอน บางคนก็แสวงหาความรัก"
หวังฉีจิบชา "การเอามาตรฐานของตัวเองไปตัดสินหรือกะเกณฑ์คนอื่น ไม่ได้ทำให้พวกเขาเหนื่อยหรอกนะ แต่เป็นลูกต่างหากที่จะเหนื่อย"
"ถ้าอย่างนั้น... แม่คิดว่าไป๋เหยาจู่จะเลิกกับแฟนไหมครับ"
"เลิกสิ"
...และก็เป็นอย่างที่หวังฉีพูดไว้ ไป๋เหยาจู่ไปขอเลิกกับเฉิงหลี่ชิงจริงๆ
ในร้านกาแฟ เสียงร้องไห้ฟูมฟายอย่างควบคุมไม่อยู่ของหญิงสาวดึงดูดความสนใจของทุกคนรอบข้าง
"ทำไมเราต้องเลิกกันด้วย ฉันยอมทำทุกอย่างเพื่อเธอเลยนะ!"
"ถ้าเธอคิดว่าพ่อแม่ของฉันเป็นอุปสรรคต่อความรักของเรา ฉันตัดขาดกับพวกท่านก็ได้ ขอร้องล่ะ อย่าทิ้งฉันไปเลยนะ ฉันรักเธอจริงๆ!"
ไป๋เหยาจู่รู้สึกปวดใจอย่างมากเมื่อมองเฉิงหลี่ชิงที่กำลังกอดแขนเสื้อเขาไว้แน่นและร้องไห้อย่างหนัก
แต่เขาคิดทบทวนมาทั้งคืนแล้ว เขากับเฉิงหลี่ชิงเข้ากันไม่ได้จริงๆ
นอกจากเรื่องที่ความสัมพันธ์ของพวกเขาเกี่ยวข้องกับครอบครัวทั้งสองฝ่ายแล้ว ยังมีเรื่องนิสัยของเฉิงหลี่ชิงอีกด้วย
เธอเป็นคนขาดความมั่นใจในตัวเอง พอตกหลุมรักใครสักคน เธอก็พร้อมจะสูญเสียความเป็นตัวเองไปในทันที
ตอนแรก ไป๋เหยาจู่ก็คิดว่ามันไม่ใช่เรื่องแย่อะไร—ใครบ้างล่ะจะไม่อยากได้คนที่มีสายตาและหัวใจจดจ่ออยู่แค่เราเพียงคนเดียว
แต่ทว่า... มันเหนื่อยเกินไป
โดยเฉพาะหลังจากที่เธอรู้ว่าเขามีจ้องชาย ความเหนื่อยล้าทางจิตใจในรูปแบบต่างๆ ก็ประดังประเดเข้ามา
"หลี่ชิง มีสติหน่อยสิ"
ไป๋เหยาจู่พยายามอธิบายให้เฉิงหลี่ชิงฟังอย่างอดทน "มันไม่คุ้มหรอกนะที่จะต้องมาผิดใจกับพ่อแม่ตัวเองเพื่อผู้ชายคนเดียว"
แต่ในวินาทีนี้ เฉิงหลี่ชิงไม่พร้อมรับฟังคำพูดใดๆ ของไป๋เหยาจู่เลย เธอใช้สองมือกอดแขนของไป๋เหยาจู่ไว้แน่น "คุ้มสิ! ตราบใดที่เป็นเธอ ต่อให้ต้องแลกด้วยอะไรก็คุ้มทั้งนั้น!"
"ฉันรู้ว่าเธอต้องโทษฉันแน่ๆ ที่พาเป่าเป่ากลับบ้าน แล้วก็โทษที่พ่อฉันทำให้เป่าเป่าต้องเจ็บตัวแบบนี้ ฉันขอโทษแทนท่านก็ได้นะ! ถ้าเธอต้องการ ฉันจะลากพ่อมาขอโทษเธอด้วยตัวเองเลยก็ได้ ขอร้องล่ะ อย่าเลิกกันเลยนะ!"
การกระทำอันสิ้นหวังของหญิงสาวทำให้ผู้คนในร้านกาแฟเริ่มชี้หน้าด่าทอไป๋เหยาจู่
แหงล่ะ คงจะเป็นลูกไม้ของไอ้ผู้ชายเฮงซวยที่หลอกลวงหญิงสาวผู้บริสุทธิ์อีกตามเคย
"ฉันขาดเธอไม่ได้จริงๆ นะ เราอย่า..."
ก่อนที่เฉิงหลี่ชิงจะพูดจบ เธอก็ถูกกระชากแขนดึงตัวออกไปโดยหญิงสาวคนหนึ่งที่เดินเข้ามาด้วยใบหน้าเย็นชาและเต็มไปด้วยความโกรธจัด
เมื่อเฉิงหลี่ชิงเห็นว่าใครเป็นคนดึง เธอพยายามสะบัดแขนออก "ปล่อยฉันนะ!"
"เพียะ!"
เฉิงหลี่ชิงกุมใบหน้าตัวเองไว้ จ้องมองหญิงสาวหน้าตาสะสวยแต่เย็นชาตรงหน้าด้วยความตกตะลึง
หญิงสาวพูดเสียงเย็น "ทีนี้มีสติขึ้นมาบ้างหรือยัง"
เฉิงหลี่ชิงกุมหน้าสะอื้นไห้ ในขณะที่ไป๋เหยาจู่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ด้านข้าง
"บอกเลิกเสร็จหรือยัง" เซี่ยงฉือมองไป๋เหยาจู่ด้วยสีหน้าเรียบเฉย
ไป๋เหยาจู่พยักหน้า สีหน้าของเขาบ่งบอกชัดเจนว่าไม่มีความสุขนัก
เซี่ยงฉือคว้ามือเฉิงหลี่ชิง มองทั้งสองคนสลับกันไปมา แล้วพูดอย่างไม่ไว้หน้า "เด็กไม่รู้จักโตสองคนคบกันไม่ได้หรอกนะ"
"โดยเฉพาะเด็กไม่รู้จักโตที่กำลังคลั่งรักน่ะ" เซี่ยงฉือตวัดสายตามองเฉิงหลี่ชิงอย่างเหลืออด
รู้งี้เธอไม่น่าแนะนำให้สองคนนี้รู้จักกันตั้งแต่แรกเลย!
พูดจบ เซี่ยงฉือก็ลากตัวเฉิงหลี่ชิงออกไปทันที โดยไม่เปิดโอกาสให้เธอได้เปลี่ยนใจ
เฉิงหลี่ชิงที่เมื่อครู่ยังเกาะติดไป๋เหยาจู่หนึบเป็นตังเม กลับยอมเดินตามเซี่ยงฉือไปอย่างว่าง่ายหลังจากโดนตบเรียกสติไปฉาดหนึ่ง
หนิงเจียงกำลังทานข้าวอยู่ที่บ้านตอนที่ได้รับสายโทรศัพท์ที่เต็มไปด้วยความว้าวุ่นใจจากไป๋เหยาจู่
แม้ว่าแขนซ้ายของเป่าเป่าจะยังเข้าเฝือกคล้องคออยู่ แต่มือขวาของเขาก็ยังสามารถตักข้าวเข้าปากได้ เพียงแต่ช้าลงนิดหน่อย
เมื่อเขาได้ยินหนิงเจียงเรียกชื่อพี่ชายของตัวเอง เขาก็แอบชำเลืองมองหนิงเจียงเงียบๆ ก่อนจะรีบเบือนหน้าหนีอย่างรวดเร็ว
หลังจากวางสาย เดิมทีหนิงเจียงอยากจะถามแม่ว่าเธอเดาได้ยังไงว่าไป๋เหยาจู่กับเฉิงหลี่ชิงจะเลิกกัน แต่ก่อนที่เขาจะทันได้อ้าปาก แม่ก็ชิงพูดขึ้นก่อนว่า "กินข้าวไปเถอะ"
เธอไม่อยากคุยเรื่องนี้ต่อหน้าเป่าเป่า ถึงแม้เด็กสมัยนี้จะดูยังเด็ก แต่จริงๆ แล้วพวกเขารู้เรื่องหมดนั่นแหละ
สองสามวันที่ผ่านมานี้อารมณ์ของเป่าเป่าไม่ค่อยดีนัก และเพิ่งจะกลับมาร่าเริงขึ้นมาได้บ้างก็ตอนที่อันอันกับหนิงหนิงกลับมา เธอไม่อยากเพิ่มภาระทางจิตใจให้เขาอีก
หลังจากหวังฉีและหนิงเจียงทานข้าวเสร็จ พวกเขาก็เข้าไปในห้องหนังสือ อันอันล้างมือเสร็จก็ไปขดตัวอ่านหนังสืออยู่บนเก้าอี้ข้างเตาผิงในห้องนั่งเล่น เหลือเพียงหนิงหนิงที่ยังคงนั่งคุยเป็นเพื่อนและทานข้าวกับเป่าเป่าต่อไป
หนิงเจียงเดินตามแม่เข้าไปในห้องหนังสือแล้วพูดว่า "แม่ครับ แม่เดาแม่นจริงๆ ด้วย"
"เมื่อก่อนพวกเขารักกันจะตายไป แถมเมื่อวานพอเกิดเรื่องใหญ่ขนาดนั้น เสี่ยวไป๋ก็ไม่ได้โวยวายใส่เฉิงหลี่ชิงเลย แถมยังปลอบใจเธอด้วยซ้ำ ผมก็นึกว่าเขาจะหลงรักเฉิงหลี่ชิงจนหัวปักหัวปำซะอีก"
ความสัมพันธ์ระหว่างไป๋เหยาจู่กับเฉิงหลี่ชิงสามารถยืนยันประโยคในละครทีวีที่ว่า 'ความรักทำให้คนตาบอด' ได้อย่างสมบูรณ์แบบจริงๆ
"ที่เขาไม่โวยวายก็อาจจะเป็นเพราะการอบรมสั่งสอนที่เขาได้รับมา และก็เป็นเพราะตัวเขาเองก็มีปัญหาใหญ่เหมือนกัน"
"เขาน่าจะรู้ซึ้งถึงนิสัยของเฉิงหลี่ชิงดีกว่าพวกเราทุกคน แต่เขาก็ยังคงดึงดันที่จะหลอกตัวเองต่อไป"
หวังฉีมองไปที่หนิงเจียงขณะพูด "ถ้าลูกยังมัวแต่หลอกตัวเองอยู่แบบนี้ มีโอกาสสูงมากที่ลูกจะพังไม่เป็นท่า"
จู่ๆ หนิงเจียงก็นึกถึงแผนการที่เขายังไม่ได้ลงมือทำขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
ใช่แล้ว แผนการมักจะมีการเปลี่ยนแปลงได้เสมอ
แม่พูดถูก เขาจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานของตัวเองอีกครั้ง