- หน้าแรก
- ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น?
- ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น ตอนที่ 390 ผักกาดขาวน้อยฉ่ำน้ำของเรา! 💸
ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น ตอนที่ 390 ผักกาดขาวน้อยฉ่ำน้ำของเรา! 💸
ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น ตอนที่ 390 ผักกาดขาวน้อยฉ่ำน้ำของเรา! 💸
ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น ตอนที่ 390 ผักกาดขาวน้อยฉ่ำน้ำของเรา!
ข้างหน้ามีซากละมั่งทิเบตสี่ห้าตัวนอนเกลื่อน หมีสีน้ำตาลลากซากตัวหนึ่งไปข้าง ๆ และกินอย่างตะกละตะกลาม
อีกด้านหนึ่งแม่เสือดาวหิมะกับลูกสองตัวกำลังกินไปพลางเฝ้าระวังภัยรอบข้างไปพลาง ลูกสองตัวก้มหน้าก้มตากินไม่เงยหัวเลย
ดูจากขนาด น่าจะเป็นลูกเสือดาวหิมะที่เกิดปีที่แล้ว อายุยังไม่ถึงขวบ ยังต้องอยู่กับแม่เพื่อเรียนรู้ทักษะเอาตัวรอด
นอกจากฉากนี้ยังมีแร้งจำนวนมากอยู่ใกล้ ๆ จ้องมองซากละมั่งที่เหลือด้วยความหิวกระหาย
สถานการณ์นี้ไม่เหมือนฝีมือเสือดาวหิมะหรือหมีสีน้ำตาล อินลี่อุปกรณ์ครบมือ พร้อมจะเข้าไปตรวจสอบ ถ้าละมั่งตายด้วยโรคหรือสาเหตุอื่น ไม่ควรให้สัตว์ป่าอื่นกิน ซึ่งจะก่อความเสียหายที่แก้ไขไม่ได้
คนหลายคนจากรถคันอื่นในขบวนก็ลงมา แม้แต่เสี่ยวซ่ง พร้อมกระเป๋าพยาบาลก็เตรียมลง
เฉินอิ่งหยุดเธอไว้ แย่งกระเป๋าพยาบาลมาถือเอง
“ต้วนอู้หลิน นายขับรถ เสี่ยวซ่งอย่าไป รอในรถ”
“พี่อิ่ง หนูทำได้ค่ะ”
“ทำได้อะไร ถ้าฉันไม่อยู่ เธอค่อยไป นั่นงานเธอ แต่ในเมื่อฉันอยู่ ยังไม่ถึงตาเธอ”
เสี่ยวซ่งปล่อยมือจากกระเป๋าเงียบ ๆ
เฉินอิ่งรีบตามอินลี่ไป และแจกหน้ากากป้องกันและถุงมือให้ลูกทีม
“ฉันไปก่อน พวกนายค่อย ๆ ตามมา ดูสัญญาณฉันก่อนค่อยลงมือ”
เผชิญหน้ากับหมีสีน้ำตาลทิเบตที่เพิ่งออกจากจำศีลและแม่เสือดาวหิมะลูกอ่อน ประมาทไม่ได้เด็ดขาด
เฉินอิ่งไม่ได้เริ่มด้วยการท้าทายสองนักล่าระดับท็อป เขาเดินไปที่ซากละมั่งที่ถูกแร้งจิกกินบางส่วน
หลังสังเกตครู่หนึ่ง เขายืนยันว่าละมั่งตายเพราะรอยกรงเล็บ
หลังจากนั้นเขาก็เช็กทีละตัว ปรากฏว่าทุกตัวถูกฆ่าโดยสัตว์กินเนื้อขนาดใหญ่
สัตว์อะไรฆ่าละมั่งทิเบตได้ทีละเยอะขนาดนี้? แล้วละมั่งไม่วิ่งหนีเหรอ ยืนรอให้ฆ่าหรือไง?
ถ้าไม่ใช่นักล่าที่ดุร้ายมาก ก็ต้องเป็นฝูงนักล่าที่สังหารหมู่แบบนี้ ในบรรดาแมวยักษ์ระดับท็อป มีแค่สิงโตที่ล่าเป็นฝูง แมวใหญ่ชนิดอื่นมักล่าเดี่ยว
ต่อให้เป็นการฆ่าเกินความจำเป็นก็ยากที่จะจัดการละมั่งตัวใหญ่ขนาดนี้ต่อเนื่องกัน
ดูจากการกระจายตัวของเหยื่อ ถ้าซากไม่ถูกย้ายหลังตาย ระยะห่างระหว่างพวกมันไม่มาก บ่งบอกว่าละมั่งน่าจะตายเวลาไล่เลี่ยกัน
แม่เสือดาวหิมะมองมือเฉินอิ่งด้วยสายตาเย็นชา เพื่อให้แน่ใจว่าเขาไม่ขโมยอาหารของเธอกับลูก ก่อนจะสะบัดหางยาวฟาดเข่าเขาเหมือนไล่ให้รีบไป
เฉินอิ่งค่อย ๆ ถอยออกมา พอถึงระยะปลอดภัย เขาหันไปมองหมีสีน้ำตาลที่อยู่ไกลออกไป
เขาไม่ได้เช็กซากละมั่งตัวนั้น เพราะเขาไม่กล้าไปยั่วยุหมีที่หิวโซหลังจำศีลมาทั้งหนาว
เฉินอิ่งเก็บตัวอย่าง ถ่ายรูป และเมื่องานเสร็จ ทุกคนก็กลับขึ้นรถ
“พี่อิ่ง เราอาจต้องตั้งแคมป์เร็วหน่อยที่นี่ แม้ละมั่งพวกนี้ดูเหมือนจะไม่ได้ตายเพราะโรค แต่เหตุการณ์แบบนี้หายากเกินไป เราต้องหาสาเหตุให้เจอ”
เฉินอิ่งเข้าใจว่าแค่เพราะเอ๋อหนิวไม่ได้อยู่ในอันตรายทันที พวกเขาก็ไม่ควรละเลยอันตรายอื่น
ทางอารมณ์มันทรมานใจนิดหน่อย แต่เหตุผลบอกเขาว่าอินลี่ทำถูกแล้ว
จุดตั้งแคมป์อยู่ไม่ไกลจากซากละมั่ง พิงเนินเขา ช่วยบังลมหนาวได้บ้าง
เขายืนบนหลังคารถใช้กล้องส่องทางไกล มองเห็นพฤติกรรมการกินของเสือดาวหิมะสามตัวและหมีสีน้ำตาลชัดเจน
หมีสีน้ำตาลไปก่อน เอาเนื้อที่เหลือติดมือไปด้วย
งานวิจัยบอกว่าหมีสีน้ำตาลทิเบตมีนิสัยกักตุนอาหาร แม้พวกมันมักจะลืมว่าซ่อนไว้ไหนก็ตาม
ส่วนแม่เสือดาวหิมะและลูก ๆ ยัดทะนานอย่างตะกละตะกลาม ย้ายไปกินซากถัดไปเมื่อตัวแรกไม่พอ
ปกติหลังมื้อใหญ่เสือดาวหิมะอยู่ได้เป็นสัปดาห์โดยไม่ต้องล่า และถ้าอยากกินของว่าง ก็มีกระต่ายกับกระรอกดิน
เสือดาวหิมะสามตัวกินต่อจนดึกดื่นก่อนจะค่อย ๆ จากไป
หลังจากนั้นพวกกินซากก็เริ่มงานเลี้ยงของพวกมัน
เฉินอิ่งยืมโดรนจากอินลี่ บังคับไปทางทิศที่เขาคาดเดาสองรอบ แต่ยังไม่เห็นเป้าหมาย
ต้วนอู้หลินเดินเข้ามา “พี่อิ่ง ไม่ต้องห่วง ผมเชื่อว่าเอ๋อหนิวจะปลอดภัย มันเป็นทูตของเทพธิดาภูเขาหิมะนะ”
เฉินอิ่งชำเลืองมองเขา ส่ายหัวพร้อมหัวเราะเบา ๆ
เขาเข้าใจ แต่ก็อดห่วงไม่ได้
หลังตีหนึ่ง สภาพอากาศเปลี่ยนกะทันหัน ลมกรรโชกแรงผสมลูกเห็บกระหน่ำลงมาอย่างบ้าคลั่ง
ตอนที่เต็นท์แทบจะต้านทานไม่ไหว ลมก็เริ่มเบาลง
พอลูกเห็บหยุด ทุกคนค่อย ๆ รูดซิปประตูเต็นท์ ก้อนน้ำแข็งกลิ้งเข้ามาเสียงดังเกรียวกราว
ก้อนใหญ่ขนาดไข่นกกระทา ก้อนเล็กสุดก็ประมาณถั่วลิสง
“โชคดีที่ลูกเห็บรอบนี้ลูกเล็ก ถ้าใหญ่กว่านี้ เต็นท์คงพังยับ”
สมาชิกทีมลาดตระเวนภูเขา เหล่าหยางกอบลูกเห็บขึ้นมาเต็มกำมือและถอนหายใจ “ปีนั้น ตอนผมยังอยู่สำนักงานพิทักษ์เก่า ออกไปกับกัปตัน เจอลูกเห็บเหมือนกัน”
“คุณพระช่วย ลูกเห็บพวกนั้นใหญ่เท่าลูกปิงปอง และแม้แต่ก้อนเล็กก็เท่าหัวแม่มือ สิบนาทีเต็นท์เราพังยับ แม้แต่กระจกรถก็แตก ถ้าสถานีไม่เป็นห่วงและออกมาตามหา เราคงติดแหง็กอยู่ในเขตไร้ผู้คนแล้ว”
เฉินอิ่งฟังเขาคุยกัน ปีนขึ้นไปบนหลังคารถเพื่อดูรอบ ๆ อีกครั้ง
ทันทีที่ลุกขึ้น ยังยืนไม่มั่นคง เขาเห็นเสือดาวตัวหนึ่งคลานออกมาจากใต้ท้องรถข้าง ๆ
“อู๊ว สัตว์สองขา มาตามหาหนูเหรอ?” เสือดาวอยู่ในสภาพมอมแมม สวมปลอกคอที่คอ
ทันใดนั้นน้ำตาคลอเบ้าตาเฉินอิ่ง เขาตะเกียกตะกายลงจากรถ กอดเอ๋อหนิวแน่น
เขาลูบเธอตั้งแต่หัวจรดหาง
จริงด้วย ท้องเอ๋อหนิวใหญ่กว่าเมื่อก่อนมาก
ได้ยินเสียงความวุ่นวาย อินลี่รีบออกมาดู และเมื่อเห็นเอ๋อหนิวก็อดไม่ได้ที่จะพุ่งเข้าไปขยี้ตัวเธอแรง ๆ
“ยัยเสือดาวโง่ ไปมุดหัวอยู่ที่ไหนมาตั้งหลายวัน? หาไม่เจอเลย รู้ไหมว่าเป็นห่วงแค่ไหน?”
เอ๋อหนิวไม่ค่อยเข้าใจคำพูดอินลี่ แต่ไม่เป็นไร สัตว์สองขาตัวนี้ใจดี และจะทำรังอุ่น ๆ ให้ พร้อมอาหารอร่อย ๆ
เอ๋อหนิวส่ายหัวเบา ๆ และเลียหลังมืออินลี่อย่างอ่อนโยน
ความสากของลิ้นเธอทำให้อินลี่รู้สึกว่านี่คือความจริง
“เร็ว เข้ามาข้างใน ข้างนอกหนาว และเธอกำลังท้อง”
เอ๋อหนิวเดินเข้าเต็นท์ ซึ่งอึดอัดนิดหน่อยสำหรับเธอเพราะคนเยอะ
เฉินอิ่งพาเธอไปที่มุมให้เธอนอนลงข้างใน ส่วนเขานั่งบังข้างนอก กันสายตาคนอื่น
เสี่ยวซ่งเตรียมเครื่องอัลตราซาวด์พร้อมแล้ว ชาร์จเต็มที่พร้อมตรวจ
“ว้าว เอ๋อหนิวของเราเก่งจัง มีเจ้าตัวเล็กสี่ตัวในท้องเหรอเนี่ย?”
อินลี่ดูอย่างตื่นเต้นอยู่ข้าง ๆ ดีใจที่เอ๋อหนิวจะมีลูกเยอะขนาดนี้
แต่สีหน้าเฉินอิ่งและเสี่ยวซ่งไม่ดีนัก และต้วนอู้หลินก็เข้ามาดูอาการลูกเสืออย่างละเอียดด้วย
“ผมดูเอง ลูกตัวนี้อาจมีปัญหา” ต้วนอู้หลินรับหัวตรวจมาทำต่อ
“ตอนนี้เห็นชัดเจนสี่ตัว แต่มีแค่สองตัวที่พัฒนาการร่างกายปกติ อีกสองตัวเล็กกว่า”
เสือดาวหิมะปกติมีลูกทีละ 2-3 ตัว นาน ๆ ทีจะมี 4 หรือ 5 ตัว แต่แทบไม่มีบันทึกว่ารอดทั้งหมด
จากที่เฉินอิ่งและทีมงานเคยเห็นเสือดาวหิมะกับลูก อย่างมากก็เห็นสามตัว และโดยทั่วไปมีแค่สองตัว
สภาพร่างกายเอ๋อหนิวไม่ค่อยดีตั้งแต่ต้น เพราะมีความบกพร่องแต่กำเนิดเยอะเกินไป ซึ่งบำรุงทีหลังก็ชดเชยไม่ได้ทั้งหมด
ยิ่งไปกว่านั้นในสถานการณ์ปกติ ก่อนคลอดตัวผู้จะอยู่ใกล้ ๆ คอยหาอาหารให้แม่และลูกที่ล่าลำบากในช่วงท้ายของการตั้งท้อง ตัวผู้จะไปก็ต่อเมื่อลูกเสือดาวหย่านมและเขาเข้าสู่ฤดูผสมพันธุ์
แต่เฉินอิ่งสังเกตดีแล้ว นอกจากเอ๋อหนิว ไม่มีร่องรอยเสือดาวตัวผู้อยู่ใกล้ ๆ ซึ่งหมายความว่าหลังจากเอ๋อหนิวท้อง เธอต้องพึ่งพาตัวเองในการล่า
ด้วยลูกเยอะขนาดนี้ การล่าย่อมยากลำบาก สัตว์เล็กอย่างกระต่ายและกระรอกดินไม่พอให้สารอาหารที่เธอต้องการแน่
ยิ่งคิดเฉินอิ่งยิ่งโกรธ ตาแดงก่ำ อยากจะฉีกอกไอ้หมูป่า[1]ที่มาพัง “แปลงผัก[2]” ของเขา
แต่ปัญหาคือ เขายังไม่รู้เลยว่าไอ้หมูตัวไหนมาขุด “ผักกาดขาวน้อย” ของเขาไป!
เวรเอ๊ย ยิ่งคิดยิ่งแค้น!
เอ๋อหนิวดูเหมือนจะสัมผัสความโกรธของเฉินอิ่งได้ วางอุ้งเท้าเบา ๆ บนหลังมือเขา ดวงตาใสซื่อบริสุทธิ์มองเขาอย่างเรียบง่าย มุมปากยกขึ้นเล็กน้อย เหมือนเปี่ยมไปด้วยความสุข
“ลูกรัก ทำไมหนูโง่แบบนี้?”
เฉินอิ่งประคองหัวโต ๆ ของเธอและเอาหน้าผากชนเบา ๆ
“กลับไปกับพ่อเถอะ พ่อจะดูแลหนูจนกว่าลูกจะคลอด”
เฉินอิ่งยังอยากลองดูว่าจะขอย้ายเอ๋อหนิวไปปล่อยที่ภูเขาหิมะร่องหุบเขาเจียมู่ได้ไหม จะได้ไม่ต้องแยกจากกันทีละหลายเดือน
หลังจากเจอเอ๋อหนิว เฉินอิ่งคิดแต่เรื่องบำรุงสารอาหารให้เธอ แต่ปัญหาก็เกิดอีก
งานลาดตระเวนภูเขาเสร็จไม่ถึงสองในสาม และพวกเขาถอนตัวตอนนี้ไม่ได้ แต่ถ้ามีเอ๋อหนิวไปด้วย การล่าเหยื่อเป็นปัญหาใหญ่
เสือดาวหิมะล่าละมั่งทิเบตได้ แต่พวกเขาล่าไม่ได้ ดังนั้นการแก้ปัญหาอาหารเอ๋อหนิวกลายเป็นความท้าทายใหญ่ของทีมลาดตระเวนภูเขา
เอ๋อหนิวดูไม่เดือดร้อนเท่าไหร่และไม่แสดงท่าทีจะล่าเหยื่อตลอดวันถัดมา
เฉินอิ่งและทีมงานทึกทักว่าเธอคงกินอิ่มมาก่อนหน้านี้และอยู่ได้สักวันสองวัน
ปกติเสือดาวหิมะกินมื้อเดียวอยู่ได้ห้าวัน ในเมื่อเป็นเสือดาวท้อง บางทีอาจจะอยู่ได้สักสามวัน?
ถ้าเธอกินแต่กระต่ายและกระรอกดินมาก่อนหน้านี้ คงอยู่ไม่ถึงสามวัน และน่าจะต้องล่าวันเว้นวัน
เย็นวันถัดมา เฉินอิ่งกำลังคิดว่าจะช่วยจับกระต่ายป่าสองสามตัวมาให้เอ๋อหนิวดีไหม สมาชิกทีมลาดตระเวนที่รับผิดชอบเฝ้ายามก็ส่งสัญญาณเตือน สัตว์ร้ายกำลังใกล้เข้ามา!
[1] ตัวผู้
[2] ลูกสาว