- หน้าแรก
- ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น?
- ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น ตอนที่ 310 ยอมทุ่มสุดตัวเพื่อเป็นเพื่อนเอ๋อหนิว 💸
ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น ตอนที่ 310 ยอมทุ่มสุดตัวเพื่อเป็นเพื่อนเอ๋อหนิว 💸
ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น ตอนที่ 310 ยอมทุ่มสุดตัวเพื่อเป็นเพื่อนเอ๋อหนิว 💸
ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น ตอนที่ 310 ยอมทุ่มสุดตัวเพื่อเป็นเพื่อนเอ๋อหนิว
เจ๊ลิงซ์ระวังตัวแจอยู่แล้ว พอเสียงเอ๋อหนิวเข้าหู ก็เสียสมาธิไปชั่ววูบ
จังหวะนั้นเอง หมาป่าสองตัวพุ่งเข้าใส่เธอ
เจ๊ลิงซ์รอดมาได้ในทุ่งร้างจนเป็นตำนาน ไม่ใช่เพราะโชคช่วย แม้จะเสียจังหวะชิงลงมือก่อน แต่เธอยังสงบนิ่ง อาศัยความได้เปรียบหลบคมเขี้ยวหมาป่าสองตัวได้
หมาป่าสองตัวพุ่งวืด ที่เหลืออีกห้าตัวแยกเป็นสองกลุ่ม
สามตัวเตรียมสกัดเอ๋อหนิว อีกสองตัวประสานงานกับคู่แรก กะจะเอาชีวิตแมวให้ได้วันนี้
แต่สิ่งที่จ่าฝูงหมาป่าคาดไม่ถึงคือ กำลังเสริมของเจ๊ลิงซ์ไม่ได้มีแค่แมวใหญ่ตัวเดียว
ขนาดเสือดาวหิมะยังยอมช่วยลิงซ์ แน่นอนว่าจินหยาที่เป็นลิงซ์เหมือนกัน ย่อมต้องช่วยเผ่าพันธุ์เดียวกันอยู่แล้ว
ต่อให้ต้องตบกันเองทีหลังหลังจากจัดการหมาป่าเสร็จก็เถอะ
เจ้าจินน้อยไม่บุ่มบ่ามพุ่งเข้าไป สไตล์การต่อสู้ของมันต่างจากลิงซ์และเสือดาวหิมะ มันเน้นการซุ่มโจมตี
ไม่กลัวศัตรูหกตัว แต่กลัวพวกชอบตุ๋ยหลัง!
กลยุทธ์เจ้าจินน้อยได้ผล มันป้วนเปี้ยนรอบนอก ขณะที่สามสาวอาละวาดวงใน ทำให้หมาป่าเจ็ดตัวรู้สึกเหมือนโดนล้อมกรอบ
ไม่สิ ไม่ใช่แค่ความรู้สึก!
พอเสือดาวตัวผู้โผล่หัวออกมาแบบลับ ๆ ล่อ ๆ จ่าฝูงหมาป่าก็ถอดใจทันที
มันเห่าหอนยาว ส่งสัญญาณให้ฝูงถอยหนีด้วยความหงุดหงิด
ก่อนไปยังขู่ทิ้งท้าย คราวหน้าพวกแกไม่รอดแน่!
ถุย แน่จริงก็กลับมาสิ มาต่อกันอีกสามร้อยยก!
“อ๊าว-เอ๋อ อ๊าว-เอ๋อ แน่จริงอย่าหนีสิโว้ย!”
เอ๋อหนิวเลือดร้อนเกือบจะวิ่งไล่ตาม แต่จู่ ๆ หางก็เจ็บจี๊ด
“โอ๊ย~~” เมื่อหันกลับไปดู ปรากฏว่าลิงซ์สองตัวงับหางเธอคนละทีแทบขาด
เสือดาวตัวผู้แค่โผล่หน้ามา ยังไม่ได้ทำอะไร การต่อสู้ก็จบแล้ว
เห็นเอ๋อหนิวไม่เปิดศึกกับลิงซ์ เสือดาวตัวผู้รีบหันหลังหนีจากที่เกิดเหตุ
วิ่งไปก็คิดไปว่าตัวเองมาผิดจังหวะ ถ้ามาช้ากว่านี้หน่อย อาจจับหมาป่ากินได้สักตัว
เจ๊ลิงซ์สะบัดขน มองตามหลังเสือดาวตัวผู้ด้วยสายตาซับซ้อน แล้วหันมามองเอ๋อหนิวที่กำลังปรึกษาจินหยาว่าจะซ่อมหางแตกปลายยังไง ก่อนจะสะบัดก้นเดินหนี
น่าเวทนาแท้!
อยู่ห่าง ๆ ไว้ดีกว่า เดี๋ยวจะติดเชื้อบ้าจากเสือดาวสมองนิ่มตัวนั้น
“ไปเฉยเลยเหรอ?” ปรึกษาเสร็จ เอ๋อหนิวเงยหน้ามาไม่เห็นแม้แต่เงาเจ๊ลิงซ์ก็หงุดหงิด “ทำไมชอบทำแบบนี้อยู่เรื่อย มาสู้กันไม่มีเหตุผล แล้วก็ไปแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย”
วินาทีนั้นคลื่นสมองจินหยาและเจ้าจินน้อยจูนตรงกับเจ๊ลิงซ์เป๊ะ
บางทีพวกมันควรกลับกันก่อนดีกว่าไหม?
“จินหยา เอ๋อหนิว เจ้าจินน้อย”
เฉินอิ่งขี่ม้าเข้ามาหาโล่งใจที่เห็นทุกคนปลอดภัย แต่ก็ยังลงจากม้ามาตรวจดูทีละตัวถึงจะวางใจ
“ทำไมจู่ ๆ ไปตีกับฝูงหมาป่า? หมาป่าในทุ่งหญ้าหน้าหนาวดุมากนะ วันหลังห้ามทำแบบนี้อีก เห็นแต่ไกลให้รีบหนีเลย”
ไม่ใช่เขาดูถูกแมวสามตัวของเขานะ นอกจากเจ้าจินน้อย ตัวอื่นฝีมือการต่อสู้เข้าขั้นแย่
แต่ถิ่นเจ้าจินน้อยคือป่า หรือที่ที่มีต้นไม้ บนทุ่งหิมะโล่งกว้างแบบนี้ ขนสีสดของจินหยาและเจ้าจินน้อยเด่นหราเป็นเป้านิ่ง เหมือนเขียนคำว่า “มาตบฉันสิ” ตัวเบ้อเริ่มแปะไว้
จินหยาขยับเข้ามาอ้อน ฟ้องฉอด ๆ ร้องโหยหวนชี้ไปทางที่เจ๊ลิงซ์หนีไป
เฉินอิ่งรู้จากภาพโดรนแล้วว่าเจ๊ลิงซ์เป็นตัวต้นเรื่อง แต่ใจคนเรามันเอียง ไม่ได้อยู่ตรงกลาง เขาจะเข้าข้างแมวตัวเองแล้วมันผิดตรงไหน?
ตรวจร่างกายเสร็จ เฉินอิ่งลังเลก่อนจะลองถามเรื่องเสือดาวตัวผู้
เขารู้สึกตะหงิด ๆ ว่าเจ้าขนเหลืองเสือดาวตัวผู้ นั่นเล็งลูกสาวเขาอยู่
แต่พอมองเอ๋อหนิวผู้ใสซื่อ การหาแฟนหนุ่มแข็งแรง ๆ มาดูแลก็อาจจะไม่เลวร้ายนัก
หลังดึงไฟล์จากกล้องบนตัวเจ้าจินน้อยและเครื่องบันทึกที่ปลอกคอจินหยา เฉินอิ่งปล่อยพวกมันตามสบาย อยากไปไหนก็ไป
เขามีงานต้องทำ และในเมื่อพาจินหยากับเจ้าจินน้อยมาในนามการวิจัย ก็ต้องมีผลงานกลับไปโชว์
ลุงทาชิกลับไปทำงานแล้ว นัดว่าจะมารับเขาอีกครึ่งเดือน
ถ้ามีเรื่องด่วน ทุ่งเลี้ยงสัตว์ก็มีรถไปส่งที่สถานีพิทักษ์ป่าแม่น้ำไม่แข็งได้
ทุ่งเลี้ยงสัตว์อันหนาวเหน็บไม่มีโรงเรียนอนุบาล เด็ก ๆ มักเริ่มเรียนตอนเจ็ดแปดขวบ และต้องไปอยู่ไกลบ้าน เป็นโรงเรียนประจำ กลับบ้านได้แค่สองเดือนครั้ง
ช่วงที่เฉินอิ่งพักอยู่บ้านลุงทาชิชั่วคราว เด็ก ๆ เหมือนได้ของเล่นใหม่ รุมถามคำถามเขาไม่หยุด เหมือนเขาเป็นสารานุกรมเคลื่อนที่ “เจ้าหนูจำไม[1]”
เฉินอิ่งคิดว่าแบบนี้ไม่ไหว จะเมินเด็กก็ไม่ได้ แต่พอคุยด้วย ก็ไม่จบไม่สิ้น
คิดไปคิดมา ในเมื่อเด็ก ๆ อยากเรียนรู้ งั้นเขาสอนให้เลยละกัน
ยังไงคนก็ไม่เยอะ แค่สิบกว่าคน นั่งในเต็นท์ใหญ่หลังเดียวสบาย ๆ
กระดานดำยืมมาจากบอร์ดประชาสัมพันธ์ของสถานีพิทักษ์ป่าแม่น้ำไม่แข็งชั่วคราว แม้จะสั่งซื้อไปแล้ว แต่ไม่รู้ของจะมาถึงก่อนเขากลับไหม
ช่วงเช้าและเที่ยง เด็กโตต้องช่วยงานบ้าน หลังบ่ายสามพอต้อนสัตว์เข้าคอกและเช็กจำนวนเสร็จ ก็เป็นเวลาว่างของเด็ก ๆ พอดีกับที่เฉินอิ่งทำงานวิจัยประจำวันเสร็จ
สอนเด็ก ๆ ไม่ได้หมายถึงมานั่งบรรยายวิชาการอย่างภาษา คณิตศาสตร์ หรือภาษาต่างประเทศ
เฉินอิ่งรู้ขีดจำกัดตัวเอง และไม่ได้กะจะมาแย่งงานครูอาชีพ
สิ่งที่เขาสอนคือเรื่องที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เช่น พืชที่ดูไร้ค่าริมทางอาจเป็นสมุนไพรล้ำค่า วิธีปฐมพยาบาลและขอความช่วยเหลือถ้าคนหรือสัตว์บาดเจ็บในป่า
เด็ก ๆ อาจดูเล็กและไม่รู้เรื่อง แต่พอเป็นเรื่องใกล้ตัวและสิ่งที่เห็นทุกวัน พวกเขาตั้งใจฟังยิ่งกว่าเรียนในห้องเรียนซะอีก
ไม่ใช่แค่เด็ก ผู้ใหญ่ที่ว่างงานก็มามุงฟัง ผ่านไปไม่กี่วัน เฉินอิ่งพูดไม่ออกเมื่อเห็นคนเลี้ยงสัตว์แย่งที่นั่งตรงกลาง ปล่อยเด็ก ๆ นั่งฮึดฮัดอยู่ขอบ ๆ
ช่วยไม่ได้ เฉินอิ่งต้องเปิดคลาสพิเศษแยกให้เด็ก ๆ ต่างหาก
เขาเข้าใจว่าสำหรับคนเลี้ยงสัตว์ในทุ่ง การจบมัธยมต้นถือว่าเก่งแล้ว เพิ่งมีไม่กี่ปีมานี้ที่รัฐบาลสนับสนุนการแก้ปัญหาความยากจนอย่างจริงจัง บวกกับคนเลี้ยงสัตว์ตระหนักเองว่าการไม่มีความรู้มันลำบากแค่ไหน ถึงยอมกัดฟันส่งลูกเรียน
สมัยพวกเขาน่ะ แค่เขียนชื่อตัวเองได้และทำบัญชีเป็นก็ถือว่ามีการศึกษาแล้ว
ในเมื่อสอนผู้ใหญ่ บทเรียนของเฉินอิ่งเลยลึกและกว้างขึ้น
แถวนี้ไม่มีกิจกรรมบันเทิง การมารวมตัวเรียนตอนกลางคืนแล้วดื่มเหล้าคุยกันก็เป็นการฆ่าเวลาที่ดี
นอกจากสอนให้รู้จักพืชสมุนไพร เฉินอิ่งยังสอนวิธีจัดการโรคและการบาดเจ็บง่าย ๆ ในปศุสัตว์
จริง ๆ คนเลี้ยงสัตว์ส่วนใหญ่มีความรู้อยู่บ้าง เป็นภูมิปัญญาที่ส่งต่อกันมา
ปัญหาคือมันไม่เป็นระบบ เช่น สูตร A ใช้ได้ผลกับท้องเสียของวัวบ้านหนึ่ง สูตร B ได้ผลกับอีกบ้าน ต่างคนต่างเชื่อว่าวิธีตัวเองถูก
ความจริงคือท้องเสียอาจคนละแบบ พอคนลองสูตร A ไม่หาย ไปลองสูตร B แล้วหาย ก็เหมาว่าสูตรบ้านแรกผิด
เมื่อก่อนสัตว์ตัวเดียวมีค่ากว่าชีวิต ถ้าใครรักษาซี้ซั้วจนสัตว์ตาย อาจโดนเจ้าของเอาเรื่องได้
ต่อมาพอมีสัตวแพทย์เฉพาะทาง เรื่องพวกนี้ก็หายไป แต่ปัญหาใหม่ก็เกิด หน้าร้อนคนเลี้ยงสัตว์ต้อนฝูงไปทุ่งต่าง ๆ สัตวแพทย์ตามไปทุกที่ไม่ได้ พอมีเหตุฉุกเฉินก็นอนไม่หลับ อยากติดปีกบินไปตามหมอ
ทริกการวินิจฉัยและทักษะเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เฉินอิ่งสอน ล้วนผ่านการพิสูจน์จากตำรามหาลัย ถ้าไม่หายขาด อย่างน้อยก็ยื้ออาการรอหมอได้
คนเลี้ยงสัตว์ซาบซึ้งใจ ตอบแทนน้ำใจด้วยน้ำใจดูแลเขาและแมวใหญ่ทั้งสองอย่างดีเยี่ยม
อากาศเย็นลงเรื่อย ๆ ขณะที่จินหยาและเอ๋อหนิวกล้าท้าลมหนาววิ่งเล่น เจ้าจินน้อยไม่ไหว หลังจากตามไปสองรอบ มันตัดสินใจลดกิจกรรมร่วมกับสาว ๆ ลง
ต้นเดือนสิบสองตามปฏิทินจันทรคติ พายุหิมะถล่มอีกสามวัน
สำหรับที่ราบสูง หิมะแค่นี้เรื่องปกติ เด็ก ๆ วิ่งไปเล่นปาหิมะและสไลเดอร์กันสนุกสนาน
เจ้าจินน้อยนอนอาบแดดบนหลังคารถ รองด้วยเบาะหนังแกะเก่า ๆ ที่คนเลี้ยงสัตว์ข้างบ้านเตรียมให้
มีเจ้าจินน้อยอยู่ หนูและกระต่ายแถวนั้นซวยกันถ้วนหน้า
แต่นี่เป็นเรื่องดี เพราะถ้าไม่มีสัตว์เล็กพวกนี้มาทำลาย หญ้าในทุ่งจะงอกงามขึ้นปีหน้า
กล้องที่เคยอยู่บนหลังเจ้าจินน้อย ถูกย้ายไปติดให้เอ๋อหนิว และเพื่อให้แน่นหนา ป้าทาชิช่วยแก้สายรัดให้กว้างและยาวขึ้น
ขณะเด็ก ๆ เล่นปาหิมะและเจ้าจินน้อยอาบแดด เฉินอิ่งปูผ้าหนังวัวบนหญ้า นั่งถือแท็บเล็ต อาบแดดและคุยกับเจ้าจินน้อย
คนนอกมองมาเหมือนเขาคุยคนเดียว โดยมีเสือไฟร้องตอบเป็นพัก ๆ ไม่มีใครรู้ว่าเฉินอิ่งกำลังวางแผนการใหญ่
เขาอยากสร้าง “ธนาคารพันธุกรรมสัตว์ตระกูลแมวบนที่ราบสูง” เริ่มจากการเก็บข้อมูลของเอ๋อหนิวและแฟนหนุ่มข่าวลือของเธอ
เขาไม่กล้าเข้าไปลึกเกินไป แผนคือเชื่อมต่อทะเลสาบที่เป็นแหล่งคลอดลูกของละมั่งทิเบต อย่างทะเลสาบอูลานอูลา, ทะเลสาบจัวไน่, ทะเลสาบเข่อเข่อซีหลี่, และทะเลสาบดวงอาทิตย์ แล้วสำรวจขยายออกจากแนวนี้ เพื่อทำประวัติแมวและสร้างธนาคารพันธุกรรมประชากร
ภูมิประเทศแกนกลางซับซ้อนเกินไป สูงชัน ขาดออกซิเจน และกู้ภัยยาก ไม่จำเป็นต้องเข้าไปลึกขนาดนั้น แค่สำรวจขยายจากทะเลสาบต่าง ๆ ก็พอเป็นไปได้
ปีเดียวไม่พอก็สองปี ห้าปี สิบปี สักวันมันต้องเสร็จ
นอกจากสำรวจที่ราบสูง ยังต้องรวมพื้นที่ชายแดนเหนือเข้าไปด้วย และแน่นอนร่องหุบเขาเจียมู่ที่เขาประจำอยู่ก็ทิ้งไม่ได้
โครงการแบบนี้มีนักวิจัยทำอยู่หลายคน ที่ดังและได้รับการยอมรับที่สุดคือวิจัยพันธุกรรมประชากรเสือโคร่งไซบีเรีย
ทางตะวันตกเฉียงใต้ วิจัยพันธุกรรมประชากรแพนด้ายักษ์ก็ค่อนข้างสมบูรณ์
ตอนไปแลกเปลี่ยนที่สวนสัตว์ป่ามณฑลชิงไห่ เขาคุยกับสัตวแพทย์ที่นั่น ซึ่งก็มีแผนสร้างธนาคารพันธุกรรมและวิจัยการประยุกต์ใช้เหมือนกัน
แต่พวกเขาเน้นวิจัยพันธุกรรมเสือดาวหิมะเลี้ยง ส่วนเขามี “นิ้วทองคำ” จุดแข็งคือสัตว์ป่า
บนพื้นฐานนี้พวกเขาร่วมมือกันขอทุนวิจัยได้ หลังจากนั้นเดี๋ยวค่อยดึงเสี่ยวหลิว, ต้วนอู้หลิน, และคนอื่นมาร่วมวง เขาจะได้โฟกัสแค่เรื่องเทคนิค ส่วนเรื่องอื่นโยนให้ต้วนอู้หลินจัดการ!
[1] ฉายาที่ใช้เรียกเด็กเล็กวัย 3-5 ขวบ ที่มีนิสัยช่างสงสัย ช่างถาม “ทำไม” และ “อย่างไร” ตลอดเวลา