- หน้าแรก
- มหายุทธ์ยุคดวงดาว
- บทที่ 41 หลัวซ่าคลั่ง
บทที่ 41 หลัวซ่าคลั่ง
บทที่ 41 หลัวซ่าคลั่ง
บทที่ 41 หลัวซ่าคลั่ง
ช่วงเที่ยงของวันที่ 26 เดือนหก สำนักย่อยเทียนหยาง
ทันใดนั้น ลำแสงสีแดงสายหนึ่งก็พุ่งทะยานขึ้นจากภายในสำนัก เพียงการกระโดดพุ่งทะยานไม่กี่ครั้ง มันก็ข้ามผ่านพื้นที่ทั้งหมดของสำนักย่อยเทียนหยาง ไปถึงยังเรือนพักของเจ้าสำนักที่ตั้งอยู่ลึกที่สุด
"ท่านเจ้าสำนัก ข้ามีเรื่องด่วนขอเข้าพบขอรับ"
ไม่กี่อึดใจต่อมา ประตูเรือนของเจ้าสำนักโจวชิงจู่ก็เปิดออกเองโดยไร้ลมพัด "จงต๋า เข้ามาสิ"
จงต๋าคือผู้บังคับกองธงแห่งหน่วยลาดตระเวนดาราของสำนักย่อยเทียนหยาง และเป็นผู้บังคับกองธงเพียงคนเดียวของสำนักย่อยเทียนหยางที่ยังคงรั้งอยู่ในตัวเมืองจินซาน
"ท่านเจ้าสำนัก เกิดเรื่องด่วนแล้วขอรับ เมื่อหนึ่งชั่วยามครึ่งก่อน จู่ๆ ก็มีขบวนคนหกกลุ่มสวมชุดเกราะมาตรฐานของหน่วยลาดตระเวนดาราสำนักศึกษาจินซาน ควบม้าออกมาจากสำนัก แยกย้ายกันไปตามประตูเมืองทั้งสี่ทิศ แต่ละกลุ่มมีสิบสามคน ทุกคนล้วนขี่ม้า"
"คนที่ข้าจัดเตรียมไว้สะกดรอยตามไปได้ค่อนชั่วยาม ยืนยันเส้นทางของพวกเขาได้คร่าวๆ แล้วว่า ทั้งหกกลุ่มนี้น่าจะแยกย้ายกันไปยังอำเภอทั้งหกที่อยู่ภายใต้การปกครองของเขตจินซานเรา"
"และในบรรดาขบวนเหล่านั้น ก็พบใบหน้าที่คุ้นเคย ล้วนแต่เป็นทหารองครักษ์ของเถียนจางขอรับ"
"ส่วนคนอื่นๆ จากการสืบสวนหลายทาง พอจะยืนยันได้คร่าวๆ ว่า น่าจะเป็นศิษย์ใหม่ของฤดูจุดประกายดาราช่วงฤดูใบไม้ผลิปีนี้ของสำนักศึกษาจินซานขอรับ" จงต๋าใช้เวลาสั้นที่สุดในการรายงานข้อมูลข่าวกรองอย่างชัดเจน นี่คือจุดแข็งของจงต๋า และเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงได้รั้งอยู่ในเมืองจินซานในช่วงเวลาสำคัญเช่นนี้—เพราะเขาเชี่ยวชาญด้านงานข่าวกรอง
แววตาของโจวชิงจู่เปลี่ยนเป็นเฉียบขาดขึ้นมาทันที เขาเดินวนไปวนมา สีหน้ายิ่งมายิ่งดุดัน
"ในเวลาเช่นนี้ ต่งเจาส่งศิษย์ใหม่พวกนั้นออกไปทำอะไรกัน? ต่อให้มีทหารองครักษ์ของเถียนจางไปด้วยคนหนึ่ง แล้วจะทำอะไรได้?"
"ย่อมไม่ใช่ไปเข้าร่วมการค้นหาและจับกุมปีศาจร้ายแน่ๆ สำนักศึกษาจินซานก็ไม่ค่อยกระตือรือร้นในเรื่องนี้อยู่แล้ว"
"และด้วยฝีมือของศิษย์ใหม่แห่งสำนักศึกษาจินซานพวกนี้ ก็ไม่อาจเข้าไปมีส่วนร่วมในเหตุการณ์ค้นหาปีศาจร้ายได้หรอก"
"และการที่เถียนจางมอบสถานะหน่วยลาดตระเวนดาราให้กับพวกมัน เป็นไปได้แปดเก้าส่วนว่าเป้าหมายของพวกมันน่าจะเป็นความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในอำเภอต่างๆ ช่วงนี้" จงต๋าผู้เชี่ยวชาญด้านข่าวกรอง วิเคราะห์เรื่องนี้ได้อย่างทะลุปรุโปร่งในเวลาอันรวดเร็ว
"ความวุ่นวายในพื้นที่ต่างๆ!"
โจวชิงจู่ เจ้าสำนักย่อยเทียนหยางมีสีหน้าเคร่งเครียด เขาคิดถึงความเป็นไปได้หลายอย่างขึ้นมาในทันที
"ตอนนี้ภายในสำนักยังสามารถระดมกำลังพลได้อีกเท่าไหร่?" โจวชิงจู่เอ่ยถาม
"ส่วนใหญ่ถูกส่งออกไปหมดแล้วขอรับ เหลือเพียงครูฝึกและอาจารย์ผู้สอนเพียงหยิบมือ รวมถึงพวกศิษย์ใหม่" จงต๋าตอบ
"รวบรวมกำลังพลทั้งหมดที่พอจะระดมได้ก่อน ให้พวกเขารอรับคำสั่งและสอดแนมต่อไป พร้อมกันนั้นก็ส่งคนไปติดต่อกับทางอำเภอต่างๆ ดูว่าจะสามารถดึงตัวยอดฝีมือจำนวนหนึ่งจากคนที่เข้าไปในป่าเพื่อล่าปีศาจร้ายมาช่วยได้เป็นการด่วนหรือไม่" โจวชิงจู่ออกคำสั่ง
"ขอรับ!"
ขณะที่จงต๋ารับคำสั่งแล้วจากไป นกพิราบดาราตัวหนึ่งก็บินออกจากลานหลังบ้านของโจวชิงจู่ พุ่งทะยานจากไปอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ
นกพิราบดารา คือนกพิราบสื่อสารที่ถูกเลี้ยงดูและฝึกฝนด้วยพลังดาราโดยศิษย์ที่เชี่ยวชาญด้านการควบคุมอสูร มันมีความเร็วในการบินที่เร็วกว่า บินได้สูงกว่า และมีสติปัญญาเฉลียวฉลาดกว่า
ทว่านกพิราบดาราตัวนี้ หลังจากผ่านไปไม่กี่นาที ก็ร่อนลงสู่ที่ทำการแก๊งเทียนเหอ
ไม่ถึงสามสิบวินาที โจวจี้ หัวหน้าแก๊งเทียนเหอก็พุ่งทะยานด้วยความเร็วสูงมุ่งหน้าไปยังสำนักย่อยเทียนหยาง เนื่องจากความเร็วที่พุ่งไปนั้นเร็วมาก จึงให้ความรู้สึกราวกับกลายเป็นลำแสงสีน้ำเงิน
ไม่นานนัก โจวจี้ก็มาถึงหน้าเรือนพักของโจวชิงจู่ เจ้าสำนักย่อยเทียนหยาง พอมาถึงก็ได้รับเสียงส่งผ่านลมปราณจากโจวชิงจู่ให้เข้าไปด้านในได้ทันที
"ยังไม่มีความเคลื่อนไหวอีกหรือ?" โจวชิงจู่ถามตรงๆ
โจวจี้มีสีหน้าตึงเครียด "ท่านเจ้าสำนัก ตามที่ท่านได้จัดเตรียมไว้ ทุกวันจะส่งคนออกไปลงมือในนามของปีศาจร้าย ทำเรื่องชั่วช้าสารพัด หลังจากนั้นก็จะป่าวประกาศให้รู้กันทั่ว"
"แต่ที่แปลกก็คือ นอกจากคืนวันที่ 19 เดือนหกที่ฆ่าหมาป่าตาเดียวเฉียนชีแห่งท่าเรือกับคุณชายสามตระกูลจ้าวแล้ว คนผู้นี้ก็ไม่ได้ลงมืออีกเลย"
"ข้าสงสัยว่า หรือมันจะหนีออกจากตัวเมืองจินซานไปแล้ว?"
"เป็นไปไม่ได้!"
"แม้ว่าวิชาเร้นกายซ่อนกลิ่นอายของมันจะยอดเยี่ยมมาก แต่เจ้าตำหนักหูแห่งวิหารย่อยได้ใช้วัตถุดาราล็อกตำแหน่งคร่าวๆ ของมันไว้แล้ว ตราบใดที่มันหนีออกนอกเขตจินซาน เจ้าตำหนักหูจะต้องพบทันที"
หลังจากนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง โจวชิงจู่ก็กล่าวต่อ "ให้ลูกน้องของเจ้าลงมือต่อไป ตอนที่ป่าวประกาศ ก็ระบุชื่อเจาะจงไปเลยว่าเป็นฝีมือของปีศาจเงา ฉีซานเยี่ย"
"ปีศาจเงา ฉีซานเยี่ย? ข้าเข้าใจแล้วขอรับ" โจวจี้รับคำ
"อีกอย่าง ใช้เวลาสั้นที่สุดรวบรวมคนที่มีฝีมือพอใช้ได้มากลุ่มหนึ่ง ให้เตรียมพร้อมรอรับคำสั่งตลอดเวลา"
คำสั่งของโจวชิงจู่ ทำให้โจวจี้มีสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย "ท่านเจ้าสำนัก ยอดฝีมือในแก๊ง นอกจากข้าแล้ว แทบจะถูกส่งตัวออกไปจนหมดแล้วขอรับ..."
"ในเมืองจินซานมีแก๊งของเจ้าอยู่แก๊งเดียวหรือไง? ยังมียอดฝีมือที่รั้งอยู่ของสำนักย่อยชางหมิง แล้วก็พวกผู้ฝึกตนอิสระในยุทธภพที่ดุร้ายพวกนั้นอีก รีบไปหาคนมา พวกมันต้องการอะไรก็ให้ไป ขอแค่พวกมันยอมลงมือ!" โจวชิงจู่ตวาด
"ต้องการอะไรก็ให้งั้นหรือ?" โจวจี้ไตร่ตรองเล็กน้อยก่อนจะพยักหน้า "ข้าจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้ขอรับ"
หลังจากโจวจี้จากไปหนึ่งเค่อ จงต๋าก็มาหาอีกครั้ง หลังจากจงต๋าจากไป โจวชิงจู่ เจ้าสำนักย่อยเทียนหยาง ก็ออกคำสั่งตามมาอีกหลายต่อหลายข้อ
ไม่นานนัก หลิวเย่หลาน รองเจ้าสำนักย่อยเทียนหยาง ก็นำครูฝึกสองคนออกจากสำนักย่อยเทียนหยาง มุ่งหน้าออกจากประตูเมืองทิศตะวันตกของตัวเมืองจินซาน ซึ่งเป็นทิศทางที่มุ่งสู่อำเภอเหอสุ่ยพอดี
แต่พอก้าวพ้นประตูเมือง เฉาฉุน ผู้ตรวจการแห่งสำนักศึกษาจินซานก็กระโดดลงมาจากกำแพงเมือง ขวางหน้าทั้งสามคนเอาไว้
"รองเจ้าสำนักหลิว เชิญกลับไปเถอะ" เฉาฉุนกล่าวสั้นๆ ได้ใจความ
"ท่านหมายความว่าอย่างไร?" หลิวเย่หลานเป็นสตรีวัยกลางคนที่เกล้าผมขึ้น เมื่อถูกขวางทางก็โกรธจัดทันที ดาบยาวในมือส่องประกายแสงดาราระยิบระยับ มันคืออาวุธดาราชิ้นหนึ่ง นางชี้ดาบไปที่เฉาฉุนพลางตวาดด่า "เฉาฉุน ข้าจะไปที่ใด ใช่เรื่องที่เจ้าจะมาขวางได้หรือ"
เฉาฉุนเพียงแค่เอามือไพล่หลังไม่เอ่ยคำใด ในมือถือไม้บรรทัดคุมกฎที่ส่องประกายแสงดารา ความหมายนั้นชัดเจนจนไม่อาจชัดเจนไปกว่านี้ได้แล้ว
ไม่พูดพร่ำทำเพลง ไม่พอใจก็เข้ามาลุยกันเลย
หลิวเย่หลานมองไปทางที่ตั้งของสำนักย่อยเทียนหยาง แล้วนึกถึงคำสั่งเด็ดขาดของเจ้าสำนักโจวชิงจู่ตอนที่จากมา นางกัดฟันแน่น เตรียมพร้อมจู่โจม
อย่างไรเสียก็มีท่านเจ้าสำนักคอยตามล้างตามเช็ดให้ ขอแค่ไม่ฆ่าเฉาฉุนก็ไม่มีปัญหาอะไร
เคร้ง!
เสียงไม้ค้ำเหล็กกระแทกพื้นดังขึ้น หนิงอวี้ฉานร่อนลงมาจากกำแพงเมือง ไม้ค้ำเหล็กส่องประกายดารา กลิ่นอายพลังได้ล็อกเป้าหมายไปที่ครูฝึกอีกคนของสำนักย่อยเทียนหยางแล้ว
ในเวลาเดียวกัน หลัวเค่อซิง ผู้บังคับกองธงที่กำลังรักษาอาการบาดเจ็บก็ปรากฏตัวออกมาจากป่าข้างกำแพงเมือง ยืนถือทวนเตรียมพร้อม
"ดูท่า พวกท่านคงตั้งใจแน่วแน่ว่าจะไม่ยอมให้ข้าออกจากเมืองไปได้ งั้นก็คงต้องสู้กันสักตั้งแล้ว"
"ฆ่า!"
รองเจ้าสำนักย่อยหลิวเย่หลานตวัดดาบยาว ปลดปล่อยปราณดาบยาวหลายสิบเมตรฟาดฟันเข้าใส่เฉาฉุน
ขณะเดียวกัน ครูฝึกทั้งสองของสำนักย่อยเทียนหยางก็พุ่งเข้าห้ำหั่นกับหนิงอวี้ฉานและคนอื่นๆ เช่นกัน
ไม่ถึงสองนาที คนทั้งกลุ่มก็ต่อสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตาย
ฝ่ามือข้างเดียวของหนิงอวี้ฉานพลิ้วไหวเคลื่อนที่ราวกับมังกรแหวกว่าย ใบมีดหมุนแสงดาราพุ่งไปเฉือนเบื้องหน้าอย่างต่อเนื่อง ยิ่งหนิงอวี้ฉานหมุนตัวเร็วเท่าไหร่ ใบมีดหมุนแสงดารานี้ก็ยิ่งเฉียบคมและดุดันมากขึ้นเท่านั้น เพียงชั่วอึดใจ กงจักรแสงดาราอันน่าสะพรึงกลัวก็ก่อตัวขึ้น
มันหมุนวนอย่างต่อเนื่องและทรงพลังขึ้นเรื่อยๆ ครูฝึกของสำนักย่อยเทียนหยางที่ประมือกับหนิงอวี้ฉานถึงกับมีแววตาหวาดผวา เขาพยายามฝืนต้านทานได้เพียงสองอึดใจ ดาบยาวในมือก็ถูกฟันกระเด็น อีกครึ่งอึดใจต่อมา โล่พลังแสงดาราอันหนาหนักก็ถูกฟันจนแตกกระจาย
ขณะที่แสงดาราคุ้มกายกำลังจะถูกฟันจนแหลกละเอียด และกำลังจะจบชีวิตลงด้วยการถูกฟันร่างขาดสะบั้น หลิวเย่หลานที่กำลังประมือกับเฉาฉุนก็ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้า ตวัดดาบชี้ออกไปรัวๆ ทุกครั้งที่ตวัด จะมีปราณดาบกลายเป็นประกายแสงดารากระแทกเข้าที่กงจักรยักษ์ของหนิงอวี้ฉาน เกิดเป็นเสียงแสงดาราระเบิดดังสนั่นติดต่อกัน
กงจักรใบมีดของหนิงอวี้ฉานแตกกระจายไปบางส่วน แต่หนิงอวี้ฉานกลับยิ่งบ้าคลั่งราวกับมารร้าย นางตั้งไม้ค้ำเหล็กขวางไว้เบื้องหน้า ขณะที่กระตุ้นพลังดารา ไม้ค้ำเหล็กก็ขยายขนาดขึ้นอย่างรวดเร็วพร้อมกับใบมีดหมุนที่หนาแน่นนับไม่ถ้วน จากนั้นโดยใช้ไม้ค้ำเหล็กเป็นศูนย์กลาง นางก็หมุนตัวลอยขึ้นจากพื้นพุ่งเข้าใส่หลิวเย่หลาน
แม้ระดับการบ่มเพาะของหลิวเย่หลานจะสูงกว่าหนิงอวี้ฉาน แต่กลับถูกหนิงอวี้ฉานบีบคั้นจนอยู่ในสภาพทุลักทุเล มีอยู่ช่วงจังหวะหนึ่ง ใบมีดหมุนบนไม้ค้ำเหล็กของหนิงอวี้ฉานขยายขนาดขึ้นอีกครั้ง ถึงกับบดขยี้ดาบยาวของหลิวเย่หลานจนกระเด็นหลุดมือ
เมื่อกงจักรประชิดตัว หลิวเย่หลานร้องอุทานด้วยความตกใจ รีบตบแผ่นยันต์ดาราสีเหลืองดินจนแตกสลาย ในชั่วพริบตา มันก็กลายสภาพเป็นค้อนยักษ์อันหนักอึ้ง พุ่งกระแทกเข้าใส่หนิงอวี้ฉาน
หนิงอวี้ฉานถูกกระแทกจนถอยกรูด มีเลือดไหลซึมที่มุมปาก แต่พอตั้งหลักยืนขึ้นได้ ก็หมุนตัวกลายเป็นกงจักรพุ่งเข้าไปอีกครั้ง ที่ร้ายกาจยิ่งกว่าคือ คราวนี้หนิงอวี้ฉานควบแน่นกงจักรใบมีด ทะยานร่างขึ้นเหยียบกงจักร เส้นผมยาวสยาย ชายกระโปรงพลิ้วไหว แสงดาราบนไม้ค้ำเหล็กในมือสว่างวาบ ถึงกับกลายสภาพเป็นค้อนเหล็กแสงดาราขนาดยักษ์ นางจ้องมองหลิวเย่หลานเขม็ง จิตสังหารพลุ่งพล่าน
ภายใต้การพุ่งชนของกงจักรใบมีด หนิงอวี้ฉานเพียงฟาดค้อนลงมาครั้งเดียว ก็ทำเอาหลิวเย่หลานถึงกับกระอักเลือดกระเด็นถอยหลังไป
เฉาฉุนที่หยุดมือจากการต่อสู้แล้วยืนอยู่ด้านข้างถึงกับใจสั่นสะท้าน พลังต่อสู้ของอวี้ฉานพุ่งพรวดขึ้นอีกแล้ว
เมื่อเห็นหนิงอวี้ฉานเตรียมจะสู้ตาย หลิวเย่หลานก็ร้อนรน รีบตะโกนลั่น "อวี้ฉาน อย่างไรเสียเจ้ากับข้าก็มีความผูกพันฉันอาจารย์ศิษย์กันอยู่ครึ่งส่วน ถึงกับต้องทำขนาดนี้เชียวหรือ!"
หนิงอวี้ฉานทำหูทวนลม เพียงแค่ปรายตามองขาที่เป๋ของตนเอง จิตสังหารก็ยิ่งรุนแรงขึ้น ภาพเงาดวงดาวอันเจิดจรัสที่สลักลวดลายดาราสลับซับซ้อนนับไม่ถ้วนพลันปรากฏขึ้นจากร่างของหนิงอวี้ฉาน
คราวนี้ เฉาฉุนถึงกับตะลึงงันไปจริงๆ
สังเวยดาราแล้ว
อวี้ฉานกำลังจะเอาชีวิตเข้าแลกจริงๆ!
หลิวเย่หลานเองก็ร้อนรนจนตาแดงก่ำ ตะโกนลั่น "เฉาฉุน เรื่องในวันนี้ ข้าเองก็ทำตามคำสั่ง แต่ถ้าข้าต้องมาตายอยู่ที่นี่จริงๆ เจ้าก็ลองคิดถึงผลที่ตามมาดูเอาเถิด!"
"อวี้ฉาน อย่าใจร้อน!"
ในที่สุดเฉาฉุนที่หมดหนทาง ก็จำต้องเอ่ยปากร้องห้าม
การต่อสู้ในวันนี้ พวกเขาสามารถขัดขวางไม่ให้คนของสำนักย่อยเทียนหยางออกจากเมืองได้ แต่หากถึงขั้นลงมือสังหารไปสักคนสองคน ถึงตอนนั้น วิหารย่อยเทียนหยางหรือแม้แต่วิหารดาราก็จะมีข้ออ้างในการลงมือสอดมือเข้ามา
เมื่อถึงเวลานั้น แรงกดดันจากราชสำนักและสำนักศึกษาแห่งชาติ ต่อให้เป็นท่านเจ้าสำนักก็รับมือไม่ไหว!
แม้หนิงอวี้ฉานจะอยู่ในสภาพคลุ้มคลั่ง แต่ในวินาทีที่เฉาฉุนเอ่ยปาก กงจักรใบมีดก็กระหน่ำโจมตี ค้อนเหล็กฟาดลงมาติดๆ กันสามครั้ง ซัดจนหลิวเย่หลานกระอักเลือดกระเด็นถอยไป จึงค่อยยอมหยุดมือ
แต่นางยังคงลอยตัวอยู่เหนือเงากงจักรแสงดารา ไม้ค้ำเหล็กในมือที่กลายสภาพเป็นค้อนเหล็กแสงดารา ยังคงชี้ตรงไปยังพวกของหลิวเย่หลานทั้งสามคน
หลิวเย่หลานที่กระอักเลือดมองดูสภาพของหนิงอวี้ฉาน เช็ดเลือดที่มุมปาก แล้วพ่นลมหายใจยาวออกมา
"ฉายาหลัวซ่าคลั่ง สมคำร่ำลือจริงๆ!"
"น่าเสียดาย ที่พวกบนวิหารดาราพวกนั้นตาบอดและไร้สามัญสำนึกกันหมด!"
กล่าวจบ หลิวเย่หลานก็หันหลังเดินจากไปทันทีโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย
ด้วยบาดแผลเต็มตัวเช่นนี้ นางเองก็สามารถกลับไปรายงานต่อโจวชิงจู่ เจ้าสำนักย่อยเทียนหยางได้แล้ว
หลัวเค่อซิงที่เพิ่งจะสู้กับครูฝึกของสำนักย่อยเทียนหยางอีกคนจนแทบหมดแรง มองดูหนิงอวี้ฉานที่ถือค้อนเหยียบกงจักรใบมีดด้วยความรู้สึกหนาวเหน็บในใจ
ก่อนหน้านี้เขาเคยเจอหนิงอวี้ฉานมาหลายครั้ง นางมักจะสงบเสงี่ยม กระโปรงยาวพลิ้วไหวดั่งสายน้ำ เขาเคยคิดว่าฉายา 'อวี้หลัวซ่า' (รากษสหยก) ของหนิงอวี้ฉานนั้น ได้มาเพราะขาเป๋
แต่วันนี้เมื่อได้เห็น 'หลัวซ่าคลั่ง' เขาจึงเพิ่งเข้าใจว่าเหตุใดนางถึงได้ฉายาว่า 'อวี้หลัวซ่า'!
ในเวลาเดียวกัน สถานการณ์แบบเดียวกันนี้ก็กำลังเกิดขึ้นที่ประตูเมืองทิศตะวันออก ทิศใต้ และทิศเหนือของเมืองจินซาน มียอดฝีมือระดับหลอมดาราขึ้นไปจากสำนักย่อยเทียนหยางและสำนักอื่นๆ พยายามจะออกนอกเมืองอย่างต่อเนื่อง แต่กลับถูกคนของสำนักศึกษาจินซานขัดขวางหรือเกลี้ยกล่อมไว้
บนหอชมแม่น้ำในตัวเมืองจินซาน เจ้าสำนักต่งเจาถือวัตถุดารารูปทรงจานอยู่ในมือ วัตถุดารานั้นเปล่งแสงดาราจางๆ สาดส่องไปยังทุกทิศทางรอบตัวเมืองจินซาน เพื่อเฝ้าระวังกลิ่นอายพลังดารารอบๆ เมือง และช่วยในการปิดล้อมเมืองจินซานเอาไว้
วัตถุดาราชิ้นนั้นมีชื่อว่า—วงแหวนล็อกดารา!