- หน้าแรก
- หยุดก่อนเจ้าหนุ่ม ชะตาเจ้ายังไม่จบ
- บทที่ 149 ถูกกินจนเรียบ
บทที่ 149 ถูกกินจนเรียบ
บทที่ 149 ถูกกินจนเรียบ
บทที่ 149 ถูกกินจนเรียบ
หลังจากออกมาจากหอหนิงเซียง ฉินลั่งก็มุ่งหน้าไปที่หอทิงอวี่ต่อ
ราคาของที่นั่นยังคงแพงหูฉี่เหมือนเดิม
ฉินลั่งเคยไปเยือนหอทิงอวี่ในเมืองจิงโจวมาแล้ว เมื่อนำมาเปรียบเทียบกัน เฉพาะค่าเครื่องดื่ม เมืองหยางโจวก็ยังถือว่าแพงกว่าเล็กน้อย
ส่วนเรื่องธุรกิจ... คงบอกได้เพียงว่าเมื่อเทียบกับบรรยากาศที่ฉินลั่งเคยสัมผัสในเมืองจิงโจวก่อนจะเกิดเหตุการณ์ 'หงสาเสาะหาคู่' หอทิงอวี่ในหยางโจวตอนนี้ดูซบเซาลงไปถนัดตา
ฉินลั่งใช้วิธีแยบยลเลียบเคียงถามแขกบางคนในหอถึงมุมมองที่พวกเขามีต่อ 'หงสาเสาะหาคู่' เขาก็พบว่าลูกค้าส่วนใหญ่ที่ยังคงแวะเวียนมาที่หอทิงอวี่ ล้วนมองว่า 'หงสาเสาะหาคู่' เป็นเพียงแค่นิทานเรื่องหนึ่ง และไม่ได้เก็บมาใส่ใจอะไรมากมายนัก
ฉินลั่งคิดในใจว่าแบบนี้ก็ดีแล้ว ขอแค่ยังมีคนหัวใสมีสติอยู่บ้าง หอทิงอวี่ก็ยังมีหวังที่จะกลับมาผงาดได้อีกครั้ง
...
"คุณชาย เดินทางปลอดภัยนะเจ้าคะ~"
หลังจากผ่านไปราวๆ หนึ่งถึงสองชั่วยาม ฉินลั่งก็เดินออกมาจากหอทิงอวี่
หลังจากการสำรวจและตรวจสอบหอนางโลมยักษ์ใหญ่ประจำท้องถิ่นทั้งสองแห่งเสร็จสิ้น ตามหลักแล้ว ฉินลั่งก็ควรจะกลับไปที่โรงเตี๊ยมได้แล้ว
กู้จินเองก็ไม่ได้ชื่นชอบสภาพแวดล้อมของหอนางโลมนัก จึงเร่งเร้าให้ฉินลั่งรีบกลับโรงเตี๊ยม
"ไม่ต้องรีบหรอกน่า ไม่ต้องรีบ"
แต่ฉินลั่งกลับดูสบายๆ ไม่เดือดร้อน:
"เรื่องนี้... โบราณว่าไว้ 'ช้าๆ ได้พร้าเล่มงาม'..."
"?!"
"อะแฮ่ม ไม่สิ ต้องพูดว่า 'ช้าๆ ได้กินเต้าหู้เล่มงาม' ต่างหาก"
"เจ้าคิดจะมากิน 'เต้าหู้' ใครกัน...?"
เด็กสาวยกแขนขึ้นกอดอกด้วยความระแวดระวัง ฉินลั่งหัวเราะหึๆ อย่างหน้าไม่อาย:
"ที่รักจ๋า พูดกันตามตรง ข้าก็อยากกินของเจ้านั่นแหละ"
"..."
"เพราะงั้น ลองคิดดูสิ ในเมื่อวันนี้เราออกมาเดินสำรวจกัน แถมยังไม่ได้กำหนดเวลาด้วยว่าจะกลับเมื่อไหร่ ทำไมเราไม่... ค้างคืนข้างนอกกันสักคืนล่ะ?"
"ค้างคืนข้างนอกงั้นรึ?"
กู้จินขมวดคิ้วมุ่น:
"ค้างที่หอนางโลมอีกน่ะรึ?"
"ไม่ๆๆ เราไปหาโรงเตี๊ยมดีๆ พักกัน เอาแบบที่หรูกว่าโรงเตี๊ยมโหย่วฝูสักหลายๆ ระดับไปเลย"
ฉินลั่งล้วงปึกตั๋วเงินที่เล่นพนันชนะมาจากสนามประลองออกมาจากอกเสื้อแล้วโบกไปมา:
"คนรักของเจ้าอย่างข้าน่ะ ยังพอมีฝีมือหาเงินอยู่บ้าง โชคดีนะที่ข้าหัวไว อินผิงก็เลยไม่ได้ยึดเงินก้อนนี้ไป... จินเอ๋อร์ พวกเราไปหาโรงเตี๊ยมระดับหรูสุดๆ พักกันเถอะ! เอาห้องใหญ่ๆ ที่ไม่ได้มีแค่เตียงใหญ่ๆ แต่ต้องมีอ่างอาบน้ำใหญ่ๆ ด้วย เอาแบบที่ลงไปแช่พร้อมกันสองคนได้สบายๆ เลย..."
ฉินลั่งเริ่มวาดภาพโลกส่วนตัวยามค่ำคืนของพวกเขาสองคนให้กู้จินฟังเป็นฉากๆ หลังจากทนฟังด้วยความขัดเขินอยู่ครู่หนึ่ง จู่ๆ เด็กสาวก็รู้สึกได้ถึงความผิดปกติบางอย่าง
ฉากแบบนี้...
ทำไมมันให้ความรู้สึกเหมือนสามีตัวแสบที่แอบขโมยเงินเมียหลวงที่บ้าน เพื่อหนีมาเสวยสุขกับเมียน้อยเลยล่ะ...
...
แต่นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ที่สำคัญคือ กู้จินรู้ดีว่าคนที่รออยู่ในโรงเตี๊ยมโหย่วฝูนั้นไม่ใช่คนธรรมดาสามัญ นางจึงปฏิเสธอย่างนึกเสียดาย:
"ถึงแม้ฮูหยินจะไม่ได้กำหนดเวลาให้เรากลับ แต่ทางที่ดีเราก็ไม่ควรเถลไถลอยู่ข้างนอกกันสองต่อสอง ไม่อย่างนั้น หากฮูหยินเกิดไม่พอใจขึ้นมา..."
"ไม่เป็นไรน่า ไว้วันหลังข้าค่อยหาเวลาไปค้างคืนแบบสองต่อสองกับอินผิงบ้าง เพื่อเป็นการชดเชย... เอ่อ..."
"..."
สายตาของเด็กสาวคมกริบขึ้นมาทันที
"ข้าหมายความว่า..."
"เหอะ"
กู้จินไม่อยากฟังคำแก้ตัวของเขา นางแค่นเสียงเย็นชา สะบัดหน้าหนี แล้วเดินตรงไปยังถนนสายเล็กๆ อีกเส้นหนึ่ง ฉินลั่งรีบสาวเท้าตามไปติดๆ ทันได้ยินเสียงนางบ่นพึมพำเบาๆ ตามหลัง:
"โลกส่วนตัวอะไรกัน... ทีกับใครก็ไปทำแบบนี้ได้หมดเลยสินะ...?"
"ไม่ใช่นะ จินเอ๋อร์ ที่รักจ๋า เจ้าเข้าใจผิดแล้ว"
ไม่ว่านางจะเข้าใจผิดหรือไม่ก็ตาม คืนนี้ฉินลั่งก็อยากจะใช้เวลาอยู่ข้างนอกตามลำพังกับกู้จินจริงๆ
ส่วนเรื่องของซูอินผิงนั้น ฉินลั่งกล่าวว่า:
"แม่ทัพออกศึกอยู่แดนไกล บางครั้งก็อาจจะขัดราชโองการของฮ่องเต้ได้บ้าง การสำรวจตรวจสอบของเราก็ใกล้จะเสร็จแล้ว ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอกน่า"
"..."
เขาพูดน่ะมันก็ใช่ แต่จะบอกว่าฉินลั่งเป็น "แม่ทัพ" ก็คงพูดยาก กู้จินรู้เพียงแต่ว่าหญิงงามในโรงเตี๊ยมผู้นั้นต่างหากที่เป็น "ฮ่องเต้" ตัวจริงเสียงจริง
ในฐานะองครักษ์ประจำตัว การทอดทิ้งฮ่องเต้ไว้ในโรงเตี๊ยมแล้วหนีมาเสวยสุขกับผู้ชายของน้องสาวฮ่องเต้... ถุย!... หนีมาพลอดรักกันสองต่อสอง กู้จินทำใจให้ยอมรับไม่ได้จริงๆ
...
ในขณะที่ทั้งเธอและฉินลั่งกำลังยื้อยุดฉุดกระชากกันอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังก้องขึ้นในหัวของทั้งคู่โดยไม่มีปี่มีขลุ่ย
"ไอ้เด็กบ้า แล้วก็นังหนู พวกเจ้าสำรวจกันเสร็จแล้วทำไมยังไม่กลับมาอีก? คิดจะพากันหนีตามไปต่อหน้าต่อตาข้าเลยรึไง?"
"เป้ย... เป้ยเป้ย?"
ฉินลั่งอ้าปากค้าง ก่อนจะรีบยกมือขึ้นปิดปาก พยายามตอบกลับไปในใจ:
"เป้ยเป้ย นั่นเจ้าเหรอ?"
"ถ้าไม่ใช่ข้าแล้วจะเป็นผีสางที่ไหนล่ะ?!"
"ก็พูดยากนะ"
"ฮึ่ม! รีบไสหัวกลับมาเดี๋ยวนี้เลยนะ! ฉินลั่ง ถ้าเจ้ากล้าล่อลวงนังหนูนั่นไปทำเรื่องบัดสีล่ะก็ อย่าหาว่าข้าไม่เตือน... ข้าจะไม่ยอมตีดาบให้เจ้าอีกต่อไปเลยคอยดู!"
"?!!"
ไอ้คำว่า "ตีดาบ" ที่ว่านี่ มันก็คือการ "เหยียบจักรเย็บผ้า" นั่นแหละ
พอพูดถึงเรื่องนี้ ภาพเท้าเล็กๆ นุ่มนิ่มหอมกรุ่นของท่านประมุขก็แวบเข้ามาในหัวของฉินลั่ง หลังจากใคร่ครวญอย่างถี่ถ้วนอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดฉินลั่งก็ให้คำมั่นสัญญา:
"เข้าใจแล้ว ข้ากำลังจะกลับเดี๋ยวนี้แหละ"
...
ช่วยไม่ได้จริงๆ เขาไม่นึกเลยว่าจั๋วเป้ยเป้ยจะคอยจับตาดูทุกความเคลื่อนไหวอยู่อย่างลับๆ ในเมื่อนางเป็นคนเอ่ยปาก ก็แปลว่าซูอินผิงเองก็รู้แล้วเหมือนกันว่าการสำรวจตรวจสอบเสร็จสิ้นลงแล้ว ฉินลั่งจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องพากู้จินกลับไปที่โรงเตี๊ยม
——————————
"ง่ำ—~"
อีกด้านหนึ่ง ภายในห้องพักของโรงเตี๊ยมโหย่วฝู จั๋วเป้ยเป้ยที่เพิ่งจะถ่ายทอดข้อความเสร็จ ก็โยนขนมเค้กนึ่งเข้าปากเคี้ยวตุ้ยๆ จากนั้นก็หันไปมองซูอวี้ผิงด้วยสีหน้าเรียบเฉย:
"เป็นไงล่ะ? พอใจแล้วใช่ไหม?"
"..."
ซูอวี้ผิงยังคงนิ่งเงียบ
อันที่จริง เป็นนางเองนั่นแหละที่คอยลอบสังเกตความเคลื่อนไหวของฉินลั่งมาตลอด ทว่านางไม่สามารถส่งกระแสจิตหาฉินลั่งได้ เพราะซูอินผิงตัวจริงไม่ได้มีกำลังภายในแก่กล้าถึงเพียงนั้น หากซูอวี้ผิงเป็นคนส่งกระแสจิตไป ตัวตนของนางก็จะต้องถูกเปิดเผยอย่างแน่นอน นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมนางถึงต้องให้จั๋วเป้ยเป้ยเป็นคนจัดการแทน
เมื่อเห็นซูอวี้ผิงยังคงเงียบงัน จั๋วเป้ยเป้ยก็ละสายตาหันไปมองก้อนขนฟูสีขาวอีกด้านหนึ่ง
"นังตัวดี แล้วเจ้าล่ะว่าไง?"
"เหมียว!"
แมวตัวเมียตัวน้อย... หรือจะเรียกให้ถูกก็คือจิ้งจอกน้อยถวนถวน เห็นได้ชัดว่าในดวงตาสีฟ้าใสกระจ่างของมันมีแววขุ่นเคืองราวกับมนุษย์แฝงอยู่ หลังจากโก่งตัวขู่ฟ่อและร้องเหมียวๆ มันก็กระโจนขึ้นกลางอากาศแล้วตะปบกรงเล็บใส่จั๋วเป้ยเป้ย
แปะ.
ผลลัพธ์ที่ได้นั้นสมจริงสุดๆ จั๋วเป้ยเป้ยเพียงแค่ยื่นมือเล็กๆ ออกไปคว้าหมับเข้าที่หลังคอของถวนถวนอย่างจัง ไม่ว่ามันจะร้องเหมียวๆ หรือขู่ฟ่อดฟาดขนาดไหน หรือจะพยายามตะปบกรงเล็บสักเท่าไหร่ มันก็ไม่อาจแตะต้องตัวจั๋วเป้ยเป้ยได้แม้แต่ปลายเล็บ
"หึหึ~"
จั๋วเป้ยเป้ยย่อมต้องรู้สึกกระหยิ่มยิ้มย่องเป็นธรรมดา:
"คิดจะท้าทายข้าเหรอ? ไว้แกลงมาจากเขาเทียนซานเมื่อไหร่ค่อยมาคุยกับข้าก็แล้วกัน~"
"เมี้ยว—!"
"โอ๊ะโอ? โกรธเหรอเนี่ย? อ้อ ข้าลืมบอกไปว่า กว่าเจ้าจะลงมาจากเขาเทียนซาน ลูกชายของเจ้า... อื้ม... ลั่งเอ๋อร์ของเจ้าก็คงถูกผู้หญิงคนอื่นกินจนเรียบไปหมดแล้วล่ะมั้ง~"
"เมี้ยว เมี้ยว เมี้ยว!"
"ยังจะมาด่าข้าอีกเหรอ?!"
"เมี้ยว!"
"โอเคๆ อากาศมันเริ่มเย็นลงแล้วสิ ข้าก็กำลังอยากได้เสื้อคลุมขนจิ้งจอกอยู่พอดีเลย!"
...
และแล้ว เมื่อเห็นจั๋วเป้ยเป้ยกับสุนัขจิ้งจอกกำลังเถียงกันหน้าดำหน้าแดง ซูอวี้ผิงที่ทนดูต่อไปไม่ไหวก็ต้องเอ่ยปากขัดจังหวะในที่สุด:
"เอาล่ะ พวกเจ้าสองคน... พวกเจ้าสองคน เลิกทะเลาะกันข้ามเขาข้ามทะเลได้แล้ว"
"ไม่เถียงกันก็ได้ นังคนชั้นต่ำ นังแมวชั้นต่ำ นังจิ้งจอกชั้นต่ำ! ถ้างั้นเรามาสู้กันให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย!"
"เมี้ยว!"
ถึงแม้ว่าสตรีจากเขาเทียนซานผู้นั้นจะกำลังสิงอยู่ในร่างของสุนัขจิ้งจอกที่ไร้ทางสู้ แต่นางก็ยังคงตั้งท่าท้าทายและถลึงตาใส่ซูอวี้ผิงอย่างดุเดือดเมื่ออีกฝ่ายพยายามจะเข้ามาไกล่เกลี่ยอีกครั้ง
"เมี้ยว... เมี้ยว..."
"เอ๊ะ?"
ซูอวี้ผิงสะดุ้งตกใจ ดวงตากลอกไปมา ก่อนจะพึมพำด้วยความรู้สึกผิด:
"อย่าเข้าใจผิดสิ ไอ้เรื่อง 'กินจนเรียบ' อะไรนั่นน่ะ... ข้าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วยจริงๆ นะ ข้าทำไปก็เพื่อช่วยน้องสาว... มันเป็นแค่อุบัติเหตุ..."
"เมี้ยว!"
ถวนถวนแสดงออกอย่างชัดเจนว่าไม่เชื่อคำพูดเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย ก่อนจะกระโจนขึ้นกลางอากาศอีกครั้ง หมายจะตะปบเข้าใส่จั๋วเป้ยเป้ย
หมายเหตุ: มุก 'ตีดาบ' มาจากตอนที่ 137 'ท่านปรมาจารย์จั๋วเป้ยเป้ย' 'ดาบ' ในที่นี้หมายถึงดาบของฉินลั่ง และ 'ตีดาบ' ก็เป็นการเล่นคำพ้องเสียงกับคำว่า 'zj' (เท้า...) ด้วย