- หน้าแรก
- ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น?
- ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น ตอนที่ 470 มีคุณปู่อยู่ในถ้ำไหม? 💸
ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น ตอนที่ 470 มีคุณปู่อยู่ในถ้ำไหม? 💸
ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น ตอนที่ 470 มีคุณปู่อยู่ในถ้ำไหม? 💸
ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น ตอนที่ 470 มีคุณปู่อยู่ในถ้ำไหม?
บาดแผลบนตัวซาลาแมนเดอร์ยักษ์ไม่ถึงตาย แต่ที่หัวติดแหง็กนี่สิปัญหาใหญ่
เฉินอิ่งประคองหัวมันอย่างระมัดระวัง ลองขยับหลายมุม พยายามจะเลื่อนก้อนหิน
น่าเสียดายที่มันยากเกินไป เว้นแต่จะใช้ค้อนทุบ ซึ่งก็จะทำให้ซาลาแมนเดอร์บาดเจ็บไปด้วย
สุดท้ายเขาทำได้แค่พยายามขุดทรายและดินใต้หัวซาลาแมนเดอร์ออก เพื่อให้ช่องว่างใต้หินกว้างขึ้นอีกนิด
พอหลุดออกมาได้ เขารีบอุ้มซาลาแมนเดอร์ออกจากน้ำขุ่น ๆ ไปวางไว้ที่น้ำตื้นใกล้ ๆ เพื่อดูอาการ
เจ้าตัวเล็กนอนนิ่งในน้ำ ผ่านไปนานมันก็กระดิกหางเบา ๆ ส่งเสียงร้องคล้ายเสียงเด็กทารก
“ปลอดภัยแล้วใช่ไหมคะ?” เต้าเหมยฮวาได้ยินเสียงร้องก็ถามด้วยความเป็นห่วง
“น่าจะปลอดภัยแล้วครับ แต่หัวถลอกทั้งสองข้าง ไม่รู้จะมีอันตรายอะไรไหม”
อยู่ในป่าแบบนี้ แถมเป็นสัตว์น้ำ เขาไม่มีวิธีรักษาที่ดีกว่านี้จริง ๆ
ทันใดนั้นซาลาแมนเดอร์สีเข้มกว่าและตัวใหญ่กว่าเล็กน้อยก็ว่ายเข้ามาอย่างรวดเร็ว มาหยุดตรงหน้าตัวที่บาดเจ็บ จ้องหน้าเขาตาไม่กระพริบ
“ทำอะไรน่ะ? ฉันไม่ได้ทำมันเจ็บนะ ดูสิ หินยักษ์สองก้อนนั่นต่างหากที่เป็นตัวการ เข้าใจไหม?”
ไม่รู้ว่าเข้าใจหรือเปล่า ซาลาแมนเดอร์ตัวใหญ่จ้องเขาอยู่ครู่หนึ่ง แล้วสะบัดหาง ว่ายกลับลงสระไปอย่างรวดเร็ว
สองนาทีต่อมา มันกลับมาพร้อมปลาตัวเล็กขนาดเท่าฝ่ามือ วางไว้ตรงหน้าเฉินอิ่ง
เฉินอิ่งประหลาดใจ พูดไม่ออกไปชั่วขณะ และรู้สึกซึ้งใจจนน้ำตาซึม
“ฉันไม่กินหรอก พวกแกกินกันเองเถอะ” เขาหยิบปลาตัวเล็กไปวางใกล้ปากตัวที่เจ็บ “กินเยอะ ๆ จะได้หายไว ๆ นะ”
เขาเพิ่งตรวจดู พบว่าแค่แผลถลอกภายนอก กระดูกน่าจะไม่เป็นไร
รอยถลอกอาจมีผลบ้างแต่ไม่ถึงตาย
ระบบเงียบกริบ เวลาช่วยเหลือหนึ่งชั่วโมงผ่านไปนานแล้ว ไม่เห็นพี่ระบบโผล่มาสักแอะ สงสัยหนีไปรับจ็อบเสริมที่อื่น
หลังจากเฝ้าดูอยู่ครึ่งชั่วโมง ตัวที่บาดเจ็บพยายามกินปลาตัวเล็กจนหมด ดูเหมือนจะฟื้นตัวขึ้นมาหน่อย
พอกินเสร็จ ซาลาแมนเดอร์ตัวเจ็บเงยหน้ามองเฉินอิ่งอยู่พักหนึ่ง เอาหัวโต ๆ มาแตะนิ้วเขา แล้วหันหน้าว่ายกลับไปพักผ่อนที่ซอกหินตรงสระลึก
ซาลาแมนเดอร์สีเข้มคอยอยู่ข้าง ๆ เงียบ ๆ และหลังจากเพื่อนไปแล้ว มันก็สะบัดหางว่ายตามไป
เฉินอิ่งถอนหายใจโล่งอก ทำเครื่องหมายพิกัดและถ่ายรูปจากหลายมุม เผื่อดาวเทียมระบุตำแหน่งพลาด จะได้ใช้ภาพเปรียบเทียบหาตำแหน่งซาลาแมนเดอร์ได้
ตอนที่ทั้งสองตัวพักอยู่ตรงหน้า เฉินอิ่งถ่ายรูปไว้เพียบ
ในฐานะสัตวแพทย์กู้ภัย สิ่งที่เขาขาดแคลนที่สุดไม่ใช่เงิน แต่เป็นพื้นที่จัดเก็บข้อมูล
กลับมาที่ก้นหน้าผา เขาลองดึงเชือกดู ก็ยังต้องปีนกลับทางเดิม
โชคดีที่แม้จะชัน แต่หน้าผาไม่เรียบ มีจุดให้วางเท้าเยอะ แม้จะมีตะไคร่น้ำทำให้ลื่นไปบ้าง และที่แย่คือตรงยอดสุด หินยื่นออกมานิดหน่อย ทำให้ปีนยาก
เต้าเหมยฮวาผูกเชือกนิรภัย เตรียมจะนอนราบเพื่อดึงมือเฉินอิ่ง
แม้แรงเธอจะดี แต่สภาพพื้นที่ไม่อำนวยให้มีแรงส่ง
ทันใดนั้นมือขนปุยก็ยื่นลงมาจากเหนือหัวเธอ คว้าข้อมือเฉินอิ่งไว้
ลิงขาวใหญ่ดูไม่ล่ำบึ้ก แต่แรงเยอะชะมัด
เต้าเหมยฮวากลิ้งหลบให้พื้นที่มัน
ลิงขาวใหญ่ออกแรงดึง ประกอบกับเชือกช่วย ในที่สุดเฉินอิ่งก็ปีนขึ้นมาได้
พอขึ้นมาได้ เขานอนแผ่หรากับพื้น หอบหายใจอยู่พักใหญ่ แล้วลุกขึ้นนั่งกอดลิงขาวใหญ่
“ขอบใจนะ พี่ลิง”
ลิงขาวใหญ่ร้องเจี๊ยก ๆ สองที ยิ้มกว้างจนเห็นฟัน
หลังจากพักไม่กี่นาที สองคนกับอีกหนึ่งตัวก็ตามลำธารกลับ
ครึ่งทางพวกเขาเหมือนจะได้ยินเสียงนกหวีด
“เสียงไต้หวังกับคนอื่น อยู่ทางทิศตะวันตก”
เฉินอิ่งกอดลิงขาวใหญ่ ถามว่าพาไปหาไต้หวังเลยได้ไหม
ลิงขาวใหญ่เกาหัว ร้องเจี๊ยก ๆ ชี้ไปที่ต้นไม้ใหญ่ บอกว่าเดินไปไม่ได้ ต้องโหนต้นไม้ไป
แต่ลิงกระโดดข้ามต้นไม้ได้สบาย ๆ มนุษย์ที่ได้ชื่อว่าเป็นวานรยืนสองขาที่น่าสะพรึงกลัว คืนทักษะปีนต้นไม้ให้บรรพบุรุษไปนานแล้ว
“งั้นฝากรบกวนไปดูหน่อยได้ไหมว่าพวกเขาหลงทางหรือเปล่า แล้วช่วยพาพวกเขากลับไปที่ถ้ำเมื่อคืนทีนะ?”
ลิงขาวใหญ่ส่งเสียงยาวสองครั้ง กระโดดขึ้นต้นไม้ หายวับไปในพริบตา
ในเมื่อไม่มีทางลัดตรงนี้ ทั้งสองจึงเร่งฝีเท้ากลับไปที่ถ้ำก่อนจะมุ่งหน้าไปทางตะวันตก
ที่ปากถ้ำ พวกเขาเจอดร.อิงที่มาถึงก่อนก้าวหนึ่ง
“ไต้หวังกับน้องผู้หญิงอาจตกอยู่ในอันตราย พูดมาแค่สองคำในวิทยุสื่อสาร แล้วก็เงียบไปเลย”
“เราไม่ได้ยินเสียงในวิทยุ แต่ได้ยินเสียงนกหวีดตอนขากลับ ผมให้พี่ลิงไปดูแล้ว คุณสองคนรอที่นี่ ผมจะไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น”
“ให้คุณเต้ารอที่นี่ ผมไปกับคุณ”
ทิ้งของไม่จำเป็นไว้ เฉินอิ่งและดร.อิงวิ่งตามกันไปทางทิศตะวันตก
พวกเขากำหนดกฎไว้ว่าจะทิ้งเครื่องหมายทุก ๆ ห้าเมตร ทั้งเพื่อการกู้ภัยและป้องกันการหลงทาง
ตามเครื่องหมายไปสักพัก เสียงนกหวีดก็ชัดเจนขึ้น
เมื่อไปถึงพวกเขาเห็นเพื่อนร่วมทีมหญิงนั่งอยู่บนพื้น แต่ไม่เห็นไต้หวัง
“เกิดอะไรขึ้น ไต้หวังอยู่ไหน?”
ได้ยินเสียง หญิงสาวเงยหน้าขึ้น ใบหน้ามีรอยขีดข่วน “ไต้หวังตกลงไปค่ะ มองไม่เห็นข้างล่างเลย เรียกแล้วก็ไม่มีเสียงตอบรับ”
เฉินอิ่งและดร.อิงหน้าถอดสี รีบพุ่งเข้าไปนอนราบมองลงไป
“ตกลงไปได้ยังไง?”
“เรามาจากทางนี้ ถึงจุดที่กำหนดแล้วไม่เจอสัตว์ เลยกะจะเดินไปทางใต้อีกยี่สิบเมตร พอมาถึงก็ได้ยินเสียงสัตว์หักกิ่งไม้ เลยเตรียมจะซ่อนหลังหิน ไม่นึกว่าตรงนี้จะเป็นโพรง ทางลาดลงไป”
เฉินอิ่งกวาดตามอง สมองประมวลผลสถานการณ์ตอนนั้นทันที
อาจมีกิ่งไม้พาดปิดปากหลุมไว้ และใบไม้ร่วงทับถม จนมองไม่เห็นหลุมถ้าไม่เหยียบลงไป
พวกเขาแค่โชคร้าย เจอฉากเหมือนในนิยายเปี๊ยบ
ดร.อิงส่องไฟฉายแรงสูงลงไป แล้วเงยหน้าขึ้น สีหน้าไม่สู้ดี
“เป็นทางลาด มีโค้ง ลึกอย่างน้อยห้าเมตร มองไม่เห็นข้างล่างเลย”
“ทำไงดี? ผมหาจุดยึด ผูกเชือกนิรภัย แล้วลงไปดูไหม?”
จะเมินเฉยก็ไม่ได้ แต่ถ้าลงไป จะกลายเป็นซื้อหนึ่งแถมหนึ่งหรือเปล่า?
“ถ้าจะมีใครลงไป ควรเป็นผม ผมเป็นหัวหน้าทีม การช่วยเขาเป็นความรับผิดชอบผม”
“เวลานี้ยังจะมาพูดเรื่องความรับผิดชอบอีกเหรอ? ผมไปเอง ผมเหมาะกับสภาพแวดล้อมแบบนี้มากกว่าคุณ”
ไม่เถียงกันต่อ ทั้งสองรีบหาจุดยึด ผูกเชือก ล็อคห่วงนิรภัย และเฉินอิ่งเตรียมลงไปดูสถานการณ์
ตอนนั้นเองลิงขาวใหญ่ก็กระโดดลงมาจากต้นไม้ คว้าตัวเขาไว้ พลางส่งเสียงร้องและทำท่าทางอยู่นานกว่าเฉินอิ่งจะเข้าใจความหมาย
“แกจะบอกว่ามีทางเข้าถ้ำอื่นเหรอ?”
เฉินอิ่งหรี่ตามองพื้น ความคิดน่ากลัวผุดขึ้นมา
หรือว่าภูเขาทั้งลูกนี้ข้างในกลวงหมด?
เขาเคยไปถ้ำชื่อดังในมณฑลเฉียนที่มีความยาวสำรวจแล้วอย่างน้อยสิบสองกิโลเมตร มีทั้งยอดเขาสูงร้อยเมตรและทะเลสาบในถ้ำ เป็นไปได้ไหมว่าใต้ภูเขานี้มีโลกมหัศจรรย์แบบนั้นซ่อนอยู่?
การสืบสวนต้องอิงตามความเป็นจริง ต้องไปเห็นด้วยตาถึงจะรู้สถานการณ์
ให้เพื่อนร่วมทีมหญิงกลับไปที่จุดพักค้างคืนเพื่อสมทบกับเต้าเหมยฮวา ส่วนเฉินอิ่งและดร.อิงตามลิงขาวใหญ่ไปยังทางเข้าที่มันบอก