- หน้าแรก
- เดอะวิทเชอร์ : บัลลังก์สิงโตทองคำ
- เดอะวิทเชอร์ : บัลลังก์สิงโตทองคำ ตอนที่ 330 ความแค้นเก่า ภัยคุกคามใหม่ 💸
เดอะวิทเชอร์ : บัลลังก์สิงโตทองคำ ตอนที่ 330 ความแค้นเก่า ภัยคุกคามใหม่ 💸
เดอะวิทเชอร์ : บัลลังก์สิงโตทองคำ ตอนที่ 330 ความแค้นเก่า ภัยคุกคามใหม่ 💸
เดอะวิทเชอร์ : บัลลังก์สิงโตทองคำ ตอนที่ 330 ความแค้นเก่า ภัยคุกคามใหม่
หลังจากอ่านจดหมายจากผู้อาวุโสสูงสุดแห่งคนแคระ หัวหน้าตระกูลซิกรินก็หัวเราะเสียงดังก่อนพูดกับแลนน์
“ขอบคุณ ท่านดยุกแลนนิสเตอร์ ถ้าไม่ได้ท่านเข้ามาแทรกแซงทันเวลา วันนี้เราคงเสียคนหนุ่มดี ๆ ไปหลายคน คืนนี้คงมีหลายครอบครัวต้องโศกเศร้า รวมถึงญาติบางคนของยาร์เพนด้วย!”
“นั่นคือจุดประสงค์ที่ข้ามาที่นี่” แลนน์ตอบอย่างถ่อมตน “ข้าหวังเพียงว่าจะช่วยตระกูลซิกรินยุติเรื่องเลวร้ายนี้ให้เร็วที่สุด”
“ข้าเข้าใจความต้องการของผู้อาวุโสสูงสุดแห่งคนแคระ ท่านไม่ต้องห่วง ตระกูลซิกรินไม่เคยลืมสหาย” หัวหน้าตระกูลกล่าวอย่างเคร่งขรึม “ในอดีต เราปิดประตูและพบความสงบ แต่พวกเราหลายคนยังคงรู้สึกผิดที่ทอดทิ้งพวกเอลฟ์ การหันหลังให้ผู้ที่เดือดร้อนไม่ใช่วิถีของคนแคระ ตอนนี้เมื่อเผชิญกับทางเลือกที่คล้ายกัน เราจะไม่ปล่อยให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอย”
แลนน์แสดงความขอบคุณอย่างจริงใจต่อคำสัญญาของหัวหน้าตระกูล
เนื่องจากภารกิจล่าสัตว์ประหลาดนี้เกี่ยวข้องกับการสนับสนุนทั้งสองตระกูล พวกเขาจึงต้องสรุปแผนปฏิบัติการและประสานงานกองกำลังกับตระกูลฟุคส์ในวันรุ่งขึ้น แม้ทีมของแลนน์จะเหมาะกับการฆ่าสัตว์ประหลาดมากกว่า แต่พวกเขาก็ยังต้องการความรู้ท้องถิ่นเกี่ยวกับถิ่นที่อยู่ การกระจายตัว และพฤติกรรมของสัตว์ร้าย
นอกจากนี้คนแคระอาจมีข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์เพื่อทำให้งานของพวกเขาง่ายขึ้น
ค่ำคืนมาเยือนอย่างรวดเร็ว เนื่องจากสิ่งปลูกสร้างในเมืองถูกออกแบบมาสำหรับคนแคระ แลนน์และคณะจึงต้องอาศัยอยู่ในเต็นท์
ทหารซินทราซึ่งคุ้นเคยกับชีวิตทหารไม่มีคำบ่น ยังไงซะพวกเขาเคยทนสภาพที่เลวร้ายกว่านี้มาแล้วตอนบ้านเกิดล่มสลาย อย่างไรก็ตามกาบอร์รู้สึกผิดอย่างยิ่งและขอโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตามธรรมเนียมพวกเขาควรได้รับการต้อนรับที่เมืองหลวง ภูเขาคาร์บอน ซึ่งมีที่พักสำหรับแขกบ้านแขกเมืองที่เป็นมนุษย์
. . .
“ข้าคิดว่ามีบางอย่างผิดปกติมาก ๆ กับสองตระกูลนี้” เกรอลท์เปรยขึ้น
เต็นท์ของแลนน์มีขนาดใหญ่ กว้างพอที่จะใช้เป็นเต็นท์บัญชาการของทั้งกองพัน ปัจจุบันมันเป็นที่พักของคนสนิทและนักรบที่เขาไว้ใจทุกคน แม้แต่วายุทมิฬก็แอบเข้ามาเพื่อหาความอบอุ่น
“พวกเขามีปัญหาแน่นอน” แลนน์ยืนยัน พลางนวดขมับ “ข้าแค่หวังว่าเราจะจัดการพวกสัตว์ประหลาดให้เสร็จเร็ว ๆ และเลี่ยงไม่ให้เข้าไปพัวพันกับความบาดหมางของพวกเขา”
เกรอลท์ขมวดคิ้ว “แต่ถ้าพวกเขาส่งทหารไปซินทรา ความขัดแย้งระหว่างตระกูลก็ยังจะส่งผลกระทบต่อเจ้าอยู่ดี”
หมาป่าขาวพูดมีเหตุผล แต่แลนน์ส่ายหน้า “ไม่ นั่นเป็นความขัดแย้งที่ข้าไกล่เกลี่ยได้ แต่อันนี้ต่างออกไป สองตระกูลนี้เป็นศัตรูคู่อาฆาต ถ้าบรูเวอร์ ฮู๊ก ยังแก้ปัญหาความบาดหมางของพวกเขาไม่ได้มาหลายศตวรรษ ข้าก็สงสัยว่าข้าจะทำได้ดีกว่ารึเปล่า สิ่งที่ข้ากลัวจริง ๆ คือการมีอยู่ของเราจะเป็นประกายไฟที่จุดชนวนหายนะที่ใหญ่กว่าเดิม ทำลายสมดุลอันเปราะบางระหว่างพวกเขา”
ตอนแรกเกรอลท์ดูเป็นกังวล แต่หลังจากฟังคำตอบของแลนน์ เขาก็หัวเราะเบา ๆ “แลนน์ ข้าว่าเจ้าใช้เวลาห่วงเรื่องการเมืองแดนเหนือมากไปแล้ว นี่คือมหาคัม และพวกเขาคือคนแคระ สิ่งที่ข้าหมายถึงคือ ไม่ว่าพวกเขาจะเกลียดกันแค่ไหน พวกเขาก็ยังเป็นคนแคระ”
แลนน์ส่ายหน้าอีกครั้ง “เกรอลท์ การหันดาบเข้าหาพวกเดียวกันเองไม่ใช่สิ่งที่มนุษย์ทำฝ่ายเดียวนะ ไม่ใช่คนแคระทุกคนจะเป็นเหมือนยาร์เพนหรือโซลตัน ที่ภักดีต่อเผ่าพันธุ์เหนือสิ่งอื่นใด”
เกรอลท์ขมวดคิ้วอีกครั้ง สีหน้านั้นยิ่งทำให้ใบหน้าที่ดูเหนื่อยล้าและครุ่นคิดของเขาดูลึกซึ้งขึ้น
“อะไร? เจ้าสังเกตเห็นอะไรผิดปกติรึ?” แลนน์ถามด้วยความอยากรู้
หมาป่าขาวพยักหน้า “ใช่ ถ้าสองตระกูลนี้เกลียดกันขนาดนั้นจริง ๆ แล้วทำไมก่อนหน้านี้พวกเขาถึงร่วมสู้กับสัตว์ประหลาดด้วยกันล่ะ? คนแคระเป็นพวกตรงไปตรงมา ถ้าความเกลียดชังฝังลึกขนาดนั้น พวกเขาไม่น่าจะต่างคนต่างอยู่รึ?”
. . .
“เพราะไอ้พวกซิกรินสมองทึบนั่นมันจ้องจะงาบเหมืองฟุคส์ของเราตาเป็นมันไง! พวกมันแค่หาข้ออ้างเพิ่มในรายการอาชญากรรมยาวเหยียดของพวกมัน!”
วันรุ่งขึ้นแลนน์ ตระกูลซิกริน และตระกูลฟุคส์ มารวมตัวกันที่บึงดาวอร์
ตระกูลซิกรินสาบานว่าจะไม่ยอมให้ตระกูลฟุคส์เหยียบย่างเข้ามาในดินแดนของตน ในขณะที่ตระกูลฟุคส์มองว่าคนตระกูลซิกรินเป็นสิ่งปฏิกูล ผลก็คือในที่สุดพวกเขาเลือกพื้นที่เป็นกลางในป่า ซึ่งห่างจากถิ่นฐานของทั้งสองตระกูลเท่ากัน เป็นสถานที่เจรจา
แวบแรกการประชุมนี้ดูเหมือนปฐมบทของสงครามมากกว่าการเจรจา เป็นการซ้อมรบโดยไม่ได้ตั้งใจแต่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
หินก้อนใหญ่ขนาดเท่าหินโม่แป้งถูกใช้เป็นโต๊ะประชุมชั่วคราว ไม่ใช่ว่ามันสำคัญอะไร เพราะในขณะนี้มันดูเหมือนเวทีประลองมากกว่า หัวหน้าตระกูลทั้งสองปีนขึ้นไปบนนั้นแล้ว หมิ่นเหม่ที่จะเปิดศึกตะลุมบอน
จากการโต้เถียงอันดุเดือด แลนน์เข้าใจในที่สุดว่าทำไมสิ่งที่ควรจะเป็นการต่อสู้ร่วมกันต้านสัตว์ประหลาดถึงกลายเป็นความวุ่นวายสามฝ่าย
“ตระกูลซิกรินอยากได้ ‘หุบเหวดาวอร์’ ของเรามาตลอด” หัวหน้าตระกูลฟุคส์ถ่มน้ำลาย “ทันทีที่รู้ว่า ‘การกวาดล้างครั้งใหญ่’ กำจัดสัตว์ร้ายข้างในไม่หมด พวกมันก็รีบแจ้นมาอ้างว่าจะช่วยเราเคลียร์พื้นที่ แต่บอกข้าทีซิ ใครเขาพกวัสดุก่อสร้างมาด้วยถ้าแค่จะมาฆ่าสัตว์ประหลาด?”
น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความประชดประชัน “พวกมันแค่หาข้ออ้างเพื่อยึดครองและตั้งถิ่นฐานในเหมือง พยายามแย่งชิงดินแดนตระกูลฟุคส์ แต่ทายซิ? ปรากฏว่าในเหมืองดันเต็มไปด้วยสัตว์ประหลาด แผนการเล็ก ๆ ของพวกมันเลยพังไม่เป็นท่า! ฮ่า ๆ! ไอ้พวกสมองกลวง!”
หุบเหวดาวอร์คือเหมืองที่ฝูงเชาล์มาร์ทะลักออกมาในการต่อสู้ครั้งล่าสุด มันเป็นเหมืองเพชรแบบเปิดที่หายากในมหาคัม ซึ่งให้ผลผลิตอัญมณีมากมาย แม้ทรัพยากรที่ขุดได้ทั้งหมดในมหาคัมจะต้องส่งมอบให้ภูเขาคาร์บอนเพื่อใช้ร่วมกันอย่างเป็นทางการ ไม่เคยเป็นของตระกูลใดตระกูลหนึ่ง แต่สิทธิ์ในการขุดเจาะเหมืองดังกล่าวให้ความสำคัญทางการเมืองอย่างมาก
หัวหน้าตระกูลซิกริน หน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธตวาดกลับ “ลิ้นเจ้าโดนคีมคีบเหล็กหนีบไปรึไง ไอ้พวกฟุคส์บัดซบ? หุบเหวดาวอร์ถูกพัฒนาโดยทั้งสองตระกูลร่วมกัน! ตั้งแต่เมื่อไหร่ที่มันกลายเป็นของเจ้าคนเดียว?”
หัวหน้าตระกูลฟุคส์สวนกลับด้วยความดุเดือดไม่แพ้กัน “ตอนที่ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งคนแคระจัดสรรดินแดน เราได้รับหุบเหวดาวอร์ เพื่อเป็นการแลกเปลี่ยน พวกเจ้าได้สิทธิ์เข้าถึงบึงดาวอร์เพิ่มเติม มันเป็นการแลกเปลี่ยนที่ยุติธรรม”
ขณะพูดเขากระทืบเท้าลงบนพื้นแรง ๆ ชี้ไปที่อ่างเก็บน้ำเทียมกว้างใหญ่ที่เกิดจากเขื่อน
“บึงดาวอร์มันมหึมา! จะมีสิทธิ์เข้าถึงเพิ่มไปเพื่ออะไร?” หัวหน้าตระกูลซิกรินเยาะเย้ย “พวกเจ้าไม่เคยทำตามส่วนแบ่งที่ตกลงกันไว้เลย! เจ้าเอาน้ำและปลาไปตามใจชอบ!”
ความตึงเครียดถึงขีดสุดเมื่อหัวหน้าตระกูลทั้งสองคว้าคอเสื้อกันและกัน กำหมัดแน่น พร้อมจะเริ่มชกต่อย ด้านหลังพวกเขานักรบของแต่ละฝ่ายแผ่รังสีอำมหิต ดูพร้อมจะกระโจนเข้าร่วมวง
แลนน์ถอนหายใจเงียบ ๆ ด้วยสายตา เขาส่งสัญญาณให้กาบอร์ หวังว่าเขาจะเข้าไปแทรกแซงก่อนที่เรื่องนี้จะกลายเป็นการตะลุมบอนเต็มรูปแบบ
นี่ไม่ใช่สถานการณ์ที่แลนน์ คนนอก ควรจะพูดแทรก ไม่ใช่ว่าเขาขาดความสามารถ แต่เขาระวังที่จะถูกลากเข้าไปในความบาดหมางอันยาวนานระหว่างสองตระกูล ซึ่งจะทำให้ความเป็นกลางของเขาเสียไป ถ้าเขาเข้าไปยุ่งตอนนี้ การเจรจาในอนาคต กับทั้งสองตระกูลและแม้แต่ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งคนแคระจะซับซ้อนยิ่งขึ้น
แลนน์ถึงขั้นสงสัยว่าหัวหน้าตระกูลทั้งสองกำลังเล่นละครตบตาเขา พยายามล่อให้เขาเลือกข้าง หลังจากใช้เวลาอยู่ท่ามกลางคนแคระ เขาได้เรียนรู้อย่างหนึ่งเกี่ยวกับพวกเขา พวกเขาเจ้าเล่ห์เป็นที่หนึ่ง
กาบอร์ไม่อาจเมินเฉยต่อคำขอร้องเงียบ ๆ ของแลนน์ ความจริงแล้วตั้งแต่รับตำแหน่งที่ภูเขาคาร์บอน เขาแทบไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับข้อพิพาทของตระกูลเขากับพวกฟุคส์ แต่หน้าที่ก็คือหน้าที่
“หัวหน้าซิกริน หัวหน้าฟุคส์” กาบอร์จัดเสื้อกั๊กและก้าวไปข้างหน้า “แขกของเรายังอยู่ที่นี่ และเวลาของเขามีจำกัด”
หัวหน้าตระกูลซิกรินหงุดหงิดทันที “กาบอร์ เจ้าพูดแทนคนนอกตั้งแต่เมื่อไหร่?!”
ในทางกลับกันหัวหน้าตระกูลฟุคส์ดูพอใจที่กาบอร์เรียกตำแหน่งเขาถูกต้อง ด้วยรอยยิ้มเยาะเย้ย เขาปล่อยคอเสื้อหัวหน้าตระกูลซิกรินและถอยหลังไปก้าวหนึ่ง
“พวกเราชาวฟุคส์ไม่หัวรั้นและไร้เหตุผลเหมือนพวกซิกรินหรอก” เขาพูดอย่างลำพองใจ “สิ่งที่สำคัญที่สุดตอนนี้คือเริ่มการกวาดล้างครั้งใหญ่ระลอกใหม่ ทุกวินาทีที่เราเสียไปกับการเถียงกัน สถานการณ์อาจแย่ลง . . .”
“ลิ้นเจ้าคงโดนคีมตัดไปแล้วสินะ จู่ ๆ ก็ห่วงเรื่องเหตุผลขึ้นมาซะงั้น?!” หัวหน้าตระกูลซิกรินตะโกน แทบจะกระโดดด้วยความโกรธ
เมื่อเห็นว่าบทสนทนาวกกลับมาที่ประเด็นสำคัญในที่สุด แลนน์จึงก้าวเข้ามา
“ข้าเชื่อว่าหัวหน้าทั้งสองได้อ่านจดหมายจากผู้อาวุโสสูงสุดและได้ยินจากนักรบของพวกท่านเกี่ยวกับการต่อสู้เมื่อเร็ว ๆ นี้แล้ว”
เขาหมายถึงการต่อสู้ที่เขาฆ่าเดรคบินได้และเผาเชาล์มาร์จนเป็นเถ้าถ่าน หัวหน้าตระกูลทั้งสองไม่ได้เห็นการต่อสู้ด้วยตาตัวเอง และพวกเขายังคงสงสัยในความแข็งแกร่งของเขา แต่ดูจากสีหน้าเคร่งขรึม พวกเขาเข้าใจความร้ายแรงของสถานการณ์
“ก่อนหน้านี้ พวกท่านทั้งคู่ขอกำลังเสริมจากผู้อาวุโสสูงสุดแห่งคนแคระเนื่องจากขาดแคลนกำลังคน” แลนน์พูดต่อ “ตอนนี้เราอยู่ที่นี่ ปัญหานั้นควรจะหมดไป”
“นักรบของข้าและข้าเชี่ยวชาญการล่าสัตว์ประหลาด แต่เราต้องการให้พวกท่านทั้งสองบอกเราอย่างชัดเจนว่ามีสัตว์อะไรซ่อนอยู่ในดินแดนนี้บ้างและรังของพวกมันอยู่ที่ไหน นี่จะไม่ใช่แค่การกวาดล้างครั้งใหญ่อีกครั้ง เราจะกำจัดพวกมันให้สิ้นซาก”
เขาแสดงจุดยืนชัดเจน “ด้วยวิธีนี้ นักรบของพวกท่านจะไม่ต้องกังวลว่าครอบครัวจะถูกโจมตีในขณะที่พวกเขาไม่อยู่”
ด้านหลังเขาองครักษ์ในชุดเกราะสิงโตมาตรฐานยืนตัวตรงและตั้งแถว แผ่รังสีน่าเกรงขาม
ผู้นำตระกูลซิกรินและฟุคส์สบตากัน แล้วมองกลับไปที่นักรบด้านหลังแลนน์ ระเบียบวินัยและการปรากฏตัวของพวกเขาไม่ทิ้งข้อกังขา พวกเขาคือยอดฝีมือ