- หน้าแรก
- เปิดสำนักรับศิษย์สุดแกร่ง ข้าขอนอนเฉยๆ ก็เป็นเซียน
- บทที่ 7: บุคคลผู้นี้มีวาสนาเป็นศิษย์ของข้า
บทที่ 7: บุคคลผู้นี้มีวาสนาเป็นศิษย์ของข้า
บทที่ 7: บุคคลผู้นี้มีวาสนาเป็นศิษย์ของข้า
บทที่ 7: บุคคลผู้นี้มีวาสนาเป็นศิษย์ของข้า
เฉินเซวียนปรายตามองอย่างไม่ใส่ใจและเอ่ยเสียงเรียบ "ไม่ต้องไปสนใจหรอก เรื่องพรรค์นี้พบเห็นได้ถมเถไปในโลกแห่งการบำเพ็ญเพียร"
"ไปกันเถอะ!"
เขาไม่ใช่พวกพ่อพระใจบุญสุนทาน แม้ตอนนี้เขาจะมีการ์ดสังหารในพริบตาถึงสองใบและการ์ดทดลองใช้งานระดับฮว่าเสิน แต่ก็ไม่มีความจำเป็นใดต้องไปแกว่งเท้าหาเสี้ยนสร้างกรรมให้ตัวเอง
มู่หว่านชิงพยักหน้ารับคำและเดินตามหลังเฉินเซวียนไปอย่างว่าง่าย
หลี่ผิงอันก็เช่นกัน!
ชายชุดดำผู้เป็นหัวหน้าถอนหายใจด้วยความโล่งอก เมื่อเห็นว่าเฉินเซวียนและพวกอีกสองคนรู้จักเจียมเนื้อเจียมตัว
เย่ฮ่าวกวาดสายตามองไปรอบๆ และถ่มน้ำลายใส่หน้าหัวหน้าชายชุดดำพลางด่าทอ "ไอ้สุนัขลอบกัด จะลงมือก็รีบลงมือเสียที"
ชายชุดดำหัวเราะในลำคอโดยไม่รู้สึกรู้สาอันใด "คุณชายเย่ ผู้น้อยเรียกสิ่งนี้ว่าผู้รู้รักษาตัวรอดเป็นยอดคนต่างหากขอรับ!"
"อ้อ จริงสิ! ข้ามีข่าวดีจะแจ้งให้ท่านทราบด้วยนะ"
"หลังจากได้กระดูกเซียนของท่านไป คุณหนูเย่ก็เดินทางไปยังดินแดนภาคกลางแล้ว ว่ากันว่านางเป็นที่ต้องตาต้องใจของตำหนักวังยมโลก หนึ่งในสิบดินแดนศักดิ์สิทธิ์ และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นถึงธิดาศักดิ์สิทธิ์เชียวนะ
อีกไม่กี่ปีข้างหน้า ตระกูลเย่ของพวกเราก็จะกลายเป็นขุมกำลังระดับมหาอำนาจอันดับหนึ่งแห่งดินแดนตะวันออก" ชายชุดดำเอ่ยอย่างกระหยิ่มยิ้มย่อง ทว่าหลังจากสังเกตท่าทีของเย่ฮ่าวครู่หนึ่งแล้วไม่เห็นวี่แววของความโกรธแค้นหรืออับอาย เขาก็ถ่มน้ำลายอย่างขัดใจ
"ท่านอาจารย์? เป็นอะไรไปหรือเจ้าคะ!" มู่หว่านชิงที่เดินอยู่ดีๆ สังเกตเห็นท่านอาจารย์หยุดชะงักฝีเท้ากะทันหัน จึงเอ่ยถามด้วยความงุนงง
กระดูกเซียนของเขาถูกแย่งชิงไปงั้นหรือ?
เฉินเซวียนจับใจความสำคัญได้ จึงหันกลับไปมองเด็กหนุ่มในชุดคลุมสีเลือดที่ถูกกลุ่มชายชุดดำรุมล้อมอยู่... เย่ฮ่าว!
เนตรวัฏสงสารวิถีสวรรค์แสดงข้อมูลที่เกี่ยวข้องขึ้นมาทันที
【ชื่อ: เย่ฮ่าว】
【ฐานการฝึกตน: ขอบเขตเลี่ยนชี่ขั้นที่ห้า】
【รากปราณ: รากปราณสวรรค์ระดับสูงสุด】
【กายา: กายากระดูกเซียนโกลาหล (ถูกแย่งชิงไปแล้ว)】
【พรสวรรค์: เด็กคนนี้ไม่ธรรมดา】
แม่เจ้าโว้ย!
นี่มันหน้าต่างสถานะของบุตรแห่งโชคชะตาชัดๆ! บัฟมาเต็มสูบขนาดนี้
เฉินเซวียนอดไม่ได้ที่จะนึกถึงคนรู้จักคนหนึ่งขึ้นมา
เขาหันไปเห็นสีหน้างุนงงของศิษย์เอก ก็หัวเราะร่วนพลางกล่าว "บุคคลผู้นี้มีวาสนาเป็นศิษย์ของข้า พวกเราต้องช่วยเขา!"
"หา?!" มู่หว่านชิงเกาหัวแกรกๆ เมื่อครู่ท่านอาจารย์เพิ่งจะบอกเองมิใช่หรือว่าไม่ต้องไปสนใจ?
งงไปหมดแล้วเนี่ย... ตูม!
เสียงการปะทะกันของปราณวิญญาณดังกึกก้อง ฝุ่นตลบอบอวล ชายเสื้อปลิวไสวด้วยแรงปะทะของปราณวิญญาณอันมหาศาล
เย่ฮ่าวพ่นเลือดออกมาคำโต "พรวด" ร่างของเขากระเด็นลอยละลิ่วไปกระแทกพื้นอย่างแรง
เขามองดูหมู่เมฆบนท้องฟ้าเบื้องบน กำหมัดแน่น ในหัวมีเพียงความคิดเดียวที่ครอบงำจิตใจในขณะนี้
ไม่ยอมแพ้~
ขอเพียงครั้งเดียว แค่ครั้งเดียวก็เกินพอ!
ขอเพียงเขามีโอกาสแก้แค้นสักครั้ง เย่ฮ่าวก็พร้อมจะแลกด้วยทุกสิ่งทุกอย่าง
ไม่นานนัก ก็มีเงาร่างหนึ่งบดบังหมู่เมฆเบื้องบน
เย่ฮ่าวหลับตาลงอย่างสิ้นหวัง รอคอยวาระสุดท้ายของชีวิต
หลังจากรออยู่นานก็ไม่มีการโจมตีใดๆ ตามมาอย่างที่คิด เขาจึงรู้สึกประหลาดใจ และในตอนนั้นเอง ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นที่ข้างหู
"ใต้เท้า การกระทำเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรกัน?"
เฉินเซวียนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "คนผู้นี้อยู่ภายใต้การคุ้มครองของสำนักเวิ่นเต้าของข้า"
ขณะที่เย่ฮ่าวยังคงสับสนมึนงง หลี่ผิงอันก็เข้ามาช่วยพยุงเขาให้ลุกขึ้นยืน
เฉินเซวียนเอ่ยโดยไม่หันหน้ากลับไปมอง "เย่ฮ่าว วันนี้ข้าช่วยชีวิตเจ้าไว้ เจ้าเต็มใจจะเข้าร่วมสำนักเวิ่นเต้าของข้าหรือไม่?"
เย่ฮ่าวชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะฝืนทนต่อความเจ็บปวด ประสานมือคารวะและเอ่ยว่า "ผู้อาวุโส ผู้น้อยเย่ฮ่าว ยินดีเข้าร่วมสำนักของท่านขอรับ ทว่าผู้อาวุโสอาจจะยังไม่ทราบ กระดูกเซียนของข้าถูกควักออกไปแล้ว ตอนนี้ข้าเป็นเพียงคนพิการไร้ค่าเท่านั้น"
"ชาตินี้ข้าคงไม่อาจก้าวเข้าสู่วิถีแห่งเซียนได้อีกแล้ว..."
ความจริงเขาจะปิดบังเรื่องนี้เอาไว้ก่อนจนกว่าจะรอดพ้นจากภัยพิบัติครั้งนี้ไปได้ก็ได้ แต่เย่ฮ่าวเลือกที่จะบอกความจริงอย่างตรงไปตรงมา
เฉินเซวียนหัวเราะและกล่าวว่า "เจ้าพิจารณาแค่ว่าจะยอมเป็นศิษย์ของข้าหรือไม่ก็พอ ส่วนเรื่องอื่นไม่ต้องไปกังวล"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เย่ฮ่าวก็เอ่ยอย่างหนักแน่น "ผู้อาวุโส ผู้น้อยยินดีกราบท่านเป็นอาจารย์ขอรับ"
ชายชุดดำผู้เป็นหัวหน้าเอ่ยด้วยสีหน้ามืดครึ้ม "ใต้เท้าทราบหรือไม่ว่าพวกเราเป็นใคร? ท่านรู้หรือไม่ว่ากำลังสอดมือเข้ามายุ่งกับเรื่องอันใด?"
หากเขาไม่เห็นว่าคนผู้นี้มีกลิ่นอายที่ไม่ธรรมดา แตกต่างจากคนทั่วไป เขาคงลงมือจัดการไปนานแล้ว
"ลูกพี่ จะมัวไปต่อล้อต่อเถียงกับมันอยู่ทำไม? ในเมื่อมันกล้าแส่ไม่เข้าเรื่อง ก็ส่งมันไปเกิดใหม่ให้รู้จักระวังตัวมากกว่านี้ในชาติหน้าเสียเลยสิ"
สิ้นคำกล่าว
ชายชุดดำสามคนก็ปลดปล่อยฐานการฝึกตนระดับเลี่ยนชี่ขั้นที่สี่อันแข็งแกร่งออกมาและพุ่งเข้าโจมตีเฉินเซวียน
เฉินเซวียนแค่นเสียงเย็นชา ข้าจำเป็นต้องใส่ใจเรื่องพรรค์นั้นด้วยหรือ?
ต่อให้พวกเจ้าเป็นถึงมหาอำนาจแห่งดินแดนตะวันออก ข้าก็ต้องรับบุตรแห่งโชคชะตาผู้นี้เป็นศิษย์ให้จงได้
เขายกมือขวาขึ้นโบกสะบัดเบาๆ ราวกับกำลังปัดแมลงวันน่ารำคาญ ท่วงท่าของเขาดูไม่แยแสโลกเอาเสียเลย
แต่หลังจากนั้น ภาพเหตุการณ์ที่ปรากฏตรงหน้าก็ทำให้รูม่านตาของหัวหน้าชายชุดดำหดเกร็งอย่างรุนแรง
ลูกน้องทั้งสามคนของเขาระเบิดออกดัง "ปัง" กลายเป็นหมอกเลือดสามสาย กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งไปทั่วบริเวณ
"ลูกพี่ เอาไงดี? เจ้านี่มันของจริง! เผลอๆ มันอาจจะเป็นยอดฝีมือขอบเขตจู้จีผู้นั้นก็ได้นะ" ชายชุดดำที่เหลือต่างเริ่มคิดหาทางหนีทีไล่
หัวหน้าชายชุดดำสบถอย่างหัวเสีย "เป็นยอดฝีมือขอบเขตจู้จีแล้วอย่างไร? พวกเรามีทั้งฐานะและผู้หนุนหลังเว้ย!"
"ไอ้หนู! ฝีมือไม่เลวนี่?"
"พวกเราคือคนของตระกูลเย่แห่งดินแดนตะวันออก! หากเจ้ากล้าสอดมือเข้ามายุ่งเรื่องภายในของตระกูลเย่ เจ้าพร้อมจะรับมือกับโทสะของตระกูลเย่แล้วหรือยัง?"
"ตระกูลเย่งั้นหรือ?"
มู่หว่านชิงอธิบายอย่างใช้ความคิด "ท่านอาจารย์ น่าจะเป็นตระกูลเย่ทางฝั่งตะวันตกของราชวงศ์ต้าเยี่ยนเจ้าค่ะ ตระกูลนั้นมียอดฝีมือขอบเขตจู้จีอยู่ถึงห้าคน"
"ระดับพลังก็คงพอๆ กับสำนักพั่วซานกระมัง" เฉินเซวียนกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ "ก็แค่พวกมดปลวกไร้ค่า สำนักเวิ่นเต้าของข้าบดขยี้พวกมันได้สบายมาก อย่าว่าแต่ตระกูลเย่ของพวกเจ้าเลย ต่อให้เป็นถึงมหาอำนาจแห่งดินแดนตะวันออกอย่างสำนักซื่อเซียว สำนักเวิ่นเต้าของข้าก็ไม่เห็นอยู่ในสายตาหรอก"
ชายชุดดำชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะระเบิดเสียงหัวเราะลั่น
"อายุน้อยแท้ๆ แต่ช่างอวดดีนัก สำนักเวิ่นเต้าอะไรกัน? แม้แต่สำนักซื่อเซียวที่มีปรมาจารย์เซียนระดับจินตันคอยคุ้มครอง เจ้าก็ยังไม่เห็นอยู่ในสายตางั้นหรือ? มีใครเคยได้ยินชื่อสำนักนี้บ้างไหมเนี่ย?"
ชายชุดดำที่เหลือต่างหัวเราะเยาะ มองเฉินเซวียนและพวกอีกสองคนราวกับกำลังดูตัวตลก
"สำนักเวิ่นเต้าของใต้เท้า คงไม่เห็นสิบดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งภาคกลางอยู่ในสายตาด้วยล่ะสิ?"
การออกมาท่องยุทธภพ สิ่งสำคัญที่สุดคือผู้หนุนหลัง
พวกเขาไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเพียรเร่ร่อนตามข้างถนน เบื้องหลังของพวกเขาไม่เพียงแต่มีตระกูลเย่ที่เต็มไปด้วยยอดฝีมือ แต่ยังมีความเชื่อมโยงกับตำหนักวังยมโลก หนึ่งในสิบดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งภาคกลางอีกด้วย
เฉินเซวียนลอบถอนหายใจเบาๆ "อย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด การเสวนากับพวกมดปลวกมีแต่จะเปลืองน้ำลายเปล่าๆ"
เขาดีดนิ้วดังเป๊าะอย่างชิลๆ จากนั้นร่างของชายชุดดำที่อยู่ด้านหลังเขาก็เริ่มระเบิดออกทีละคนๆ กลายเป็นลูกบอลหมอกเลือด ดูราวกับดอกไม้ไฟที่เบ่งบาน ช่างงดงามยิ่งนัก แม้กลิ่นจะเหม็นคาวไปหน่อยก็เถอะ
ในตอนนั้นเอง หัวหน้าชายชุดดำก็ตระหนักถึงปัญหาบางอย่าง
คนตรงหน้าคือยอดฝีมือขอบเขตจู้จี ตัวตนที่สามารถบดขยี้เขาได้ราวกับมดปลวก
เขาอุตส่าห์ประกาศกร้าวถึงตระกูลที่คอยหนุนหลังแล้วแท้ๆ แต่คนผู้นี้ก็ยังกล้าลงมือ เห็นได้ชัดว่าตั้งใจจะฆ่าปิดปากพวกเขาทั้งหมดแล้วค่อยหนีไปกบดาน
เมื่อครู่เขาลองพยายามรีดเค้นปราณวิญญาณในร่าง หวังจะใช้พลังทั้งหมดที่มีเพื่อหลบหนี แต่กลับพบว่าปราณวิญญาณไหลเวียนอย่างบ้าคลั่งไปตามเส้นลมปราณ ไม่ยอมทำตามคำสั่งของเขาเลยแม้แต่น้อย
เมื่อเห็นลูกน้องระเบิดเป็นจุลไปทีละคนๆ ราวกับถูกพญามัจจุราชหมายหัว หัวหน้าชายชุดดำก็รู้สึกหนาวสั่นไปทั้งตัว
เขาเสียใจภายหลังเสียแล้ว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาก็ไม่ควรไปล่วงเกินยอดฝีมือขอบเขตจู้จีส่งเดชเช่นนี้เลย
"เดี๋ยวก่อน..."
ปัง~
ชายชุดดำคนสุดท้ายร่างระเบิดกระจาย กลายเป็นหมอกเลือดรดผืนดินให้ชุ่มฉ่ำ
เฉินเซวียนตบมือฉาดใหญ่ราวกับเล่นละคร และเอ่ยขึ้นว่า "เอาล่ะ พวกเรากลับสำนักกันเถอะ"
มู่หว่านชิงรีบเดินตามไปติดๆ พลางเอ่ยถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ "ท่านอาจารย์ สิ่งที่ท่านพูดเมื่อครู่นี้เป็นความจริงหรือเจ้าคะ?"
"สำนักเวิ่นเต้าของเราไม่เกรงกลัวสำนักซื่อเซียวนั่นจริงๆ หรือเจ้าคะ? นั่นคือขุมกำลังระดับมหาอำนาจของดินแดนตะวันออกเลยนะเจ้าคะ ท่านเจ้าสำนักของพวกเขาก็เป็นถึงยอดฝีมือระดับจินตันเชียวนะ"
เฉินเซวียนปรายตามองศิษย์เอกที่มีสีหน้าอยากรู้อยากเห็น แล้วระบายยิ้ม "เจ้าลองเดาดูสิ!"