- หน้าแรก
- ยอดสิงขราปัทมามรกต
- บทที่ 52 มู่ยวี่ซีและมู่ยวี่เยียน
บทที่ 52 มู่ยวี่ซีและมู่ยวี่เยียน
บทที่ 52 มู่ยวี่ซีและมู่ยวี่เยียน
หลังจากประสบความสำเร็จ หวังฉางซิงและหวังฉางเซิงก็ตกลงใจกันไปที่หอไป่หลิงเพื่อหาซื้อวัตถุดิบมาหลอมโล่เมฆาสีเขียวเพิ่ม
แต่ครั้งนี้ไม่มีหลินอวี้ถิงอยู่ด้วย ผู้จัดการของหอไป่หลิงจึงไม่ยอมลดราคาให้ วัตถุดิบหนึ่งชุดตกอยู่ที่ 23 หินวิญญาณ ทั้งสองจนใจจึงพากันกลับไปที่ลานกว้าง
เดินหาจนทั่วแต่กลับรวบรวมวัตถุดิบได้เพียงชุดเดียวเท่านั้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องน่าแปลกใจ เพราะผู้ฝึกตนอิสระนั้นขาดแคลนทรัพยากร เมื่อมีวัตถุดิบอยู่ในมือก็มักจะรีบขายออกไปทันที ไม่เก็บไว้จนถึงงานชุมนุมเทียนเหอหรอก
เพื่อให้ได้ราคาที่ถูกลง ทั้งสองจึงตระเวนไปทั่วร้านขายวัตถุดิบในตลาดเทียนเหอ เพื่อเจรจาต่อรองกับหลงจู๊หลายแห่งจนปากเปียกปากแฉะ ในที่สุดก็มีร้านหนึ่งยอมขายวัตถุดิบให้ 10 ชุด ในราคาชุดละ 22 หินวิญญาณ หลังจากซื้อวัตถุดิบชุดนี้ ทั้งหวังฉางซิงและหวังฉางเซิงก็แทบไม่เหลือหินวิญญาณติดตัวเลยแม้แต่ก้อนเดียว หากการหลอมล้มเหลว พวกเขาคงต้องขาดทุนย่อยยับแน่
เมื่อกลับถึงที่พัก หวังฉางเซิงไม่ได้รีบร้อนหลอมอาวุธ เขาพักผ่อนอย่างเต็มที่หนึ่งคืนเพื่อฟื้นฟูจิตใจ เช้าวันต่อมา ขณะที่ทุกคนกำลังรับประทานอาหารเช้าอยู่ที่หลังบ้าน หวังหมิงจั้นได้สอบถามถึงกิจกรรมของพวกเขาทั้งสอง ซึ่งหวังฉางเซิงและหวังฉางซิงได้เตรียมคำตอบไว้ล่วงหน้าแล้ว โดยโกหกไปว่าแค่เดินเที่ยวเล่นไปทั่ว หวังหมิงจั้นไม่ได้สงสัยอะไร เพียงแต่กำชับว่าห้ามออกจากเขตตลาด และให้ระวังตัวอย่าได้ถูกใครหลอกเอาได้ หลังจากทานอาหารเสร็จ หวังหมิงจั้นก็กำชับอีกสองสามประโยคก่อนจะไปที่หน้าร้านเพื่อขายธัญญาวิญญาณ
+4
"พี่สาม น้องเก้า พวกเจ้าพอจะมีหินวิญญาณเหลือบ้างไหม? ขอยืมสักสิบก้อนได้หรือเปล่า? ข้าอยากได้เสื้อผ้วิญญาณชุดหนึ่ง แต่ยังขาดเงินอีกสิบก้อนพอดี" หวังฉางอวี่ดื่มโจ๊กขาวจนหมดชามแล้วเอ่ยขึ้นด้วยสายตาคาดหวัง
หวังฉางซิงทำหน้าลำบากใจและเอ่ยขอโทษ "ขอโทษทีนะน้องเจ็ด หินวิญญาณของข้าใช้ไปหมดแล้ว"
"พี่เจ็ด ข้าให้คนอื่นยืมหินวิญญาณไปน่ะ เขาบอกว่าจะคืนให้ตอนบ่าย พอเขาคืนมาแล้วข้าจะรีบให้ท่านยืมทันที ตกลงไหม?" หวังฉางเซิงกุเรื่องขึ้นมาอ้าง
"ให้คนอื่นยืม? น้องเก้า นี่เจ้าเพิ่งเคยมาตลาดเทียนเหอครั้งแรกไม่ใช่หรือ! นอกจากพวกเราแล้วเจ้ายังรู้จักใครอีก? เจ้าอย่าไปหลงเชื่อคนหลอกลวงเข้าล่ะ" หวังฉางเสวี่ยขมวดคิ้วพร้อมกล่าวเตือนด้วยความหวังดี
"เป็นน้องหญิงหนิงเซียงน่ะ น้องเก้าให้หนิงเซียงยืมไป" หวังฉางซิงช่วยแก้สถานการณ์ให้ หวังฉางเซิงรีบพยักหน้าตามน้ำทันที เมื่อได้ยินคำอธิบายนี้ หวังฉางเสวี่ยและหวังฉางอวี่ก็เข้าใจ เพราะจ้าวหนิงเซียงเคยมาที่ตระกูลหวังหลายครั้ง พวกนางจึงรู้จักกันดีและไม่สงสัยในคำพูดของหวังฉางซิง
"ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เป็นไร เจ้าไม่ต้องไปเร่งน้องหญิงหนิงเซียงหรอก เสื้อผ้าวิญญาณน่ะซื้อช้าหน่อยก็ได้" หวังฉางอวี่กล่าวสำทับ หวังฉางเซิงรีบรับคำ หลังมื้ออาหารเขาก็กลับเข้าห้องเพื่อหลอมอาวุธ ส่วนคนอื่นๆ ต่างแยกย้ายไปจัดการธุระของตน
การหลอมครั้งนี้ จากวัตถุดิบ 10 ชุด หวังฉางเซิงทำสำเร็จ 6 ครั้ง ได้โล่เมฆาสีเขียวมา 6 ชิ้น เขาเก็บอาวุธทั้งหมดและเดินออกมาด้วยความตื่นเต้น เมื่อถึงหน้าร้าน เขาก็เห็นหวังฉางซิงกำลังคุยอยู่กับจ้าวหนิงเซียง
"อ้าว น้องหญิงหนิงเซียง เหตุใดเจ้าถึงมาที่นี่ได้เล่า?"
จ้าวหนิงเซียงยิ้มหวาน "ข้าเอาหินวิญญาณมาคืนท่านน่ะสิ! แต่พี่ฉางซิงบอกว่าท่านกำลังฝึกบำเพ็ญอยู่ ข้าเลยฝากไว้ที่เขา พี่ฉางเซิง ท่านต้องขยันฝึกฝนให้มากนะ อีกปีเดียวงานชุมนุมเซียนจุติก็จะเริ่มขึ้นแล้ว หากระดับพลังต่ำเกินไปจะเข้าสำนักผู้ฝึกตนไม่ได้นะ"
หวังฉางเซิงยิ้มอย่างประหลาดใจ เขาไม่คิดว่าจ้าวหนิงเซียงจะยังคงตั้งใจเรื่องการเข้าสำนักผู้ฝึกตนขนาดนี้ หลังจากจ้าวหนิงเซียงขอตัวไปเดินตลาดกับลูกพี่ลูกน้องคนอื่น หวังฉางเซิงและหวังฉางซิงก็บอกกล่าวกับหวังหมิงจั้นก่อนจะมุ่งหน้าออกจากหอไป่กู่ เมื่อถึงลานกว้าง เขาก็นำโล่เมฆาสีเขียวออกมาวางที่แผงลอยแล้วเฝ้ารออย่างเงียบสงบ
หนึ่งชั่วยามผ่านไป ขายโล่เมฆาสีเขียวได้เพียง 2 ชิ้นเท่านั้น แต่ทั้งสองก็ไม่ได้รีบร้อน พวกเขานั่งคุยกันที่หลังแผงลอยเพื่อรอคอยลูกค้า
"พี่สาม น้องเก้า พวกท่านมาตั้งแผงอยู่ที่นี่ได้อย่างไร? แล้วไปเอาอาวุธวิญญาณป้องกันพวกนี้มาจากไหนกัน?" เสียงของหวังฉางอวี่ดังขึ้นกะทันหัน ทั้งสองเงยหน้าขึ้นก็พบว่าหวังฉางเสวี่ยและหวังฉางอวี่เดินมาหยุดอยู่ที่หน้าแผง หลังจากมองหน้ากันอย่างลังเล หวังฉางเซิงก็ตัดสินใจบอกความจริงแก่พี่สาวทั้งสอง เพราะนี่ไม่ใช่ความลับที่บอกไม่ได้ หากพวกนางมาร่วมด้วยก็จะสามารถซื้อวัตถุดิบได้มากขึ้นและทำกำไรได้เพิ่มขึ้น
เมื่อรู้ว่าหวังฉางเซิงสามารถหลอมอาวุธวิญญาณป้องกันระดับต่ำได้ ทั้งหวังฉางเสวี่ยและหวังฉางอวี่ต่างก็ตกตะลึง "พี่รอง น้องเจ็ด สนใจมาร่วมหุ้นกับพวกเราไหม? ลงหินวิญญาณซื้อวัตถุดิบเพิ่ม แล้วให้น้องเก้าหลอมออกมาขาย จะได้หาหินวิญญาณไปด้วยกัน" หวังฉางซิงเสนอ
ทั้งสองสาวเริ่มสนใจ หลังจากครุ่นคิดครู่หนึ่ง หวังฉางเสวี่ยก็ถามขึ้นว่า "แล้วจะแบ่งกำไรอย่างไร? พี่น้องก็ต้องคิดบัญชีให้ชัดเจน ตกลงกันไว้ก่อนจะดีกว่า"
"หักต้นทุนแล้ว น้องเก้าได้สี่ส่วน พวกเราสามคนที่เหลือแบ่งกันคนละสองส่วน แต่พวกเราตอนนี้ไม่มีหินวิญญาณเหลือแล้ว พวกท่านต้องเป็นคนลงเงินทุนตั้งต้น ท่านคิดว่าอย่างไร?" ทั้งคู่พิจารณาแล้วก็ตกลงรับข้อเสนอ หวังฉางอวี่จึงอยู่ช่วยเฝ้าแผงลอยกับหวังฉางซิง ส่วนหวังฉางเซิงไปซื้อวัตถุดิบกับหวังฉางเสวี่ยแล้วกลับไปหลอมที่ที่พัก
หวังฉางเสวี่ยและหวังฉางอวี่รวบรวมหินวิญญาณได้ 78 ก้อน รวมกับเงินที่ขายโล่ได้อีก 2 ชิ้น เป็นทั้งหมด 177 หินวิญญาณ ซึ่งซื้อวัตถุดิบได้ 8 ชุด หวังฉางเซิงรีบลงมือหลอมทันที และได้โล่เมฆาสีเขียวมา 5 ชิ้น ก่อนจะส่งให้หวังฉางเสวี่ยน่านำไปขายที่ลานกว้าง
ตลอดห้าวันหลังจากนั้น หวังฉางเซิงไม่ได้ก้าวเท้าออกจากหอไป่กู่เลย นอกจากหลอมอาวุธแล้วเขาก็ใช้เวลาที่เหลือฝึกบำเพ็ญในห้อง ในช่วงเวลาห้าวันนี้ เขาหลอมโล่เมฆาสีเขียวออกมาได้ต่อเนื่องถึง 40 ชิ้น โดยให้หวังฉางเสวี่ยนำไปขาย ทุกชิ้นที่ขายได้หวังฉางซิงจะจดบันทึกไว้เพื่อแบ่งบัญชีในภายหลัง
จนกระทั่งเที่ยงวันหนึ่ง หวังฉางเซิงเก็บโล่เมฆาสีเขียว 7 ชิ้นล่าสุดที่หลอมเสร็จแล้วเดินออกมา จากการฝึกฝนอย่างหนัก ฝีมือการหลอมของเขาพัฒนาขึ้นมาก วัตถุดิบ 10 ชุดเขาสามารถทำสำเร็จได้อย่างน้อย 6 ครั้ง เมื่อไปถึงหน้าร้านไม่พบหวังฉางเสวี่ย จึงถามหวังหมิงจั้นและพบว่านางถูกส่งไปทำธุระข้างนอก เขาจึงมุ่งหน้าไปยังลานกว้างเพียงลำพัง
ที่แผงลอยมีโล่วางอยู่ 4 ชิ้น หวังฉางซิงกำลังคุยอยู่กับหวังฉางอวี่ "อ้าว น้องเก้า มาได้อย่างไร แล้วพี่รองล่ะ?" "พี่รองถูกท่านอาหกส่งไปทำธุระ ข้าเลยเอาของมาส่งเอง ว่าแต่ทำไมยังเหลือโล่อยู่ถึงสี่ชิ้นล่ะ?"
หวังฉางซิงถอนหายใจ "แม้ราคาเราจะถูก แต่ของพวกนี้ไม่ใช่สินค้าหายาก ที่ขายได้ก่อนหน้านี้ก็อาศัยคนเยอะในช่วงงานชุมนุม ข้าคาดว่าขายออกได้อีกสักสามชิ้นก็เก่งแล้ว" หวังฉางเซิงขมวดคิ้ว "ถ้าเป็นแบบนั้นทำไมไม่รีบบอกข้าล่ะ ข้าจะได้หยุดหลอม นี่ข้าเพิ่งหลอมมาเพิ่มอีกเจ็ดชิ้นนะ"
"ไม่เป็นไรหรอก ต่อให้ขายไม่ออก เราก็เอาไปขายต่อให้ร้านอาวุธได้ หรืออย่างแย่ที่สุดก็เก็บไว้ใช้เอง เจ้าก็ไปซื้อวัตถุดิบมาหลอมต่อเถอะ หลอมได้เท่าไหร่ก็เอาเท่านั้น อย่างไรก็ไม่ขาดทุนหรอก" หวังฉางอวี่กล่าวอย่างไม่ใส่ใจ หวังฉางเซิงพยักหน้าเห็นด้วย เขาฝากโล่ทั้ง 7 ชิ้นไว้แล้วรับถุงเก็บของที่หนักอึ้งมาจากหวังฉางซิงก่อนจะเดินจากมา
ในถุงเก็บของมีหินวิญญาณกว่า 800 ก้อน ซึ่งเป็นรายได้จากการทำงานหนักของทั้งสี่คนในช่วงหลายวันที่ผ่านมา สำหรับหวังฉางเซิงแล้ว หินวิญญาณ 800 กว่าก้อนถือเป็นเงินจำนวนมหาศาลที่เขาไม่เคยกล้าฝันถึง ต่อให้แบ่งได้เพียงสี่ส่วน เขาก็จะได้ถึง 300 กว่าก้อน
ทว่าเดินไปได้ไม่ไกล ชายหญิงคู่หนึ่งก็ก้าวเข้ามาขวางทางเขาไว้ หวังฉางเซิงเลิกคิ้วถาม "เป็นพวกท่านหรือ? สหายทั้งสองต้องการสิ่งใด?" ทั้งคู่ไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นพี่น้องที่ขายเตาหลอมอาวุธให้เขานั่นเอง
ชายหนุ่มชุดน้ำเงินประสานมือคารวะอย่างจริงใจ "พวกเราไม่มีเจตนาร้าย ข้าชื่อมู่ยวี่ซี และนี่คือน้องสาวของข้า มู่ยวี่เยียน ข้าขอเสียมารยาทถามสักนิด สหายเป็นช่างหลอมอาวุธใช่หรือไม่?"
"เป็นแล้วอย่างไร ไม่เป็นแล้วอย่างไร?" หวังฉางเซิงถอยหลังหนึ่งก้าวด้วยความระแวดระวัง
"ท่านผู้ฝึกตน พวกเราไม่มีเจตนาอื่น นี่คือตำราประจำตระกูลของเรา ข้าเชื่อว่าท่านต้องสนใจแน่" มู่ยวี่เยียนเอ่ยพลางหยิบตำราเก่าสีเหลืองเล่มหนาออกมาจากแขนเสื้อ บนปกเขียนด้วยตัวอักษรสีทองว่า 'คัมภีร์ลับการหลอมอาวุธตระกูลมู่'
หวังฉางเซิงเปิดตำรากวาดสายตาดูคร่าวๆ เพียงไม่กี่ครั้ง แววตาก็พลันฉายความตกตะลึงออกมา