- หน้าแรก
- ปลุกระบบสวมบทบาท ผมกลายเป็นตัวร้ายจอมเจ้าชู้แห่งวงการบันเทิง
- บทที่ 530 มวยไทย ผมก็พอเป็นอยู่บ้างนิดหน่อย!
บทที่ 530 มวยไทย ผมก็พอเป็นอยู่บ้างนิดหน่อย!
บทที่ 530 มวยไทย ผมก็พอเป็นอยู่บ้างนิดหน่อย!
"ลองกลับไปคิดดูดีๆ แล้วกันครับ ว่าพี่เคยบอกที่อยู่โรงแรมนี้กับใครบ้าง?" หลินเฉียงเอ่ยเตือน
ประกายความโกรธแลบผ่านดวงตาคู่สวยของจ้าวลี่อิ่งทันที "ฉันรู้แล้วล่ะ ฉันขอตัวกลับก่อนนะ"
จ้าวลี่อิ่งไม่ได้พูดอะไรกับหลินเฉียงต่อ เธอเดินกลับเข้าโรงแรมไปเพียงลำพังด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
หลินเฉียงไม่ได้เซ้าซี้ถามอะไรเพิ่ม เขาเพียงแค่ลากคอปาปารัสซี่คนนั้นไปยังมุมอับสายตา แล้วหยิบยาเม็ดหนึ่งยัดเข้าปากชายคนนั้นทันที
ยานี้มีชื่อว่า ยาความจำเสื่อม ซึ่งมีสรรพคุณคล้ายกับกู่ลืมรักที่หลี่เซียวเหยาเคยโดนในเรื่องเซียนกระบี่พิชิตมาร 1 หลังจากถ่ายทำเรื่องนั้นจบ หลินเฉียงสุ่มรางวัลได้ยาพวกนี้มาเป็นจำนวนมาก
ทว่ายาความจำเสื่อมนี้ฤทธิ์เดชยังห่างไกลจากกู่นัก มันสามารถทำให้ลืมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วง 3 วันล่าสุดได้เท่านั้น แต่นั่นก็เพียงพอแล้วสำหรับหลินเฉียง
ตั้งแต่เข้าวงการมา หลินเฉียงถูกปาปารัสซี่แอบถ่ายมากกว่าหนึ่งครั้ง โดยเฉพาะดาราระดับเขาที่มีกระแสในเน็ตตลอดเวลา ย่อมมีนักข่าวจ้องจะตะครุบข่าวอยู่ทุกฝีก้าว ทว่าวิธีการของคนพวกนี้ยังห่างชั้นกับเขานัก
ไม่ว่าปาปารัสซี่จะปลอมตัวมาในรูปแบบไหน หรือใช้วิธีอะไรเข้าใกล้ เขาแค่มองแวบเดียวก็ทะลุปรุโปร่ง
วิธีจัดการของหลินเฉียงนั้นเรียบง่ายและดิบเถื่อน
ทำให้สลบ ยัดยาความจำเสื่อม แล้วลบหลักฐานทุกอย่างทิ้ง แค่นี้ทุกอย่างก็จบแบบไร้ร่องรอย!
คืนนั้นหลินเฉียงกลับโรงแรมพักผ่อนตามปกติโดยไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น
วันรุ่งขึ้นเขาก็กลับเข้ากองถ่ายเพื่อทำงานต่อ
นับจากคืนนั้น จ้าวลี่อิ่งที่ยุ่งกับการถ่ายทำก็ไม่ได้ติดต่อเขามาอีกเลย อย่างไรก็ตาม ทั้งคู่ได้แลกวีแชทกันไว้แล้วตั้งแต่ตอนทานข้าว แม้จะไม่ได้เจอตัวจริงแต่ก็ยังสื่อสารกันทางออนไลน์อยู่บ่อยครั้ง
เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก อีกเดือนกว่าๆ ก็ผ่านพ้นไป
"ตอนนี้ผมขอประกาศว่า ไซอิ๋วภาคหลังตำนาน ปิดกล้องอย่างเป็นทางการครับ!" สิ้นเสียงของหลี่ยวน การถ่ายทำไซอิ๋วภาคหลังตำนานก็จบลงอย่างสมบูรณ์
หลังจากร่วมงานเลี้ยงปิดกล้อง หลินเฉียงไม่ได้บินกลับปักกิ่ง แต่เขามุ่งหน้าตรงไปยังฮ่องกงทันที
เขาได้รับแจ้งจากเจิ้งเป่ารุ่ยเมื่ออาทิตย์ก่อนว่า งานเตรียมการเบื้องหลังของเรื่อง โหดซัดโหด: ปิดเมืองล่า เสร็จสมบูรณ์แล้ว และสามารถเริ่มถ่ายทำได้ทุกเมื่อ ดังนั้นหลินเฉียงจึงไม่รอช้า เขาเดินทางเข้าฮ่องกงเพื่อเริ่มงานใหม่แบบไร้รอยต่อ
ณ สนามบินฮ่องกง
เจิ้งเป่ารุ่ยมาชูป้ายต้อนรับเขาด้วยตัวเอง
"คุณหลิน ยินดีที่ได้พบครับ!" เจิ้งเป่ารุ่ยตื่นเต้นมากที่เห็นหลินเฉียง นี่เป็นครั้งแรกที่ทั้งคู่ได้เจอตัวจริงกัน
เจิ้งเป่ารุ่ยเป็นชายวัยกลางคนสวมแว่นกรอบดำ ไว้หนวดเล็กน้อย รูปร่างปานกลาง ดูท่าทางเป็นคนกระฉับกระเฉงและมีความสามารถ
"ยินดีที่ได้พบครับ" หลินเฉียงจับมือทักทาย
"คุณหลิน ผมจองห้องส่วนตัวไว้ที่โรงแรมโอเรียนทัลแล้วครับ นักแสดงหลักคนอื่นๆ มาถึงกันหมดแล้ว และกำลังรอคุณไปร่วมโต๊ะอยู่ครับ" เจิ้งเป่ารุ่ยกล่าว
"โอ้ คนอื่นมากันครบแล้วเหรอครับ?" หลินเฉียงหัวเราะเบาๆ
"ใช่ครับ ทั้งอู๋จิง, โทนี่ จา, เยิ่นต๋าหัว... ตอนนี้ขาดแค่คุณคนเดียวครับ" เจิ้งเป่ารุ่ยตอบ
"ตกลงครับ งั้นเราตรงไปที่นั่นกันเลย" หลินเฉียงพยักหน้า
ฮ่องกงอาจจะไม่ใหญ่ แต่การจราจรนั้นค่อนข้างติดขัด ทั้งคู่ใช้เวลาเต็มๆ หนึ่งชั่วโมงกว่าจะถึงโรงแรม หลินเฉียงยังไม่ทันได้วางกระเป๋าเก็บของ ก็เดินตามเจิ้งเป่ารุ่ยเข้าไปในห้องอาหารส่วนตัวที่จองไว้ทันที
ทันทีที่ประตูเปิดออก สายตาทุกคู่ในห้องก็จับจ้องมาที่เขา
"หลินเฉียง ผมอู๋จิง คุณคงเคยได้ยินชื่อผมมาบ้างใช่ไหม?" อู๋จิงเดินเข้ามาทักทายเป็นคนแรก เขามาจากจีนแผ่นดินใหญ่เหมือนกันจึงดูเป็นกันเองกับหลินเฉียงมาก
"พี่จิง มีหรือผมจะไม่รู้จักพี่ครับ" หลินเฉียงยิ้มบางๆ
ในโลกนี้ อู๋จิงยังไม่โด่งดังมากนักเพราะเขายังไม่ได้ทำเรื่อง นักรบหมาป่าr สถานะของเขาตอนนี้ประมาณนักแสดงนักบู๊ระดับสอง พอๆ กับเจินจื่อตันในช่วงแรกๆ
"คุณหลินครับ ผมชื่อโทนี่ จา ครับ"
ในตอนนั้นเอง ชายร่างกำยำคนหนึ่งเดินเข้ามา เขาคือ โทนี่ จา หนึ่งในสามนักแสดงนำของเรื่อง โหดซัดโหด ยอดฝีมือมวยไทยนั่นเอง หลินเฉียงเคยสืบค้นข้อมูลของเขาทางเน็ตมาบ้างแล้ว ทราบว่าเขาโด่งดังมากในไทยจากหนังชุด องค์บาก และตอนนี้กำลังอยู่ในช่วงรุ่งโรจน์ที่สุดในบ้านเกิด แต่ในจีนเขายังไม่เป็นที่รู้จักนัก
เจิ้งเป่ารุ่ยเคยเล่าให้เขาฟังก่อนหน้านี้
หนังเรื่องนี้งบลงทุน 80 ล้านหยวน ส่วนใหญ่ลงไปกับการโปรดักชั่น มีเพียง 15 ล้านหยวนที่ใช้เป็นค่าตัวนักแสดง อู๋จิงได้ไป 5 ล้านหยวนส่วนโทนี่ จา ได้ 3 ล้านหยวน ที่เหลือคือค่าตัวนักแสดงสมทบและตัวประกอบอื่นๆ สาเหตุที่งบสูงเพราะต้องไปถ่ายทำที่ประเทศไทยทั้งเรื่อง ค่าใช้จ่ายในการออกกองต่างประเทศจึงค่อนข้างสูง
"คุณหลิน ผมเคยดูเรื่อง จุดเดือด มาแล้ว คุณสู้ได้เก่งมาก ได้ยินว่าแม้แต่เจินจื่อตันก็ยังไม่ใช่คู่มือของคุณ" โทนี่ จา กล่าวพลางจ้องมองหลินเฉียงด้วยแววตาที่ลุกโชนไปด้วยจิตวิญญาณแห่งการต่อสู้
หมอนี่คือนักสู้ตัวจริงอย่างไม่ต้องสงสัย และมวยไทยของเขาก็ไม่ใช่แค่การแสดง แต่มันคือของจริงที่ใช้ต่อสู้ได้รุนแรง
"โทนี่ จา นายคงไม่ได้อยากจะลองวิชากับหลินเฉียงหรอกใช่ไหม?" อู๋จิงพูดขึ้นมาอย่างคนชอบดูเรื่องสนุก
โบราณว่าไว้ เรื่องอักษรไม่มีที่หนึ่ง เรื่องวิทยายุทธไม่มีที่สอง นักบู๊อย่างพวกเขาย่อมมีความกระหายในการต่อสู้เป็นธรรมดา เหมือนนักบาสที่พอเห็นคนเก่งๆ ก็อยากจะท้าดวลตัวต่อตัว! ความจริงดารานักบู๊หลายคนก็มักจะประลองฝีมือกันเป็นการส่วนตัวอยู่บ่อยๆ แม้ผลแพ้ชนะจะไม่เคยถูกเปิดเผยต่อสาธารณะก็ตาม
"พูดตามตรง ผมอยากลองสู้กับคุณหลินจริงๆ ครับ ท่าทางแบบ MMA ของคุณในจุดเดือดมันยอดเยี่ยมมาก!"
"ผมอยากรู้จริงๆ ว่า MMA ของคุณ หรือมวยไทยของผม ใครจะเหนือกว่ากัน?" โทนี่ จา กล่าวด้วยความคาดหวัง
คนอื่นๆ ในห้องต่างก็เริ่มสนใจขึ้นมาทันที ทุกคนหันมามองหลินเฉียง อยากรู้ว่าเขาจะกล้ารับคำท้าหรือไม่
"ประลองก็ได้ครับ แต่ผมจะไม่ใช้ MMA" หลินเฉียงตอบนิ่งๆ
"ไม่ใช้เหรอ? แล้วคุณจะใช้อะไรล่ะ?" โทนี่ จา ถามอย่างสงสัย
เขาดูหนังเรื่อง จุดเดือด มาหลายรอบ และจากท่วงท่าการต่อสู้ เขาตัดสินใจว่าหลินเฉียงคือยอดฝีมือ MMA อย่างแน่นอน การได้ประลองและชนะดาราที่มีชื่อเสียงระดับเอเชียอย่างหลินเฉียง ย่อมเป็นเรื่องที่เอาไปคุยโวได้ทั้งกับเพื่อนฝูงและสื่อมวลชน!
"คุณใช้มวยไทยใช่ไหม? ผมเองก็พอเป็นอยู่บ้างนิดหน่อย ผมจะใช้มวยไทยสู้กับคุณแล้วกัน" หลินเฉียงพูดอย่างไม่ใส่ใจ
"คุณเป็นมวยไทยด้วยเหรอ?" โทนี่ จา ตกตะลึง "ผมฝึกมวยไทยมาตั้งแต่เด็ก ฝึกมานานกว่ายี่สิบปีแล้วนะ คุณแน่ใจเหรอว่าจะใช้มวยไทยสู้กับผม?"
"คุณคิดว่าผมจะชนะคุณไม่ได้งั้นเหรอ?" หลินเฉียงหัวเราะหึๆ
ไม่ใช่ว่าเขาดูถูกโทนี่ จา แต่ด้วยพื้นฐานที่เขามี ต่อให้ไม่ใช้พลังภายใน หรือพึ่งพาสมรรถภาพร่างกายที่เหนือมนุษย์ แค่เขาลดระดับการควบคุมร่างกายให้อยู่ในระดับเดียวกับโทนี่ จา...
ลำพังแค่ 'วิชาหมัดแปดทิศขั้นสูงสุด' ของเขาก็เพียงพอจะซัดโทนี่ จา จนหมอบกระแตตุ๋ยได้แล้ว!