เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 25 วิชามาร

บทที่ 25 วิชามาร

บทที่ 25 วิชามาร


บทที่ 25 วิชามาร

"ท่านพ่อ รีบปิดประตูก่อนเร็ว!"

เมื่อแน่ใจว่าเติ้งหู่ตายสนิทแล้ว สวี่จิ้นก็หอบหายใจอย่างหนักพลางตะโกนบอกสวี่ต้าเจียงผู้เป็นพ่อ

อาการหอบเหนื่อยในตอนนี้ ไม่ใช่อาการตอบสนองจากความหวาดกลัวเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว แต่เป็นเพราะเขาขาดประสบการณ์ในการต่อสู้ จึงออกแรงมากเกินไปในทุกย่างก้าวและทุกการโจมตีนั่นเอง

พอพูดจบ และอาศัยแสงดาวส่องมอง สวี่จิ้นก็พบว่าผู้เป็นพ่อนั่งพับเพียบกองอยู่กับพื้น ไม่ขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย ส่วนอันธพาลคนสุดท้ายนั่นก็นอนหมอบแน่นิ่งไปแล้วเช่นกัน

สวี่จิ้นใจหายวาบ

หรือว่าท่านพ่อจะได้รับบาดเจ็บสาหัสในระหว่างการต่อสู้เมื่อครู่นี้?

ในสมรภูมิรบ มีคนตั้งมากมายที่ต้องมาตายเปล่าเพราะลูกหลงหรือธนูที่พุ่งมาผิดทิศผิดทาง

เขาไม่รอช้า รีบวิ่งเข้าไปดูอาการของสวี่ต้าเจียงทันที

"ท่านพ่อ ท่านเป็นอะไรไป บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่า?" สวี่จิ้นถามอย่างร้อนรน

สวี่ต้าเจียงหอบหายใจฮักๆ ก่อนจะตวัดสายตาค้อนใส่สวี่จิ้น "คนอย่างข้าจะเป็นอะไรได้เล่า! ดูเจ้าสิไอ้ลูกกระต่าย สร้างเรื่องใหญ่โตขนาดนี้เชียวรึ!"

สวี่ต้าเจียงเงื้อมือขึ้นหมายจะตบสวี่จิ้น แต่แขนกลับอ่อนแรงไม่ยอมทำตามคำสั่ง

สวี่จิ้นพยายามจะประคองสวี่ต้าเจียงให้ลุกขึ้น แต่ร่างของชายวัยกลางคนกลับอ่อนปวกเปียกราวกับดินโคลน

"ปล่อยข้าพักเหนื่อยสักเดี๋ยวเถอะ"

เมื่อเห็นดังนั้น สวี่จิ้นจึงวิ่งไปที่ประตูรั้วหน้าบ้าน ชะโงกหน้าออกไปมองซ้ายมองขวา เมื่อแน่ใจว่าไม่มีใครอยู่บริเวณนั้น เขาก็จัดการปิดประตูรั้วและลงกลอนอย่างแน่นหนา ก่อนจะเดินกลับมาหาผู้เป็นพ่อ

"ท่านพ่อ นี่ท่านหมดแรงหรือว่ายังไง ข้าไปหาน้ำมาให้ดื่มไหมขอรับ?"

"หมดแรงบ้าอะไรล่ะ ก็แค่แขนขาอ่อนแรง ปล่อยให้ข้าหายใจพักเหนื่อยสักเดี๋ยวก็หายแล้ว"

"ตอนทำนาข้าก็เคยมีเรื่องชกต่อยมาบ้างเหมือนกัน แต่ถึงขั้นลงมือฆ่าคนตายเนี่ย ครั้งนี้เพิ่งจะเคยเป็นครั้งแรกเลยล่ะ" หลังจากพูดคุยไปได้สักพัก อาการของสวี่ต้าเจียงก็ค่อยๆ ดีขึ้น และเริ่มพยุงตัวลุกขึ้นยืนได้เอง

เมื่อสวี่จิ้นหันไปมองอันธพาลคนที่พยายามวิ่งหนี ก็พบว่ามันขาดใจตายไปนานแล้ว กะโหลกศีรษะของมันถูกสวี่ต้าเจียงใช้ไม้ขัดประตูฟาดจนแหลกละเอียด

"ไอ้ลูกกระต่ายเอ๊ย เจ้าก่อเรื่องใหญ่โตขนาดนี้ รีบคิดหาทางจัดการกลบเกลื่อนร่องรอยให้ดีเถอะ" สวี่ต้าเจียงพูดพลางหอบหายใจ

"อืม!"

สวี่จิ้นพยักหน้ารับคำ หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขากับสวี่ต้าเจียงก็ช่วยกันลากศพทั้งห้าเข้าไปไว้ในห้อง

จากนั้นเขาก็จัดการค้นตัวศพทั้งห้าอย่างละเอียด

ในเมื่อลงมือฆ่าไปแล้ว จะทิ้งเงินทองของพวกมันไว้ทำไมล่ะ ไม่เก็บก็โง่แล้ว

ได้เงินมาไม่เยอะเท่าไหร่ อันธพาลสี่คนมีเงินติดตัวคนละประมาณสี่ห้าตำลึง มีแค่ไอ้หน้าบากที่มีเยอะหน่อย เกือบสิบตำลึง รวมๆ แล้วสี่คนนี้มีเงินแค่ยี่สิบกว่าตำลึงเท่านั้น

เงินในตัวเติ้งหู่ก็มีไม่มากนัก นอกจากเงินสี่สิบแปดตำลึงที่สวี่ต้าเจียงเพิ่งจะเอามาใช้หนี้เมื่อหัวค่ำแล้ว ก็มีเงินสดติดตัวอยู่อีกสิบกว่าตำลึง รวมแล้วได้มาหกสิบกว่าตำลึง

ตอนแรกสวี่จิ้นกะจะพอแค่นี้ แต่ก็นึกขึ้นมาได้ว่าก่อนหน้านี้เติ้งหู่เคยร้องขอชีวิต โดยบอกว่าจะยอมจ่ายเงินตั้งสองร้อยตำลึง

แล้วเงินของไอ้หมอนี่มันซ่อนอยู่ที่ไหนกันล่ะ?

สวี่จิ้นใช้ความรวดเร็วที่สุดในการรื้อค้นข้าวของในห้อง แต่ก็ไม่พบอะไรเลยนอกจากปึกสัญญากู้ยืมเงิน

หรือว่าจะซ่อนไว้ในช่องลับงั้นรึ?

แต่เพียงชั่วครู่ สวี่จิ้นก็ปัดตกความคิดนี้ไป

ห้องนอนด้านในแบ่งออกเป็นสองห้อง ห้องหนึ่งมีผ้าห่มแค่ผืนเดียว ส่วนอีกห้องมีผ้าห่มกองอยู่ห้าหกผืน น่าจะเป็นห้องที่พวกอันธพาลพวกนี้นอนรวมกัน

ถ้าซ่อนเงินไว้ในห้องที่มีคนเดินเข้าออกพลุกพล่านแบบนี้ คนอย่างเติ้งหู่คงไม่มีทางนอนหลับได้อย่างสบายใจแน่

สวี่จิ้นหันไปมองศพของเติ้งหู่อีกครั้ง แล้วเริ่มค้นตัวใหม่อย่างละเอียด

ไม่ถึงหนึ่งนาที เขาก็เจอของดีเข้าให้

ที่เสื้อตัวในของเติ้งหู่ มีกระเป๋าลับใบเล็กๆ เย็บซ่อนไว้อย่างมิดชิด ภายในกระเป๋านั้นมีห่อกระดาษทาน้ำมันเล็กๆ ซ่อนอยู่

พอเปิดออกดู แววตาของสวี่จิ้นก็สว่างวาบขึ้นมาทันที

มันคือตั๋วเงินของโรงรับจำนำเทียนหยางสองใบ มูลค่าใบละร้อยตำลึง!

"หืม?"

นอกจากตั๋วเงินแล้ว ในห่อกระดาษทาน้ำมันยังมีกระดาษอีกแผ่นหนึ่งซ่อนอยู่ บนกระดาษแผ่นนั้นมีตัวอักษรเล็กๆ เขียนไว้เต็มไปหมด แต่ด้วยความที่แสงไฟสลัวเกินไป สวี่จิ้นจึงมองเห็นไม่ชัด

เขาขี้เกียจสนใจ จึงยัดห่อกระดาษนั้นเก็บไว้ในอกเสื้อตามเดิม

"ไอ้ลูกกระต่าย จะเอาแต่เงินไม่เอาชีวิตแล้วรึไง? รีบเผ่นกันได้แล้ว!"

สวี่ต้าเจียงที่ยืนดูอยู่เริ่มร้อนรนใจ

ที่นี่ไม่ใช่สถานที่ที่จะอยู่นานได้ แต่จะจัดการทำลายหลักฐานยังไงดีล่ะ?

เมื่อครู่นี้ สวี่จิ้นสังเกตเห็นน้ำมันตะเกียงและเหล้าในห้องแล้ว

แต่เขาก็รีบปัดตกความคิดที่จะจุดไฟเผาทำลายหลักฐานทิ้งไปอย่างรวดเร็ว

ถึงแม้การเผาจะช่วยทำลายศพและหลักฐานได้ แต่มันก็จะทำให้เรื่องที่พวกอันธพาลถูกฆ่าตายแดงขึ้นมาในทันที

แล้วหลังจากนั้น ทั้งทางการ หรือแม้แต่แก๊งเทียนเหอที่เป็นผู้หนุนหลังพวกอันธพาลกลุ่มนี้ ก็คงจะเข้ามาร่วมสืบสวนคดีอย่างแน่นอน

แต่ถ้าทางการสืบสวนคดีขึ้นมาจริงๆ ล่ะก็...

ระหว่างที่กำลังครุ่นคิด สวี่จิ้นก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะเยาะตัวเอง

ประสิทธิภาพในการสืบสวนคดีฆาตกรรมของทางการในยุคนี้ แทบจะไม่ติดฝุ่นเมื่อเทียบกับยุคสมัยในชาติก่อนของเขาเลยด้วยซ้ำ

แล้วเขาจะไปกังวลอะไรให้มากมาย

แต่หลักฐานสำคัญๆ ก็ต้องทำลายทิ้งให้หมด

เรื่องลายนิ้วมืออะไรพวกนั้น ไม่ต้องไปกังวลหรอก

แต่มันก็อาจจะมีวิชาแปลกๆ ที่มีอานุภาพเหนือธรรมชาติอยู่ก็ได้ ก็ขนาดตัวเขายังสามารถใช้วิชาดาราได้เลยนี่นา

ถ้ามีวิชาแบบนั้นอยู่จริงๆ เขาก็คงสกัดกั้นไม่ได้หรอก

วิชาการแกะรอยในหกศิลปะดารายุทธ์ที่สำนักศึกษาสอน ส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การสะกดรอยตามกลิ่นและการวิเคราะห์ร่องรอยเล็กๆ น้อยๆ ต่างหาก ไม่เคยมีการพูดถึงวิชาดาราที่ใช้สะกดรอยมาก่อนเลย

เมื่อคิดได้ดังนั้น สวี่จิ้นก็เดินไปตักน้ำจากบ่อกลางลานบ้านมาหลายถัง เขาจัดการล้างคราบเลือดบนตัวให้สะอาดหมดจด จากนั้นก็ไปตักน้ำปัสสาวะและอุจจาระจากในห้องน้ำมาผสมน้ำ แล้วราดรดลงบนศพของพวกอันธพาลจนชุ่มโชก

แค่นี้ก็กลบกลิ่นได้มิดแล้ว!

ด้วยวิธีนี้ ต่อให้เป็นวิชาสะกดรอยตามกลิ่นที่ล้ำเลิศแค่ไหน ก็ต้องเสื่อมประสิทธิภาพ หรือไม่ก็คว้าน้ำเหลวไปเลย

จากนั้นเขาก็เอาเหล้าที่พวกมันดื่มเหลือ มาราดบนตัวเพื่อกลบกลิ่นคาวเลือดที่อาจจะยังหลงเหลืออยู่

หลังจากนั้น สวี่จิ้นก็ให้สวี่ต้าเจียงเดินออกไปรอด้านนอกก่อน ส่วนตัวเขาก็จัดการเอาไม้ขัดประตูมาขัดประตูด้านในอย่างแน่นหนา แล้วจึงปีนกำแพงหนีออกไป

ตอนที่กำลังปีนกำแพง สวี่จิ้นก็เหลือบมองไปที่บ้านอีกหลังหนึ่งซึ่งอยู่ถัดจากโกดังสินค้าไปสองสามหลัง

ไฟปิดมืดสนิท ไม่มีเสียงความเคลื่อนไหวใดๆ

แต่เมื่อตอนบ่ายที่เขาเดินผ่าน ประตูบ้านหลังนั้นยังเปิดอยู่เลย

เสียงของเติ้งหู่ที่ร้องโหยหวนขอชีวิตดังลั่นขนาดนั้น คนในบ้านหลังนั้นน่าจะได้ยินแน่ๆ

สวี่จิ้นลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถอนหายใจแล้วกระโดดลงจากกำแพงไป

อาจจะดูเป็นคนใจอ่อนไปหน่อย

แต่ถ้าจะให้เขาบุกไปฆ่าปิดปากคนในบ้านหลังนั้นด้วย เพื่อทำลายหลักฐานให้สิ้นซากล่ะก็ สวี่จิ้นทำใจไม่ได้จริงๆ

เขายังไม่ได้โหดเหี้ยมอำมหิตถึงขั้นนั้นหรอก

บนหลังคา ชายชุดชิงอีมองดูท่าทีลังเลของสวี่จิ้นบนกำแพงอย่างเงียบๆ

"การกระทำถือว่ายังมีเส้นแบ่งศีลธรรมอยู่ ถือว่าเป็นของล้ำค่าจริงๆ แฮะ ขอดูต่อไปอีกหน่อยก็แล้วกัน" ชายชุดชิงอีขยับตัว แล้วค่อยๆ ติดตามสวี่จิ้นไปอย่างไม่เร่งรีบ ทว่าเงาร่างของเขากลับกลมกลืนไปกับความมืดมิดจนไม่มีใครสังเกตเห็นเลยแม้แต่น้อย

สองพ่อลูกรีบเร่งฝีเท้าเดินทางกลับบ้านท่ามกลางความมืด อาจจะเป็นเพราะเรื่องราวในคืนนี้มันตื่นเต้นเร้าใจเกินไป สวี่ต้าเจียงจึงเดินเซไปเซมาตลอดทาง จนสวี่จิ้นต้องคอยประคองไว้

โชคดีที่การเดินทางเป็นไปอย่างราบรื่น นอกจากการพบเจอสุนัขจรจัดสองสามตัวระหว่างทางแล้ว พวกเขาก็กลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย

ทันทีที่ปิดประตูบ้านและลงกลอนเรียบร้อย สวี่ต้าเจียงและสวี่จิ้นก็ทรุดตัวลงนั่งพิงประตู พร้อมกับหอบหายใจอย่างหนักหน่วง

ผ่านไปพักใหญ่ กว่าที่ทั้งคู่จะกลับมาหายใจเป็นปกติ

สวี่จิ้นต้มน้ำร้อน จัดการเอาเสื้อผ้าและรองเท้าทั้งของเขาและของพ่อที่ใส่ในวันนี้ ไปยัดใส่เตาไฟเผาทิ้งจนหมด จากนั้นก็อาบน้ำชำระร่างกายจนสะอาดเอี่ยม แล้วเปลี่ยนมาใส่เสื้อผ้าเก่าๆ ที่ซักสะอาดแล้ว สวี่จิ้นถึงจะรู้สึกเบาใจขึ้นมาได้เปราะหนึ่ง

บนหลังคาบ้านตระกูลสวี่ ชายชุดชิงอีที่แอบตามมาก็มองดูการกระทำของสวี่จิ้นพลางพยักหน้าเห็นด้วย "ถือว่ามีความรอบคอบใช้ได้ ถึงแม้จะยังมีจุดบกพร่องอยู่บ้าง แต่สำหรับการลงมือครั้งแรก ทำได้ขนาดนี้ก็ถือว่าไม่เลวแล้ว"

ร่องรอยที่อาจจะนำไปสู่การสะกดรอยตามได้ถูกทำลายทิ้งไปหมดแล้ว

ตอนนี้ ก็ขึ้นอยู่กับว่าศพของพวกอันธพาลจะถูกค้นพบเมื่อไหร่

เวลาคือเครื่องมือทำลายหลักฐานที่ดีที่สุด

ยิ่งค้นพบช้าเท่าไหร่ โอกาสที่จะถูกสะกดรอยตามมาเจอก็ยิ่งน้อยลงเท่านั้น

หลังจากผ่านเรื่องราววุ่นวายมาตลอดทั้งคืน สองพ่อลูกก็หิวจนตาลาย สวี่จิ้นจึงไปเอาเหล้าเก่าสองชั่ง ถั่วลิสง และแป้งย่างแข็งๆ ที่เขาซื้อมาเมื่อตอนบ่ายออกมา ทั้งสองคนก็เริ่มกินแป้งย่างสลับกับถั่วลิสง และจิบเหล้าตามไปด้วยความเอร็ดอร่อย

ระหว่างที่กิน สวี่จิ้นก็เล่าสาเหตุที่ทำให้เขาตัดสินใจลงมือฆ่าพวกอันธพาลให้สวี่ต้าเจียงฟังอย่างละเอียด

เมื่อสวี่ต้าเจียงได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด ก็ถึงกับเหงื่อแตกพลั่ก ดวงตาแดงก่ำด้วยความโกรธแค้น ราวกับสัตว์ร้ายที่พร้อมจะฉีกกระชากร่างศัตรู!

โชคดีที่สวี่จิ้นแอบย้อนกลับไปแอบฟังบทสนทนาของพวกมัน ไม่อย่างนั้น คืนนี้พวกเขาสองพ่อลูกคงต้องตายโหงด้วยน้ำมือของพวกอันธพาลเดนมนุษย์พวกนี้เป็นแน่!

แล้วเจียงเอ๋อร์ลูกสาวสุดที่รักของเขาก็คงจะต้องเผชิญกับชะตากรรมที่โหดร้ายทารุณอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้!

ยิ่งคิดก็ยิ่งแค้นใจ จนเผลอสบถออกมาว่า แทงพวกมันน้อยไปหน่อย!

ปล่อยให้พวกมันตายสบายเกินไปแล้ว!

ถึงแม้ชายชราคนนี้จะดูเป็นคนขี้ขลาดตาขาวไปบ้าง แถมพอฆ่าคนเสร็จก็ถึงกับแข้งขาอ่อนแรง แต่พอถึงคราวคับขัน เขาก็กล้าหาญเอาเรื่องเหมือนกัน

และเมื่อไหร่ที่มีคนคิดจะทำร้ายลูกๆ ของเขา เขาก็พร้อมจะกลายร่างเป็นสิงโตที่กำลังโกรธเกรี้ยวทันที

หลังจากแป้งย่างและเหล้าเก่าตกถึงท้อง สวี่ต้าเจียงก็เหมือนจะตัดสินใจอะไรบางอย่างได้ เขาพูดด้วยน้ำเสียงเด็ดเดี่ยวว่า "จิ้นเอ๋อร์ พรุ่งนี้เช้าพอถึงยามอิ๋น เจ้าก็รีบตื่นแล้วกลับไปที่สำนักศึกษาแต่เช้าตรู่เลยนะ จำไว้ว่าคืนนี้เจ้าไม่ได้นอนค้างที่บ้าน ถ้าหากเรื่องนี้แดงขึ้นมา ก็ให้ถือว่าเป็นฝีมือของพ่อคนเดียว ไม่เกี่ยวอะไรกับเจ้าเลย เจ้าไม่รู้เรื่องนี้เด็ดขาด! เข้าใจไหม?"

"ท่านพ่อ!"

สวี่จิ้นไม่ได้ตอบตกลง แต่เขายกชามเหล้าขึ้นมาชนกับชามของสวี่ต้าเจียงแทน ก่อนหน้านี้เขาไม่ค่อยชอบดื่มเหล้าเท่าไหร่นัก แต่หลังจากที่เพิ่งผ่านการฆ่าคนมาหมาดๆ การได้ดื่มเหล้าเก่ารสชาติดุดันแบบนี้ กลับทำให้เขารู้สึกฮึกเหิมอย่างประหลาด

"ท่านพ่อ ถ้าเกิดพวกมันสืบตามรอยมาจนถึงพวกเราจริงๆ ล่ะก็ ต่อให้พวกเราจะพยายามปฏิเสธยังไง ก็ไม่มีใครรอดไปได้หรอก"

"แต่ท่านพ่อไม่ต้องห่วง ไม่มีใครรู้หรอกว่าเป็นฝีมือของเรา พวกมันไม่มีทางหาเจอหรอกขอรับ!" สวี่จิ้นพูดปลอบใจ

"แต่ว่า... ตอนพลบค่ำที่พวกเราเดินเข้าไปในตรอกฉางฟางหน้าบ้านของเติ้งหู่ มีคนเดินสวนมาคนนึงนะ แถมเขายังหันมามองพวกเราตั้งหลายครั้งด้วย" สวี่ต้าเจียงพูดด้วยความกังวล

"เขาก็ไม่ได้รู้จักพวกเราสักหน่อยนี่ขอรับ อีกอย่าง ในตรอกฉางฟางก็มีคนอาศัยอยู่ตั้งหลายครอบครัว ไม่ได้มีแค่เติ้งหู่คนเดียวสักหน่อย" สวี่จิ้นพยายามพูดให้พ่อสบายใจ

นี่แหละคือเรื่องที่จนใจที่สุด

เดิมทีสวี่จิ้นและสวี่ต้าเจียงตั้งใจแค่จะมาใช้หนี้ให้จบๆ ไปเท่านั้น

พอใช้หนี้หมด ก็จะไม่มีภาระผูกพันอะไรอีก คนนึงก็จะได้ตั้งหน้าตั้งตาฝึกฝน อีกคนก็จะได้ตั้งหน้าตั้งตาหาเงินเก็บไว้เป็นค่าสินสอดให้ลูกชาย

ใครจะไปคิดล่ะว่า พอใช้หนี้เสร็จแล้ว ไอ้พวกอันธพาลพวกนี้กลับคิดจะมาฆ่าล้างครอบครัวเขา แล้วยังหวังจะเคลมเจียงเอ๋อร์น้องสาวของเขาอีก

สุดท้าย สวี่จิ้นก็บอกให้สวี่ต้าเจียงลดการเดินทางเข้าไปในเมืองจินซานในช่วงนี้ และเวลาออกไปไหนมาไหน ก็ให้ใส่หมวกสานปีกกว้าง แล้วก็ไว้หนวดไว้เคราซะหน่อย ต่อให้เดินสวนกับคนที่เจอในตรอกเมื่อตอนพลบค่ำ เขาก็คงจำสวี่ต้าเจียงไม่ได้หรอก

สวี่จิ้นเองก็ต้องระมัดระวังตัวไม่ให้ใครเห็นหน้าบ่อยๆ เช่นกัน

หลังจากตกลงกันเป็นที่เรียบร้อย สวี่ต้าเจียงที่ดื่มเหล้าเข้าไปตั้งครึ่งชั่งก็หลับสนิทไป สวี่จิ้นจัดการห่มผ้าให้พ่อเสร็จสรรพ ตัวเขาเองก็อยากจะนอนพักผ่อนบ้าง แต่กลับนอนไม่หลับ

เขาจึงลุกออกไปที่ลานบ้าน แล้วเริ่มฝึกค่ำชดเชย

เขาเดินกระบวนท่าดื่มแสงจันทร์ สลับกับการรำเพลงหมัดสังหารห้าดาว

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะคิดไปเองหรือเปล่า แต่หลังจากที่ผ่านการฆ่าคนมาในวันนี้ สวี่จิ้นรู้สึกว่าการรำเพลงหมัดสังหารห้าดาวของเขานั้นลื่นไหลและทรงพลังมากขึ้น แถมยังแฝงไปด้วยรังสีอำมหิตจางๆ อีกด้วย

เนื่องจากดึกมากแล้ว สวี่จิ้นจึงไม่ได้ชักนำแสงดาวจากลานรับดาราที่เหลืออยู่อีกค่อนสายมาใช้ เขาตั้งใจจะเก็บไว้ก่อน

หลังจากฝึกฝนไปได้สามรอบครึ่ง สวี่จิ้นก็เริ่มรู้สึกเหนื่อยล้าทางจิตใจอย่างรุนแรง น่าจะเป็นเพราะพลังสมาธิถูกเผาผลาญไปจนถึงขีดจำกัดแล้ว

เขาจึงกลับไปนอนพักผ่อน

"มีความขยันหมั่นเพียรเพิ่มมาอีกข้อแฮะ ข้าชักจะถูกใจไอ้เด็กนี่เข้าให้แล้วสิ?" ชายชุดชิงอีที่ยืนรับลมหนาวอยู่บนหลังคามาครึ่งค่อนคืน มองดูสวี่จิ้นหลับไป ก่อนจะแอบชะโงกหน้าลงมาดูป้ายประจำตัวของสวี่จิ้นอย่างเงียบเชียบ แล้วจึงเหาะทะยานกลับไปยังตัวเมืองจินซาน

ในเมื่อมีคนชอบอ้างตัวว่าเป็นปีศาจร้าย งั้นคืนนี้ข้าก็จะไปทำให้พวกมันได้เห็นปีศาจร้ายตัวจริงเสียงจริงซะเลย!

ฟ้ายังไม่ทันสาง นาฬิกาชีวภาพที่ถูกฝึกฝนมาตลอดสามเดือน ก็ปลุกสวี่จิ้นให้ตื่นขึ้นตรงเวลาเป๊ะ

หลังจากดื่มน้ำและล้างหน้าล้างตาเสร็จ สวี่จิ้นก็เตรียมตัวจะไปตั้งท่ารอคอยแสงแรกแห่งอรุณรุ่งเพื่อฝึกเช้า

ในระหว่างที่รอ จู่ๆ เขาก็นึกถึงกระดาษแผ่นหนึ่งที่ถูกซ่อนไว้ใต้ตั๋วเงินที่เขาได้มาเมื่อคืนนี้ขึ้นมา เขาจึงล้วงมันออกมาดูอย่างละเอียด

เพียงแค่อ่านไปได้ไม่กี่ประโยค เหงื่อเย็นเยียบก็ผุดพรายขึ้นเต็มหน้าผากของสวี่จิ้น

'วิชาหล่อหลอมดาราโลหิต!'

วิชามาร!

นี่มันวิชาของพวกปีศาจร้ายชัดๆ!

จบบทที่ บทที่ 25 วิชามาร

คัดลอกลิงก์แล้ว