- หน้าแรก
- ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น?
- ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น ตอนที่ 320 ไปตามหาเจ้าถิ่นกันเถอะ 💸
ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น ตอนที่ 320 ไปตามหาเจ้าถิ่นกันเถอะ 💸
ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น ตอนที่ 320 ไปตามหาเจ้าถิ่นกันเถอะ 💸
ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น ตอนที่ 320 ไปตามหาเจ้าถิ่นกันเถอะ
“พี่อิ่ง หมีตัวนี้อายุประมาณสองปี มีแผลเก่าที่อุ้งเท้าหน้าซ้าย เทียบกับตัวอื่นในวัยและสายพันธุ์เดียวกัน พัฒนาการของมันไม่ค่อยดีเท่าไหร่ครับ”
เสี่ยวซ่งวัดข้อมูลทางกายภาพของหมีสีน้ำตาลน้อยเสร็จพร้อมกับผู้ช่วย พวกเขาต้องรอผลตรวจเลือดอีกสักพัก
“จากสถานการณ์ตอนนี้ หมีน้อยตัวนี้ดูจะไม่เก่งเรื่องการเอาตัวรอดในป่าเท่าไหร่ ช่วงเวลานี้ของปี ไขมันสะสมของมันยังห่างไกลจากคำว่าเพียงพอที่จะผ่านหน้าหนาวไปได้”
มิน่าล่ะมันถึงไม่จำศีลแต่กลับเสี่ยงเข้ามาหาอาหารในทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ มันคงหิวจนนอนไม่หลับ
ส่วนหมีสีน้ำตาลตัวใหญ่นั่นตามมันมาด้วยจุดประสงค์อะไร จะมาหาคู่ตัวน้อย หรือมองว่าหมีน้อยตัวนี้เป็นเสบียงฉุกเฉิน คงมีแต่เจ้าหมีใหญ่เท่านั้นที่รู้
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ผลตรวจเลือดก็ออกมา และหมีตัวนี้ไม่ใช่แค่ล้มเหลวในการใช้ชีวิต แต่ยังเป็นขี้โรคอีกด้วย
“ดูจากตัวเลขพวกนี้ มันน่าจะมีปัญหาเรื่องระบบทางเดินอาหาร พี่อิ่ง เราควรติดต่อชิงเย่ดูไหมว่าพวกเขาอยากรับมันไปดูแลหรือเปล่า?”
การปล่อยมันไปหมายความว่ามันน่าจะไม่รอดผ่านหน้าหนาวแน่ ๆ
“ติดต่อดูก่อน แล้วหมีตัวใหญ่เป็นไงบ้าง?”
“ดีจนน่าหมั่นไส้เลยล่ะ”
เสี่ยวซ่งยักไหล่ “พวกหัวหน้าอยากส่งมันไปไกล ๆ ทางศูนย์เลือกไว้สามที่ ที่หนึ่งคือใจกลางเขตไร้มนุษย์ อีกที่คือใกล้เทือกเขาอัลไทน์ในเทือกเขาโกโกซิลี และที่สุดท้ายคือลึกเข้าไปในทุ่งหญ้าเชียงถาง”
“เขตเชียงถางเหรอ? นั่นมันทุ่งหญ้าทิเบตเหนือที่มีการเลี้ยงสัตว์เยอะนะ หมีตัวนี้มีประวัติทำร้ายคนมาก่อน ส่งไปเขตไร้มนุษย์น่าจะดีที่สุด”
เสี่ยวซ่งเม้มปาก “ผมก็พูดแบบนั้นแหละ”
“พี่อิ่ง พี่ไม่รู้หรอก เมื่อเดือนเมษายนปีที่แล้วตอนเรามาที่นี่ เราเห็นฤทธิ์เดชของพวกนี้ในทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์มาแล้ว ถ้ำร้างแห่งหนึ่งเกือบถูกพวกมันทำลาย ตอนนั้นพวกเขาล้อมรั้วไฟฟ้ากันหมีด้วยซ้ำ พี่รู้ไหมสุดท้ายเกิดอะไรขึ้น? พวกมันขุดรูใต้รั้วมุดเข้ามา!”
นั่นคือสิ่งที่หมีสีน้ำตาลทิเบตถนัด พวกมันใจร้อนมากเวลาล่ากระรอกดินและกระต่าย จะไม่ยอมรอที่ปากโพรง แต่ชอบขุดดินลึกลงไปสามฟุตแล้วลากเหยื่อที่ซ่อนอยู่ออกมากิน
เคยมีคำกล่าวว่า ถ้าเจอหมีในป่า ให้แกล้งตาย
ห้ามใช้วิธีนี้กับหมีสีน้ำตาลทิเบตเด็ดขาด ถ้าคุณนอนลง คุณจะได้นอนตลอดไป เพราะหมีสีน้ำตาลทิเบตชอบกินซากศพสดใหม่มาก
หลังการตรวจร่างกายเสร็จสิ้น หมีน้อยที่ถูกวางยาก็ตื่นขึ้น
หลังจากกินอิ่มนอนหลับ มันบิดขี้เกียจในกรง จ้องมองเหม่อลอยอยู่พักหนึ่ง แล้วก็เริ่มกระวนกระวาย พยายามจะเบียดตัวออกมา
เฉินอิ่งเดินเข้าไปพร้อมชามนมผงเสริมอาหาร นั่งยอง ๆ ลงอีกฝั่งของกรงเหล็ก
“ทำไมถึงตกอยู่ในสภาพน่าสังเวชแบบนี้หือ?”
หมีสีน้ำตาลกอดอุ้งเท้าที่บาดเจ็บ มองเขาตาละห้อย ดูน่าสงสารจับใจ
เฉินอิ่งส่ายหัวแล้วเลื่อนชามนมผ่านซี่กรงด้านล่างเข้าไป
หมีสีน้ำตาลดมฟุดฟิด ถูกดึงดูดด้วยกลิ่นหอมหวานของน้ำผึ้ง แล้วซุกหน้าลงในชาม ซดโฮก ๆ อย่างตะกละตะกลาม
นมนี้ผสมผงอาหารเสริมและยาช่วยย่อย
หมีหนุ่มตัวนี้ต้องอยู่ที่ชิงเย่สักพัก อย่างน้อยจนกว่าจะถึงฤดูใบไม้ผลิปีหน้าถึงจะกลับคืนสู่ป่าได้
ส่วนหมีสีน้ำตาลอีกตัว ผลเลือดบอกว่าแข็งแรงปึ๋งปั๋ง
ตอนนี้สถานการณ์ของมันสร้างความปวดหัวให้คนในแผนกอย่างมาก
หลังจากระบุตัวตน หมีตัวนี้คือตัวที่ฆ่าคน
แต่ปัญหาคือ นักศึกษาคนนั้นบุกรุกเข้าไปในถิ่นของมันเองก่อนจะจบชีวิต พูดตรง ๆ ก็คือรนหาที่ตาย ดังนั้นจะบอกว่าหมีตัวนี้มีแนวโน้มเป็นอันตรายต่อชีวิตมนุษย์ก็พูดได้ไม่เต็มปาก
การฆ่ามันตัดทิ้งไปได้เลย ความเห็นของคนอื่นคือหมีดุร้ายขนาดนี้ไม่ควรปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ ใครจะรู้ว่ามันจะทำร้ายคนอีกไหม ทางที่ดีที่สุดคือขังมันไว้ ให้อยู่ในการควบคุมของมนุษย์
พูดง่าย ๆ ก็คือจับมันเข้าสวนสัตว์ไปเลยเพื่อป้องกันเหตุร้ายในอนาคต
แต่สัตว์ป่ามีเป็นพันเป็นหมื่นตัว เราจะขังพวกมันทั้งหมดได้เหรอ?
อย่างไรก็ตามภัยคุกคามที่หมีสีน้ำตาลทิเบตมีต่อคนเลี้ยงสัตว์นั้นมีอยู่จริง จะปกป้องความปลอดภัยของทั้งสองฝ่ายอย่างไรเป็นคำถามที่ยังต้องศึกษากันต่อไป
หลังจากจัดการเรื่องหมี ต่อไปก็เรื่องคน
เป็นไปตามคาด พ่อแม่แท้ ๆ ของเด็กคนนั้นมาเรียกร้องค่าเสียหาย โดยเรียกเงินเริ่มต้นที่สามแสนหยวน
เฉินอิ่งมองดูคู่สามีภรรยาเล่นบทตบหัวแล้วลูบหลังโดยไม่พูดอะไร จากนั้นหยิบโทรศัพท์โทรหาตำรวจ
ตำรวจหมู่บ้านมาถึงทันที พร้อมกับเจ้าหน้าที่หมู่บ้านที่ได้รับแจ้ง
หัวหน้าหมู่บ้านเป็นคนจริง เขาเตะคู่สามีภรรยานั้นโดยไม่ลังเล แน่นอนว่าเขายั้งแรงไว้ แค่ทำให้เซไปสองสามก้าวเท่านั้น
ตอนนั้นเองญาติของเด็กอีกคนที่ได้ข่าวก็ขับรถมาสองคัน ชายฉกรรจ์สิบคนกระโดดลงมา ท่าทางดุดันปิดไม่มิด
สองคนที่เป็นแกนนำลากพ่อแท้ ๆ ของเด็กไปคุยแบบ “จริงจัง”
ส่วนแม่ของเด็ก นั่งร้องไห้โวยวายอยู่กับพื้น ไม่มีใครสนใจ
“ลูกยังอยู่โรงพยาบาล แทนที่จะไปเยี่ยม วัน ๆ เอาแต่เดินสายไถเงินพวกแกเคยดูแลเด็กคนนี้สักวันไหม? ตอนมีคลินิกอาสาเมื่อสองปีก่อน หมอบอกว่าผ่าตัดฝังประสาทหูเทียมได้ แถมยังลดค่าใช้จ่ายเหลือแค่สองหมื่นหยวน พวกแกทำยังไง? พวกแกบอกว่าพวกเขาจะเอาลูกแกเป็นหนูทดลอง ไม่ยอมจ่าย แถมยังเรียกเงินแสนจากพวกเขาเป็นค่าตกลงอีก”
เจ้าหน้าที่ศูนย์ช่วยเหลือถึงกับอึ้ง พ่อแม่หน้าด้านขนาดนี้มีอยู่ในโลกด้วยเหรอ?
“ถ้าพวกแกสองคนไม่ต้องการเด็กคนนี้ งั้นก็โอนสิทธิ์การดูแลให้ป้าของเขาซะ”
“ทำไมต้องโอน? ลูกฉันเกือบจะบรรลุนิติภาวะแล้ว อีกหน่อยก็ทำงานหาเงินได้ ถ้าโอนไปให้มัน เงินที่ลูกฉันหาได้ก็เข้ากระเป๋ามันหมดสิ?”
ความเห็นแก่ตัวในน้ำเสียงของแม่เด็กทำให้ผู้คนเดือดดาล
“พวกแกมันเลวกว่าสัตว์ สัตว์ยังรู้จักรักลูก พ่อแม่อย่างพวกแกเห็นลูกเป็นสมบัติส่วนตัวเหรอ? ตอนเขาดูแลตัวเองไม่ได้ ก็ผลักภาระให้ป้าเลี้ยง พอเขาทำงานหาเงินได้ ก็จะเอาตัวกลับไปใช้งานเยี่ยงทาส”
ชายหนุ่มหลายคนโกรธจัดจนกำหมัดแน่น
ถ้าไม่ใช่เพราะกฎระเบียบที่ทำงาน พวกเขาคงอยากเข้าไป “สั่งสอน” คู่สามีภรรยานี้สักหน่อย
บอกตามตรงเฉินอิ่งเองก็แทบจะทนไม่ไหว เขาอยากจะปล่อยหมีใหญ่ตัวนั้นออกมาหลอกให้ขวัญกระเจิงจริง ๆ
เขาแค่กลัวว่าถ้าทำให้พวกนั้นตกใจจนช็อกตาย เจ้าหมีใหญ่อาจจะต้องรับเคราะห์ถึงชีวิต
พวกเขาไม่ได้รับอนุญาตให้ก่อความวุ่นวายที่นี่นานนัก และชาวบ้านก็ลากตัวคู่สามีภรรยานั้นออกไป
สีหน้าของตำรวจหมู่บ้านก็ดูไม่ดีนัก ไม่มีใครชอบใจที่มีคนแบบนี้อยู่ในเขตรับผิดชอบของตัวเอง
พูดได้แค่ว่าความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตทำให้เราอยากจะอ้อนวอนเทพเจ้ากรีกโบราณที่ดูแลพวกกากเดนให้ช่วยเอาสองคนนี้ไปเก็บที
เรื่องน่าปวดหัวเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิต แต่ไม่ใช่ทั้งหมด
ปัญหาเหล่านี้แหละที่ทำให้เรายิ่งซาบซึ้งกับความเรียบง่ายของสัตว์
เฉินอิ่งไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการปล่อยหมีสีน้ำตาลตัวใหญ่ แต่เขาก็แวะไปดู
อาจกล่าวได้ว่า มนุษย์มีหลากหลายนิสัย สัตว์ก็เช่นกัน
นับตั้งแต่เจ้าหมีใหญ่ตัวนี้ตื่นขึ้น มันก็คำรามอย่างบ้าคลั่งและเขย่ากรงเหล็กอย่างรุนแรง
ถ้าไม่ได้เตรียมการไว้ล่วงหน้า ขังมันไว้ในคอกที่ปลอดภัยที่สุด ป่านนี้พวกเขาคงต้องออกไปไล่จับหมี หรือวิ่งหนีเอาชีวิตรอดกันแล้ว
หลังจากความวุ่นวายตลอดทั้งวัน บทสรุปคือมันจะถูกนำไปปล่อยที่ใจกลางเขตไร้มนุษย์
ทางศูนย์ได้ทำประวัติหมีตัวนี้และอัปโหลดข้อมูลลงฐานข้อมูล ต่อจากนี้ตราบใดที่กล้องติดตามหมีจับภาพมันได้ ระบบจะจับคู่และแจ้งเตือนโดยอัตโนมัติ
วันที่สาม เวลาตีสี่ครึ่ง ทางศูนย์เริ่มเตรียมการขนย้ายหมีใหญ่ขึ้นรถบรรทุก
นอกจากเจ้าหน้าที่ศูนย์แล้ว สมาชิกทีมลาดตระเวนภูเขาจากสถานีพิทักษ์ป่าใกล้เคียงสองแห่งและตำรวจป่าไม้วางอาวุธก็จะร่วมเดินทางไปปล่อยมันลึกเข้าไปในเขตไร้มนุษย์ด้วย
ไม่มีทางเลือกอื่น หมีตัวนี้ควบคุมยากเกินไป จำเป็นต้องเพิ่มมาตรการความปลอดภัย
เฉินอิ่งเองก็ช่วยขนย้ายด้วย
หมีใหญ่ถูกฉีดยาสลบในปริมาณที่ปลอดภัยเพื่อให้แน่ใจว่ามันจะไม่คลุ้มคลั่งระหว่างทาง
พี่อิ่งไม่ได้วางแผนจะตามไปตอนปล่อย แต่รองผู้อำนวยการศูนย์มาขอให้เขาช่วยดูแลการปฏิบัติการ
“ถึงแม้หน้าหนาวสัตว์ป่าข้างนอกจะน้อยลง แต่เราอาจเจอหมาป่าและเสือดาวหิมะพเนจรระหว่างทาง ทุกคนบอกว่าหมอเฉินดวงดี เราอยากขอยืมดวงหมอเฉินเพื่อให้ไปถึงจุดปล่อยได้อย่างปลอดภัยครับ”
ในเมื่อหัวหน้าเอ่ยปาก พี่อิ่งก็ตกลงไปด้วย
ยังไงซะ เขาก็ไม่ต้องออกแรงอะไร แค่นั่งรถไปเที่ยวด้วยเฉย ๆ
มีรถทั้งหมดห้าคัน คันหนึ่งนำขบวน รถทีมลาดตระเวนสองคัน รถบรรทุกหมีหนึ่งคัน และปิดท้ายด้วยรถตำรวจป่าไม้
ด้วยขบวนใหญ่ขนาดนี้ ต่อให้เจอฝูงหมาป่ากลางทาง พวกหมาป่าคงไม่มีเวลาแม้แต่จะซ่อนตัว อย่าว่าแต่จะมาสร้างปัญหาเลย
ไม่นานหลังจากพวกเขาออกไป แม่บังเกิดเกล้าของเด็กหูหนวกก็พา “นักข่าว” สื่อโซเชียลสองคนมาตามหาพี่อิ่ง
พอรู้ว่าพวกเขาเข้าไปในเขตไร้มนุษย์แล้ว เธอก็นั่งแปะลงกับพื้น ร้องห่มร้องไห้โวยวายหาว่าพวกเขารวมหัวกันรังแกเธอกับผัว
นักข่าวโซเชียลสองคนก็สุมหัวเข้ามา ชักนำบทสนทนาอย่างยั่วยุ หวังจะปั่นกระแสให้เรื่องบานปลาย
เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ของศูนย์รีบวิ่งมา สั่ง รปภ. ให้ล้อมไว้โดยไม่แตะต้องตัว คว้ากล้องสองตัวมาบันทึกเหตุการณ์ตลอดเวลา แล้วโทรแจ้งตำรวจต่อหน้าต่อตาพวกเขาเลย
เมื่อเห็นว่าเจ้าหน้าที่ศูนย์ไม่หลงกล สองนักข่าวโซเชียลก็เริ่มมองลุกลี้ลุกลนหาทางหนีทีไล่
พวกเขามาเพื่อยอดวิว แต่เห็นชัดว่าทางศูนย์เตรียมรับมือกับความวุ่นวายไว้แล้ว ทำให้พวกเขาก่อกวนไม่ได้ จะฉวยโอกาสหาผลประโยชน์ในสถานการณ์นี้ยังไงไหว?
เมื่อเห็นว่าเปล่าประโยชน์ การชิ่งหนีคือกลยุทธ์ที่ดีที่สุด
แต่ศูนย์ไม่ใช่สวนสาธารณะเปิด เข้ามาง่าย แต่ออกไม่ง่ายนะจ๊ะ
พวกเขาอ้างว่าจะไปเข้าห้องน้ำ แล้วพยายามปีนกำแพงหนี โดยหารู้ไม่ว่าปีนผิดกำแพง ทางซ้ายมีเสือดาวหิมะแก่ ทางขวามีหมาป่าสองตัว พวกเขาค้างเติ่งอยู่บนกำแพง จะถอยก็ลำบาก
ตอนที่พวกเขาได้รับการช่วยเหลือ ยังกล้าอ้างว่าปีนกำแพงเพื่อถ่ายภาพชีวิตประจำวันของสัตว์ แต่ก็จนมุมด้วยภาพจากกล้องวงจรปิดของอุทยาน
จากการสอบสวนของตำรวจ ปรากฏว่าสองคนนี้ไม่มีบัตรนักข่าว เป็นแค่อินฟลูเอนเซอร์ออนไลน์ที่มีผู้ติดตามไม่ถึงสองหมื่นคน ซึ่งส่วนใหญ่ตามหน้าเพจบอกว่าเป็นบัญชีผีที่ซื้อมา
มีแต่ยัยป้าสติแตกคนนั้นที่ไม่รู้เรื่อง เห็นยอดผู้ติดตามเกือบสองหมื่นก็นึกว่าเป็นนักข่าวใหญ่ พามา “ช่วย” รีดไถเงินอย่างกระตือรือร้น
ทั้งสองคนถูกนำตัวออกไปจากสวนเสือดาวหิมะ
ในขณะเดียวกันจินหยาที่กำลังเล่นซ่อนหากับเจ้าจินน้อยในสวนเสือดาวหิมะ ก็เห็นละครฉากนี้ทั้งหมด และแอบย่องเข้าไปในเขตสำนักงานเพื่อดักฟังบทสนทนาของพวกสัตว์สองขา
ฟังไม่เข้าใจทั้งหมดก็ไม่เป็นไร มันจำคำที่คุ้นเคยได้สองสามคำ เช่น “หมอเฉิน” และ “กัดให้ตาย” เป็นต้น
เจ้าสัตว์แสนรู้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกระโดดออกจากสวนเสือดาวหิมะ ไปหาเจ้าจินน้อย และตัดสินใจว่าจะไปตามหาเจ้าถิ่นเพื่อสอบถามสถานการณ์