- หน้าแรก
- สมการวิปลาส
- บทที่ 64 ใจสงบย่อมเย็นเอง
บทที่ 64 ใจสงบย่อมเย็นเอง
บทที่ 64 ใจสงบย่อมเย็นเอง
ตลอดกระบวนการตื่นรู้พลังของหลี่เหยียนมีอู่เจียงคอยชี้แนะให้ เขาไม่ได้รีบร้อนชิงทดลองก่อนเวลา แต่รักษาสภาพร่างกายให้อยู่ในจุดที่ยอดเยี่ยมมาตลอด เรียกได้ว่าสำเร็จลุล่วงไปตามธรรมชาติ
เมื่อเทียบกับเขาแล้ว เพื่อนบางคนในห้องอนุภาควิญญาณอาจต้องรอจนถึงช่วงก่อนสอบปลายภาคเทอมหน้า เพื่ออาศัยความกดดันเค้นพลังออกมา
ถ้าเค้นพลังออกมาได้ก็ถือว่าดีไป แต่หลายคนจนแล้วจนรอดก็คงเค้นไม่ออกอยู่ดี เพราะระดับการหลอมรวมไม่มากพอ แถมพลังใจก็ยังไม่ถึงขั้น
วันรุ่งขึ้น วันพุธ
พอเริ่มคาบเรียน ก็ไม่ผิดจากที่คาดไว้ หลี่เหยียนโดนฟางจิ่วเรียกชื่อทันที
"นักเรียนหลี่เหยียน น่าจะตื่นรู้พลังวิญญาณแล้วใช่ไหม"
คำถามนี้ของฟางจิ่ว ดึงดูดสายตาของเพื่อนทั้งห้องให้หันขวับไปมองหลี่เหยียนที่นั่งอยู่แถวหลังสุดเป็นตาเดียว
"เรียนครูครับ เพิ่งตื่นรู้เมื่อวานนี้เอง ยังไม่รู้เลยครับว่าเป็นพลังรูปแบบไหน สองวันนี้ต้องเตรียมตัวสอบ น่าจะศึกษาไม่ทันแล้วครับ"
ตามคำแนะนำของอู่เจียง หลี่เหยียนยังไม่รีบร้อนพัฒนาพลัง ในช่วงสามวันสุดท้ายนี้จะเน้นไปที่การฟื้นฟูร่างกายเป็นหลัก ส่วนเรื่องพลัง ไว้รอไปเที่ยวกันแล้วค่อยมีเวลาให้ศึกษาอีกถมเถ
"วิธีทดสอบด้วยน้ำที่ใช้ในการสอบ คงไม่คณามือคนที่ตื่นรู้พลังแล้วอย่างเธอหรอก เรื่องการพัฒนาพลังก็ค่อยๆ ศึกษาไป ไม่ต้องรีบร้อน เอาล่ะ นั่งลงเถอะ" พอหลี่เหยียนนั่งลง ฟางจิ่วก็หันไปพูดกับนักเรียนคนอื่นๆ "ตอนนี้ในห้องเรามีเพื่อนที่ตื่นรู้พลังแล้ว ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ก็ถือว่าเขาได้โควตาที่นั่งในมหาวิทยาลัยวิญญาณล่วงหน้าไปแล้ว คนอื่นๆ ก็ต้องพยายามให้มากขึ้น เลิกเรียนแล้วก็ไปขอคำแนะนำจากหลี่เหยียนให้มากๆ ล่ะ"
คำพูดชุดนี้ทำเอาหลี่เหยียนถึงกับหนังหัวชาหนึบ
ยังดีที่เขารักษาภาพลักษณ์ "ขาโหด" ในโรงเรียนมาตลอด ไม่อย่างนั้นโดนฟางจิ่วโยนระเบิดใส่แบบนี้ เลิกเรียนแล้วเขาจะยังมีชีวิตที่สงบสุขอยู่อีกเหรอ?
แต่ถึงจะเป็น "ขาโหด" ก็ต้านทานความเย้ายวนของผลการเรียนที่ดีเยี่ยมไม่ได้อยู่ดี วันนั้นหลังเลิกคาบฝึกพลังวิญญาณ หลี่เหยียนโดนเพื่อนรุมล้อมจนกินเวลาพักเที่ยงไปหมด ทำให้ไม่ได้เจอหน้าอู่เจียงที่โรงอาหาร
เขาต้องแกล้งทำเป็นโมโหขู่ตะคอกจนหลายคนยอมถอยไป วันรุ่งขึ้น ซึ่งก็คือวันก่อนสอบนั่นแหละ ถึงจะหาโอกาสมาหาอู่เจียงได้
"พับผ่าสิ คนสมัยนี้มันไม่รู้จักคำว่ากลัวกันเลยหรือไงเนี่ย"
พอมาถึง หลี่เหยียนก็เปิดฉากบ่นทันที
ความจริงด้วยสภาพสังคมและครอบครัวในปัจจุบัน วัยรุ่นส่วนใหญ่สะกดคำว่ากลัวไม่เป็นด้วยซ้ำ พวกเขาก็แค่หวั่นเกรงตามสัญชาตญาณเพราะขนาดตัวที่ต่างกันเท่านั้น ไม่ได้คิดหรอกว่าจะโดนต่อยจริงๆ
อู่เจียงยิ้มตาหยีมองเขาแวบหนึ่งโดยไม่พูดอะไร
"ฉันชักจะรู้แล้วสิว่าทำไมตอนเที่ยงนายถึงชอบมาหมกตัวอยู่ที่นี่"
หน้าตาของอู่เจียงน่ะถือว่าหล่อเหลาเอาการอยู่ แค่ท่าทีที่ดูเฉยชาไม่สนโลกกับเพื่อนๆ ทำให้โดนหักคะแนนความนิยมไปบ้าง แต่ถึงอย่างนั้นก็ต้องคอยหลบหน้าหลบตาผู้คนอยู่ดี
"ถ้านายลากเพื่อนตามมาด้วยอีกล่ะก็ ฉันคงต้องย้ายที่สิงแล้วล่ะ"
"ไม่ๆ ฉันเดินอ้อมมาตั้งรอบนึง ตั้งใจดูดีแล้วว่าไม่มีใครสะกดรอยตามมาแน่"
อู่เจียงยกนิ้วโป้งให้เขา แม่งเอ๊ย มาโรงเรียนเหมือนมาเป็นสายลับ ไม่น่าเชื่อว่าจะได้ใช้ทักษะนี้จริงๆ
หลี่เหยียนถึงได้วกเข้าเรื่องหลัก "ฉันอยากถามหน่อย ทำไมฟางจิ่วถึงรู้ว่าฉันตื่นรู้พลังแล้วล่ะ? เขาไม่ใช่ผู้ใช้พลังสายสัมผัสซะหน่อย"
"การจะก้าวเข้าสู่ระดับสี่ได้ ความเข้าใจต่ออนุภาควิญญาณต้องลึกซึ้งถึงระดับหนึ่ง ที่บอกว่าเขาไม่ใช่สายสัมผัส นั่นคือเมื่อเทียบกับคนในระดับสี่ด้วยกันต่างหาก จริงๆ แล้วประสาทสัมผัสของเขาไม่ได้ด้อยไปกว่าอาหลิวของนายสักเท่าไหร่เลย"
"หา? ถ้างั้นก็แปลว่าพอเข้าระดับสี่ปุ๊บ ก็เหมือนได้พลัง [สัมผัสวิญญาณ] แถมมาฟรีๆ เลยสิ?"
"ก็ไม่ได้เว่อร์ขนาดนั้นหรอก ข้อมูลที่ [สัมผัสวิญญาณ] ส่งกลับมามันตรงไปตรงมามาก จะมองว่าเป็นประสาทสัมผัสทั้งห้าอีกชุดหนึ่งเลยก็ว่าได้ แต่ฟางจิ่วอย่างมากก็มีแค่การดมกลิ่น รับรส และการสัมผัสนั้น"
ในบรรดาประสาทสัมผัสทั้งห้า หากเรียงตามการบริโภคพลังประมวลผลของสมอง ถัดจากการมองเห็นก็คือการได้ยิน จากนั้นก็คือการดมกลิ่น ส่วนการรับรสและการสัมผัสนั้นแทบจะไม่กินพลังประมวลผลเลย "ปริมาณข้อมูล" ของสามอย่างหลังรวมกัน น่าจะพอๆ กับการได้ยินอย่างเดียวเท่านั้น
"เชี่ย แค่นั้นก็โคตรเจ๋งแล้วปะ"
"เพราะงั้นก็พยายามเข้าล่ะ สักวันหนึ่งนายก็จะมีประสาทสัมผัสแบบนั้นได้เหมือนกัน"
"...ขอรับคำอวยพรนั้นไว้ละกันนะ" หลี่เหยียนพูดพลางปาดเหงื่อที่หน้าผาก แล้วเปลี่ยนเรื่องคุย "ฉันอยากถามมาตั้งนานแล้ว นั่งอยู่ตรงนี้นายไม่ร้อนบ้างเหรอ?"
"ใจสงบย่อมเย็นเองไง"
"...ไม่เชื่อหรอก"
อู่เจียงลุกขึ้นสละที่ให้ "ถ้างั้นนายลองมานั่งดูสิ"
หลี่เหยียนมองเขาด้วยความคลางแคลงใจ แต่ก็ยอมนั่งลงไป
ร้อน!
โต๊ะหินนี่ถ้าเอาฝ่ามือทาบมันก็เย็นอยู่หรอก แต่พอเอาหลังมือไปแตะกลับรู้สึกร้อนผ่าว เก้าอี้หินก็ร้อนฉ่าไม่แพ้กัน
เขารีบเด้งตัวลุกขึ้นทันที "ไม่เห็นจะเย็นตรงไหนเลย"
อู่เจียงยิ้มขำก่อนจะนั่งลงไปใหม่ แล้วอธิบายอย่างจริงจัง "จริงๆ มันเป็นหลักการง่ายๆ นายเคยสัมผัสสภาวะของระดับสามมาแล้ว น่าจะเข้าใจนะว่าถ้าระดับการหลอมรวมสูงขึ้น การควบคุมรายละเอียดต่างๆ ของร่างกายก็จะยิ่งทรงพลังขึ้นไปด้วย"
"อืม"
"มนุษย์เราใช้ระบบระบายความร้อนด้วยน้ำ การหลั่งเหงื่อจะทำให้อุณหภูมิของผิวหนังลดลง พอความต่างของอุณหภูมิมีมาก ก็จะเอื้อให้ความร้อนในร่างกายแผ่กระจายออกมาที่ผิวหนัง แต่ผิวหนังจะกลับรู้สึกว่าอากาศภายนอกร้อนขึ้น ในทางกลับกัน ขอแค่เพิ่มอุณหภูมิที่ผิวหนังให้สูงขึ้นอีกสักนิด มันก็จะไม่รู้สึกร้อนขนาดนั้นแล้ว"
"อุณหภูมิผิวหนังสูงขึ้น จะไม่เป็นฮีทสโตรก (ลมแดด) เอาเหรอ?"
"ลมแดดเกิดจากอุณหภูมิแกนกลางของร่างกายสูงเกินไปต่างหาก ตอนฉันอยู่ในร่มเงาไม้ ตราบใดที่อุณหภูมิอากาศต่ำกว่าอุณหภูมิผิวหนัง และอุณหภูมิผิวหนังต่ำกว่าอุณหภูมิแกนกลาง ความร้อนก็จะถูกระบายออกไปเอง ประสิทธิภาพการแลกเปลี่ยนความร้อนด้วยลมมันต่ำ ฉันเลยต้องทำใจให้สงบ พอหัวใจเต้นช้าลง ปริมาณความร้อนที่ร่างกายผลิตออกมาโดยรวมก็จะลดต่ำลงตามไปด้วย"
ใจสงบย่อมเย็นเอง ประโยคนี้อธิบายด้วยหลักฟิสิกส์ได้ด้วยเหรอเนี่ย?
พอคุยมาถึงตรงนี้ก็ถือว่าเข้าสู่โซนจุดบอดของหลี่เหยียนเต็มๆ เขาได้ข่าวเรื่องห้องเรียนวิญญาณมาตั้งแต่เนิ่นๆ เลยไม่เคยตั้งใจเรียนวิชาฟิสิกส์ตอนเกรดแปดและเกรดเก้าเลย แต่ในเมื่ออู่เจียงเป็นคนไม่โกหก มันก็น่าจะตามนั้นแหละมั้ง
ประเด็นสำคัญคือ หากเขาสามารถควบคุมอัตราการเต้นของหัวใจ หรือแม้กระทั่งควบคุมการผลิตความร้อนของกล้ามเนื้อได้โดยตรง ถ้างั้นประสิทธิภาพในการเปลี่ยนอาหารที่กินเข้าไปให้กลายเป็นกล้ามเนื้อ จะได้รับผลกระทบไปด้วยหรือเปล่า?
จุดบอดทางความรู้มีเยอะเกินไป หลี่เหยียนเลยขี้เกียจเก็บมาคิดต่อ เขาตัดสินใจว่ารอให้ตัวเองถึงระดับสามก่อนแล้วค่อยลองดูอีกทีก็แล้วกัน
"ส่วนเรื่องพลังน่ะ ฉันก็ยังรู้สึกคันไม้คันมืออยากลองอยู่ดี"
"มันก็เป็นเรื่องปกตินั่นแหละ แต่สำหรับนายที่อยู่แค่ระดับสอง การจะรื้อฟื้นความรู้สึกตอนปลดปล่อยพลังเหมือนตอนตื่นรู้ให้ได้อีกครั้ง มันไม่ใช่เรื่องที่จะทำสำเร็จได้ภายในวันสองวันหรอก ฉันเคยบอกนายไปแล้วว่า ระดับสองยังไม่มีอำนาจควบคุมอนุภาควิญญาณ เรื่องร้อนไม่ร้อนเมื่อกี้ ก็เป็นตัวบ่งบอกว่านายยังควบคุมร่างกายได้ไม่ดีพอเหมือนกัน เรื่องอำนาจควบคุมน่ะไม่ต้องไปคิดถึงมันหรอก นายทำได้แค่เริ่มฝึกฝนจากทางด้านร่างกายและเจตจำนงเท่านั้น ซึ่งมันต้องใช้เวลา"
"ร่างกายงั้นเหรอ... หมายถึงการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อใช่ไหม? ฉันว่าการควบคุมกล้ามเนื้อของฉันก็ไม่ได้แย่นะ"
เขาไม่อยากต้องรอถึงสองวันจริงๆ หรอกนะ
อู่เจียงไม่ได้นึกรำคาญใจอะไร เพราะอาการแบบนี้เป็นเรื่องปกติมาก
ยังไม่ต้องพูดถึงความสำคัญของพลังแรกที่มีต่อตัวเองหรอกนะ แค่ปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปสักสองสามวัน จะยังจำความรู้สึกที่ครบถ้วนสมบูรณ์ในตอนตื่นรู้ได้อยู่อีกหรือเปล่า ก็ยังเป็นเรื่องที่น่าสงสัยเลย
"นายลองดูก็ได้ ถ้าใช้งานพลังได้สำเร็จ มันจะเกิดความรู้สึกเหมือนได้ปลดปล่อยออกมา เหมือนตอนเสี้ยววินาทีที่นายตื่นรู้นั่นแหละ แต่เพราะนายยังอยู่แค่ระดับสอง เวลาทำกิจกรรมตามปกติ ความสามารถในการรับรู้อนุภาควิญญาณจะลดต่ำลง ทางที่ดีที่สุดคือลองทำตอนหลับตาทำสมาธิ อย่างเช่นในคาบฝึกพลังน่ะ"
"ยากขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย ฉันอุตส่าห์นึกว่าพอตื่นรู้ปุ๊บก็จะได้ปล่อยพลังเฟี้ยวฟ้าวได้เลยซะอีก"
"ช่วงแรกๆ ก็เป็นแบบนี้แหละ พอถึงระดับสามก็ไม่ต้องมานั่งปวดหัวกับเรื่องพวกนี้แล้ว แต่ก่อนเรียนจบนายไม่น่าจะไปถึงระดับสามได้หรอกนะ"
"ไม่เป็นไรหรอก ขนาดหวงจิงยังช้าขนาดนั้นเลย ฉันรอได้สบายมาก"
เขาจำได้ว่าอู่เจียงเคยบอกไว้ว่า ตอนที่หวงจิงก้าวเข้าสู่ระดับสอง เพิ่งจะเปิดเทอมมาได้แค่ประมาณเดือนเดียวเอง จนป่านนี้หมอนั่นเพิ่งจะแตะระดับสาม ขนาดสัตว์ประหลาดยังต้องใช้เวลาอัปเลเวลยากขนาดนี้ แสดงว่ากระบวนการนี้ต้องกินเวลาไม่ใช่น้อย เขาเองก็มีสติรู้ตัวเองดี
"คิดได้แบบนี้ก็ดีแล้ว พรุ่งนี้สอบยังมีข้อเขียนอีกนะ อย่าทำพังซะล่ะ"
หลี่เหยียนอยากจะเถียงกลับไปว่า อุตส่าห์ตื่นรู้พลังได้แล้วยังจะต้องไปสนเรื่องพวกนั้นอยู่อีกเหรอ ทางโรงเรียนเองก็คงไม่สนใจแล้วเหมือนกัน แต่พออยู่ต่อหน้าอู่เจียง เขาก็ทำได้แค่พยักหน้ารับคำ "ฉันรู้แล้วน่า"