- หน้าแรก
- ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น?
- ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น ตอนที่ 365 ขาใหญ่ประจำร่องหุบเขาเจียมู่ จะเป็นใครไปได้นอกจากจินหยา 💸
ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น ตอนที่ 365 ขาใหญ่ประจำร่องหุบเขาเจียมู่ จะเป็นใครไปได้นอกจากจินหยา 💸
ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น ตอนที่ 365 ขาใหญ่ประจำร่องหุบเขาเจียมู่ จะเป็นใครไปได้นอกจากจินหยา 💸
ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น ตอนที่ 365 ขาใหญ่ประจำร่องหุบเขาเจียมู่ จะเป็นใครไปได้นอกจากจินหยา
เสียงของจินเหยียนทำให้ลูกเสือตัวใหญ่ตกใจ มันอ้าปากค้าง ไม่กล้าหุบ และสีหน้าที่เงยขึ้นมองเสี่ยวเซินก็เหมือนจะร้องไห้
เสี่ยวเซินทั้งขำทั้งสงสาร ยื่นมือไปหาลูกเสือ มันก็รีบทิ้งจินเหยียนแล้ววิ่งมาหาเสี่ยวเซินทันที
ตัวอ้วนกลมของมันยังสั่นเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่ากลัวจินเหยียนจริง ๆ
มันยังแยกแยะไม่ค่อยออกว่าใครคือเพื่อนเล่น อาจเป็นเพราะช่วงนี้มีเพื่อนตัวเล็ก ๆ เล่นด้วยกันเยอะ พอเห็นขนาดตัวของจินเหยียน มันเลยทึกทักเอาเองว่าเป็นเพื่อนเล่นใหม่
จินเหยียนก็กลัวเหมือนกัน เธอนอนราบกับพื้นไม่กล้าขยับ จนกระทั่งม่านม่านเข้ามา เธอถึงกอดม่านม่านและค่อย ๆ สงบลง
เฉินอิ่งไม่ได้ตั้งใจจะทำให้มันตกใจขนาดนั้น เห็นแบบนี้เขาเลยอุ้มทั้งคู่ลงไปข้างล่างและวางบนโต๊ะ
“ทีนี้เข้าใจหรือยังว่าทำไมฉันถึงไม่อยากให้พวกเธออยู่ต่อ? ลูกเสือยังไม่รู้กำลังตัวเอง และพอมันโตขึ้น การมีอยู่ของพวกมันจะยิ่งน่าอึดอัด เธอจะพักผ่อนไม่สบาย และนั่นอาจกระทบถึงลูกในท้องด้วย”
“กลับลงไปข้างล่างก่อนนะ คลอดแล้ว พอลูกโตขึ้นอีกนิด ค่อยพากลับมาอยู่ที่ภูเขา โอเคไหม? ถึงตอนนั้น ฉันจะจัดป่าไผ่แยกต่างหากให้เธอกับม่านม่านพาลูก ๆ ขึ้นมาอยู่”
จินเหยียนเด็กดีกระซิบกระซาบกับม่านม่านสักพัก ก็ตกลงกลับไปที่ศูนย์แพนด้า
แม้จินเหยียนจะมีมาดพี่ใหญ่ แต่เธอก็ชอบม่านม่านจริง ๆ และยอมสละอิสระบางส่วนเพื่อม่านม่านได้
ความจริงแพนด้าแดงที่ศูนย์แพนด้าก็เลี้ยงแบบปล่อย แค่จำกัดอยู่ในพื้นที่ของศูนย์
ตั้งแต่ยอดเขาจดตีนเขา มีสนามเด็กเล่นเสริมทักษะสร้างไว้ให้พวกมันมากมาย พร้อมหอพักแพนด้าแดงสวยงาม
ในวันลมแรงหรือฝนตก แพนด้าแดงจะซ่อนตัวในหอพัก มองวิวข้างนอกผ่านหน้าต่างใส พลางเคี้ยวผลไม้หวานฉ่ำ สบายกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว
ต่อหน้าจินเหยียน เฉินอิ่งติดต่อผู้ดูแลส่วนแพนด้าแดงที่ศูนย์แพนด้า
พอได้ยินว่าจินเหยียนอาจจะท้อง ผู้ดูแลดีใจยกใหญ่และบอกว่าจะขึ้นมารับ
“ม่านม่านด้วยครับ ต้องตรวจหัวใจอย่างละเอียด ผมสแกนเบื้องต้นด้วยอัลตราซาวด์แล้วและส่งผลเข้ากลุ่ม รบกวนอาจารย์หม่าช่วยดูหน่อยนะครับ”
“ไม่มีปัญหา เราเก็บข้อมูลสุขภาพของม่านม่านไว้อยู่แล้ว แค่ต้องเอามาเทียบกัน งั้นผมจะให้คนจัดที่เงียบ ๆ ให้จินเหยียนก่อน และถ้าคอนเฟิร์มว่าท้องจริง เราจะย้ายไปห้องคลอด”
“อาจารย์หม่าจัดการได้เลยครับ อ้อ ผมบันทึกนิสัยการกินของจินเหยียนไว้ในคลังข้อมูลแล้ว อาจารย์ดึงข้อมูลจากฐานข้อมูลหลังบ้านเราได้เลยครับ”
หลังจากประสานงานกับอาจารย์หม่าเรื่องย้ายจินเหยียนและม่านม่านลงจากเขา เฉินอิ่งยื่นนิ้วไปเกาคางจินเหยียนเบา ๆ ทำให้แพนด้าแดงละลายกลายเป็นของเหลว
ม่านม่านที่กำลังกินชิ้นแอปเปิลอยู่ข้าง ๆ เห็นจินเหยียนนอนลง ก็ขยับมาซุกไซ้ และเอาตมูกดุนแก้มจินเหยียนเบา ๆ ไม่หยุด
“พวกเธอสองตัว หยุดหวานใส่กันต่อหน้าฉันได้ไหม?”
หรือจะเป็นเพราะสัตว์ที่สถานีช่วยเหลือรักกันมากเกินไป จนขโมยดวงความรักของพวกสัตว์สองขาไปหมด?
ตั้งแต่เฉินอิ่ง เหล่าเกา ยันรุ่นน้องระดับล่างสุด ต่างก็ขึ้นคานกันเป็นแถว
เฉินอิ่งอยู่ในห้องนานไปหน่อย จินหยาที่อยู่ข้างนอกเริ่มตะกุยประตูอย่างร้อนรน
เธออยากพาเจ้าจินน้อยไปหาแม่เสือ เพราะเธอรู้สึกว่าลูกเสือสามตัวที่สถานีช่วยเหลือทำตัวไม่สมเป็นเสือเอาซะเลย!
เสือเฒ่าก็แก่แล้วและตามใจพวกมัน ต่อให้ลูกเสือพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน ปู่เสือก็คงมีแต่ชม
เสือตัวโตกับตงเซิงที่โตกว่าหน่อย ก็รู้บ้างไม่รู้บ้าง
แถมที่ที่พวกมันเคยอยู่ก็ไม่ใช่ภูเขา พวกมันยังต้องสำรวจอยู่เลย จะให้ไปช่วยสอนลูกเสือคงไม่ไหว
ดังนั้นขอใช้คำพูดของเหล่าเกา คือถ้าให้เสือตัวโตนำลูกเสือ อาจจะจบเห่กลายเป็นเสือหน้าโง่เหมือนมันก็ได้
เสือตัวโตเกือบหายดีแล้วและสามารถนัดใส่ตาปลอมได้
แม้ตาปลอมจะมองไม่เห็น แต่มันช่วยเรื่องรูปลักษณ์ได้มาก ถ้าไม่สังเกตดี ๆ จะดูไม่ออกเลยว่าเสือตัวโตตาบอดข้างหนึ่ง ซึ่งช่วยในการเข้าร่วมโปรแกรมขยายพันธุ์ในอนาคต
แล้วจินหยาก็อยากรีบไปเพราะอีกเหตุผลหนึ่ง คราวนี้เธอแพ้การต่อสู้และอยากหาพันธมิตรที่แข็งแกร่งกว่ามาช่วย
ข้างกายแม่เสือ นอกจากลูก ๆ แล้ว ยังมีน้าเสือไฟ แมวดาว และเสือลายเมฆ ซึ่งล้วนแต่เก่งกาจเรื่องจับนก
เฉินอิ่งไม่รู้แผนการของจินหยา ไม่งั้นเขาคงไม่ปล่อยเธอไปง่าย ๆ
เจ๊เสือดาวเดาออก แต่เธอไม่พูด
ยังไงซะ ด้วยความพ่ายแพ้ล่าสุด เจ๊เสือดาวก็มีความแค้นฝังใจอยู่บ้าง
ไอ้พวกปีกดำนั่นน่ารังเกียจเกินไป อาศัยพวกมากเข้าว่า แต่ถ้าตัวไหนกล้ามาเดี่ยวกับเธอ เธอจะแสดงให้เห็นว่า “ขนหลุดไม่เหลือซาก” เป็นยังไง!
เฉินอิ่งไม่คาดคิดว่าพวกแมวจะแอบวางแผนเปิดศึกอีกรอบ
เขากับเหล่าเกาวิเคราะห์แผนที่อยู่พักหนึ่งและรู้สึกว่าจำเป็นต้องควบคุมประชากรกา
แต่อยากคุมก็ใช่ว่าจะทำได้ง่าย ๆ วิธีที่ดีที่สุดคือหาทางบีบให้กาส่วนหนึ่งย้ายไปพื้นที่อื่น
พวกเขาทำลายป่าหรือใช้ตาข่ายดักนกไม่ได้ ดังนั้นการคิดหาวิธีบีบพวกมันจึงเป็นความท้าทายใหญ่สุด
วิ่งไปเจรจากับกาไม่ได้เหรอ?
ไม่ใช่ว่าคุยไม่รู้เรื่อง แต่จ่าฝูงกาอยู่ที่ไหนล่ะ? จะเดายังไงถูก?
กาเป็นพันตัว จะให้ไปไล่ถามทีละตัวเหรอ?
โจทย์ยากเกินไป แก้ไม่ได้เดี๋ยวนั้น เลยต้องพักไว้ก่อน
เป้าหมายปัจจุบันคือรีบประเมินสถานการณ์รังนกของนกชนิดอื่นที่ได้รับผลกระทบในพื้นที่ ต้องรีบจัดหาบ้านนกเทียมมาเสริมทันที
พื้นที่ที่กากระจุกตัวหนาแน่นไม่เหมาะให้นกอื่นวางไข่และฟักไข่ บ้านนกเทียมตรงนั้นใช้ไม่ได้ ต้องปรับเปลี่ยนบ้านนกในพื้นที่อื่นแทน
โชคดีที่ตอนนี้เป็นช่วงฝึกงานครึ่งเดือนของภาควิชาสัตวแพทย์ในฤดูใบไม้ผลิ แรงงานเลยไม่ขาดแคลน เร่งมือหน่อย สัปดาห์เดียวก็เสร็จ ทันช่วงพีคเดือนพฤษภาคมและมิถุนายนพอดี
ส่วนนกที่ต้องวางไข่ในเดือนเมษายนและพฤษภาคม ก็ต้องลำบากสร้างรังใหม่กันเอง
ช่วงนี้เฉินอิ่งไม่ค่อยมีอะไรยุ่งเกี่ยวกับสัตว์มากนัก
เสี่ยวเซินคนเดียวจัดการเรื่องอาหารการกินของลูกสัตว์หลายตัวได้สบาย ส่วนการรักษาประจำวันของตงเซิงและเสือตัวโต หร่วนเหมิงเหมิงก็รับมือไหว
เฉินอิ่งเลยร่วมมือกับเหล่าเกาและพี่น้อง เร่งสร้างบ้านนก
พอรู้ว่าพวกเขาทำงานล่วงเวลา ลุงจ้าว ลุงอี้ และเจ้าหน้าที่ลาดตระเวนป่าหลายคนจากสถานีพิทักษ์ป่าก็อาสามาช่วย
โดยเฉพาะลุงอี้ ที่รวดเร็วและเก่งงานฝีมือเสมอ ไม้และกิ่งไม้ธรรมดา ๆ ในมือแก กลายเป็นบ้านนกเทียมสไตล์รัสติกได้อย่างสวยงาม
ข้างในบุด้วยไม้บาง ๆ ข้างนอกพอกด้วยโคลนสีเหลืองผสมกิ่งไม้และใบไม้ละเอียด อุ่นในหน้าหนาว เย็นในหน้าร้อน และกันลม นี่คือห้องคลอดสุดโปรดของแม่นกทั้งหลาย
หนึ่งสัปดาห์ต่อมา เด็กฝึกงานขึ้นเขาไปเริ่มแจกจ่ายและแขวนบ้านนก
สถานีดูนกก็เตรียมบ้านนกเทียมไว้ล็อตหนึ่ง ประมาณร้อยรัง หลัก ๆ เพื่อแขวนให้ห่างจากกา เพื่อนำทางนกอื่นไปที่นั่น
สิ้นเดือนเมษายน ในที่สุดพวกเขาก็แขวนบ้านนกได้ครบ
แม้จำนวนจะไม่มาก แต่ตราบใดที่การนำทางถูกต้อง นกอื่น ๆ ก็จะตามสัญชาตญาณฝูงไปหาที่เหมาะ ๆ ใกล้เคียงเพื่อสร้างอาณาเขต
ระหว่างแขวนบ้านนก เฉินอิ่งได้ยินเรื่องซุบซิบจากเด็กฝึกงานไม่น้อย รวมถึงเรื่องคนคนหนึ่งที่เคยพยายามโยนความผิดและโดนเหล่าเกาด่า
หมอนั่นโดนเหล่าเกาด่าแล้วยังไม่ยอมแพ้ เขียนเรียงความที่ดูเหมือนจะสำนึกผิด แต่จริง ๆ แล้วยังคงโยนความผิดให้คนอื่นต่อไป
ถ้าเหล่าเกาไม่โทรไปอธิบายสถานการณ์ให้อาจารย์ฟัง ผู้บริหารสถาบันวิจัยนกคงเกือบเชื่อหมอนั่นไปแล้ว
ไม่ใช่แค่พยายามโทษนักเรียนกะดึกสองคน แต่ยังพยายามโทษสถานีช่วยเหลือด้วย บอกว่าพวกเขาลักลอบเลี้ยงแมวมากเกินไป ซึ่งชอบจับนกและขโมยไข่ เลยไปยั่วโมโหให้กามาโจมตีสถาบันวิจัยนกเพื่อแก้แค้น
“พี่อิ่ง พี่ไม่รู้อะไร รุ่นพี่เล่าให้ฟังว่า รองหัวหน้าสถาบันวิจัยนกเรียกเขาไปพบ ประตูห้องทำงานไม่ปิดด้วยซ้ำ ด่ากราดอยู่ครึ่งชั่วโมง ได้ยินกันทั้งสถาบันเลย”
เด็กฝึกงานมีเครือข่ายของตัวเอง และพวกเขารู้เรื่องซุบซิบมากกว่าคนไม่กี่คนที่เก็บตัวอยู่ในสถานีช่วยเหลือซะอีก
“และอีกอย่าง พี่อิ่ง หนูได้ยินว่าคนจากสถาบันวิจัยนกอยากจะฮุบที่ดินสถานีช่วยเหลือของพี่ เขาบอกว่าพวกพี่ไม่ต้องใช้ที่เยอะขนาดนั้นหรอก แค่มีมุมเล็ก ๆ ที่สถานีพิทักษ์ป่าก็พอแล้ว”
เด็กสาวที่พูดเบ้ปาก น้ำเสียงไม่ปิดบังความรังเกียจ “เขาพูดซะดูดีเชียว เหมือนกับว่าไม่มีใครรู้ว่าพวกเขาอิจฉาตึกและอุปกรณ์ของสถานีช่วยเหลือพี่ขนาดไหน”
ไม่ใช่แค่คนบางกลุ่มจากสถาบันวิจัยนก แต่ศูนย์ช่วยเหลือก็แอบน้ำลายหกและวางแผนฮุบเหมือนกัน
แต่เฉินอิ่งไม่กังวลเลย ตอนสร้างสถานีช่วยเหลือ พวกเขาพิจารณาปัญหานี้แล้วและระบุชัดเจนในสัญญาว่าที่ดินผืนนี้ใช้สำหรับช่วยเหลือสัตว์เท่านั้น โดยมีเฉินอิ่งเป็นผู้รับผิดชอบโดยตรง และโอนสิทธิ์ให้ใครไม่ได้
ที่สำคัญกว่านั้นอุปกรณ์ที่สถานีช่วยเหลือเป็นของส่วนตัวของเฉินอิ่ง ต่อให้ต้องย้ายเขาก็จะไม่ทิ้งอะไรไว้เลย ไม่ว่าตึกหรืออุปกรณ์
ผู้บริหารระดับสูงรู้ข้อกำหนดพวกนี้ดี มีแต่พวกที่คิดว่าตัวเองมีอำนาจแต่แตะต้องแก่นแท้ไม่ได้เท่านั้นแหละที่หลอกตัวเองว่าจะเล่นงานสถานีช่วยเหลือได้
แต่พวกเขาไม่คิดบ้างเหรอว่า ถ้ามันฮุบง่ายขนาดนั้น สถานีช่วยเหลือจะยังเหลือถึงมือพวกเขาเหรอ?
คนเราควรจะรู้จักเจียมตัวบ้าง!
สิ่งที่เฉินอิ่งคาดไม่ถึงคือ แค่สองวันหลังจากแขวนบ้านนกเสร็จ ศาสตราจารย์ซ่งฮาลู่ จู่ ๆ ก็พาทีมมาที่สถานีช่วยเหลือ
เฉินอิ่งงงเป็นไก่ตาแตก ต้อนรับทีมของศาสตราจารย์ซ่ง แล้วดูวิดีโอความยาวครึ่งชั่วโมงที่ศาสตราจารย์ซ่งส่งให้
“วิดีโอนี้ทีมโครงการจากสถาบันวิจัยร่วมของเราถ่ายได้โดยบังเอิญ ฉันดูซ้ำแล้วซ้ำเล่าและยืนยันว่ามันผิดปกติมากที่สัตว์ไม่กี่ชนิดนี้จะมารวมตัวกัน คิดว่าเธอ เสี่ยวเฉิน เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ เลยมาขอคำปรึกษาดูว่ามีเหตุผลอะไรที่เราไม่รู้หรือเปล่า”
เฉินอิ่งเม้มปาก ดูวิดีโอรอบหนึ่ง แล้วรอบที่สอง ซูมดูหลายเฟรม สุดท้ายก็นวดดั้งจมูกด้วยความกลัดกลุ้ม
ยัยจินหยา ไปกล่อมแม่เสือกับน้าเสือไฟอีท่าไหนให้มาร่วมมือกันสังหารหมู่กาเนี่ย?
ถ้าเขาตาไม่ฝาด นอกจากแมวใหญ่ แมวกลาง และแมวเล็ก ยังมีงูและนกอินทรีทอง ร่วมวงด้วย นอกจากนี้และยังมีเหยี่ยว ไม่ต่ำกว่าร้อยตัวฉวยโอกาสโจมตีกา
ร้ายกาจจริง ๆ จินหยาของฉัน!