เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น ตอนที่ 310 ยอมทุ่มสุดตัวเพื่อเป็นเพื่อนเอ๋อหนิว 💸

ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น ตอนที่ 310 ยอมทุ่มสุดตัวเพื่อเป็นเพื่อนเอ๋อหนิว 💸

ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น ตอนที่ 310 ยอมทุ่มสุดตัวเพื่อเป็นเพื่อนเอ๋อหนิว 💸


ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น ตอนที่ 310 ยอมทุ่มสุดตัวเพื่อเป็นเพื่อนเอ๋อหนิว

เจ๊ลิงซ์ระวังตัวแจอยู่แล้ว พอเสียงเอ๋อหนิวเข้าหู ก็เสียสมาธิไปชั่ววูบ

จังหวะนั้นเอง หมาป่าสองตัวพุ่งเข้าใส่เธอ

เจ๊ลิงซ์รอดมาได้ในทุ่งร้างจนเป็นตำนาน ไม่ใช่เพราะโชคช่วย แม้จะเสียจังหวะชิงลงมือก่อน แต่เธอยังสงบนิ่ง อาศัยความได้เปรียบหลบคมเขี้ยวหมาป่าสองตัวได้

หมาป่าสองตัวพุ่งวืด ที่เหลืออีกห้าตัวแยกเป็นสองกลุ่ม

สามตัวเตรียมสกัดเอ๋อหนิว อีกสองตัวประสานงานกับคู่แรก กะจะเอาชีวิตแมวให้ได้วันนี้

แต่สิ่งที่จ่าฝูงหมาป่าคาดไม่ถึงคือ กำลังเสริมของเจ๊ลิงซ์ไม่ได้มีแค่แมวใหญ่ตัวเดียว

ขนาดเสือดาวหิมะยังยอมช่วยลิงซ์ แน่นอนว่าจินหยาที่เป็นลิงซ์เหมือนกัน ย่อมต้องช่วยเผ่าพันธุ์เดียวกันอยู่แล้ว

ต่อให้ต้องตบกันเองทีหลังหลังจากจัดการหมาป่าเสร็จก็เถอะ

เจ้าจินน้อยไม่บุ่มบ่ามพุ่งเข้าไป สไตล์การต่อสู้ของมันต่างจากลิงซ์และเสือดาวหิมะ มันเน้นการซุ่มโจมตี

ไม่กลัวศัตรูหกตัว แต่กลัวพวกชอบตุ๋ยหลัง!

กลยุทธ์เจ้าจินน้อยได้ผล มันป้วนเปี้ยนรอบนอก ขณะที่สามสาวอาละวาดวงใน ทำให้หมาป่าเจ็ดตัวรู้สึกเหมือนโดนล้อมกรอบ

ไม่สิ ไม่ใช่แค่ความรู้สึก!

พอเสือดาวตัวผู้โผล่หัวออกมาแบบลับ ๆ ล่อ ๆ จ่าฝูงหมาป่าก็ถอดใจทันที

มันเห่าหอนยาว ส่งสัญญาณให้ฝูงถอยหนีด้วยความหงุดหงิด

ก่อนไปยังขู่ทิ้งท้าย คราวหน้าพวกแกไม่รอดแน่!

ถุย แน่จริงก็กลับมาสิ มาต่อกันอีกสามร้อยยก!

“อ๊าว-เอ๋อ อ๊าว-เอ๋อ แน่จริงอย่าหนีสิโว้ย!”

เอ๋อหนิวเลือดร้อนเกือบจะวิ่งไล่ตาม แต่จู่ ๆ หางก็เจ็บจี๊ด

“โอ๊ย~~” เมื่อหันกลับไปดู ปรากฏว่าลิงซ์สองตัวงับหางเธอคนละทีแทบขาด

เสือดาวตัวผู้แค่โผล่หน้ามา ยังไม่ได้ทำอะไร การต่อสู้ก็จบแล้ว

เห็นเอ๋อหนิวไม่เปิดศึกกับลิงซ์ เสือดาวตัวผู้รีบหันหลังหนีจากที่เกิดเหตุ

วิ่งไปก็คิดไปว่าตัวเองมาผิดจังหวะ ถ้ามาช้ากว่านี้หน่อย อาจจับหมาป่ากินได้สักตัว

เจ๊ลิงซ์สะบัดขน มองตามหลังเสือดาวตัวผู้ด้วยสายตาซับซ้อน แล้วหันมามองเอ๋อหนิวที่กำลังปรึกษาจินหยาว่าจะซ่อมหางแตกปลายยังไง ก่อนจะสะบัดก้นเดินหนี

น่าเวทนาแท้!

อยู่ห่าง ๆ ไว้ดีกว่า เดี๋ยวจะติดเชื้อบ้าจากเสือดาวสมองนิ่มตัวนั้น

“ไปเฉยเลยเหรอ?” ปรึกษาเสร็จ เอ๋อหนิวเงยหน้ามาไม่เห็นแม้แต่เงาเจ๊ลิงซ์ก็หงุดหงิด “ทำไมชอบทำแบบนี้อยู่เรื่อย มาสู้กันไม่มีเหตุผล แล้วก็ไปแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย”

วินาทีนั้นคลื่นสมองจินหยาและเจ้าจินน้อยจูนตรงกับเจ๊ลิงซ์เป๊ะ

บางทีพวกมันควรกลับกันก่อนดีกว่าไหม?

“จินหยา เอ๋อหนิว เจ้าจินน้อย”

เฉินอิ่งขี่ม้าเข้ามาหาโล่งใจที่เห็นทุกคนปลอดภัย แต่ก็ยังลงจากม้ามาตรวจดูทีละตัวถึงจะวางใจ

“ทำไมจู่ ๆ ไปตีกับฝูงหมาป่า? หมาป่าในทุ่งหญ้าหน้าหนาวดุมากนะ วันหลังห้ามทำแบบนี้อีก เห็นแต่ไกลให้รีบหนีเลย”

ไม่ใช่เขาดูถูกแมวสามตัวของเขานะ นอกจากเจ้าจินน้อย ตัวอื่นฝีมือการต่อสู้เข้าขั้นแย่

แต่ถิ่นเจ้าจินน้อยคือป่า หรือที่ที่มีต้นไม้ บนทุ่งหิมะโล่งกว้างแบบนี้ ขนสีสดของจินหยาและเจ้าจินน้อยเด่นหราเป็นเป้านิ่ง เหมือนเขียนคำว่า “มาตบฉันสิ” ตัวเบ้อเริ่มแปะไว้

จินหยาขยับเข้ามาอ้อน ฟ้องฉอด ๆ ร้องโหยหวนชี้ไปทางที่เจ๊ลิงซ์หนีไป

เฉินอิ่งรู้จากภาพโดรนแล้วว่าเจ๊ลิงซ์เป็นตัวต้นเรื่อง แต่ใจคนเรามันเอียง ไม่ได้อยู่ตรงกลาง เขาจะเข้าข้างแมวตัวเองแล้วมันผิดตรงไหน?

ตรวจร่างกายเสร็จ เฉินอิ่งลังเลก่อนจะลองถามเรื่องเสือดาวตัวผู้

เขารู้สึกตะหงิด ๆ ว่าเจ้าขนเหลืองเสือดาวตัวผู้ นั่นเล็งลูกสาวเขาอยู่

แต่พอมองเอ๋อหนิวผู้ใสซื่อ การหาแฟนหนุ่มแข็งแรง ๆ มาดูแลก็อาจจะไม่เลวร้ายนัก

หลังดึงไฟล์จากกล้องบนตัวเจ้าจินน้อยและเครื่องบันทึกที่ปลอกคอจินหยา เฉินอิ่งปล่อยพวกมันตามสบาย อยากไปไหนก็ไป

เขามีงานต้องทำ และในเมื่อพาจินหยากับเจ้าจินน้อยมาในนามการวิจัย ก็ต้องมีผลงานกลับไปโชว์

ลุงทาชิกลับไปทำงานแล้ว นัดว่าจะมารับเขาอีกครึ่งเดือน

ถ้ามีเรื่องด่วน ทุ่งเลี้ยงสัตว์ก็มีรถไปส่งที่สถานีพิทักษ์ป่าแม่น้ำไม่แข็งได้

ทุ่งเลี้ยงสัตว์อันหนาวเหน็บไม่มีโรงเรียนอนุบาล เด็ก ๆ มักเริ่มเรียนตอนเจ็ดแปดขวบ และต้องไปอยู่ไกลบ้าน เป็นโรงเรียนประจำ กลับบ้านได้แค่สองเดือนครั้ง

ช่วงที่เฉินอิ่งพักอยู่บ้านลุงทาชิชั่วคราว เด็ก ๆ เหมือนได้ของเล่นใหม่ รุมถามคำถามเขาไม่หยุด เหมือนเขาเป็นสารานุกรมเคลื่อนที่ “เจ้าหนูจำไม[1]

เฉินอิ่งคิดว่าแบบนี้ไม่ไหว จะเมินเด็กก็ไม่ได้ แต่พอคุยด้วย ก็ไม่จบไม่สิ้น

คิดไปคิดมา ในเมื่อเด็ก ๆ อยากเรียนรู้ งั้นเขาสอนให้เลยละกัน

ยังไงคนก็ไม่เยอะ แค่สิบกว่าคน นั่งในเต็นท์ใหญ่หลังเดียวสบาย ๆ

กระดานดำยืมมาจากบอร์ดประชาสัมพันธ์ของสถานีพิทักษ์ป่าแม่น้ำไม่แข็งชั่วคราว แม้จะสั่งซื้อไปแล้ว แต่ไม่รู้ของจะมาถึงก่อนเขากลับไหม

ช่วงเช้าและเที่ยง เด็กโตต้องช่วยงานบ้าน หลังบ่ายสามพอต้อนสัตว์เข้าคอกและเช็กจำนวนเสร็จ ก็เป็นเวลาว่างของเด็ก ๆ พอดีกับที่เฉินอิ่งทำงานวิจัยประจำวันเสร็จ

สอนเด็ก ๆ ไม่ได้หมายถึงมานั่งบรรยายวิชาการอย่างภาษา คณิตศาสตร์ หรือภาษาต่างประเทศ

เฉินอิ่งรู้ขีดจำกัดตัวเอง และไม่ได้กะจะมาแย่งงานครูอาชีพ

สิ่งที่เขาสอนคือเรื่องที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน เช่น พืชที่ดูไร้ค่าริมทางอาจเป็นสมุนไพรล้ำค่า วิธีปฐมพยาบาลและขอความช่วยเหลือถ้าคนหรือสัตว์บาดเจ็บในป่า

เด็ก ๆ อาจดูเล็กและไม่รู้เรื่อง แต่พอเป็นเรื่องใกล้ตัวและสิ่งที่เห็นทุกวัน พวกเขาตั้งใจฟังยิ่งกว่าเรียนในห้องเรียนซะอีก

ไม่ใช่แค่เด็ก ผู้ใหญ่ที่ว่างงานก็มามุงฟัง ผ่านไปไม่กี่วัน เฉินอิ่งพูดไม่ออกเมื่อเห็นคนเลี้ยงสัตว์แย่งที่นั่งตรงกลาง ปล่อยเด็ก ๆ นั่งฮึดฮัดอยู่ขอบ ๆ

ช่วยไม่ได้ เฉินอิ่งต้องเปิดคลาสพิเศษแยกให้เด็ก ๆ ต่างหาก

เขาเข้าใจว่าสำหรับคนเลี้ยงสัตว์ในทุ่ง การจบมัธยมต้นถือว่าเก่งแล้ว เพิ่งมีไม่กี่ปีมานี้ที่รัฐบาลสนับสนุนการแก้ปัญหาความยากจนอย่างจริงจัง บวกกับคนเลี้ยงสัตว์ตระหนักเองว่าการไม่มีความรู้มันลำบากแค่ไหน ถึงยอมกัดฟันส่งลูกเรียน

สมัยพวกเขาน่ะ แค่เขียนชื่อตัวเองได้และทำบัญชีเป็นก็ถือว่ามีการศึกษาแล้ว

ในเมื่อสอนผู้ใหญ่ บทเรียนของเฉินอิ่งเลยลึกและกว้างขึ้น

แถวนี้ไม่มีกิจกรรมบันเทิง การมารวมตัวเรียนตอนกลางคืนแล้วดื่มเหล้าคุยกันก็เป็นการฆ่าเวลาที่ดี

นอกจากสอนให้รู้จักพืชสมุนไพร เฉินอิ่งยังสอนวิธีจัดการโรคและการบาดเจ็บง่าย ๆ ในปศุสัตว์

จริง ๆ คนเลี้ยงสัตว์ส่วนใหญ่มีความรู้อยู่บ้าง เป็นภูมิปัญญาที่ส่งต่อกันมา

ปัญหาคือมันไม่เป็นระบบ เช่น สูตร A ใช้ได้ผลกับท้องเสียของวัวบ้านหนึ่ง สูตร B ได้ผลกับอีกบ้าน ต่างคนต่างเชื่อว่าวิธีตัวเองถูก

ความจริงคือท้องเสียอาจคนละแบบ พอคนลองสูตร A ไม่หาย ไปลองสูตร B แล้วหาย ก็เหมาว่าสูตรบ้านแรกผิด

เมื่อก่อนสัตว์ตัวเดียวมีค่ากว่าชีวิต ถ้าใครรักษาซี้ซั้วจนสัตว์ตาย อาจโดนเจ้าของเอาเรื่องได้

ต่อมาพอมีสัตวแพทย์เฉพาะทาง เรื่องพวกนี้ก็หายไป แต่ปัญหาใหม่ก็เกิด หน้าร้อนคนเลี้ยงสัตว์ต้อนฝูงไปทุ่งต่าง ๆ สัตวแพทย์ตามไปทุกที่ไม่ได้ พอมีเหตุฉุกเฉินก็นอนไม่หลับ อยากติดปีกบินไปตามหมอ

ทริกการวินิจฉัยและทักษะเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เฉินอิ่งสอน ล้วนผ่านการพิสูจน์จากตำรามหาลัย ถ้าไม่หายขาด อย่างน้อยก็ยื้ออาการรอหมอได้

คนเลี้ยงสัตว์ซาบซึ้งใจ ตอบแทนน้ำใจด้วยน้ำใจดูแลเขาและแมวใหญ่ทั้งสองอย่างดีเยี่ยม

อากาศเย็นลงเรื่อย ๆ ขณะที่จินหยาและเอ๋อหนิวกล้าท้าลมหนาววิ่งเล่น เจ้าจินน้อยไม่ไหว หลังจากตามไปสองรอบ มันตัดสินใจลดกิจกรรมร่วมกับสาว ๆ ลง

ต้นเดือนสิบสองตามปฏิทินจันทรคติ พายุหิมะถล่มอีกสามวัน

สำหรับที่ราบสูง หิมะแค่นี้เรื่องปกติ เด็ก ๆ วิ่งไปเล่นปาหิมะและสไลเดอร์กันสนุกสนาน

เจ้าจินน้อยนอนอาบแดดบนหลังคารถ รองด้วยเบาะหนังแกะเก่า ๆ ที่คนเลี้ยงสัตว์ข้างบ้านเตรียมให้

มีเจ้าจินน้อยอยู่ หนูและกระต่ายแถวนั้นซวยกันถ้วนหน้า

แต่นี่เป็นเรื่องดี เพราะถ้าไม่มีสัตว์เล็กพวกนี้มาทำลาย หญ้าในทุ่งจะงอกงามขึ้นปีหน้า

กล้องที่เคยอยู่บนหลังเจ้าจินน้อย ถูกย้ายไปติดให้เอ๋อหนิว และเพื่อให้แน่นหนา ป้าทาชิช่วยแก้สายรัดให้กว้างและยาวขึ้น

ขณะเด็ก ๆ เล่นปาหิมะและเจ้าจินน้อยอาบแดด เฉินอิ่งปูผ้าหนังวัวบนหญ้า นั่งถือแท็บเล็ต อาบแดดและคุยกับเจ้าจินน้อย

คนนอกมองมาเหมือนเขาคุยคนเดียว โดยมีเสือไฟร้องตอบเป็นพัก ๆ ไม่มีใครรู้ว่าเฉินอิ่งกำลังวางแผนการใหญ่

เขาอยากสร้าง “ธนาคารพันธุกรรมสัตว์ตระกูลแมวบนที่ราบสูง” เริ่มจากการเก็บข้อมูลของเอ๋อหนิวและแฟนหนุ่มข่าวลือของเธอ

เขาไม่กล้าเข้าไปลึกเกินไป แผนคือเชื่อมต่อทะเลสาบที่เป็นแหล่งคลอดลูกของละมั่งทิเบต อย่างทะเลสาบอูลานอูลา, ทะเลสาบจัวไน่, ทะเลสาบเข่อเข่อซีหลี่, และทะเลสาบดวงอาทิตย์ แล้วสำรวจขยายออกจากแนวนี้ เพื่อทำประวัติแมวและสร้างธนาคารพันธุกรรมประชากร

ภูมิประเทศแกนกลางซับซ้อนเกินไป สูงชัน ขาดออกซิเจน และกู้ภัยยาก ไม่จำเป็นต้องเข้าไปลึกขนาดนั้น แค่สำรวจขยายจากทะเลสาบต่าง ๆ ก็พอเป็นไปได้

ปีเดียวไม่พอก็สองปี ห้าปี สิบปี สักวันมันต้องเสร็จ

นอกจากสำรวจที่ราบสูง ยังต้องรวมพื้นที่ชายแดนเหนือเข้าไปด้วย และแน่นอนร่องหุบเขาเจียมู่ที่เขาประจำอยู่ก็ทิ้งไม่ได้

โครงการแบบนี้มีนักวิจัยทำอยู่หลายคน ที่ดังและได้รับการยอมรับที่สุดคือวิจัยพันธุกรรมประชากรเสือโคร่งไซบีเรีย

ทางตะวันตกเฉียงใต้ วิจัยพันธุกรรมประชากรแพนด้ายักษ์ก็ค่อนข้างสมบูรณ์

ตอนไปแลกเปลี่ยนที่สวนสัตว์ป่ามณฑลชิงไห่ เขาคุยกับสัตวแพทย์ที่นั่น ซึ่งก็มีแผนสร้างธนาคารพันธุกรรมและวิจัยการประยุกต์ใช้เหมือนกัน

แต่พวกเขาเน้นวิจัยพันธุกรรมเสือดาวหิมะเลี้ยง ส่วนเขามี “นิ้วทองคำ” จุดแข็งคือสัตว์ป่า

บนพื้นฐานนี้พวกเขาร่วมมือกันขอทุนวิจัยได้ หลังจากนั้นเดี๋ยวค่อยดึงเสี่ยวหลิว, ต้วนอู้หลิน, และคนอื่นมาร่วมวง เขาจะได้โฟกัสแค่เรื่องเทคนิค ส่วนเรื่องอื่นโยนให้ต้วนอู้หลินจัดการ!

[1] ฉายาที่ใช้เรียกเด็กเล็กวัย 3-5 ขวบ ที่มีนิสัยช่างสงสัย ช่างถาม “ทำไม” และ “อย่างไร” ตลอดเวลา

จบบทที่ ผู้พิทักษ์ป่า : เข้าป่าวันแรก ก็เก็บ ‘ลิงซ์สาว’ ได้ซะงั้น ตอนที่ 310 ยอมทุ่มสุดตัวเพื่อเป็นเพื่อนเอ๋อหนิว 💸

คัดลอกลิงก์แล้ว