- หน้าแรก
- ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น?
- ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น ตอนที่ 455 การตัดสินใจของจินหยา 💸
ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น ตอนที่ 455 การตัดสินใจของจินหยา 💸
ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น ตอนที่ 455 การตัดสินใจของจินหยา 💸
ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น ตอนที่ 455 การตัดสินใจของจินหยา
“สรุปคือ คุณขอให้ผมช่วยแทนที่อาลี่ ไปส่งคุณที่ทะเลสาบจัวหน่าย แล้วเขาค่อยตรงมาเปลี่ยนเวรกับผมที่นั่น?”
“ใช่ค่ะ คุณไม่เต็มใจเหรอ?”
“ไม่ใช่เรื่องเต็มใจไม่เต็มใจ หัวหน้าทีมคุณจะยอมเหรอ?”
“โครงการย่อยนี้เป็นของฉัน ขอแค่ฉันตกลง ก็ไม่มีปัญหาค่ะ แน่นอนว่าข้อแม้คือเขาต้องมาเปลี่ยนเวรที่ทะเลสาบหยาง ไม่อย่างนั้นหัวหน้าทีมไม่ยอมแน่”
ทุกบ้านมีเรื่องด่วน และอาจารย์ของอินลี่ก็รู้จักกับอาจารย์ของหัวหน้าทีม ดังนั้นพวกเขาน่าจะอะลุ่มอล่วยให้กันได้ ตราบใดที่ไม่มากเกินไป คนอื่นคงไม่ว่าอะไร
ถ้าคุณหวังให้คนอื่นทำงานแทนตลอดทริป แล้วคุณแค่ใส่ชื่อตัวเองตอนจบ ใครจะไปยอม? นั่นมันจ้างวานทำวิจัยชัด ๆ ไม่ใช่เหรอ?
ในเมื่อฉินรั่วไป๋บอกว่าโอเค ก็เชื่อเถอะว่าเธอจัดการได้ พิจารณาจากความชอบที่เธอมีต่ออินลี่ เธอคงไม่หักหลังเขาหรอก
อีกอย่างผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุดก็แค่พลาดโอกาสเลื่อนตำแหน่งครั้งนี้
วันรุ่งขึ้นหลังจากอินลี่เดินทางไป เฉินอิ่งพร้อมด้วยฉินรั่วไป๋และนักวิจัยอีกคน พาจินหยา เจ้าจินน้อย และลูกลิงซ์ ลึกเข้าไปในเขตไร้ผู้คน
ร่วมเดินทางไปด้วยคือทีมลาดตระเวนภูเขา
สมาชิกทีมจะอยู่กับพวกเขาจนถึงทะเลสาบจัวหน่าย พักที่อาคารสถานีตรวจวัดชั่วคราวริมทะเลสาบ และออกเดินทางไปยังจุดถัดไปหลังจากสามวัน
เฉินอิ่งไม่เคยมาทะเลสาบจัวหน่ายในฤดูนี้ ทะเลสาบเป็นน้ำแข็ง และประตูถูกทรายปิดตาย
“เราเพิ่งเคลียร์ตรงนี้ไปเมื่อเดือนที่แล้วตอนมาลาดตระเวน ดูสิ ตันอีกแล้ว”
สมาชิกทีมถอนหายใจ หยิบอุปกรณ์ออกมาขุดเนินทรายและเปิดประตูอย่างชำนาญ ภายในห้องก็มีทรายหนาเตอะ
อาศัยช่วงเวลาก่อนค่ำ สมาชิกทีมรีบทำความสะอาดห้อง ปั่นไฟ และก่อไฟทำอาหาร
น้ำได้จากการทุบน้ำแข็งโดยตรง ต้มในหม้อ และเก็บใส่กระติกน้ำร้อน
สมาชิกทีมจะพักกับพวกเขาที่นี่หนึ่งคืน และวันรุ่งขึ้นจะลาดตระเวนต่อตามเส้นทางที่กำหนด ในขณะที่เฉินอิ่งและนักวิจัยสองคนจะพักที่นี่สามคืน
ถ้าฝั่งอินลี่ราบรื่น เขาจะมาสมทบที่ทะเลสาบจัวหน่ายในสามวัน ถ้ายังไม่เห็นเขาตอนจะออกเดินทาง เฉินอิ่งจะไปส่งฉินรั่วไป๋และคนอื่นที่จุดถัดไป
จินหยาและเจ้าจินน้อยพาลูกลิงซ์ออกไปล่าเหยื่อ และคาบกระต่ายป่ากลับมาฝากเฉินอิ่งตัวหนึ่ง
เฉินอิ่งไม่ได้กิน เขาแขวนมันไว้ใต้ชายคาให้แข็งตามธรรมชาติเพื่อถนอมอาหาร
เผื่ออาหารขาดแคลน จะได้เอาไว้เลี้ยงแมวสามตัว
ยังไงซะ ฤดูนี้มีสัตว์เล็ก ๆ หากินรอบทะเลสาบจัวหน่ายน้อยมาก จินหยาและเจ้าจินน้อยต้องพาลูกลิงซ์ไปไกลเพื่อหารังกระต่าย และกลับมาโดยที่ยังไม่อิ่มท้องนัก
ตอนกลางคืนอุณหภูมิระหว่างลบสามสิบถึงสี่สิบองศา พวกมันคงหนาวตายถ้าอยู่ข้างนอก
ก่อนพวกมันเข้ามา เฉินอิ่งเตรียมถุงนอนอุ่น ๆ ไว้ให้
สามตัวเบียดกันนอนข้าง ๆ ฉินรั่วไป๋ ให้ความอบอุ่นแก่เธอ
ในที่แบบนี้อย่ามาพูดเรื่องแยกชายหญิง ทุกคนนอนห้องเดียวกัน ต่างคนต่างมีถุงนอน แค่แบ่งฝั่งซ้ายขวา
เช้าวันรุ่งขึ้นนักวิจัยอีกคนจะเปิดประตูออกไปข้างนอก แต่เฉินอิ่งห้ามไว้
“ทำไมครับ? เปิดประตูไม่ได้เหรอ?”
“ดูเหมือนมีตัวอะไรเฝ้าอยู่ข้างนอก” เฉินอิ่งเดินไปที่หน้าต่าง เลิกม่านกันลมขึ้นดูแวบหนึ่ง เห็นแค่ขาขนปุย
“น่าจะเป็นหมีสีน้ำตาลทิเบต ระวังตัวด้วย เดี๋ยวผมไปดูเอง”
เฉินอิ่งปีนออกทางหน้าต่างด้านข้าง โดยไม่ผ่านประตูหน้า ค่อย ๆ ย่องไปใกล้ประตูหลัก
หมีสีน้ำตาลทิเบตตัวหนึ่งนอนอยู่ที่ประตู เลียปากแผล็บ ๆ
เมื่อเฉินอิ่งเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นว่ากระต่ายใต้ชายคาหายไปแล้ว น่าจะลงไปอยู่ในท้องมันเรียบร้อย
ฤดูนี้หมีสีน้ำตาลทิเบตไม่น่าจะตื่นจากการจำศีลเต็มที่ และขอบเขตหากินน่าจะอยู่แถวหุบเขา เฉพาะตอนที่ละมั่งทิเบตอพยพมาผสมพันธุ์ที่นี่ สัตว์กินเนื้ออื่น ๆ ถึงจะตามมา
ไม่นึกเลยว่าก่อนพฤษภาคม จะมีหมีสีน้ำตาลทิเบตหากินอยู่แถวทะเลสาบจัวหน่ายแล้ว
หมีตัวนี้ดูหน้าตาไม่คุ้น เป็นตัวผู้ จากการประเมินของเฉินอิ่ง น่าจะเพิ่งโตเต็มวัยไม่นาน ใช้ชีวิตหน้าหนาวแรกตามลำพังหลังจากแยกจากแม่
มันอาจจะไม่ได้จำศีล หรือถูกรบกวนระหว่างจำศีลเลยตื่นเร็ว
อย่างไรก็ตามการที่เจ้านี่เลือกมาหากินในเขตไร้ผู้คนลึกขนาดนี้ แสดงว่ายังขาดประสบการณ์ชีวิต
เฉินอิ่งกระโดดขึ้นรถ สตาร์ทเครื่อง เสียงเครื่องยนต์ปลุกหมีให้ตื่น มันลุกขึ้นมองรถเฉินอิ่ง แยกเขี้ยว และวิ่งเข้าใส่รถ
เฉินอิ่งขับรถล่อมมันออกไป และเจอฝูงลาป่าทิเบตทางทิศตะวันตก
หมีสีน้ำตาลดูเหมือนจะสังเกตเห็นฝูงลาเช่นกัน มันหยุดมองรถ แล้วมองลาป่า สุดท้ายตัดสินใจวิ่งไปหาลาป่าอย่างเด็ดขาด
โดยปกติหมีสีน้ำตาลทิเบตจะล่ากระต่ายป่าและกระรอกดินโดยการขุดรู นาน ๆ ทีถึงจะล่าสัตว์กีบและลูกของพวกมันเมื่อหิวจัด ๆ เท่านั้น
หมีตัวนี้คงไม่ได้กินอะไรมากนักตั้งแต่ตื่นมาจากทางตะวันออก ดูผอมกว่าหมีช่วงฤดูใบไม้ร่วงมาก น่าจะหนังหุ้มกระดูกภายใต้ขนหนา ๆ นั่น
ไม่มัวดูหมีล่าเหยื่อ เขาต้องกลับไปที่สถานีสังเกตการณ์เพื่อให้แน่ใจว่านักวิจัยสองคนปลอดภัย
เขาจอดรถขวางทางเข้า เหลือช่องว่างแค่พอให้คนเบียดตัวผ่านได้ เพื่อป้องกันหมีบุกรุกเข้ามาอีก
ตอนออกไปเก็บตัวอย่าง เฉินอิ่งเรียกเจ้าจินน้อยไปด้วย
จินหยาพาลูกลิงซ์ไปหารูกระรอกดินและกระต่าย
ในฤดูที่น้ำแข็งยังไม่ละลาย การขุดรูก็เป็นงานยาก ต้องเดินไปไกลห่างจากแหล่งน้ำเพื่อหาที่ที่สัตว์ซ่อนอาหาร
กว่าจะเก็บตัวอย่างครบและกลับมาที่สถานีสังเกตการณ์ก็เกือบเที่ยง จินหยาและลูกลิงซ์กลับมาพร้อมเหยื่อ เป็นลาป่าครึ่งตัวที่กินเหลือ
“เราเจอมัน หมีฆ่าไปเยอะและกำลังกินอยู่ เราเข้าไปขอกินด้วยสองสามคำ มันไม่ว่าอะไร เราสองตัวเลยลากซากที่เหลือกลับมา”
จินหยายุให้เจ้าจินน้อยรีบกิน การที่อากาศหนาวทำให้สูญเสียพลังงานมากเกินไป และจะทนอุณหภูมิบ้า ๆ นี้ไม่ได้ถ้าไม่กินเยอะ ๆ
แมวสามตัวกินลาครึ่งตัวนี้หมด ซึ่งพอให้พวกมันอยู่ได้สองสามวันโดยไม่ต้องออกไปหาอาหาร
เฉินอิ่งโยนเศษซากที่เหลือไปไกล ๆ ถ้ามันดึงดูดสัตว์กินเนื้ออื่นมา อาจเพิ่มความอันตรายได้
สิ่งที่เฉินอิ่งไม่คาดคิดคือ ตกเย็นหมีตัวนั้นกลับมาอีก แถมยังเอาอาหารมาด้วย
มันตบฝากระโปรงรถอย่างไม่พอใจ ร้องโหยหวนพยายามผลักรถ แต่พอดันไม่ไป ก็จะเบียดตัวเข้ามา
เฉินอิ่งกลัวเลยบอกให้ฉินรั่วไป๋และนักวิจัยอีกคนซ่อนในห้อง ส่วนเขาคว้าไม้หน้าสาม เดินผ่านไป และถอยรถออกนิดหน่อย
หมีสีน้ำตาลนอนบนฝากระโปรงจ้องเขาอยู่อย่างน้อยห้านาที ก่อนจะส่ายหัว ลากอาหารเข้ามาในลาน และเดินช้า ๆ ไปนั่งที่มุมคอกสัตว์ว่างเปล่า โดยอาหารทิ้งไว้ข้างตัว มันหาว ขดตัว และกลิ้งไปบนกองฟาง หลับปุ๋ยไปทันที
“หมีตัวนี้เข้าสังคมเก่งโดยธรรมชาติแฮะ”
นักวิจัยสองคนมองหน้ากันเล่น “มุกฝืด” แก้เก้อ
ฉินรั่วไป๋ไม่ตอบ เธอมองออกไปนอกหน้าต่างเห็นเฉินอิ่งนั่งยอง ๆ ข้างคอก ตรวจดูซากลาป่าพอดี
“ลาป่าทิเบตย้ายเข้ามาในทุ่งหญ้าใกล้เคียงแล้วในฤดูกาลนี้ แสดงว่าสภาพแวดล้อมทางนิเวศที่นี่ค่อย ๆ เหมาะสมสำหรับการอยู่อาศัยของพวกมัน ปีนี้ภูมิอากาศที่อื่นผิดปกติ และไม่แน่ว่าพื้นที่ทะเลสาบจัวหน่ายจะได้รับผลกระทบไหม”
พวกเขาศึกษานิเวศวิทยาตามธรรมชาติ ปัญหาเล็กน้อยที่ดูไม่สะดุดตาเหล่านี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง
“บันทึกไว้แล้ว ฉันเช็คข้อมูลเก่า การปรากฏตัวเร็วที่สุดของหมีสีน้ำตาลทิเบตในบริเวณนี้คือกลางถึงปลายเดือนพฤษภาคม ซึ่งตรงกับฤดูผสมพันธุ์ที่คึกคักกว่าของพวกมัน ไม่ชัดเจนว่าหมีหนุ่มตัวนี้มาโผล่ที่นี่โดยบังเอิญ หรือมีหมีตัวอื่นเข้ามาในภูมิภาคนี้ด้วย เราต้องขยายขอบเขตการสังเกตเพื่อเก็บข้อมูลเพิ่ม”
ขณะหารือกัน เฉินอิ่งเดินมาเปิดประตู
“ลาป่าทิเบตถูกฆ่าด้วยอุ้งตีนหมี หมีตัวนี้ดูไม่ทรงพลัง แต่แรงของมันอาจไม่สัมพันธ์กับขนาดตัว อยากบันทึกข้อมูลมันไหม?”
“แน่นอนค่ะ แต่ทำได้เหรอคะ?”
“เดี๋ยวผมลองดู” เฉินอิ่งพูดพลางหยิบกระเป๋าเครื่องมือแพทย์
ครั้งนี้เขาพกอุปกรณ์มาเพียบ รวมถึงห้อง ICU เคลื่อนที่ เผื่อต้องใช้อุปกรณ์ฉุกเฉินและยา
ท้ายที่สุดนี่คือพื้นที่ “สามไม่มี[1]” ทุกอย่างต้องพึ่งตัวเอง
ฉินรั่วไป๋และนักวิจัยนั่งยอง ๆ ที่ประตู ขณะที่เฉินอิ่งใช้สายวัดวัดความสูงของหมีสีน้ำตาล
น้ำหนักวัดไม่ได้แน่ ๆ แต่เลือดเก็บใส่ในอุปกรณ์เฉพาะในรถได้ชั่วคราว
เห็นเฉินอิ่งงัดปากหมีเพื่อตรวจฟันโดยไม่ลังเล ฉินรั่วไป๋หน้าซีด ปลายนิ้วที่จับปากกาขาวซีด
“หมอเฉินคนนี้บ้าดีเดือดชะมัด” นักวิจัยนิเวศวิทยาตาเบิกกว้าง ลูบคางตัวเองโดยไม่รู้ตัว
นอกจากฟัน เฉินอิ่งยังตรวจขาและกรงเล็บของหมีด้วย
ถ้ามันข่วนนิดเดียวด้วยกรงเล็บคมกริบนั่น เฉินอิ่งไปสวรรค์แน่
แต่หมีตัวนี้แปลก ทั้งที่โดนวุ่นวายขนาดนั้นก็ไม่ตื่น แค่ส่งเสียงครางครืดคราดนิดหน่อย ไม่สนการกระทำของเฉินอิ่งเลย
หลังจากวัดทุกอย่างที่วัดได้ เฉินอิ่งบีบน้ำผึ้งเข้าปากมัน
เจ้าตัวโตในที่สุดก็ลืมตามาดู
ส่วนเฉินอิ่งก็หยิบผลไม้ที่เตรียมไว้ออกมา ผ่าซีก ทาน้ำผึ้ง ยัดเข้าปากหมี แล้วให้มันถืออีกครึ่งซีกไว้
“กินเสร็จก็นอนต่อซะ อย่ามาหลอกคนเล่น เข้าใจไหม?”
“ฮึม ฮึม ฮึม ฮืม ฮืม” หมีส่งเสียงงึมงำในลำคอ เปลี่ยนท่านอนหงายกินผลไม้
จินหยาถูกประกบด้วยเจ้าจินน้อยและลูกลิงซ์ ทั้งสามนั่งบนหลังคารถดูเฉินอิ่งจัดการหมี
ขณะดูจินหยาจู่ ๆ ก็ถอนหายใจ “หมีตัวนี้น่าเกลียดชะมัด หมีขาวดำสวยกว่า พอกลับไปเราจะได้เจอหมีขาวดำอีกไหมนะ?”
เจ้าจินน้อยไม่ตอบ นั่งยอง ๆ ท่าชาวไร่
จินหยาเหลือบมองมัน ดูเหมือนจะรู้ว่ามันผิดหวัง
“ถ้านายอยากไปภูเขานั้น นายไปคนเดียวก็ได้ ฉันจะพาลูกกลับเอง”
จินหยานอนลง ก้มหน้าเลียปลายอุ้งเท้า
“ฉันชอบสัตว์สองขา เหมือนเอ๋อหนิว ฉันไม่ชอบที่ที่ไม่มีพวกเขา”
ลมหายใจของเจ้าจินน้อยเหมือนจะสะดุดไปชั่วขณะ และผ่านไปนานมันก็กระโดดลงจากรถแล้ววิ่งออกไป
ลูกลิงซ์ไม่กล้าส่งเสียง รู้สึกว่าถ้าส่งเสียงดัง ต้องโดนตบเละแน่
อย่างไรก็ตามมันตัดสินใจแล้วว่าแม่ไปไหน มันไปด้วย แม้จะดูแลป้าเอ๋อหนิวไม่ได้เหมือนพี่ ๆ น้อง ๆ ที่บ้านป้าเอ๋อหนิว แต่มันจะอยู่เป็นเพื่อนแม่และทำให้แม่มีความสุข
วลีนั้นของพวกสัตว์สองขาว่าไงนะ? ประมาณว่า “เราเน้นแค่การอยู่เคียงข้าง” หรือเปล่านะ?
[1] ไม่มีสัญญาณ ไม่มีคน ไม่มีสิ่งอำนวยความสะดวก