- หน้าแรก
- ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น?
- ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น ตอนที่ 495 เด็กดื้อ แมวฉลาด 💸
ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น ตอนที่ 495 เด็กดื้อ แมวฉลาด 💸
ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น ตอนที่ 495 เด็กดื้อ แมวฉลาด 💸
ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น ตอนที่ 495 เด็กดื้อ แมวฉลาด
“เหมยฮวา โทรเรียกทีมกู้ภัยตระกูลคุณให้ค้นหาจากสองฝั่งถนนโบราณเข้าหาตรงกลาง เราจะลงจากข้างบน ระวังพุ่มไม้และต้นไม้รอบ ๆ ด้วยตอนหา”
สั่งการเสร็จ เฉินอิ่งหยิบโทรศัพท์เช็คแผนที่
ก่อนหน้านี้ตอนคุยกับเถ้าแก่สองคนจากเสินหนงเจี้ยเขาเรียนรู้เส้นทางเดินป่าแถวนี้ไว้หลายเส้นทาง เดิมทีเพื่อเพิ่มโอกาสเจอสัตว์ป่า แต่ตอนนี้ได้ใช้ประโยชน์แล้ว
แถวนี้มีหมีดำ, เสือดาว, เสือลายเมฆ แต่หมีดำมักหากินในหุบเขาต่ำ ส่วนอาณาเขตของสัตว์ตระกูลแมวที่นำโดยเสือดาวครอบคลุมยอดเขาติดกันสามลูก
ภูเขาทางตะวันตกเฉียงใต้ไม่เหมือนทางตะวันออกเฉียงใต้ที่สูงกว่าพันเมตรก็นับเป็นเขา ที่นี่ยาวเหยียดและกว้างใหญ่ ความต่างระดับสูงถึงสองสามพันเมตร
ยอดสูงสุดของเทือกเขานี้เกือบหกพันเมตร ต่ำสุดก็สองสามพัน
ที่ให้ทีมกู้ภัยตระกูลเต้าค้นจากสองฝั่ง เพราะกลัวว่าเด็กสองคนอาจวิ่งเตลิดออกนอกเส้นทางถ้าเจอแมวใหญ่
“มีความเป็นไปได้อีกอย่าง” เหล่าเกาเสริมขึ้นมา “แถวนี้มีฝูงลิงกังเจ้าตัวเล็กพวกนั้นอาจวิ่งไล่ลิงไปก็ได้?”
“เป็นไปได้ครับ” เฉินอิ่งมองขึ้นไปบนต้นไม้ “ดูต้นนี้สิ ยอดอ่อนมีรอยกัดแทะ นอกจากนกบางชนิด ก็น่าจะมีแต่ลิงที่กินยอดอ่อนและตานไม้”
เห็นทุกคนมองต้นไม้ใหญ่ ลูกแมวจรจัดปีนขึ้นไป ดมฟุดฟิด แล้วรีบกลับมาหาเฉินอิ่ง
“ข้างบนนั้น มีกลิ่นแรงของตัวดุร้ายทิ้งไว้”
ดูเหมือนเขาจะเดาถูก เด็กสองคนนั่นคงเปลี่ยนทิศเพราะเจอสัตว์ร้าย
ไม่รอช้า พวกเขาตามโกลเด้นลงเขา แต่พอถึงลำธารเล็ก ๆ โกลเด้นก็เสียกลิ่น
ลำธารเล็กมาก กว้างเมตรครึ่ง น้ำตื้นเขิน เฉินอิ่งลองลงไปน้ำแค่ครึ่งน่อง ยังไม่ถึงจุดจูซานหลี่[1]เลย
หมาสองตัวจับกลิ่นไม่ได้ เดินวนอย่างร้อนรน
ลูกแมวที่ตอนแรกแค่ดูอยู่ กระโดดลงมาดมพื้นช้า ๆ แล้วเริ่มเดินทวนน้ำขึ้นไป ห่างไปห้าหกเมตร มันส่งเสียงร้อง “เมี๊ยว เมี๊ยว” แหลมสูง
หมาสองตัวตอบสนองไว ดมครู่หนึ่ง แล้วกระโดดข้ามน้ำ วิ่งไปทางตะวันตกเฉียงเหนือไม่กี่ก้าว แล้วเห่าเตือนเสียงดัง
โดยไม่พูดพร่ำทำเพลง เฉินอิ่งและคณะรีบตามไป
“มีรอยเท้าตรงนี้ เด็กสองคนข้ามน้ำขึ้นฝั่งแล้ว”
แม้จะทิ้งรอยเท้ายากในป่า แต่พวกเขาก็เป็นมือโปรกลางแจ้ง สังเกตเห็นร่องรอยได้ง่าย
นอกจากนี้เฉินอิ่งเจอรอยข่วนบนต้นไม้ใกล้ ๆ รอยนี้ดูง่าย ของสัตว์ตระกูลแมว และตัวไม่ใหญ่มาก
ไม่รู้ทำไม ภาพต้าเหมยเหรินแวบเข้ามาในหัว
พูดถึงต้าเหมยเหริน แม้จะเจอที่กลางเขาอีกลูก แต่ตรงนั้นชัดเจนว่าเป็นถิ่นแม่มัน มันเคยบอกว่าถิ่นมันกับแม่อยู่ติดกัน หรือว่าตรงนี้จะเป็นส่วนหนึ่งของอาณาเขตต้าเหมยเหริน?
ขณะตรวจสอบร่องรอย เต้าเหมยฮวาได้รับสายจากทีมกู้ภัยว่าเจอเป้เด็กใกล้ถนนโบราณ
“เป้ถูกฉีกขาด เศษอาหารกระจายเกลื่อน และเจอกระติกน้ำห้อยอยู่บนกิ่งไม้ด้วย” ปลายสายลังเลแล้วพูดต่อ “เราสงสัยว่าเด็กสองคนอาจเจอฝูงลิง น่าจะเป็นลิงกังจอมป่วน”
“แต่เราไม่เจอเด็กแถวนั้น ไม่แน่ใจว่าหนีไปทางอื่นหรือเปล่า”
เฉินอิ่งมองฟ้า แล้วมองโทรศัพท์
เด็กสองคนนี้อึดชะมัด ผ่านไปหลายชั่วโมงยังไม่เหนื่อยอีก ทำไมไม่หาที่พักรอความช่วยเหลือนะ?
ในถ้ำใต้เนินกลางเขา เด็กสองคนซ่อนตัวอยู่ข้างใน
พี่สาวร้องไห้จนเสียงแหบ ส่วนน้องชาย แม้จะเด็กมาก แต่พยายามปลอบพี่สุดความสามารถ
“ไม่ต้องกลัวนะพี่ แมวใหญ่สองตัวนั้นช่วยเราอยู่ ถ้าไม่มีพวกมัน ลิงพวกนั้นทำร้ายเราไปแล้ว”
“ฉัน . . . ฉันรู้ แต่ฉันอดไม่ได้ ฉันกลัว” เด็กหญิงสะอึกสะอื้น “น้องชาย อย่าออกไปนะ ถ้า . . . ถ้าตัวโตพวกนั้นจะกินเรา ให้ซ่อนตัว รอจนมันกินพี่เสร็จ ฉันตัวใหญ่กว่า เนื้อเยอะกว่าเธอ”
ปากเด็กหญิงสั่นระริกพยายามกลั้นน้ำตา “ฮือฮือ ขอโทษนะน้องชาย พี่อดไม่ได้ น้ำตามันไหลเอง”
น้องชายวัยสี่ขวบหน้ากลมเหมือนซาลาเปาไม่มีรอยยิ้ม “พี่สาวอย่าร้อง ต้องกล้าหาญนะ ที่บ้าน ถ้าพ่อ แม่ ปู่ หรือย่า พูดอะไรที่พี่ไม่ชอบ พี่ต้องพูดดัง ๆ ว่าไม่ พี่ต้องพยายามปกป้องตัวเองก่อน จนกว่าผมจะโต พอผมโต ผมจะปกป้องพี่เอง”
ถ้ำไม่ใหญ่ เด็กสองคนเบียดกันข้างใน ท้องร้องจ๊อก ๆ มาพักใหญ่ เกือบจะหลับเพราะความหิว ตอนที่สัตว์ใหญ่ตัวหนึ่งลากกิ่งไม้ที่มีผลไม้เต็มกิ่งมา
มันโยนกิ่งไม้ไว้หน้าถ้ำ แล้วนอนลงข้าง ๆ ตาเดียวของมันฉายแววกังวล
เด็กชายคลานไปเด็ดผลไม้จากกิ่ง ลังเลครู่หนึ่ง แล้วยัดเข้าปาก
ไม่เลว ไม่เปรี้ยวหรือไม่อร่อยอย่างที่คิด แม้จะมีรสเฝื่อน ๆ นิดหน่อย แต่พอกลืนลงไปก็มีรสหวานติดลิ้น
เขาถือผลไม้กลับไปหาพี่สาว เช็ดกับเสื้ออย่างระมัดระวัง แล้วแบ่งให้เธอกินคนละครึ่ง
เฉินอิ่งและคณะตามกลิ่นจาง ๆ ไปจนถึงถนนโบราณ สมทบกับทีมกู้ภัย และพบว่าร่องรอยขาดหายไป
“ตอนนี้ชัดเจนแล้วว่าเด็กสองคนเคยอยู่ที่นี่ ฉันจะขอกำลังคนเพิ่มจากเบื้องบนเพื่อปูพรมค้นหาและกู้ภัยค่ะ”
ภูเขาอันตรายยิ่งอยู่นาน ความเสี่ยงยิ่งเพิ่ม
ก่อนหน้านี้ชาวเมืองเก่าหลายคนช่วยกันหาบนเขา แต่ป่าทึบและกว้างใหญ่ คนเป็นร้อยหายเข้าไปก็ไร้ร่องรอย แต่ตอนนี้โฟกัสไปที่รอบ ๆ ถนนโบราณได้ การใช้คนเยอะจะค้นหาได้เร็วกว่า
“ตกลง คุณจัดการเรื่องกำลังคน ผมจะหาข้างล่างกับคุณเฉินและคนอื่นต่อ”
คุยกับหัวหน้าทีมกู้ภัยเสร็จ เต้าเหมยฮวากำลังจะเรียกเฉินอิ่งให้ไปต่อ ก็เห็นเขาพุ่งเข้าพุ่มไม้ใต้ถนนโบราณไปดื้อ ๆ
“ต้าเหมยเหริน แกจริง ๆ ด้วย! ฉันเดาแล้วว่าแถวนี้ต้องเป็นถิ่นแก”
สิ้นเสียง เสียงคำรามต่ำของเสือดาวก็ดังขึ้นข้างหู เฉินอิ่งมองไปทางนั้น เห็นเจ้ารอง และลูกเสือดาว
“พวกแกมาอยู่ด้วยกันได้ไงเนี่ย?”
“เมี๊ยว สัตว์สองขา มาหาลูกสัตว์สองตัวเหรอ?” ต้าเหมยเหรินไม่ชอบคุยสัพเพเหระ เข้ามาเอาหางพันขาเฉินอิ่งทันที “อยู่ที่บ้านเจ้าตัวโตนั่น”
เจ้ารองวิ่งมาเบียดต้าเหมยเหรินออกไป
“ที่บ้านฉันต่างหาก เป้ยเป่ยเฝ้าอยู่ ลิงพวกนั้นรังแกเด็ก เบบี๋ช่วยไว้” เจ้ารองเหมือนตอนเด็ก ๆ ชอบเอาหัวโต ๆ ซุกอกเฉินอิ่ง “ลูกสัตว์สองขาที่พวกเราช่วยไม่อยากกลับไป อยากจะเข้าไปลึกในเขา เราเลยจำใจบังคับให้เข้าไปในรังฉัน”
เฉินอิ่งเข้าใจที่เจ้ารองพูด ดูเหมือนเด็กสองคนนั้นโดนลิงรังแกบนถนน แล้วลูกของเจ้ารองกับเป้ยเป่ยช่วยไว้ แต่เด็กสองคนไม่อยากกลับบ้าน จะหนีเข้าป่าลึก ลูกเจ้ารองคุยไม่รู้เรื่อง เลยต้องต้อนเด็กเข้ารังตัวเอง
“แต่ฉันเห็นรอยเท้าแมวบนเขา ไม่ใช่ของต้าเหมยเหรินเหรอ?”
“ใช่ ของฉันเอง สองคนนั้นเห็นฉันสู้กับลิงก็ขว้างหินใส่ลิง แล้ววิ่งตามฉันมา” ต้าเหมยเหรินทำหน้าเซ็ง “ลิงพวกนั้นเจ้าคิดเจ้าแค้น มันไล่ตามฉัน ฉันสู้ตัวคนเดียวไม่ไหว โชคดีที่เจ้านี่มาช่วย”
ลูกเจ้ารองยิ้มอาย ๆ ตัวอ้วนกลมสั่นตามจังหวะวิ่ง
มันเบียดพ่อมัน เอาขาหน้าวางบนเอวเฉินอิ่ง ยิ้มประจบประแจงเหมือนหมาไม่มีผิด
เห็นสองพ่อลูกเจ้ารองกับต้าเหมยเหริน เต้าเหมยฮวาปิ๊งไอเดีย
“ให้เจ้ารองกับพวกมันช่วยหาได้ไหมคะ?”
“ไม่ต้องหรอก พวกมันมาบอกข่าว เด็ก ๆ อยู่กับพวกมัน”
ต้าเหมยเหรินฉลาดมาก คาบนาฬิกาเด็กมาด้วยตลอด
หน้าปัดนาฬิกาแตก เปิดไม่ติด แต่สายนาฬิกามีชื่อเด็ก ตรงกับเด็กที่หายไป
“บอกทีมกู้ภัยตามผมมา” เฉินอิ่งทิ้งท้าย อุ้มลูกแมวที่ซ่อนอยู่ข้าง ๆ ขึ้นมา แล้ววิ่งลงไปพร้อมเจ้ารอง
ต้าเหมยเหรินวิ่งไปมองลูกแมวในอ้อมแขนเฉินอิ่งไป
“เมี๊ยว เจ้าตัวเล็กนี่อ่อนแอจัง ทำไมไม่รับฉันไปเลี้ยงล่ะ? ฉันจับอาหารให้ได้เพียบเลยนะ”
“อาอู๊ เจ้าโง่ สัตว์สองขามีพ่อแม่ฉัน แล้วก็น้าจินหยา ลุงจินน้อยอยู่แล้ว จะเอาแกไปทำไม”
‘ฉันยังโดนไล่เลย แกจะไปแย่งความรักจากแม่ฉันได้ไง?’ เจ้ารองคิด
ลูกแมวกลัวเจ้าตัวโตพวกนี้จ้องเขม็ง หดตัวเข้าไปในเสื้อแจ็คเก็ตเฉินอิ่ง
“พอแล้ว เจ้ารอง นี่แค่ลูกแมวธรรมดา อย่าแกล้งมัน”
“อา อู๊ อีกตัวต่างหากที่ขู่มัน ฉันไม่มีทางแกล้งตัวเล็ก ๆ แบบนี้หรอก” เจ้ารองกระดิกหาง เร่งฝีเท้า
ลูกเจ้ารองดูจะชอบหน้าตาลูกแมว พยายามตะกุยเสื้อเฉินอิ่งให้ลูกแมวออกมา
“เบบี๋ เป็นเด็กดีนะ เสร็จเรื่องนี้ เดี๋ยวให้เล่นกับลูกแมว โอเคไหม? ตอนนี้ไปที่บ้านหนูก่อน”
“อู๊ งั้นรีบเลย!” เสียงเล็ก ๆ ของลูกเสือดาวดังขึ้น เคลื่อนที่ผ่านป่าเหมือนกลิ้งมากกว่าวิ่ง
ต้าเหมยเหรินไม่วิ่งบนพื้น กระโดดไปมาระหว่างต้นไม้ หางสวย ๆ วาดโค้งผ่านอากาศ
ไม่ไกลจากตรงนี้ แต่ในป่ามีหลายที่ที่สัตว์ผ่านได้ แต่คนต้องหาทางอ้อม
ในเส้นทางเขาวงกตนี้ ถ้าไม่มีเจ้ารองนำทาง คงงงตาย
โชคดีที่ยี่สิบนาทีต่อมา เฉินอิ่งและคณะมาถึงก้นหน้าผา มองลงไปเห็นเป้ยเป่ยนอนขวางหน้าถ้ำ
“เป้ยเป่ย เด็กสองคนอยู่นั่นไหม?”
ได้ยินเสียง เป้ยเป่ยลุกขึ้นทันที มองมาทางเฉินอิ่ง
การลงไปไม่ใช่การเดิน แต่เป็นการไถลลงไปที่แท่นหินใต้หน้าผา
อาจเพราะได้ยินเสียงคน เด็กชายตัวน้อยปีนออกมาจากถ้ำด้วยมือและเท้า
“คุณลุง เป็นคนที่แม่ส่งมาตามหาเหรอฮะ? ผมไม่กลับ พี่สาวก็ไม่กลับ เราจะไม่กลับจนกว่าพ่อกับแม่จะสำนึกผิด”
เฉินอิ่งมองเจ้าเด็กแก่แดดอย่างอึ้ง ๆ หันไปมองเต้าเหมยฮวาอย่างขอความช่วยเหลือ
กับเด็กเขาจนปัญญาจริง ๆ เข้าใจความคิดสัตว์ตัวเล็ก ๆ ได้ แต่ไม่เข้าใจกระบวนการคิดของลูกมนุษย์
ทำไมนะ ทั้งที่เป็นไพรเมตเหมือนกัน แต่ความสามารถเขาใช้สื่อสารกับลูกมนุษย์ไม่ได้?
รู้ว่าเฉินอิ่งแพ้ทางเด็ก เต้าเหมยฮวาเกาะเถาวัลย์ไถลลงไป นั่งยอง ๆ ตรงหน้าเด็กชาย
เฉินอิ่งตบหัวเป้ยเป่ยพามันและเจ้ารองไปที่ที่ว่างนอกพุ่มไม้ด้านล่าง
ทีมกู้ภัยมาถึงแล้ว แต่กลัวเสือดาวตกใจ เลยรออยู่ข้างบนไม่กล้าลงมา
เฉินอิ่งพาเสือดาวหลบไป เปิดทางให้ทีมกู้ภัยพาเด็กสองคนขึ้นไป
พ่อแม่เด็กรีบวิ่งมาทันทีที่ได้ข่าวจากทีมกู้ภัยว่าเจอตัวแล้ว
พอเด็กสองคนถูกพาขึ้นมา เด็กชายยังไม่ยอมกลับกับพ่อแม่ ยืนกรานให้พวกเขายอมรับผิดก่อน
“ทำไมเด็กคนนี้ดื้อจัง? กลับไปค่อยคุยไม่ได้เหรอ?” เหล่าเกานั่งข้างเฉินอิ่ง กอดเข่า เกาพุงเป้ยเป่ยเล่น
“เด็กนั่นกล้าหาญจริง ๆ สี่ขวบเองกล้าพาพี่สาวหนีออกจากบ้าน โชคดีเจอเจ้ารอง เป้ยเป่ย และต้าเหมยเหริน ไม่งั้นถ้าเกิดอะไรขึ้นจริง ๆ ไม่รู้จะจบยังไง”
เฉินอิ่งไม่ออกความเห็นเรื่องครอบครัวเด็ก เพราะความสัมพันธ์ในครอบครัวไม่ใช่เรื่องที่จะดีขึ้นได้ในวันเดียวหรือด้วยคำพูดไม่กี่คำ
“เจ้ารอง เป้ยเป่ย พวกแกกะจะอยู่ที่นี่นานไหม?”
ตอนลงมา เขาดูสภาพแวดล้อมรอบ ๆ ไม่ใช่ที่ที่คนจะมา และทางเดินริมหน้าผาก็ลำบาก การอยู่ที่นี่น่าจะปลอดภัยพอสมควร
“ใช่ อาหารเยอะดี ปีหน้าพอลูกโตหากินเองได้ ค่อยไปหาที่อื่น”
ถ้ำนี้น่าจะอยู่ขอบอาณาเขตเจ้ารอง การเลือกที่นี่อาจหวังว่าปีหน้าพอลูกโตเป็นอิสระ จะได้เลือกอาณาเขตติดกับยอดเขานี้
ต้าเหมยเหรินคาบลูกแมวที่หนังคอ บังคับกอดไว้แน่นไม่ให้ดิ้น ลูกแมวทำหน้าปลงตก หัวเปียกโชกจากการเลียของต้าเหมยเหริน
กว่าครึ่งชั่วโมง ในที่สุดพ่อแม่ก็พาเด็กกลับไปได้ และทีมกู้ภัยเริ่มถอนตัว
“พี่อิ่ง ไปกันเถอะ พ่อแม่หว่านหว่านชวนเรากินข้าวเย็นนี้”
คำเชิญไม่ได้มีแค่เฉินอิ่ง แต่รวมถึงศาสตราจารย์ไป๋ ภรรยา และเหล่าเกาด้วย
ที่สโมสรนอกเขตวิลล่าไม่ไกลมาก แต่ยังไงก็ต้องกลับไปอาบน้ำเปลี่ยนชุด และไม่ควรไปสายเพื่อเป็นการให้เกียรติเจ้าภาพ
ขากลับ ทั้งสามคุยกันเรื่องธุรกิจสวนสัตว์ของพี่สะใภ้เต้าเหมยฮวา
“สวนสัตว์ของพวกเขาจริง ๆ เป็นส่วนสนับสนุนค่ะ หลัก ๆ คือพัฒนาโครงการเมืองท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม เลยขออนุญาตทำสวนสัตว์หายากแห่งนี้ ปัจจุบันเลี้ยงสัตว์ได้ไม่เยอะ แต่ทางบ้านอยากเลี้ยงสัตว์ที่หาดูยากในประเทศ เลยอยากเชิญผู้เชี่ยวชาญมาเป็นที่ปรึกษา ส่วนคุณ ฉันเดาว่าพี่สะใภ้อยากจ้างเป็นที่ปรึกษาสัตวแพทย์ค่ะ”
พูดจบ เต้าเหมยฮวาเหลือบมองต้าเหมยเหรินที่ตามมาเงียบ ๆ และลูกแมวที่ถูกบังคับให้เดินตาม
“จริง ๆ แล้ว ถ้าจำเป็น บ้านฉันก็ยื่นขอทำสวนสัตว์เล็ก ๆ ได้นะ หลังเขตวิลล่าเลย ที่ดินมีพร้อม แค่ยื่นเรื่องรออนุมัติ อีกอย่างบ้านฉันมีโรงพยาบาลสัตว์ ซึ่งเข้าเกณฑ์สถานพักพิงสัตว์อยู่แล้ว”
เห็นเธอมองต้าเหมยเหริน ความคิดเฉินอิ่งก็แล่น สวนสัตว์กึ่งสถานพักพิงอาจช่วยครอบครัวเจ้ารองและครอบครัวต้าเหมยเหรินได้บ้าง
“มีอะไรให้ผมทำไหมครับ?”
เต้าเหมยฮวายิ้มแหย ๆ เหลือบมองเขา
“คืนนี้คุณลองคุยกับพี่ชายพี่สะใภ้ฉันดูสิคะ ถ้าพวกเขาตกลง ก็ไม่น่ามีปัญหา”
คืนนี้? เฉินอิ่งตัวแข็งทื่อ แย่แล้ว แผนที่เขากับเหล่าเกาเตรียมไว้ยังไม่เสร็จ และตอนนี้เวลาก็เหลือน้อยเต็มที!
[1] จุดฝังเข็มใต้เข่า