- หน้าแรก
- ทะลุมิติเป็นคุณพ่อลูกอ่อนในต้าถัง
- บทที่ 645 - นักบวชผู้หวนคืน
บทที่ 645 - นักบวชผู้หวนคืน
บทที่ 645 - นักบวชผู้หวนคืน
บทที่ 645 - นักบวชผู้หวนคืน
หน้าประตูบ้านตี๋รื่อเจี๋ยในที่สุดก็สงบลง ตี๋จือซุ่นนั่งจิบชาอยู่ในห้องรับแขกเพียงลำพังอย่างใจลอย น้ำชาหอมกรุ่นถูกเติมจนจืดชืดเหมือนน้ำเปล่า แต่ตี๋จือซุ่นกลับไม่รู้ตัวเลยสักนิด
ตี๋ฮูหยินเดินถอนหายใจเข้ามาปลอบว่า "นายท่าน ไม่ได้ก็ช่างมันเถิด เจี๋ยเอ๋อร์ของเรายังเด็กนัก วันหน้าไม่กลัวว่าจะหาเมียไม่ได้หรอก มีไท่จื่อรับรอง วันหน้าจะกลัวหาเมียที่มีเส้นสายไม่ได้เชียวหรือ?"
ตี๋จือซุ่นสายตาไหววูบ ส่ายหน้ากล่าวว่า "ความคิดสตรี! เจ้าคิดว่าไท่จื่อหวังดีมาช่วยวางแผนเรื่องแต่งงานให้ลูกเราหรือ? เขามาข่มขู่ต่างหาก"
อะไรนะ??
"ไม่มั้งนายท่าน เจี๋ยเอ๋อร์ของเราทำงานรับใช้ไท่จื่ออย่างใกล้ชิด ไท่จื่อดูเป็นกันเองขนาดนั้น จะมาข่มขู่เราตอนไหน?" ตี๋ฮูหยินถามด้วยความตกใจ
"หึ? เป็นกันเอง? นั่นมันซ่อนเข็มในสำลี เกรงใจหน้าเจี๋ยเอ๋อร์เลยไม่พูดออกมาตรงๆ เท่านั้น ข้าตั้งใจจะหาช่องทางให้ลูกมีเส้นสายกับห้าตระกูลเจ็ดสกุล ไท่จื่อแทบจะบอกข้าตรงๆ ว่า ระหว่างราชสำนักกับตระกูลใหญ่ เราเลือกได้แค่ทางเดียว
เฮ้อ... ช่างเถอะ อย่างไรเสียตระกูลตี๋เราก็เป็นแค่ตัวเล็กๆ ที่ไร้รากฐาน จะถูกเชิดอย่างไรก็คงต้องยอม หวังแต่ว่าวันหน้าลูกชายตามตระกูลหลี่ราชวงศ์ถังไปแล้วจะราบรื่นนะ" ตี๋จือซุ่นถอนใจ
ตี๋ฮูหยินกลับมองโลกในแง่ดี "นายท่านกังวลเกินไปแล้ว ตอนนี้ต้าถังมั่งคั่งเข้มแข็ง ราชสำนักรุ่งเรือง เป็นเวลาที่ลูกจะสร้างผลงาน ตามไท่จื่อจะมีอะไรผิดพลาดได้?"
ตี๋จือซุ่นสายตาลึกล้ำ "หึหึ ตระกูลพันปี ราชวงศ์ร้อยปี หากประเทศเข้มแข็งหมายถึงราชสำนักไร้เทียมทาน ถ้าอย่างนั้นแผ่นดินของราชวงศ์สุยก่อนหน้าคงไม่เปลี่ยนมือหรอก"
"ข้าไม่รู้เรื่องใหญ่โตระดับชาติพวกนั้นหรอก แต่รู้สึกว่าลูกเรียนกับราชบุตรเขยตู้มาไม่กี่ปีก็เก่งขึ้นมาก ไม่ว่าจะอย่างไร ราชบุตรเขยตู้คงไม่ทำร้ายเจี๋ยเอ๋อร์หรอก ที่ไท่จื่อพูดก็มีเหตุผล พวกตระกูลใหญ่ทำได้แม้กระทั่งฆ่าคนวางเพลิง เราจะไปเกี่ยวดองกับศัตรูไม่ได้ อีกอย่าง นายท่านตอนนี้ก็ลาออกมาค้าขายแล้ว จะคิดมากไปทำไม?"
พูดถึงตอนท้าย ตี๋ฮูหยินก็เผลอหัวเราะออกมา
...ก็ได้ ตี๋จือซุ่นก็ไม่มีอารมณ์จะคุยเรื่องการเมืองกับผู้หญิงที่ไม่รู้เรื่องรู้ราว
ก๊อก ก๊อก ก๊อก...
เสียงเคาะประตูดังขึ้นอีกครั้ง ตี๋จือซุ่นตัวเกร็งโดยสัญชาตญาณ
"ศิษย์พุทธะ ศิษย์พุทธะอยู่หรือไม่?" เสียงที่คุ้นหูเล็กน้อยดังมาจากข้างนอก
ตี๋จือซุ่นถอนหายใจยาว ตี๋ฮูหยินบ่นว่า "เป็นเจ้านักบวชป่าที่คิดจะพาลูกเสียคนนั่น? เขามาอีกทำไม? ช่างตามรังควานจริง! ข้าจะไปไล่เขา"
"ช้าก่อน ให้เขาเข้ามาเถิด นักบวชผู้นี้เป็นบุคคลที่ฝ่าบาทเคยให้เข้าเฝ้า เลี่ยงได้ก็อย่าไปล่วงเกินเลย" ตี๋จือซุ่นห้ามภรรยาไว้
ดังนั้นนักบวชเสวียนจ้างจึงได้รับเชิญเข้ามาอีกครั้ง แต่ตี๋รื่อเจี๋ยไม่อยู่บ้าน จึงได้แต่ให้ดื่มชารอ
ตี๋จือซุ่นที่เบื่อหน่ายตัดสินใจจะคุยเป็นเพื่อนนักบวชผู้นี้ดู อยากรู้ว่าอีกฝ่ายมีดีอะไร ถึงได้รับอนุญาตให้เข้าเฝ้าฮ่องเต้
"ท่านอาจารย์กลับมาจากตะวันตก หรือคิดจะมาเผยแผ่ศาสนาในต้าถังอีกครั้ง?"
เสวียนจ้างพนมมือตอบว่า "เจริญพร เจริญพร เดิมทีอาตมาตั้งใจจะเผยแผ่พุทธธรรมให้ทั่วหล้า ให้ชาวบ้านได้อาบแสงแห่งความเมตตาของพระพุทธองค์ แต่คราวก่อนได้รับคำชี้แนะจากศิษย์พุทธะ อาตมาถึงรู้ตัวว่าหลงทาง ตัวเองยังไม่สมบูรณ์พร้อม จะมีคุณสมบัติไปช่วยคนอื่นได้อย่างไร ดังนั้นครั้งนี้ตั้งใจมาหาศิษย์พุทธะ หวังว่าจะได้ติดตามบำเพ็ญเพียรข้างกายเขา เพื่อให้บรรลุผลบุญในเร็ววัน"
"หา?
ท่าน? จะติดตามลูกชายข้าบำเพ็ญเพียร?
ข้าไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม ท่านอาจารย์เป็นถึงอริยสงฆ์ผู้บรรลุธรรม ลูกชายข้าเรียนหนังสือมากี่วันเชียว? เขาไปเป็นลูกศิษย์ท่านยังจะเหมาะกว่า" ตี๋จือซุ่นตกตะลึง
เสวียนจ้างโบกมือ "มิได้ พุทธธรรมไร้ขอบเขต รู้แจ้งในพริบตาเทียบเท่าบำเพ็ญเพียรชั่วชีวิต ระดับจิตใจของศิษย์พุทธะนั้นอาตมาเทียบไม่ติดเลย"
"แต่อายุของพวกท่าน...
ข้ายังไม่อยากจะเชื่อ อย่างไรเสียอายุพวกท่านก็ต่างกันมาก" ตี๋จือซุ่นส่ายหน้า
เสวียนจ้างกล่าวอย่างจริงใจ "โบราณว่ามีปณิธานไม่ได้อยู่ที่อายุมากน้อย หากไร้ปัญญาต่อให้อายุร้อยปีก็เสียเวลาเปล่า อาตมานี่แหละคือตัวอย่างที่เห็นได้ชัด"
"เป็นนักบวชที่ประหลาดแท้ โตป่านนี้แล้ว จะมาเดินตามก้นเด็ก ไม่กลัวคนเขาหัวเราะเยาะหรือไร" ตี๋จือซุ่นพึมพำ
เสวียนจ้างยิ้มไม่ตอบ ทำเป็นไม่ได้ยิน ในโลกนี้มีปุถุชนมากเกินไป ไยต้องใส่ใจสายตาคนอื่น?
คุยกันไม่กี่คำ ตี๋จือซุ่นก็ไม่มีอารมณ์จะนั่งต่อ แอบด่านักบวชผู้นี้ว่าพูดจาไม่เข้าหู คอยแต่จะเหน็บแนมคนอื่น จึงหาข้ออ้างออกไป ให้คนไปตามตี๋รื่อเจี๋ยให้รีบกลับมา
ผ่านไปประมาณหนึ่งชั่วยาม ตี๋รื่อเจี๋ยก็เดินทอดน่องกลับมา ตี๋จือซุ่นเหมือนได้ปลดปล่อย ในที่สุดก็ไม่ต้องนั่งเป็นเพื่อนนักบวชขี้บ่นคนนี้แล้ว
"เจี๋ยเอ๋อร์กลับมาแล้วหรือ? ท่านอาจารย์เสวียนจ้างผู้ช่างจ้อท่านนี้รอเจ้าอยู่นานแล้ว พวกเจ้าคุยกันเถอะ พ่อจะไปพักผ่อนสักหน่อย" ตี๋จือซุ่นเอามือกุมหน้าผากเดินเข้าห้องนอนไป
ตี๋รื่อเจี๋ยถามเสวียนจ้างด้วยความสงสัย "ท่านคุยอะไรกับพ่อข้า? ทำไมดูอาการท่านพ่อ เหมือนเพิ่งพิจารณาคดีมาทั้งวัน?"
"อ้อ ก็ไม่มีอะไร แค่เล่าเรื่องที่อาตมาไปตะวันตกสิบกว่าปีให้ฟัง เพิ่งเล่าแต่ตอนต้น ยังไม่ออกจากชายแดนต้าถังเลย" เสวียนจ้างยิ้ม
หา? ตี๋รื่อเจี๋ยแทบหลุดขำ ท่านพ่อไม่เคยไปไหนไกล ท่านไปคุยเรื่องภูมิประเทศและวัฒนธรรมตะวันตก ท่านพ่อคงไม่สนใจ น่าจะฟังจนเหนื่อยมากกว่า
ตี๋รื่อเจี๋ยรินน้ำชาใหม่ นั่งลงตรงข้ามกับเสวียนจ้าง พิจารณาอีกฝ่ายแล้วถามว่า "ดูท่าทางท่านแล้ว เหมือนจะคิดตกแล้ว? ข้านึกว่าท่านจะหมดอาลัยตายอยากเพราะความเชื่อพังทลายเสียอีก นักบวชผู้จาริกที่ทนลำบากได้ยี่สิบปีไม่ธรรมดาจริงๆ"
"หากไม่ได้คำชี้แนะจากศิษย์พุทธะ อาตมาคงทำผิดมหันต์ วันนี้มาเพื่อหวังจะได้ติดตามบำเพ็ญเพียรข้างกายศิษย์พุทธะ เพื่อหวังจะบรรลุผลแห่งการปฏิบัติ" เสวียนจ้างพนมมือคารวะ
"ตามข้าบำเพ็ญเพียร?"
ตี๋รื่อเจี๋ยคาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะคิดเช่นนี้ ครุ่นคิดครู่หนึ่ง เขาจึงถามคำถามหนึ่ง "ท่านเดินทางไปตะวันตกร่วมยี่สิบปี เพียงเพื่ออัญเชิญพระไตรปิฎกกลับมาโปรดสัตว์และตนเอง ตอนนี้กลับจะมาติดตามข้า เณรน้อยที่อ่านคัมภีร์ไม่กี่เล่มบำเพ็ญเพียร? ถ้าอย่างนั้นความลำบากยี่สิบปีที่ผ่านมาของท่านไม่สูญเปล่าหรือ?"
"ศิษย์พุทธะไม่ต้องลองใจอาตมา อาตมาวางลงแล้ว
ตอนนั้นเพราะความยึดติดของตัวเองจึงเดินเท้าหมื่นลี้ไปตะวันตก ไปกลับใช้เวลาเกือบยี่สิบปี สำหรับตัวเองแล้วไม่เห็นความรู้แจ้งเท่าใด แต่ความยึดติดกลับมากขึ้นเรื่อยๆ พระไตรปิฎกม้วนแล้วม้วนเล่าที่อัญเชิญมากลับกลายเป็นเชือกที่มัดตัวอาตมา จนสุดท้ายอาตมาแยกไม่ออกว่าตัวเองไปอัญเชิญพระไตรปิฎกเพื่อมาเผยแผ่ศาสนา หรือเพราะมีพระไตรปิฎกจึงคลั่งไคล้ที่จะเผยแผ่ศาสนากันแน่
เข้าใจผิดว่าการเผยแผ่ศาสนาคือการบำเพ็ญเพียร หารู้ไม่ว่าตกลงไปในกับดักแห่งความรู้เห็น ไม่ต่างอะไรกับการหาปลาบนต้นไม้
วันนี้วางความยึดติดในตัวตนลงได้แล้ว ขอศิษย์พุทธะโปรดเมตตา" เสวียนจ้างกราบตี๋รื่อเจี๋ยด้วยเบญจางคประดิษฐ์แบบพุทธ
ได้ยินคำตอบนี้ ตี๋รื่อเจี๋ยก็หัวเราะลั่น ประคองเสวียนจ้างขึ้นมาด้วยมือตนเอง "ท่านมีความเห็นเช่นนี้ พิสูจน์ว่ารู้แจ้งแล้วจริงๆ เข้าใกล้หนทางแห่งพุทธะไปอีกก้าว น่ายินดีๆ ส่วนเรื่องติดตามข้าบำเพ็ญเพียรนั้น ไม่มีความจำเป็น"
"ทำไมเล่า? หรือศิษย์พุทธะรังเกียจที่อาตมาหัวทึบ?" เสวียนจ้างอ้อนวอน
ตี๋รื่อเจี๋ยโบกมือ "ไม่ ท่านเข้าใจผิดแล้ว การบำเพ็ญเพียรอยู่ที่ตัวบุคคล คนอื่นทำได้แค่ชี้แนะตอนท่านหลงทางเท่านั้น จะบรรลุหรือไม่ ไม่ใช่พึ่งการพร่ำสอนจากคนอื่นแล้วจะเข้าใจ
ตอนนี้ในแผ่นดินต้าถัง ตั้งแต่ราชสำนักยันชาวบ้านต่างเกลียดชังการเผยแผ่ศาสนาพุทธ ดังนั้นการเผยแผ่ศาสนาไปไม่รอดแน่นอน และการเผยแผ่ศาสนาก็ไม่ใช่เจตนาเดิมของพุทธธรรมเรา
คำแนะนำของข้าคือ ให้ท่านยึดมั่นในจิตเดิมแท้ ท่องเที่ยวไปในโลกกว้าง ชี้แนะกล่อมเกลาผู้คน ไม่พูดเรื่องศรัทธา ไม่ยึดติดรูปแบบการบำเพ็ญเพียร ใช้ความรู้และความรู้สึกของท่าน ทำให้ชาวบ้านที่มีวาสนาได้รู้แจ้งในตนเอง
หนึ่งคือผู้รู้แจ้งสามารถหลุดพ้นจากพันธนาการแห่งทุกข์สุขด้วยตนเอง สองคือคนเหล่านี้ก็ได้รับสืบทอดแก่นแท้แห่งพุทธธรรมไปด้วย ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย"
เสวียนจ้างฟังจนตาวาว ดีใจว่า "นี่... นี่ไม่ใช่วิถีการเผยแผ่ธรรมของพระพุทธองค์ในอดีตหรือ? ไม่บังคับให้คนศรัทธา ไม่เรียกร้องให้ต้องถือศีล เพียงแค่ท่องเที่ยวไปในโลกหล้าชี้แนะผู้คน สุดท้ายทิ้งประกายไฟแห่งธรรมไว้แล้วนิพพานจากไป
นึกไม่ถึงว่าท่านไม่เคยไปดินแดนตะวันตก ไม่เคยเห็นรอยพระพุทธบาท แต่กลับกล่าวถึงหนทางแห่งการตรัสรู้ได้ สมแล้วที่เป็นผู้สืบทอดข้ามยุคสมัยของพระพุทธองค์
อาตมาขอน้อมรับคำชี้แนะ จะไปเตรียมตัวท่องเที่ยวทั่วหล้าเดี๋ยวนี้"
"ไปเดี๋ยวนี้เลย? ไม่กะทันหันไปหน่อยหรือ?" ตี๋รื่อเจี๋ยอึ้งไปนิด
"วาสนามาถึงแล้วจะมัวรออะไร เพียงแต่คัมภีร์ที่อาตมาอุตส่าห์อัญเชิญกลับมา หากจะทิ้งไปเหมือนรองเท้าขาดก็ดูน่าเสียดาย ขอมอบให้ศิษย์พุทธะไว้เป็นที่ระลึกดีหรือไม่? บางทีวันหน้าอาจเจอคนมีวาสนาได้รับประโยชน์จากคัมภีร์เล่มใดเล่มหนึ่ง ก็ถือว่าอาตมาไม่ได้มาเสียเที่ยว" เสวียนจ้างกล่าวจากใจ
"ได้ ข้ากำลังวางแผนจะสร้างหอไตรวัดเส้าหลินขึ้นใหม่ รวบรวมคัมภีร์ที่ท่านอัญเชิญมาเก็บรักษาไว้ด้วยกันก็นับเป็นเรื่องดี" ตี๋รื่อเจี๋ยรับปากทันที
"ขอบคุณศิษย์พุทธะ อาตมาขอลาก่อน!"
"เดินทางแล้วลืมกฎเกณฑ์ข้อห้ามไปเสีย สามารถไว้ผมบำเพ็ญเพียร หรือกระทั่งแต่งงานมีลูกในทางโลก เพื่อไม่ให้ชาวบ้านบางที่ที่เกลียดชังนักบวชหัวโล้นเกินไปมาทำร้าย ท่านจะได้ปลอดภัย" ตี๋รื่อเจี๋ยกำชับ
นักบวชเสวียนจ้างที่เดินออกประตูไปแล้วรับคำส่งๆ ก้าวเท้าหายลับไปที่ปากตรอก
ตี๋รื่อเจี๋ยยืนเหม่ออยู่ครู่หนึ่ง แล้วเกิดความรู้สึกบางอย่าง ยืนอยู่กลางลานหันหน้าไปทางทิศตะวันออกอันเป็นที่ตั้งเดิมของวัดเส้าหลิน พนมมือคารวะ ปากพึมพำว่า "เหล่าอาจารย์ ลุงอาจารย์ และปู่ทวดอาจารย์วัดเส้าหลิน ศิษย์มีความสามารถจำกัด ต่อลมหายใจให้พุทธศาสนาในรูปแบบนี้ หวังว่าพวกท่านที่อยู่ใต้บาดาลจะนอนตายตาหลับได้แล้ว"
หนึ่งเดือนต่อมา ในตำหนักอี้เจิ้ง ฮ่องเต้หลี่เอ้อร์ได้รับรายงานลับฉบับหนึ่ง จึงเรียกไท่จื่อหลี่เชอกานมาพบ
หลี่เชอกานอ่านรายงานลับจบก็ตกใจ "เป็นไปได้อย่างไร? การสอบเคอจวี่ปีนี้ได้กำจัดการยื่นผลงานก่อนสอบที่ไม่โปร่งใสไปแล้ว ทำไมยังมีคนมากมายหันไปพึ่งพาตระกูลขุนนางเก่าแก่อีก?"
ฮ่องเต้ไม่ตรัสอะไร ขันทีเฒ่าเกาที่อยู่ข้างๆ เห็นบรรยากาศกระอักกระอ่วน จึงกระซิบว่า "อาจจะเป็นเพราะได้รับอิทธิพลจากธรรมเนียมปฏิบัติ หลายปีมานี้ผู้คนต่างรู้ว่าการยื่นผลงานเพื่อเกาะเส้นสายเป็นทางที่ต้องเดิน ปากต่อปากกันไป ย่อมมีคนไม่รู้เรื่องรู้ราวไปเลียนแบบ"
"น่ารังเกียจ! อุตส่าห์ปูทางให้พวกเขาแทบตาย สุดท้ายก็ยังไม่เอาถ่าน ไม้ผุเหลาไม่ได้ น่ารังเกียจจริงๆ!" หลี่เชอกานโกรธจัด
ฮ่องเต้หลี่เอ้อร์กลับหัวเราะ ราวกับทุกอย่างอยู่ในการควบคุม หยิบรายงานอีกฉบับจากบนโต๊ะโยนให้ลูกชายหลี่เชอกาน
หลี่เชอกานรีบอ่าน คราวนี้กลับประหลาดใจระคนยินดี "เสด็จพ่อ นี่มันเรื่องอะไรกัน? เป็นผู้เข้าสอบรุ่นเดียวกัน ทำไมมณฑลเหล่านี้ถึงมีขุนนางที่มือสะอาดซื่อตรงมากกว่า? หรือว่ามีเลศนัยอะไรแอบแฝง?"
หลี่เอ้อร์มองลูกชายด้วยสายตาทดสอบ หลี่เชอกานเข้าใจความหมาย ก้มหน้าวิเคราะห์
ครู่ต่อมาเขาก็เข้าใจแจ่มแจ้ง "ขุนนางที่ทุ่มเททำงานเพื่อราชสำนักเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากมณฑลรอบนอก ไม่ใช่เพราะสติปัญญาพวกเขาสูงกว่าใคร แต่เป็นเพราะสถานที่ที่พวกเขาไปรับตำแหน่ง เป็นที่ที่มือของตระกูลใหญ่เอื้อมไปไม่ถึง"
"ถูกต้อง พ่อคาดการณ์ไว้แล้วว่าต้องเป็นแบบนี้ ดังนั้นจึงเจตนาจัดแจง ผู้สอบผ่านปีนี้เจ็ดส่วนถูกส่งไปในดินแดนที่เพิ่งยึดได้ใหม่ ตะวันออกเฉียงเหนือ ตะวันตกเฉียงเหนือ ตะวันตกเฉียงใต้ หรือแม้แต่แถบเจียงหนานและหลิงหนาน มีเพียงพื้นที่ราบภาคกลางที่ตระกูลใหญ่กุมอำนาจแน่นหนาเท่านั้นที่จัดคนลงไปน้อยที่สุด" หลี่เอ้อร์กล่าวอย่างภาคภูมิใจ
หลี่เชอกานน้อมคารวะ "เสด็จพ่อปรีชาญาณ ลูกเลื่อมใสยิ่งนัก ทำแบบนี้ทั้งทำให้ตระกูลใหญ่ตายใจ และลดการปะทะกับพวกเขา ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว..."
แต่แปลกที่ยังเยินยอไม่ทันจบ หลี่เอ้อร์ก็ขัดขึ้น
"พ่อไม่ได้คิดแบบนั้น"
...หลี่เชอกานเหมือนโดนคนบีบคอ สำลักคำพูด หน้าแดงมองดูพ่อ รอฟังความต่อ
หลี่เอ้อร์กล่าวเสียงขรึม "ตระกูลใหญ่ครองอำนาจมาหลายปี มีคนเก่งมากมาย ไม่มีทางดูไม่ออกว่ามีวิกฤต เริ่มจากปีนี้พวกเขาควบคุมการโยกย้ายคนจากการสอบเคอจวี่ไม่ได้ นานวันเข้า มณฑลรอบนอกที่ราบภาคกลางจะเต็มไปด้วยคนของราชสำนัก ถึงตอนนั้นตระกูลใหญ่ในที่ราบภาคกลางไม่กี่ตระกูล จะไม่กลายเป็นนกในกรงหรือ? ดังนั้นพวกเขาจะไม่ยอมนั่งรอความตายแน่"
หลี่เชอกานเลื่อมใสสายตายุทธศาสตร์ของพ่อ ตรึงพื้นที่ที่ขยับไม่ได้ไว้ แล้วเริ่มกลืนกินจากรอบนอก ผ่านไปหลายปี ก็ตีกระหนาบจากฉางอันเข้าไป ตระกูลใหญ่สู้ไม่ได้แน่ แต่ขณะเดียวกันเขาก็เห็นว่า พ่อเหมือนไม่ได้จะวางแผนระยะยาว "เสด็จพ่อ หมายความว่า จะยั่วโมโหพวกเขา เพื่อให้เกิดการปะทะซึ่งหน้า?"
หลี่เอ้อร์พยักหน้าอย่างชื่นชม
หลี่เชอกานกังวล "ขอเสด็จพ่อไตร่ตรองให้ดี แม้ตอนนี้เราจะเข้มแข็งพอ แต่เพิ่งตั้งราชวงศ์มาไม่นาน ไม่ควรจะก่อสงครามใหญ่ในประเทศ ไม่อย่างนั้นต้าถังที่เพิ่งพัฒนาจะกลับไปสู่ภาวะยากจน บทเรียนจากราชวงศ์สุยต้องระวัง..."
ขันทีเฒ่าเกาตัวสั่น ใจหายวาบแทนไท่จื่อ ใครกล้าเอาต้าถังไปเปรียบกับราชวงศ์สุยที่อยู่ได้แค่สองรัชสมัยตรงๆ แบบนี้? นี่ไม่เท่ากับไปสะกิดต่อมฮ่องเต้หรือ?
แต่หลี่เอ้อร์กลับไม่โกรธ สงบนิ่งมาก เงียบไปครู่หนึ่ง เขาพูดอย่างจริงใจว่า "ในสนามรบที่ต้องมีคนตาย การชิงลงมือก่อนเพื่อกุมความได้เปรียบคือหัวใจของชัยชนะ พ่อเป็นฮ่องเต้มาเกือบยี่สิบปี รบรามาทั้งชีวิต อาศัยช่วงที่ยังขยับตัวไหว รีบจัดการให้เสร็จสิ้นในศึกเดียว กวาดล้างเส้นทางให้เจ้า วันหน้าเจ้าจะได้รวบรวมกำลังภายในประเทศ แล้วค่อยไปขยายอาณาเขตสร้างรากฐานหมื่นปี ทั้งหมดนี้ก็เพื่อเจ้า เพื่อราชวงศ์หลี่ของเรา"
ได้ยินคำนี้ หลี่เชอกานซาบซึ้งจนคุกเข่าลง "ลูกไร้ความสามารถ ทำให้เสด็จพ่อต้องลำบาก"
หลี่เอ้อร์กลับหัวเราะร่า "เจ้าเป็นคนที่สุขุมที่สุดในบรรดาพี่น้อง พ่อรู้ว่าเจ้ามีปณิธานยิ่งใหญ่ ขอแค่ในอนาคตเจ้าอย่ามาบ่นว่าพ่อแย่งผลงานที่จารึกในประวัติศาสตร์ของเจ้าไปก็พอ เพราะเรื่องใหญ่ในแผ่นดินมีเท่านี้ ทำเสร็จไปเรื่องหนึ่งก็ลดลงไปเรื่องหนึ่ง"
หลี่เชอกานยิ้มอย่างซื่อๆ ใครบ้างไม่อยากอยู่ใต้ปีกพ่อ เป็นคุณชายรุ่นสองที่เสวยสุขไปวันๆ?
ดูเหมือนต่อให้พยายามแค่ไหนก็คงก้าวข้ามผลงานของพ่อไม่ได้ ดังนั้นให้พ่อจัดการเรื่องใหญ่ๆ ให้หมด ก็สบายดีเหมือนกัน