เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 230 - จักรพรรดิบรรลุธรรม สวรรค์ประทานกุศลกรรม

บทที่ 230 - จักรพรรดิบรรลุธรรม สวรรค์ประทานกุศลกรรม

บทที่ 230 - จักรพรรดิบรรลุธรรม สวรรค์ประทานกุศลกรรม


บทที่ 230 - จักรพรรดิบรรลุธรรม สวรรค์ประทานกุศลกรรม

✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿ ✿

สิงเทียนพยักหน้าพร้อมกับรอยยิ้ม เขายื่นมือออกไปตบไหล่ของชือโหยวแล้วกล่าวว่า "ลำบากน้องชือโหยวแล้วล่ะ พากลุ่มคนของพวกเรากลับไปยังแดนยมโลกจิ่วโยวด้วยกันเถอะ"

จากนั้นก็เห็นบรรดาขุนพลมารต่างพากันลงมือ พวกเขานำพาคนในเผ่าจิ่วหลีที่ปลุกสายเลือดเผ่ามารขึ้นมาได้สำเร็จมุ่งหน้ากลับไปยังแดนยมโลกจิ่วโยว

ก่อนจากไปพวกเขาก็ยังไม่ลืมที่จะกล่าวบอกลากับหนิวขุย พวกเขานัดแนะกันว่าหากมีโอกาสให้ไปดื่มสุราสังสรรค์กันที่แดนยมโลกจิ่วโยว ถึงเวลานั้นถ้าไม่เมาก็จะไม่ยอมให้กลับ

เมื่อเผ่ามารเดินทางออกจากมหาพิภพพงไพรเพื่อมุ่งหน้าไปยังแดนยมโลกจิ่วโยวอย่างสมบูรณ์ ศึกจูลู่ที่ยืดเยื้อมานานหลายสิบปีก็ปิดฉากลงอย่างงดงามในที่สุด

และในตอนนั้นเองกวงเฉิงจื่อก็เดินทางมาถึงข้างกายของหนิวขุย เขาเอ่ยปากกล่าวกับหนิวขุยด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความไม่เป็นมิตร

"หนิวขุย เจ้าให้เผ่าอสูรมาจัดค่ายกลวัฏจักรดาราเพื่อช่วยเหลือเผ่ามนุษย์ เจ้าเคยคิดถึงกรรมเวรระหว่างเผ่ามนุษย์กับเผ่าอสูรบ้างหรือไม่"

"อาตมาจำได้ว่าสามบรรพชนแห่งเผ่ามนุษย์เคยตั้งคำสัตย์ปฏิญาณเอาไว้ว่า เผ่ามนุษย์กับเผ่าอสูรจะไม่มีวันอยู่ร่วมโลกกันได้ แต่ตอนนี้เจ้ากลับยืมพลังของเผ่าอสูรมาช่วยเสวียนหยวนหวงตี้ปราบชือโหยว"

"นั่นไม่เท่ากับเป็นการทำให้เสวียนหยวนหวงตี้ละเมิดคำสัตย์ปฏิญาณที่สามบรรพชนแห่งเผ่ามนุษย์ตั้งเอาไว้หรอกหรือ วันหน้าเสวียนหยวนหวงตี้จะมีหน้าไปพบสามบรรพชนแห่งเผ่ามนุษย์ที่ถ้ำฮั่วอวิ๋นได้อย่างไร"

เมื่อมองดูกวงเฉิงจื่อที่กล่าวอ้างอย่างมีเหตุผล หนิวขุยเพียงแค่ชี้นิ้วลงไปเบื้องล่างพร้อมกับเอ่ยปากกล่าวกับกวงเฉิงจื่อว่า "เจ้าคิดว่าทุกคนจะไร้ประโยชน์เหมือนเจ้าที่ทำอะไรไม่รู้จักคิดถึงผลดีผลเสียก่อนอย่างนั้นหรือ เจ้าลองเบิกตาดูให้ดีสิว่าค่ายกลวัฏจักรดารานี้ใครเป็นคนสร้างขึ้นมา"

ในขณะที่หนิวขุยพูดอยู่นั้น ค่ายกลวัฏจักรดาราก็ถูกหนวี่ป๋าถอนออกไป ยอดฝีมือระดับเซียนทองคำทั้งสามร้อยหกสิบห้าคนของเผ่ามนุษย์ก็ปรากฏแก่สายตาของทุกคน

เมื่อเห็นว่าค่ายกลวัฏจักรดารานี้แท้จริงแล้วเป็นฝีมือของเผ่ามนุษย์ กวงเฉิงจื่อก็มีสีหน้าราวกับกลืนแมลงวันเข้าไปนับร้อยตัว ความรู้สึกของเขาในเวลานี้ยากที่จะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้

ในขณะที่กวงเฉิงจื่อกำลังรู้สึกร้อนผ่าวไปทั่วทั้งใบหน้านั้น จ้าวโสมหมิงก็เอ่ยปากพูดขึ้นมาโดยตรง "กวงเฉิงจื่อ ตอนนี้เจ้าคงจะรู้แล้วสินะว่าศักยภาพของเผ่ามนุษย์นั้นยิ่งใหญ่เพียงใด"

"น่าเสียดายที่ความโง่เขลาของเจ้าทำให้เผ่ามนุษย์ต้องละทิ้งสติปัญญาที่ตนเองถนัดที่สุดไป หนำซ้ำยังต้องมาพึ่งพาพวกไร้ศีลธรรมอย่างพวกเจ้าให้มาคอยแก้ปัญหาให้อีก"

"เวลานี้ท่านอาจารย์ได้ทำให้เผ่ามนุษย์เข้าใจอีกครั้งแล้วว่า การที่เผ่ามนุษย์แข็งแกร่งด้วยตนเองเท่านั้นจึงจะสามารถยืนหยัดอยู่ได้อย่างไร้พ่าย หวังว่าเจ้าจะไม่ใช้ความโง่เขลาของเจ้ามาชักนำให้เผ่ามนุษย์หลงผิดอีกนะ"

คำพูดเหล่านี้ถูกกล่าวออกมาอย่างหนักแน่นและทรงพลัง มันเป็นการเหยียบย่ำคุณค่าของกวงเฉิงจื่อจนไม่เหลือชิ้นดี ชั่วขณะนั้นกวงเฉิงจื่อถึงกับพูดไม่ออก เขาทำได้เพียงก้มหน้ายอมรับชะตากรรมแต่โดยดี

เมื่อมองดูกวงเฉิงจื่อที่เอาแต่ปิดปากเงียบ อวิ๋นเซียวก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากพูดขึ้นมา "กวงเฉิงจื่อ ข้าจะให้โอกาสเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย จงส่งมอบเหรียญทองคำร่วงหล่นสมบัติมาซะ แล้วเรื่องราวที่ผ่านมาข้าจะไม่เอาความ"

เมื่อได้ยินว่าอวิ๋นเซียวมาทวงถามเหรียญทองคำร่วงหล่นสมบัติอีกครั้ง กวงเฉิงจื่อก็เกิดความระแวดระวังขึ้นมาในทันที เขาปฏิเสธพร้อมกับส่ายหน้าให้อวิ๋นเซียว "อาตมาเคยบอกไปหลายครั้งแล้วว่าอาตมาไม่เคยเห็นเหรียญทองคำร่วงหล่นสมบัติอะไรนั่นเลย แล้วจะให้อาตมาเอาอะไรมาคืนเจ้ากัน"

เมื่อเห็นว่ากวงเฉิงจื่อยงคงดื้อดึงปากแข็ง อวิ๋นเซียวก็ไม่ได้พูดอะไรอีก นางเพียงแค่ถอยกลับไปยืนอยู่ข้างกายของหนิวขุยและพยักหน้าให้เขา

ในเวลาเดียวกัน เสวียนหยวนหวงตี้ก็ได้นำพาคนของเผ่ามนุษย์ทั้งหมดทำการคารวะอย่างเต็มพิธีการไปทางหนิวขุยที่ลอยอยู่กลางอากาศ พวกเขาต่างเปล่งเสียงกึกก้องว่าขอคารวะพระอาจารย์ผู้ศักดิ์สิทธิ์แห่งเผ่ามนุษย์

หนิวขุยไม่ได้ยอมรับการคารวะอย่างเต็มพิธีการจากเสวียนหยวนหวงตี้ เขาเบี่ยงตัวหลบไปด้านข้างพร้อมกับประคองเสวียนหยวนหวงตี้ให้ลุกขึ้นมา

"เสวียนหยวนหวงตี้ ตอนนี้เผ่ามนุษย์ได้ผ่านบททดสอบแรกไปได้สำเร็จแล้ว หลังจากนี้เผ่ามนุษย์จะพัฒนาไปได้ไกลแค่ไหน ก็คงต้องพึ่งพาผู้นำเผ่ามนุษย์อย่างเจ้าแล้วล่ะ"

"จงจำเอาไว้ว่าแม้การเข่นฆ่าจะสามารถแก้ไขปัญหาได้มากมาย แต่มันก็ไม่ใช่วิธีการแก้ปัญหาที่ดีที่สุด การปกครองด้วยความเมตตาเท่านั้นจึงจะทำให้เผ่ามนุษย์ยอมรับในตัวจักรพรรดิแห่งมนุษย์อย่างเจ้าจากใจจริง"

เมื่อเสวียนหยวนหวงตี้ได้ยินเช่นนั้น เขาก็รีบเอ่ยปากกล่าวกับหนิวขุยในทันทีว่า "ขอพระอาจารย์โปรดวางใจ ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปเสวียนหยวนจะไม่ใช้กำลังทหารพร่ำเพรื่ออีก ข้าจะใช้หัวใจอันเมตตาเพื่อกอบกู้ความเชื่อมั่นจากชนเผ่าต่างๆ ของมนุษย์ให้กลับคืนมาอีกครั้ง เพื่อก้าวขึ้นเป็นจักรพรรดิแห่งมนุษย์ในใจของพวกเขาอย่างแท้จริง"

หนิวขุยพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ จากนั้นเขาก็นำพาลูกศิษย์ทั้งหมดเดินทางออกจากสมรภูมิจูลู่ ทิ้งให้บรรดาศิษย์สำนักชานเจี้ยวยืนมองกวงเฉิงจื่อที่แทบจะระเบิดอารมณ์ด้วยความโกรธแค้น

...

เวลาล่วงเลยผ่านไปหลายร้อยปีในพริบตา จวานซวีผู้เป็นผู้นำของห้าราชาก็ได้ถือกำเนิดขึ้น ทว่าการถือกำเนิดของจวานซวีกลับไม่ได้สร้างความสนใจให้กับสำนักต่างๆ เพื่อมาแย่งชิงตัวไปเป็นศิษย์แต่อย่างใด

สาเหตุก็เป็นเพราะสำนักเหรินเจี้ยวจะไม่ออกโรงมารับห้าราชาไปเป็นศิษย์ ท้ายที่สุดสำนักเหรินเจี้ยวก็มีเพียงมหาธรรมาจารย์เสวียนตูเป็นศิษย์สืบทอดเพียงคนเดียว

ส่วนสำนักเจี๋ยเจี้ยวก็มีการวางแผนเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว พวกเขาละทิ้งโอกาสในการสั่งสอนจวานซวีไปโดยตรง แน่นอนว่าพวกเขาย่อมไม่มีทางส่งคนมาร่วมวงความวุ่นวายนี้ด้วย

แม้ว่านิกายตะวันตกจะอยากรับจวานซวีเข้าสำนัก แต่เป็นเพราะเรื่องที่พวกเขาไปให้ความช่วยเหลือชือโหยวในสมรภูมิจูลู่ ส่งผลให้ชื่อเสียงของนิกายตะวันตกในหมู่เผ่ามนุษย์ต้องเสื่อมเสียไปจนหมดสิ้น

ดังนั้นต่อให้นิกายตะวันตกจะส่งศิษย์มารับตัวเขาไป จวานซวีก็ไม่มีทางกราบเข้าเป็นศิษย์ของนิกายตะวันตกอย่างแน่นอน มิเช่นนั้นเขาก็คงจะสูญเสียคุณสมบัติในการเป็นผู้นำเผ่ามนุษย์ไปในทันที

ดังนั้นสุดท้ายสำนักที่ปรากฏตัวขึ้นในเผ่ารั่วสุ่ยก็มีเพียงแค่สำนักชานเจี้ยวเท่านั้น และผู้ที่รับหน้าที่เป็นอาจารย์ของจวานซวีก็ไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นชื่อจิงจื่อศิษย์คนที่สองของสำนักชานเจี้ยวนั่นเอง

เวลาผ่านไปอีกหลายสิบปี ในที่สุดก็มาถึงเวลาที่เสวียนหยวนหวงตี้สร้างกุศลกรรมได้สำเร็จบริบูรณ์ เสวียนหยวนหวงตี้ได้สร้างแท่นบูชาขึ้นในนครเฉินตูของเผ่ามนุษย์เพื่อเตรียมสละตำแหน่งผู้นำเผ่ามนุษย์ให้กับจวานซวี

เนื่องจากในครั้งนี้ผู้ที่คอยสั่งสอนเสวียนหยวนหวงตี้คือกวงเฉิงจื่อแห่งสำนักชานเจี้ยว หยวนสื่อเทียนจุนจึงเป็นคนแรกที่เดินทางมาถึงน่านฟ้าเหนือดินแดนของเผ่ามนุษย์

หลังจากนั้นอริยเจ้าท่านอื่นก็ทยอยเดินทางมาสมทบ เมื่อทักทายปราศรัยกันพอเป็นพิธี เหล่าจื่อก็เรียกใช้งานตราประทับคงตงซึ่งเป็นสมบัติวิเศษแห่งโชคชะตาบารมีของเผ่ามนุษย์ออกมาเพื่อช่วยให้เสวียนหยวนหวงตี้บรรลุวิถีจักรพรรดิแห่งมนุษย์

เมื่อเสวียนหยวนหวงตี้บรรลุมรรคผลแห่งจักรพรรดิ บนท้องฟ้าก็ปรากฏปราณม่วงทอดยาวมาจากทิศตะวันออกไกลถึงสามหมื่นลี้ ดอกไม้ทิพย์ร่วงหล่นลงมาจากฟากฟ้าราวกับห่าฝน ดอกบัวทองคำผุดขึ้นมาจากผืนดินอย่างหนาแน่น

กุศลกรรมแห่งวิถีสวรรค์อันมหาศาลช่วยยกระดับการบำเพ็ญเพียรของเสวียนหยวนหวงตี้ให้ก้าวขึ้นสู่ระดับย่าเซิ่งในพริบตา

ในขณะเดียวกันเสียงของหงจวินเต้าโจวก็ดังกึกก้องขึ้นมา "เสวียนหยวนหวงตี้แห่งเผ่ามนุษย์บรรลุมรรคผลแห่งจักรพรรดิ จงมุ่งหน้าไปยังถ้ำฮั่วอวิ๋นเดี๋ยวนี้เพื่อทำหน้าที่กดข่มโชคชะตาบารมีให้กับเผ่ามนุษย์ หากไม่มีคำสั่งห้ามก้าวเท้าออกจากถ้ำฮั่วอวิ๋นแม้แต่ครึ่งก้าว"

เสวียนหยวนหวงตี้รับราชโองการจากหงจวินเต้าโจว เมื่อสั่งเสียเรื่องราวต่างๆ เล็กน้อย เขาก็ออกเดินทางไปยังถ้ำฮั่วอวิ๋นในทันที

ในเวลาเดียวกันบนท้องฟ้าก็เริ่มปรากฏเมฆากุศลสีทองก่อตัวขึ้นมาอีกครั้ง ลำแสงแห่งกุศลกรรมพุ่งทะยานลงมาจากเมฆากุศลสีทองเพื่อประทานรางวัลให้กับบุคคลที่สร้างคุณูปการให้แก่เผ่ามนุษย์ในยุคสมัยของเสวียนหยวนหวงตี้รวมไปถึงผู้ที่คอยสั่งสอนเขาด้วย

คนแรกคือหลัวจู่ผู้เป็นภรรยาของเสวียนหยวนหวงตี้ นางได้รับกุศลกรรมแห่งวิถีสวรรค์จากการเพาะเลี้ยงไหมและทอผ้า ระดับพลังของนางทะลวงเข้าสู่ระดับกึ่งนักบุญขั้นต้นในคราวเดียว

และเนื่องจากวิชาการเพาะเลี้ยงไหมและทอผ้าเป็นสิ่งที่ฉยงเซียวถ่ายทอดให้ ฉยงเซียวจึงได้รับกุศลกรรมไปไม่น้อยเช่นเดียวกัน

แม้กระทั่งจ้าวโสมหมิงและอวิ๋นเซียวรวมไปถึงคนอื่นๆ ต่างก็ได้รับกุศลกรรมแห่งวิถีสวรรค์เป็นรางวัลมากน้อยแตกต่างกันไป

มีเพียงกวงเฉิงจื่อผู้มีฐานะเป็นพระอาจารย์ของจักรพรรดิแห่งมนุษย์เท่านั้น ที่ตั้งแต่ต้นจนจบเขากลับไม่ได้รับกุศลกรรมแห่งวิถีสวรรค์แม้แต่เสี้ยวเดียว

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 230 - จักรพรรดิบรรลุธรรม สวรรค์ประทานกุศลกรรม

คัดลอกลิงก์แล้ว