เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

เดอะวิทเชอร์ : บัลลังก์สิงโตทองคำ ตอนที่ 305 สเกลลิเกในเปลวเพลิง 💸

เดอะวิทเชอร์ : บัลลังก์สิงโตทองคำ ตอนที่ 305 สเกลลิเกในเปลวเพลิง 💸

เดอะวิทเชอร์ : บัลลังก์สิงโตทองคำ ตอนที่ 305 สเกลลิเกในเปลวเพลิง 💸


เดอะวิทเชอร์ : บัลลังก์สิงโตทองคำ ตอนที่ 305 สเกลลิเกในเปลวเพลิง

การปรากฏของรูปปั้นไม่ได้รอดพ้นสายตาของแลนน์ ยักษ์น้ำแข็งที่สามารถใช้เวทมนตร์ดรูอิดได้เป็นเรื่องที่ไม่เคยได้ยินมาก่อน ทั้งในเกมจากชาติที่แล้วและในประวัติศาสตร์ของโลกนี้ ดังนั้นเขาจึงเริ่มสงสัยแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น

อย่างไรก็ตามเมื่อเห็นรูปปั้นไม้โอ๊คของสวาลบลอด ข้อสงสัยของเขาก็หายไปจนหมดสิ้น

ถึงอย่างนั้นแลนน์ก็ไม่กังวล ทันทีที่เขาเชื่อมต่อกับยักษ์น้ำแข็งได้สำเร็จ เสียงแจ้งเตือนจากระบบก็ดังก้องในหัวของเขา

[ภารกิจ - ความพิโรธแห่งเหมันต์ - สำเร็จ]

[ภารกิจ - ความพิโรธเงียบงัน - สำเร็จ]

[ระดับตัวละครเพิ่มขึ้น +1]

สองภารกิจสำเร็จพร้อมกัน และเนื่องจากเป็นภารกิจหลัก ค่าประสบการณ์จำนวนมหาศาลจึงเติมเต็มแถบที่ว่างเปล่าของแลนน์ในทันที ทำให้เขาเลเวลอัป

ความสุขที่เขารู้สึกนั้นยากจะบรรยาย แต่สิ่งที่ทำให้เขาตื่นเต้นจริง ๆ คือสิ่งที่เขาเห็นบนหน้าจอระบบของยักษ์น้ำแข็ง

[ผู้ติดตาม : ไมร์ฮิฟฟ์]

[เพศ : ชาย]

[เผ่าพันธุ์ : ยักษ์น้ำแข็ง]

[เลเวล : 1]

[พรสวรรค์ : น้ำแข็ง, แหล่งกำเนิดเวทมนตร์]

[ค่าประสบการณ์ : 0/1000]

[พลังชีวิต : 32000/32000]

[มานา : 4400/4400]

[ช่องเก็บของ : ไม่มี]

[ทักษะ : สายเลือดน้ำแข็ง, สายเลือดอัลไพน์, ระบบเผาผลาญรวดเร็ว, คำสั่งราชันย์, คาถาพื้นฐานระบบดรูอิด]

[ภารกิจ : ไม่มี]

- - -

[พรสวรรค์ผู้ติดตามที่แบ่งปันได้ : แหล่งกำเนิดเวทมนตร์]

[แหล่งกำเนิดเวทมนตร์ : เพิ่มปริมาณมานาทั้งหมด 100%]

แค่เห็นค่าสถานะเหล่านี้ก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้แลนน์รู้สึกปิติยินดี

นอกจากนี้มีอีกอย่างที่สะดุดตาเขา ชื่อและเผ่าพันธุ์ของยักษ์น้ำแข็งไม่มีคำต่อท้ายในวงเล็บ เหมือนกรณีของบิลตอนแปลงร่างเป็น [หมียักษ์สเกลลิเก] และมันก็ไม่มีทักษะ [การแปลงร่างเบอร์เซิร์กเกอร์] ในรายการทักษะด้วย

นั่นหมายความได้อย่างเดียว อาร์ทิสตายแล้ว และแลนน์ก็ปะติดปะต่อเรื่องราวได้ทันที ความวุ่นวายก่อนหน้านี้ทั้งหมดน่าจะเป็นส่วนหนึ่งของพิธีบูชายัญหมู่แด่เทพเจ้ามืดสวาลบลอด โดยมีจุดประสงค์เพื่อเปลี่ยนอาร์ทิสให้เป็นนักรบเบอร์เซิร์กเกอร์ที่ไม่เคยมีมาก่อน โดยหลอมรวมเข้ากับยักษ์น้ำแข็ง

ซึ่งเขาไม่อาจปฏิเสธความบ้าบิ่นของแผนการและความน่าสะพรึงกลัวที่จะเกิดขึ้นหากมันสำเร็จ แค่จินตนาการก็เพียงพอที่จะทำให้เลือดในกายเย็นเฉียบ

อย่างไรก็ตามมีบางอย่างผิดพลาดในกระบวนการ ตามคำบอกเล่าของไอสต์ ยักษ์น้ำแข็งตัวโตขึ้นกว่าเดิม เพราะก่อนหน้านี้มันไม่ได้สูงถึงสิบเมตรอย่างปัจจุบัน ซึ่งเป็นสัญญาณชัดเจนของผลจากการเสริมพลังของอาร์ทิส เขาใช้พลังของเทพเจ้ามืดและเวทมนตร์ของตัวเองพยายามสร้างร่างกายที่ไร้เทียมทานในโลกหล้า

แต่จิตวิญญาณของเขาไม่เพียงล้มเหลวในการยึดครองร่างนั้น แต่ยังกลายเป็นเครื่องสังเวยโดยไม่เต็มใจ ที่แย่กว่านั้นสิ่งมีชีวิตที่เกิดขึ้นไม่ได้สืบทอดสติปัญญาหรือความสามารถในการร่ายคาถาของเขามาด้วยซ้ำ

เรื่องนี้ชัดเจนจากหน้าต่างข้อมูล แม้ยักษ์จะมีมานาสำรองมหาศาลจากทักษะ [แหล่งกำเนิดเวทมนตร์] แต่ระดับเวทมนตร์ดรูอิดของมันอยู่แค่ขั้นพื้นฐาน ซึ่งหมายความว่ามันไม่สามารถใช้ประโยชน์จากพลังอันมหาศาลได้อย่างเต็มที่

นอกเหนือจากความสามารถติดตัวในการเรียกพายุหิมะ สิ่งเดียวที่มันน่าจะทำเป็นทางเวทมนตร์คือการเปลี่ยนท่อนไม้โอ๊คให้เป็นกระบอง

“ข้าสงสัยว่าเจ้านี่จะเรียนเวทมนตร์เพิ่มได้ในอนาคตไหม . . .” แลนน์พึมพำกับตัวเอง “ถ้าไม่ได้ บางทีข้าอาจจะโยนมันไปให้ลุงเมาส์แซ็กจัดการ . . .”

. . .

โคลกริมเดินเข้าไปอย่างระมัดระวัง และลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็ระงับความอยากรู้อยากเห็นไม่ไหว เขาใช้นิ้วเคาะขาของยักษ์น้ำแข็งเบา ๆ

สัมผัสนั้นเหมือนหินโบราณที่หุ้มด้วยหนังมังกร แข็งแต่ยืดหยุ่น แผ่ความเย็นยะเยือก โคลกริมซึ่งเคยต่อสู้กับยักษ์และฝากแผลไว้บนตัวมันหลายแห่ง ไม่สงสัยเลยถึงความทนทานอันเหลือเชื่อของกล้ามเนื้อเหล่านั้น

ท่าทางนั้นดูเหมือนจะไปกดสวิตช์ที่มองไม่เห็น ในพริบตาทุกคนก็กรูกันเข้าไปหายักษ์น้ำแข็ง บางคนด้วยความสงสัยใคร่รู้ บางคนด้วยความต้องการที่จะศึกษา พวกเขาต่างต้องการสำรวจสิ่งมีชีวิตมหึมาตนนี้จากมุมต่าง ๆ

ทุกคนยกเว้นคนเดียว เกิร์ด

วิทเชอร์ร่างยักษ์มองยักษ์น้ำแข็งด้วยสายตาประหลาดใจ แต่ไม่ได้เข้าไปร่วมวงกับคนอื่น เขากลับก้าวถอยหลังสองก้าว

“เราช่วยยาร์ลฮารัลด์และสยบยักษ์น้ำแข็งได้แล้ว แปลว่าเรากลับได้แล้วใช่ไหม?” เขาถามแลนน์

มีแววร้อนรนในน้ำเสียงของเขา

“ข้าคิดเรื่องเกษียณจากการเป็นวิทเชอร์อยู่แล้วเชียว” เกิร์ดพูดต่อ “แต่ดูเจ้าสิ พาข้ามาเอี่ยวกับการต่อสู้ในตำนานเฉยเลย ฮ่า ๆ! ยักษ์น้ำแข็งเชียวนะ!”

พูดจบเขาก็ระเบิดเสียงหัวเราะ

แต่แลนน์ค่อย ๆ ขมวดคิ้ว ไม่ใช่ว่าคำพูดของเกิร์ดกวนใจเขา เขารู้มาพักหนึ่งแล้วว่าวิทเชอร์คนนี้ตั้งใจจะวางมือ และแม้จะเสียดาย แต่เขาก็ไม่มีเจตนาจะรั้งตัวไว้ เขาทำได้เพียงอวยพรให้โชคดีในเส้นทางใหม่

อย่างไรก็ตาม จู่ ๆ เขาก็นึกขึ้นได้ว่าเขาเกือบจะล้มเหลวในการสร้างพันธสัญญาผู้ติดตามกับยักษ์น้ำแข็ง ตอนที่ค่าประสบการณ์หมดเกลี้ยง จิตสำนึกของยักษ์ยังคงต่อต้านอย่างดุเดือด หากไม่ได้ค่าประสบการณ์ที่เพิ่มขึ้นกะทันหันในวินาทีสุดท้าย ความพยายามทั้งหมดของเขาคงสูญเปล่า

การเพิ่มขึ้นของค่าประสบการณ์อย่างกะทันหันนั้นต้องมาจากผู้ติดตามของเขา ตอนแรกแลนน์คิดว่าเอซไปก่อเรื่องหรือคิยานทำภารกิจสำเร็จ แต่เมื่อเหลือบมองเร็ว ๆ เขาพบว่าเลเวลของสวานริก ผู้ซึ่งเฝ้าแอน สเกลลิก อยู่ จู่ ๆ ก็เลเวลอัป

เมื่อสังเกตเห็นสิ่งนั้น แลนน์จึงเปิดแผงสถานะของสวานริก เมื่อเห็นค่าสถานะและรายละเอียดภารกิจ สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

[ผู้ติดตาม : สวานริก เทอร์เชค]

[ . . .]

[พลังชีวิต : 187/230]

[ . . .]

[ภารกิจ : การป้องกันปราสาทเทอร์เชค]

. . .

ไอสต์และแลนน์นำทหารส่วนหนึ่งของตระกูลเทอร์เชคไปช่วยตระกูลทอร์ดาร์รอค ในขณะที่บรันรวบรวมทหารที่เหลือของตระกูลเทอร์เชคพร้อมกับทหารจากตระกูลอื่น ๆ เพื่อกำจัดยักษ์น้ำแข็งที่คุกคามสเกลลิเกมานานหลายศตวรรษ กระบวนการทั้งหมดต้องใช้เวลาอย่างน้อยหนึ่งเดือน

ก่อนจากไปบรันขอให้ทอร์เกียร์ช่วยดูแลสวานริก บังเอิญว่าแม่ของสวานริกอยู่ที่เกาะท่าเรือยูริอัลลา และเขาอยากหลีกเลี่ยงนางในช่วงเวลานั้น ดังนั้นโดยไม่ลังเล เขาจึงตัดสินใจย้ายไปอยู่ที่ปราสาทเทอร์เชคกับทอร์เกียร์

ทอร์เกียร์วางมือจากการเมืองมานานหลายปีแล้ว แต่ไอสต์และบรันเคยได้รับคำชี้แนะจากเขาในวัยเยาว์ ดังนั้นในช่วงเวลานี้เมื่อเกิดปัญหาในแอน สเกลลิก ที่ต้องการการตัดสินใจของผู้นำ สวานริกมักจะขอคำปรึกษาจากทอร์เกียร์และปฏิบัติตามคำแนะนำเสมอ

เมื่อเวลาผ่านไปความสัมพันธ์ของทอร์เกียร์และสวานริกก็แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และนักรบเฒ่าก็เริ่มส่งกองทหารส่วนตัวไปช่วยงานบริหารเกาะ

แต่วันนั้นขณะกลับจากการลาดตระเวนในพื้นที่ที่มีดราวเนอร์ชุกชุม สวานริกและทหารของเขาได้ยินเสียงโห่ร้องศึกก่อนจะถึงตัวปราสาท

เมื่อรีบเร่งไปดู พวกเขาเห็นธงสีดำที่มีดวงอาทิตย์สีทองตรงกลางโบกสะบัด ตราสัญลักษณ์ของจักรวรรดินิลฟ์การ์ด เบื้องหน้าพวกเขากองทหารกว่าร้อยนายในชุดเกราะสีดำกำลังเคลื่อนพลอย่างเย่อหยิ่ง

นิลฟ์การ์ด! ทำไมต้องตอนนี้? ตอนที่กองทหารเกือบทั้งหมดของสเกลลิเกไปรวมตัวกันที่เกาะอันด์วิก ตอนที่การป้องกันอ่อนแอที่สุด!

ทอร์เกียร์เป็นยาร์ลเกษียณ แม้จะยังมีทหารภักดีอยู่บ้าง แต่ก็มีเพียงร้อยกว่านาย ในทะเลเปิดชาวสเกลลิเกอาจต่อกรกับกองทัพที่ใหญ่กว่าสิบเท่าได้ แต่บนบกความได้เปรียบนั้นหายไป

“นั่นสวานริก เจ้าชายแห่งสเกลลิเก!” ทหารนิลฟ์การ์ดคนหนึ่งตะโกนเมื่อเห็นเขา

ผู้รุกรานยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นในสเกลลิเกและไม่รู้ว่าไอสต์ได้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์องค์ใหม่แล้ว

“มันเป็นลูกชายโจรสลัด! ให้มันชดใช้หนี้ของพ่อมันก่อน!” กองทัพนิลฟ์การ์ดส่วนหนึ่งแยกตัวออกมาโจมตีเขา โชคดีที่ทหารที่ทอร์เกียร์ส่งมาให้สวานริกเป็นทหารชั้นยอดและสามารถปกป้องเขาได้

“สวานริก หนีไป!” ทอร์เกียร์ตะโกนอย่างเร่งด่วนจากระยะไกล “พวกมันก็แค่ลูกแกะจากหอคอยทองคำ! ข้าปล้นชายฝั่งของมันมานับครั้งไม่ถ้วนจนจำไม่ได้แล้ว ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก”

คำพูดของยาร์ลเฒ่าจุดไฟแค้นให้นิลฟ์การ์ด การโจมตีของพวกเขารุนแรงขึ้น และบางส่วนที่ล้อมสวานริกอยู่ก็หันกลับไปโจมตีทอร์เกียร์อีกครั้ง

“กลับไปที่ปราสาท อย่าปะทะตรง ๆ! ข้าจะหาดรูอิดเพื่อเรียกกำลังเสริม นิลฟ์การ์ดไม่ใช่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว! พวกมันยึดครองดินแดนทางเหนือไปมากและเป็นศัตรูตัวฉกาจของแลนน์” สวานริกไม่ได้มั่นใจเหมือนทอร์เกียร์

บีร์นาติดตามความเคลื่อนไหวของขุนนางบนแผ่นดินใหญ่มาตลอด และด้วยเหตุนี้เขาจึงรู้ว่าจักรวรรดินิลฟ์การ์ดตอนนี้ทรงอำนาจกว่าที่เคย

ในขณะเดียวกันองครักษ์ที่ปกป้องสวานริกก็ล้มลงทีละคน ราวกับตื่นจากฝัน ทอร์เกียร์มองศัตรูด้วยความสยดสยอง พวกมันมีอาวุธดีกว่า ไม่รู้จักความกลัว และต่อสู้ด้วยความมุ่งมั่นที่น่าสะพรึงกลัว

“จริงหรือเนี่ย? นิลฟ์การ์ด กลายเป็นยักษ์ไปแล้วรึ?” ทอร์เกียร์ตระหนักในเวลานี้ว่าพวกมันไม่ใช่ลูกแกะที่ร้องไห้ใต้เงาการปล้นสะดมอีกต่อไป

“แต่ต่อให้สู้กับยักษ์ ข้าก็ยังฟันอะไรได้บ้างแหละน่า!” เขาหัวเราะอย่างท้าทาย

ทันใดนั้นเสียงทุ้มยาวดังก้องในอากาศ สวานริกรู้สึกเย็นวาบไปถึงกระดูกสันหลัง แล้วเขาก็เห็นหินขนาดยักษ์ใหญ่กว่าคนพุ่งข้ามท้องฟ้าราวกับลูกธนูและตกลงใส่ปราสาท ทุกครั้งที่กระทบกำแพงส่วนใหญ่ก็พังทลายลง

กระสุนหินถล่มป้อมปราการเหมือนคลื่นซัดปราสาททราย สวานริกมองอย่างหมดหนทางขณะที่ครึ่งหนึ่งของโครงสร้างพังครืนลงมา

แต่สิ่งที่ทำให้เขากรีดร้องด้วยความเจ็บปวดอย่างแท้จริงคือการเห็นทอร์เกียร์ยังคงต่อสู้อยู่ที่ตีนปราสาท กลุ่มฝุ่นและเศษซากกลืนกินเขาไปจนหมด

ในขณะเดียวกันทหารนิลฟ์การ์ดและนักรบสเกลลิเกยังคงต่อสู้อย่างดุเดือด ทหารนิลฟ์การ์ดหลายนายโดนลูกหลงจากกระสุนหินและบางส่วนถูกฝังใต้ซากปราสาท แต่แทนที่จะหวาดกลัว ความบ้าคลั่งของพวกเขากลับทวีความรุนแรงขึ้น

จากแนวรบของนิลฟ์การ์ด เสียงตะโกนด้วยความตื่นเต้นดังขึ้น “อีกรอบ! ถล่มปราสาทนั่นให้ราบเป็นหน้ากลอง! ให้ไอ้พวกโจรสลัดลิ้มรสการสูญเสียบ้านของพวกมันบ้าง!”

ดวงตาของสวานริกแดงก่ำ ในขณะนั้นความคิดที่จะถอยหนีหายไปจากสมองจนหมดสิ้น ไม่สำคัญว่าทอร์เกียร์จะเป็นหรือตาย เกียรติยศของชาวเกาะและความผูกพันที่มีต่อทอร์เกียร์ขวางกั้นไม่ให้เขาถอยแม้แต่ก้าวเดียว

เขาคำรามลั่น และในชั่วพริบตาท่วงท่าและเทคนิคดาบทั้งหมดที่เขาเรียนรู้มาตลอดหลายปีก็หลั่งไหลเข้ามาในความคิดและฝังลงในกล้ามเนื้อ โดยไม่ลังเลเขาฝ่าวงล้อมจากแนวหลังที่องครักษ์ปกป้องอยู่ และพุ่งเข้าสู่ใจกลางการต่อสู้ น่าประหลาดใจที่จังหวะการต่อสู้ของเขากับองครักษ์นั้นเข้ากันได้อย่างไร้ที่ติ ภายในไม่กี่วินาที พวกเขาฟันล้มนหารนิลฟ์การ์ดไปหลายนาย

แต่ความแตกต่างด้านจำนวนนั้นท่วมท้น และการซุ่มโจมตีด้วยเครื่องยิงหินได้ลดจำนวนคนของพวกเขาไปมาก ทีละน้อย ขบวนทัพของพวกเขาเริ่มโอนเอนเหมือนเรือกลางพายุ

“ทอร์เกียร์ตายแล้ว!” ใครบางคนตะโกนจากแนวรบศัตรู “จับลูกชายโจรสลัดนั่น! ให้ราชาโจรสลัดรู้ซึ้งถึงความเจ็บปวดจากการเสียลูกชาย!”

พวกนิลฟ์การ์ดคำรามด้วยความฮึกเหิมและถาโถมเข้ามาเหมือนคลื่นยักษ์ที่ไม่อาจหยุดยั้ง แต่ในตอนนั้นร่างกายของสวานริกก็เริ่มเรืองแสงสีเขียวมรกต

จบบทที่ เดอะวิทเชอร์ : บัลลังก์สิงโตทองคำ ตอนที่ 305 สเกลลิเกในเปลวเพลิง 💸

คัดลอกลิงก์แล้ว