เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 1 สูดปราณรุ่งอรุณ

บทที่ 1 สูดปราณรุ่งอรุณ

บทที่ 1 สูดปราณรุ่งอรุณ


บทที่ 1 สูดปราณรุ่งอรุณ

เดือน 6 ปีโต่วลี่ที่ 1762

แคว้นเหยียนโจว เขตจินซาน ภายในสำนักศึกษาจินซาน

ท้องฟ้ายังไม่สางรุ่งอรุณยังมาไม่ถึง

ท่ามกลางเสียงเคาะเกราะไม้เตือนยามที่ดังรัวเร็ว เหล่าศิษย์แห่งสำนักศึกษาจินซานต่างพากันหาวหวอดลุกจากเตียง เพื่อทำกิจวัตรสำคัญของชีวิตประจำวัน นั่นคือการปลดทุกข์หนัก

สวี่จิ้นเองก็ไม่เว้น

แต่ก่อนจะไปส้วม สวี่จิ้นหันกลับเข้าไปในห้อง หยิบก้อนกรวดที่เก็บมาได้สามสี่ก้อนออกมาจากห่อผ้าใบเล็กของตัวเองเสียก่อน แล้วจึงค่อยเดินเข้าไป

ไม้ไผ่สำหรับเช็ดก้นในส้วมนั้น ไม่ต้องพูดถึงเรื่องความสากจนบาดก้นหรอก ประเด็นสำคัญคือมันใช้ซ้ำ!

คนก่อนหน้าใช้เสร็จ คนต่อไปก็เอาไปแกว่งล้างในถังน้ำแล้วใช้ต่อ

ส่วนน้ำในถังนั่นก็ไม่รู้ว่าเปลี่ยนครั้งล่าสุดเมื่อไหร่ รู้แค่ว่ามันขุ่นคลั่กไปหมดแล้ว…

แค่เรื่องนี้เรื่องเดียว สวี่จิ้นที่เพิ่งทะลุมิติมาอยู่ที่นี่เมื่อหลายเดือนก่อนก็ทนไม่ไหวแล้ว

เขาอยากจะทะลุมิติกลับไปใจแทบขาด แม้โอกาสจะริบหรี่ แต่ยังไงก็ต้องขอลองดูสักตั้ง

มาอยู่โลกนี้ได้สามเดือนกว่าแล้ว เรื่องขางามๆ เอวคอดๆ ผมดำขลับสลวยสยาย หรือเบียร์ กุ้งมังกร หม่าล่าทั่งอะไรพวกนั้น สวี่จิ้นเลิกคิดไปนานแล้ว ตอนนี้เขาคิดถึงแต่กระดาษชำระราคาถูกและใช้ดีในชาติที่แล้วเท่านั้นแหละ

แต่นี่ก็ไม่ใช่เหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้สวี่จิ้นอยากจะทะลุมิติกลับไปอย่างเร่งด่วน

หลังจากจัดการธุระส่วนตัวเสร็จ สวี่จิ้นก็เดินตามกลุ่มศิษย์ไปยังลานฝึกเช้าของสำนักศึกษาจินซาน เขารีบหาที่ของตัวเอง ถอดเสื้อท่อนบนออก เผยให้เห็นซี่โครงบานเป็นซี่ๆ

ตรงกลางหน้าอก ปรากฏรอยสักรูปวงกลมขนาดเท่ากำปั้นเด็กทารกเลือนราง รอยสักนี้กลืนไปกับสีผิว มองเห็นลวดลายเพียงลางๆ เท่านั้น

ทั่วทั้งลานฝึกเช้า นอกจากศิษย์หญิงที่มีจำนวนไม่มากแล้ว ศิษย์ชายเกือบทุกคนต่างก็ถอดเสื้อท่อนบนออกเหมือนกับสวี่จิ้น

เพียงแต่ส่วนใหญ่ต่างก็มีรูปร่างกำยำล่ำสัน มีแค่สวี่จิ้นคนเดียวนี่แหละที่ผอมแห้งติดกระดูกไม่เหมือนใคร

ร่างกายที่สวี่จิ้นทะลุมิติมาสิงอยู่นี้ มีปัญหาบางอย่าง

ครู่ต่อมา ท้องฟ้าทิศตะวันออกก็ปรากฏแสงแรกแห่งอรุณรุ่ง เสียงโลหะกระทบพื้นดังกังวานเป็นจังหวะรัวเร็วขึ้นที่ริมลานฝึก หญิงสาวร่างเพรียวสวมชุดรัดกุมสีครามจางๆ มีผ้าโปร่งสีครามปิดบังใบหน้า และใช้ไม้ค้ำยัน ก็ปรากฏตัวขึ้นที่ด้านหน้าสุดของลานฝึกราวกับพายุหมุน

แม้จะเห็นภาพนี้มาเป็นร้อยครั้งแล้ว แต่ทุกครั้งก็ยังทำให้สวี่จิ้นรู้สึกทึ่งอยู่ดี

นักวิ่งลมกรดในชาติที่แล้ว ยังวิ่งสู้ครูฝึกหนิงที่ขาเป๋ไปข้างหนึ่งคนนี้ไม่ได้เลย

นี่คือครูฝึกหนิงอวี้ฉาน ประจำงานชุมนุมจุดประกายดาราฤดูใบไม้ผลิของพวกรุ่นสวี่จิ้น เหล่าเด็กหนุ่มเรียกนางว่า "หนิงไม้เท้าเหล็ก" บ้างก็เรียกว่า "หนิงหลัวซ่า" และมีเด็กหนุ่มหลายคนที่แอบเรียกนางลับๆ ว่า "หนิงขาเป๋" แต่สวี่จิ้นไม่กล้าหรอกนะ

"อรุณรุ่งเบิกฟ้า กระบวนท่าสูดปราณรุ่งอรุณ เริ่ม!"

เหล่าเด็กหนุ่มต่างก้าวเท้าออกไป ย่อเข่าลงเล็กน้อย สองมือทำท่าโอบกอดความว่างเปล่า หันหน้ารับแสงแรกแห่งวัน หลับตาพลงครึ่งหนึ่ง ร่างกายผ่อนคลายทว่าไม่หย่อนยาน เริ่มทำท่าสูดลมหายใจเข้าออกรับแสงอรุณ

จังหวะหายใจเข้าออกแต่ละครั้งกินเวลานานถึงสิบวินาที

เพียงชั่วครู่ ร่างกายของเด็กหนุ่มนับร้อยเหล่านี้ก็เริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลง และเห็นความแตกต่างของระดับชั้นได้อย่างชัดเจน

มีเด็กหนุ่มคนหนึ่ง เพียงแค่หายใจเข้าออกครั้งเดียว รอยสักดาราบนหน้าอกก็สว่างวาบขึ้น เปล่งประกายแสงดาวระยิบระยับแผ่วเบา ตามจังหวะการหายใจเข้าออกของเขา แสงดาวจากรอยสักก็แผ่ซ่านปกคลุมทั่วทั้งหน้าอกและหน้าท้อง แสงดาวนั้นถึงกับลามไปปกคลุมมือทั้งสองข้างของเขา และกำลังลุกลามลงไปยังขาขวา

สายตาที่ครูฝึกหนิงอวี้ฉานมองไปยังเด็กหนุ่มคนนี้ บ่งบอกถึงความพึงพอใจมากที่สุดอย่างเห็นได้ชัด

ยังมีเด็กหนุ่มอีกกว่าสิบคน ที่รอยสักดาราบนหน้าอกก็ส่องประกายแสงดาวแผ่วเบาเช่นกัน แต่แสงดาวจากรอยสักของพวกเขาส่วนใหญ่ปกคลุมแค่บริเวณหน้าอกและหน้าท้อง มีเพียงไม่กี่คนที่แสงดาวลามไปถึงมือทั้งสองข้าง

และมีเด็กหนุ่มอีกกว่าสี่สิบคน ที่เมื่อหายใจเข้าออก ประกายแสงจากรอยสักดาราบนหน้าอกจะลุกลามอยู่แค่บริเวณหน้าอกและหน้าท้องเท่านั้น

ส่วนเด็กหนุ่มที่เหลืออีกกว่าสามร้อยคน รอยสักดาราบนหน้าอกก็ยังคงหมองหม่นไร้แสงสว่างเหมือนกับของสวี่จิ้น บางครั้งประกายแสงจากรอยสักดาราบนหน้าอกอาจจะสว่างขึ้นมาบ้าง แต่ก็จะดับวูบไปอย่างรวดเร็ว

สายตาของครูฝึกหนิง กวาดมองไปยังเด็กหนุ่มเหล่านี้

เหลือเวลาอีกเพียงไม่กี่วันแล้ว ไม่รู้ว่าจะมีเด็กหนุ่มอีกสักกี่คนที่สามารถผนึกรอยสักดาราได้สำเร็จ

ในขณะนี้ สวี่จิ้นเองก็กำลังพยายามอย่างหนักในการเดินพลังกระบวนท่าสูดปราณรุ่งอรุณ ในหัวของเขาจดจ่ออยู่กับรอยสักดาราบนหน้าอก พร้อมกับจินตนาการภาพแสงอรุณรุ่งระหว่างฟ้าดินถูกเขาสูดเข้าไปในปาก แล้วส่งต่อไปยังรอยสักดารา

เขามีสมาธิจดจ่ออย่างยิ่ง

ในทุกจังหวะการหายใจเข้าออก รอยสักดาราบนหน้าอกของสวี่จิ้นก็เริ่มส่องประกายแสงดาวแผ่วเบา แต่ทุกครั้งที่มันสว่างขึ้น แสงดาวก็จะดับลงอีกครั้ง

แต่เห็นได้อย่างชัดเจนว่า เมื่อเขายังคงเดินพลังกระบวนท่าสูดปราณรุ่งอรุณต่อไป ระยะเวลาที่แสงดาวบนรอยสักของสวี่จิ้นสว่างขึ้นก็เริ่มยาวนานขึ้นเรื่อยๆ

โอกาสที่จะจุดประกายแสงได้สำเร็จอย่างสมบูรณ์ก็มีสูงขึ้นเรื่อยๆ เช่นกัน

แม้แต่ครูฝึกหนิงอวี้ฉานก็ยังหันมามองสวี่จิ้นบ่อยขึ้นเรื่อยๆ

สวี่จิ้นมีความพิเศษเล็กน้อย นางยังคงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าเด็กหนุ่มคนนี้จะสามารถผนึกรอยสักดาราได้สำเร็จ

ทันใดนั้น สายตาของหนิงอวี้ฉานก็เหลือบไปทางสวี่จิ้น เพราะริมฝีปากที่เคยแดงระเรื่อของสวี่จิ้นซึ่งกำลังสูดปราณรุ่งอรุณอยู่นั้น จู่ๆ ก็เปลี่ยนเป็นสีเขียวคล้ำ สีเลือดบนใบหน้าจางหายไปอย่างรวดเร็ว...

"เอาอีกแล้ว!"

ครูฝึกหนิงอวี้ฉานลอบถอนหายใจ ก่อนจะใช้ไม้ค้ำยันเดินตรงไปยังสวี่จิ้น แต่ยังไม่ทันจะไปถึง สวี่จิ้นก็ส่งเสียงครางฮึดฮัดในลำคอ แล้วทรุดตัวล้มลงกับพื้น

เช่นเดียวกับหลายครั้งก่อนหน้านี้ ริมฝีปากของสวี่จิ้นเขียวคล้ำ หัวใจเต้นแรงราวกับตีกลอง เหงื่อแตกพลั่กราวกับสายน้ำ อ้าปากค้าง หอบหายใจอย่างรุนแรง มือขวาสั่นเทาพยายามจะคว้าถุงหนังที่เอว แต่ทำยังไงก็คว้าไม่ติด

ก่อนที่ครูฝึกหนิงจะมาถึง เด็กหนุ่มแซ่เฉียนที่อยู่ข้างๆ สวี่จิ้นก็จัดการล้วงเอายาพยุงหัวใจออกมาจากถุงหนังที่เอวของสวี่จิ้นอย่างชำนาญ แล้วป้อนใส่ปากเขา

"แค่เดินพลังกระบวนท่าสูดปราณรุ่งอรุณก็พอ ไม่ต้องเพ่งจิตจินตนาการอะไรทั้งนั้น"

เพียงครู่ ลมหายใจของสวี่จิ้นก็เริ่มสงบลง รอยคล้ำบนใบหน้าค่อยๆ จางหายไป หนิงอวี้ฉานจึงเดินจากไป พร้อมกับกำชับทิ้งท้ายไว้หนึ่งประโยค "ร่างกายเจ้าไม่ค่อยสบาย วันนี้ก็ไม่ต้องฝึกแล้วล่ะ" นางพูดพลางส่ายหน้าอย่างอ่อนใจ

พรสวรรค์ของสวี่จิ้นคนนี้นับว่าไม่เลว แต่ร่างกายกลับมีปัญหา แถมยังเป็นมาตั้งแต่กำเนิดอีกด้วย

สวี่จิ้นเองก็มีสีหน้าจนใจเช่นกัน

สถานการณ์แบบนี้ เกิดขึ้นเป็นครั้งที่สามแล้วนับตั้งแต่เขาทะลุมิติมาที่นี่

และจากความรู้ทางการแพทย์อันน้อยนิดที่สวี่จิ้นได้เรียนรู้มาจากคลิปวิดีโอให้ความรู้สั้นๆ ในชาติที่แล้ว ร่างกายนี้มีความเป็นไปได้สูงมากว่าจะเป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด

เจ้าของร่างเดิมก็น่าจะจากไปเพราะโรคนี้นี่แหละ

ส่วนเขา ตั้งแต่เริ่มฝึกฝน ก็กระตุ้นให้โรคกำเริบมาถึงสี่ครั้งแล้ว

และนี่ก็เป็นเหตุผลสำคัญที่สุดที่ทำให้สวี่จิ้นอยากจะทะลุมิติกลับไป

โลกใบนี้ช่างแปลกใหม่และน่าตื่นตาตื่นใจ ได้ยินมาว่ามีปรมาจารย์ดาราที่สามารถเหาะเหินเดินอากาศไล่ตามดวงดาวและดวงจันทร์ได้ สวี่จิ้นเองก็อยากจะออกไปสำรวจดูสักครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขามีโอกาสได้ฝึกฝนวิชาอยู่ตรงหน้านี้แล้ว

แต่ร่างกายนี้ดันเป็นโรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ปกติก็มักจะรู้สึกเหมือนมีหินก้อนใหญ่ทับอยู่ที่หน้าอก หายใจไม่ค่อยสะดวก พอฝึกฝนไปถึงจุดสำคัญทีไร โรคก็จะกำเริบขึ้นมาทุกที ทำให้การฝึกของเขาล้มเหลวไม่เป็นท่า

ขืนวันไหนดวงซวยอาการกำเริบหนักขึ้นมา ก็คงได้ม่องเท่งไปจริงๆ แน่

ไม่ว่าจะอยู่โลกไหน การมีชีวิตรอดก็ต้องมาเป็นอันดับแรก

อีกอย่าง เหตุผลที่พ่อของเจ้าของร่างเดิมยอมทุ่มเทหมดหน้าตักเพื่อส่งเขามาที่สำนักศึกษาจินซานแห่งนี้ ก็เป็นเพราะในสำนักแห่งนี้ มีโอกาสที่จะรักษาโรคร้ายในร่างกายของเขาให้หายขาดได้

แน่นอนว่า มันก็แค่ "มีโอกาส" เท่านั้น

ดังนั้นสวี่จิ้นจึงอยากจะทะลุมิติกลับไปอย่างเร่งด่วน

ไม่อยากตายนี่นา

ถึงแม้ร่างกายเก่าของเขาจะไม่ได้ล่ำบึ้กกล้ามโต แต่ก็ไม่ได้แย่อะไรนี่

ตามปกติแล้ว การอยากจะทะลุมิติกลับไปนั้นแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย แต่สวี่จิ้นรู้สึกว่า บางทีเขาอาจจะลองดูได้ เพราะเขาคิดตกแล้วว่าตัวเองทะลุมิติมาได้ยังไง

เขาอยากจะลองดูว่า จะใช้วิธีเดียวกันนี้ทะลุมิติกลับไปได้หรือไม่

ช่วงวันหยุดแรงงานระหว่างที่สวี่จิ้นกำลังเดินทางท่องเที่ยวในเขตหลงตี๋ เขาได้ผ่านไปพบศาลเจ้าเล็กๆ ผุพังแห่งหนึ่ง ซึ่งก็คือศาลเจ้าอู่โหว สวี่จิ้นจึงแวะเข้าไปเดินเล่นและกราบไหว้

นักบวชลัทธิเต๋าที่เฝ้าศาลเจ้าได้พยายามอย่างหนักในการเชิญชวนให้เขาร่วมพิธีบูชาต่อชะตาขจัดภัยของศาลเจ้าอู่โหวแห่งนี้ โดยบอกว่าแม้มันจะต่ออายุขัยไม่ได้ แต่ก็สามารถเสริมบุญบารมีและปัดเป่าเคราะห์ภัยได้

ไหนๆ ก็ไม่มีอะไรเสียหาย แถมสวี่จิ้นเองก็พอจะมีความรู้เรื่องพวกนี้อยู่บ้าง ด้วยความคิดที่ว่าไม่เชื่ออย่าลบหลู่ สวี่จิ้นจึงยอมจ่ายเงินไปหนึ่งร้อยหยวนเพื่อลองดู

นักบวชลัทธิเต๋าเก็บเงินไปไม่เยอะ แต่อุปกรณ์ประกอบพิธีกรรมที่เตรียมไว้กลับดูไม่เลวเลยทีเดียว

มีทั้งธูปเทียน ตะเกียงน้ำมัน ของขลังที่ทำจากหยก เสื้อคลุมนักบวช รวมถึงบทสวดบูชาความยาวหลายสิบตัวอักษร

นักบวชแนะนำให้สวี่จิ้นสวมเสื้อคลุมนักบวช ย่ำเท้าเดินตามตำแหน่งดาวทั้งเก้า จุดตะเกียงดาวและธูปเทียนทีละดวงๆ จากนั้นก็ให้สวี่จิ้นท่องบทสวดบูชาในใจเก้าจบ และหลังจากนั้น... สวี่จิ้นก็มาโผล่ที่นี่เลย

ตอนนี้ สวี่จิ้นแค่อยากจะลองดูว่า เขาจะสามารถอาศัยพิธีบูชาต่อชะตานี้ทะลุมิติกลับไปได้อีกหรือไม่

ตั้งแต่พบว่าร่างกายนี้มีโรคประจำตัว สวี่จิ้นก็คอยเตรียมการเรื่องนี้มาโดยตลอด ตอนนี้ขาดแค่ของขลังที่ทำจากหยกชิ้นสุดท้ายเพียงชิ้นเดียวเท่านั้น

"จบการฝึกเช้า"

สิ้นเสียงประกาศของครูฝึกหนิงอวี้ฉาน การฝึกเช้าที่กินเวลายาวนานถึงสองชั่วยามก็สิ้นสุดลง

แทบทุกคนมีสีหน้าเหนื่อยล้า กระบวนท่าสูดปราณรุ่งอรุณนี้ กินพลังสมาธิอย่างมาก

แต่วันนี้ครูฝึกหนิงอวี้ฉานกลับไม่ได้จากไปในทันที นางมองดูเหล่าเด็กหนุ่มที่กำลังเหนื่อยอ่อน แล้วจู่ๆ ก็เอ่ยขึ้นว่า "การจุดประกายดาราในรอบนี้ อีกเจ็ดวันก็จะสิ้นสุดลงแล้ว รอยสักดาราที่ประทับอยู่บนร่างกายของพวกเจ้า พอพ้นเจ็ดวันไปแล้วก็จะหายไปเช่นกัน

ในช่วงเจ็ดวันสุดท้ายนี้ ข้าหวังว่าพวกเจ้าจะละทิ้งความคิดฟุ้งซ่านทั้งหมด ทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับการฝึกฝนและเรียนรู้อย่างเต็มที่ เพื่อทะลวงผ่านการจุดประกายดาราให้จงได้

แม้ว่าจะสามารถจุดประกายดาราได้สำเร็จในช่วงโค้งสุดท้าย พวกเจ้าก็ยังจะได้รับผลการประเมินในระดับ 'ปิงล่าง' (ระดับ 3 ขั้นต่ำ) และยังสามารถฝึกฝนวิชาดาราได้

แต่หากจุดประกายดาราพ่ายแพ้..."

สายตาของหนิงอวี้ฉานกวาดมองไปยังกลุ่มเด็กหนุ่มที่ยังไม่สามารถจุดประกายดาราได้สำเร็จ "ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ว่าครอบครัวของพวกเจ้าจะสามารถหาเงินก้อนโตถึงสองร้อยตำลึงเงินมาจ่ายค่าประทับรอยสักดาราครั้งที่สองได้หรือไม่ ต่อให้หามาได้และสามารถจุดประกายดาราได้สำเร็จ ผลการประเมินสูงสุดที่พวกเจ้าจะได้รับ ก็เป็นเพียงระดับ 'ติง' (ระดับ 4) ที่ไม่เอาไหนเท่านั้น เรื่องที่จะได้ฝึกฝนวิชาดาราหรือไม่นั้น ก็ยังไม่อาจฟันธงได้

ดังนั้น ในช่วงเจ็ดวันสุดท้ายนี้ พวกเจ้าทุกคนจงทุ่มเทแรงกายแรงใจให้มากขึ้น!"

พูดจบ นางก็ใช้ไม้ค้ำยันกระแทกพื้นเบาๆ ก่อนจะก้าวข้ามระยะทางกว่าสิบเมตรไปในพริบตา เพียงแค่กระโดดไม่กี่ครั้ง ร่างของหนิงอวี้ฉานก็หายลับไป

สวี่จิ้นค่อยๆ ลุกขึ้นยืนอย่างยากลำบาก ลอบถอนหายใจออกมาอย่างจนใจ

เขาก็อยากจะทุ่มเทแรงกายแรงใจให้มากขึ้นอยู่หรอก แต่พอทุ่มเททีไร โรคก็กำเริบจนแทบเอาชีวิตไม่รอดทุกที

คงต้องลองใช้พิธีบูชาต่อชะตานั่นดูแล้วล่ะ

ตอนนี้อุปกรณ์สำหรับพิธีบูชาต่อชะตาที่เขาเตรียมไว้ ก็พร้อมหมดแล้ว ขาดก็แต่ของขลังที่ทำจากหยกเพียงชิ้นเดียว ซึ่งก็คือแผ่นหยกกุย

เขาหาแผ่นหยกกุยเจอแล้ว แต่เครื่องหยกไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็มีราคาแพงลิบลิ่ว แผ่นหยกกุยที่เขาเจอมีราคาขายอยู่ที่ห้าตำลึงเงิน ตอนนี้เขายังขาดเงินอยู่อีกสองตำลึง

ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน ขี้ก็กินยาก เงินก็หายากทั้งนั้นแหละนะ

ตอนเที่ยง หลังจากนั่งเรียนวิชาหกศิลปะดารายุทธ์แบบผ่านๆ ไปได้สองคาบ สวี่จิ้นที่กำลังกลุ้มใจเรื่องวิธีหาเงินอยู่ จู่ๆ ภารโรงหน้าประตูสำนักก็ตะโกนเรียกชื่อเขาขึ้นมา

"สวี่จิ้น มีคนมาเยี่ยม!"

สีหน้าของสวี่จิ้นตอนแรกเบิกบานด้วยความดีใจ แต่แล้วก็แปรเปลี่ยนเป็นความกังวล

ในสำนักศึกษาจินซานแห่งนี้ เขาไม่มีญาติพี่น้องที่ไหน คนที่จะมาเยี่ยมเขาได้ ก็มีแค่สวี่ต้าเจียง พ่อของเจ้าของร่างเดิมเท่านั้น

สวี่ต้าเจียงดีต่อเจ้าของร่างเดิม หรือจะเรียกให้ถูกคือดีต่อสวี่จิ้นมาก เขาจะมาเยี่ยมทุกๆ ครึ่งเดือน ไม่ว่าสวี่จิ้นคนปัจจุบันจะร้องขออะไร เขาก็พร้อมจะจัดหาให้เสมอ

และก็ด้วยความดูแลเอาใจใส่ของพ่อบุญธรรมอย่างสวี่ต้าเจียงนี่แหละ ที่ทำให้สวี่จิ้นที่เพิ่งทะลุมิติมาสามารถใช้ชีวิตอยู่รอดมาได้จนถึงตอนนี้

แต่ปัญหาในตอนนี้ก็คือ สวี่จิ้นอยากจะทะลุมิติกลับไปแล้ว

"ท่านพ่อ! เจียงเอ๋อร์"

ที่หน้าประตูสำนักศึกษาจินซาน สวี่ต้าเจียงที่สะพายห่อผ้าไว้บนหลังกำลังชะเง้อคอรอคอยอยู่พร้อมกับเด็กสาวรูปร่างหน้าตาสะสวย

"จิ้นเอ๋อร์!"

"ท่านพี่!"

เมื่อเห็นสวี่จิ้นเดินมา น้องสาวอย่างสวี่เจียงก็โบกมือทักทายอย่างดีใจ

เช่นเดียวกับทุกครั้ง ทั้งครอบครัวสามคนพากันไปนั่งลงใต้ต้นหลิวใหญ่ที่อยู่ไม่ไกลจากประตูสำนักศึกษา น้องสาวอย่างสวี่เจียงก็ลงมือแกะห่อผ้าหยิบของออกมา

"ท่านพี่ นี่คือเสื้อผ้าที่ซักสะอาดแล้วของท่านพี่ เดี๋ยวท่านพี่ถอดเสื้อผ้าชุดเก่าที่ใส่แล้วออกนะ ข้าจะเอากลับไปซักให้ แล้วคราวหน้าจะเอามาให้ใหม่"

"ท่านพี่ นี่คือแป้งจี่ที่ข้าเพิ่งทำเสร็จเมื่อเช้า ยังนุ่มอยู่เลยนะ"

"ท่านพี่ นี่คือถั่วปากอ้าที่ข้าคั่วเอง กรอบอร่อยมากเลยนะ"

"ท่านพี่ นี่คือกบภูเขาที่ท่านพ่อจับมาจากนา ข้าเอาไปต้มจนสุก แล้วก็เอาไปผัดน้ำมัน อร่อยสุดๆ ไปเลย ท่านพี่รีบชิมดูสิ"

พอนั่งลงปุ๊บ สวี่เจียงเด็กสาววัย 14 ปีก็พูดเจื้อยแจ้วไม่หยุดมือก็หยิบจับของออกมาไม่ขาดสาย

สวี่จิ้นก็ไม่เกรงใจ จัดการสวาปามอาหารตรงหน้าคำโต

ทางสำนักศึกษามีอาหารจัดเลี้ยงให้ สำหรับศิษย์ที่ยังไม่สามารถจุดประกายดาราได้สำเร็จ ก็แค่พอกินอิ่ม สวี่จิ้นร่างกายอ่อนแอ สวี่ต้าเจียงจึงมักจะให้เงินเพิ่มต่างหากเพื่อให้สวี่จิ้นไปซื้อของดีๆ มากินบำรุงร่างกาย แม้จะไม่มากนัก แต่สวี่จิ้นก็เก็บสะสมไว้จนหมด

นี่ไม่ได้หมายความว่าเขาต่อว่าตำหนิอะไร ในทางกลับกัน สวี่จิ้นรู้ดีว่า สวี่ต้าเจียงได้ทุ่มเททุกสิ่งทุกอย่างเพื่อเขาแล้ว

"ท่านพ่อ เจียงเอ๋อร์ พวกท่านก็กินด้วยกันสิ"

สวี่จิ้นพูดไปพลางสวาปามไปพลาง เมื่อเห็นว่าสวี่ต้าเจียงกับสวี่เจียงเอาแต่พยักหน้าแต่ไม่ยอมแตะอาหาร มือของเขาก็ไม่ยอมอยู่เฉย หยิบอาหารเข้าปากตัวเองคำหนึ่ง แล้วก็ป้อนให้ทั้งสองคนอีกคำหนึ่ง

จากประสบการณ์ที่เคยมาเยี่ยมหลายครั้ง ทำให้สวี่จิ้นรู้ดีว่า ถ้าเขาไม่ป้อน สองพ่อลูกคู่นี้ก็คงไม่มีทางยอมกินแน่ๆ

พวกเขาตั้งใจจะประหยัดเก็บของอร่อยๆ ไว้ให้สวี่จิ้นกินคนเดียว

กินไปได้แค่ไม่กี่คำ สวี่ต้าเจียงก็หาข้ออ้างปลีกตัวออกไปยืนอยู่ห่างๆ เขาไม่อยากแย่งอาหารดีๆ เหล่านี้กินมากนัก

หลังจากกินข้าวเสร็จ น้องสาวอย่างสวี่เจียงก็ไปตักน้ำจากแม่น้ำที่อยู่ไม่ไกลนัก "ท่านพี่ ท่านพี่ลงไปนอนราบบนก้อนหินก้อนนี้สิ ข้าจะสระผมและหวีผมให้ ดูผมท่านพี่สิ ยุ่งเหยิงไปหมดแล้ว"

สวี่จิ้นรับคำอย่างกระอักกระอ่วน แล้วยอมเอนตัวลงนอนตามที่บอก

ปัญหาที่สองหลังจากที่เขาทะลุมิติมาอยู่ที่นี่ก็คือ ผมยาว

สวี่จิ้นที่เคยไว้ผมทรงรองทรงสั้นเกรียนรับลมมาโดยตลอด เมื่อต้องมาเผชิญหน้ากับผมยาวสลวยของตัวเอง ก็ถึงกับไปไม่เป็น

ช่วงหลังๆ มานี้ ถึงจะเริ่มจัดการได้ดีขึ้นบ้างแล้ว แต่ก็ยังคงยุ่งเหยิง ชี้ฟูดูไม่จืดอยู่ดี

ทุกครั้งที่น้องสาวอย่างสวี่เจียงมาเยี่ยม ก็จะมาสระผมและหวีผมให้เขาทุกครั้ง

ใต้ต้นหลิวใหญ่ แสงแดดสาดส่องลงมาเป็นหย่อมๆ สวี่จิ้นนอนเอนหลังอยู่บนก้อนหินสีเขียวขนาดใหญ่ น้องสาวอย่างสวี่เจียงถือหวีไม้ซี่เล็ก ค่อยๆ หวีผมให้เขาด้วยความตั้งใจและสายตาที่เปี่ยมไปด้วยความรัก สายลมพัดโชยมาอ่อนๆ

ความสงบสุขในชั่วขณะนี้ ไม่ว่าจะในชาติก่อนหรือชาตินี้ สวี่จิ้นก็ไม่เคยได้สัมผัสมาก่อนเลย

การมีน้องสาวก็ดีเหมือนกันนะ สวี่จิ้นคิดในใจ

น้องสาวที่ทั้งสวย น่ารัก และอ่อนโยนแบบนี้ จุดตะเกียงหาทั่วโลกก็คงหาไม่เจอ

ไม่นาน สวี่เจียงก็จัดการสระผมและหวีผมยาวสลวยของสวี่จิ้นจนสะอาดสะอ้าน รวบมัดไว้อย่างเรียบร้อย สวี่จิ้นเองก็รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที

"จิ้นเอ๋อร์ เรื่องจุดประกายดาราไปถึงไหนแล้วล่ะ?" ตอนนั้นเอง สวี่ต้าเจียงที่หลบไปอยู่ห่างๆ เป็นนานสองนานก็เดินเข้ามาใกล้

"ยังไม่สำเร็จเลยขอรับ" สวี่จิ้นตอบเสียงเศร้า "ข้ารู้สึกว่าเกือบจะสำเร็จแล้ว แต่โรคก็ดันกำเริบขึ้นมาเสียก่อน"

"เฮ้อ!"

สวี่ต้าเจียงถอนหายใจยาว ในแววตาของเขาไม่มีร่องรอยของความผิดหวังเลยแม้แต่น้อย มีเพียงความกังวลและความเจ็บปวดใจอย่างสุดซึ้ง

แม้แต่น้องสาวอย่างสวี่เจียงก็ยังมีสีหน้าเคร่งเครียดขึ้นมา "แล้วจะทำยังไงดีล่ะ การจุดประกายดาราของท่านพี่ในรอบนี้ก็ใกล้จะ..."

สวี่ต้าเจียงตวัดสายตาดุๆ ไปทางหนึ่ง สวี่เจียงก็รีบเม้มปากแน่น "ใช่ว่าพี่ชายของเจ้าจะไม่พยายามเสียเมื่อไหร่ ข้ารู้สึกว่า ถ้าพยายามอีกนิด ในช่วงไม่กี่วันสุดท้ายนี้ จะต้องสำเร็จแน่ๆ"

"ใช่ๆๆ!" สวี่เจียงรีบพยักหน้าหงึกหงัก

พูดจบ สวี่ต้าเจียงก็ล้วงเอาห่อผ้าใบเล็กออกมาจากอกเสื้อ "จิ้นเอ๋อร์ นี่คือเงินสองตำลึงสามเฉียน เจ้าเอาไปซื้อของกินดีๆ มาบำรุงร่างกายเพิ่มเถอะนะ ไม่ต้องประหยัดล่ะ ต้องกินให้อิ่ม ถึงจะมีเรี่ยวแรงไปตั้งใจฝึกฝนจุดประกายดาราได้ ตอนนี้พ่อยังมีแรงเหลือเฟือ หาเงินได้สบายมาก!"

"ใช่แล้วๆ ข้าก็รับจ้างเย็บปะซักเสื้อผ้าหาเงินได้เหมือนกันนะ" สวี่เจียงรีบเสริม

ริมฝีปากของสวี่จิ้นขยับขมุบขมิบอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดเขาก็รับห่อผ้าใบเล็กนั้นมา

"ท่านพ่อ เจียงเอ๋อร์ เดินทางกลับดีๆ นะ ระวังตัวด้วย"

เมื่อกลับมาถึงห้องพัก สวี่จิ้นก็รู้สึกสับสนวุ่นวายใจ

พิธีบูชาต่อชะตานั่น ไม่รู้ว่าจะช่วยให้เขาทะลุมิติกลับไปได้สำเร็จหรือเปล่า?

แล้วถ้าเกิดสำเร็จล่ะ?

เขาเริ่มรู้สึกผูกพันและไม่อยากจากน้องสาวคนนี้ไปเสียแล้ว

หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน สวี่จิ้นก็ตัดสินใจลุกขึ้นไปขอลาหยุดกับครูฝึกวิชาหกศิลปะดารายุทธ์ ตอนนี้เขามีเงินพอแล้ว ต้องไปเตรียมข้าวของสำหรับทำพิธีบูชาต่อชะตาเสียที

เอาเป็นว่าหาทางเอาชีวิตรอดให้ได้ก่อนก็แล้วกัน

เจ้าของร่างเดิมก็น่าจะจากไปเพราะโรคกำเริบนี่แหละ สวี่จิ้นเพิ่งมาอยู่โลกนี้ได้แค่สามเดือน รวมอายุทั้งสองชาติแล้วก็เพิ่งจะยี่สิบกว่าปีเอง ยังใช้ชีวิตไม่คุ้มเลย

ตลอดสามเดือนที่ผ่านมา สวี่จิ้นได้สืบราคาและแหล่งซื้อของที่ต้องใช้เตรียมไว้หมดแล้ว

เดินวนไปรอบหนึ่ง เขาก็จัดการซื้อธูปเทียน ตะเกียงน้ำมัน และกระดิ่งทองเหลืองที่ต้องใช้จนครบ จากนั้นก็เดินเข้าไปในร้านขายเครื่องหยกที่เคยแวะมาถามไถ่ราคาก่อนหน้านี้หลายครั้ง จนเถ้าแก่ร้านจำหน้าเขาได้แล้ว

"พ่อหนุ่ม มาอีกแล้วรึ!"

"เถ้าแก่ ข้ามาซื้อแผ่นหยกกุยนั่นแหละ ท่านยังเก็บไว้ให้ข้าอยู่หรือเปล่า?"

"เก็บไว้สิ ทั้งหมด ห้าตำลึงเงิน"

"เถ้าแก่ ท่านเห็นความตั้งใจจริงของข้าแล้ว ก็ช่วยลดราคาให้หน่อยเถอะนะ วันหน้าข้าจะได้มาอุดหนุนท่านอีกบ่อยๆ" สวี่จิ้นพูดกลั้วหัวเราะ

คนมันจน ประหยัดได้นิดได้หน่อยก็ยังดี

เถ้าแก่เหลือบมองสวี่จิ้น นิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงค่อยหยิบถาดใส่แผ่นหยกกุยส่งให้สวี่จิ้น "พ่อหนุ่มมีความตั้งใจจริงนัก เอาเป็นว่า สี่ตำลึงแปดเฉียน ก็แล้วกัน นี่ลดให้สุดๆ เท่าที่ตาแก่คนนี้จะตัดสินใจได้แล้วนะ"

"ขอบคุณมาก!"

ข้าวของที่ต้องใช้สำหรับพิธีบูชาต่อชะตา ก็ครบเกือบหมดแล้ว ลำดับต่อไป ก็คือการจัดการเรื่องที่อาจจะหลงเหลืออยู่เบื้องหลังให้เรียบร้อย จากนั้นก็หาสถานที่เงียบสงบไร้ผู้คนรบกวน เพื่อตั้งศาลทำพิธีบูชาต่อชะตา

---

จบบทที่ บทที่ 1 สูดปราณรุ่งอรุณ

คัดลอกลิงก์แล้ว