เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

เดอะวิทเชอร์ : บัลลังก์สิงโตทองคำ ตอนที่ 265 เสียงสะท้อนของสวาลบลอดในขุนเขาแห่งสเกลลิเก 💸

เดอะวิทเชอร์ : บัลลังก์สิงโตทองคำ ตอนที่ 265 เสียงสะท้อนของสวาลบลอดในขุนเขาแห่งสเกลลิเก 💸

เดอะวิทเชอร์ : บัลลังก์สิงโตทองคำ ตอนที่ 265 เสียงสะท้อนของสวาลบลอดในขุนเขาแห่งสเกลลิเก 💸


เดอะวิทเชอร์ : บัลลังก์สิงโตทองคำ ตอนที่ 265 เสียงสะท้อนของสวาลบลอดในขุนเขาแห่งสเกลลิเก

พวกวิลด์คาร์ลคือกลุ่มคนที่เป็นอิสระจากตระกูลใด ๆ พวกเขากินสิ่งที่ล่ามาได้และมีชีวิตอยู่เพื่อการฆ่าฟันเท่านั้น

พวกเขาบ้าสงครามยิ่งกว่าชาวเกาะคนไหน ๆ แม้แต่ผู้ตั้งถิ่นฐานกลุ่มแรกจากแผ่นดินใหญ่ก็ยังสร้างภาพจำเกี่ยวกับชาวเกาะโดยอ้างอิงจากพวกวิลด์คาร์ล ป่าเถื่อน ดุร้าย และกระหายเลือด

พวกเขาไม่มีภรรยาหรือลูก วิธีเดียวที่จะเข้าร่วมกลุ่มได้คือต้องละทิ้งครอบครัวเพื่ออุทิศตนให้กับสงครามอย่างหมดสิ้น จึงจะถือว่าได้เข้าร่วมอุดมการณ์ของพวกเขา

ดังนั้นจะเรียกว่าเป็นเผ่าก็คงไม่ถูกนัก น่าจะเรียกว่าเป็นลัทธิหรือคณะนักบวชทางศาสนาเสียมากกว่า

สิ่งที่ชาวเกาะคนอื่น ๆ ไม่รู้ก็คือ พวกเขาแอบบูชาเทพเจ้าต้องห้าม ‘สวาลบลอด’ อย่างลับ ๆ และเลือดทุกหยดที่พวกเขาหลั่งรินนั้นมีไว้เพื่อบูชายัญแด่เทพองค์นั้น เหล่านักบวชที่เหลือรอดของสวาลบลอดจะคัดเลือกพวกวิลด์คาร์ลผ่านบททดสอบ เพื่อให้แน่ใจว่าจะมีเพียงผู้ที่แข็งแกร่งที่สุดเท่านั้นที่ผ่านไปได้ จากนั้นจึงเปลี่ยนพวกเขาให้กลายเป็น ‘เบอร์เซิร์กเกอร์’ ผ่านพิธีกรรมโบราณ

หลังจากเปิดเผยตัวตนว่าเป็นวิลด์คาร์ล มอร์กวาร์กก็เล่าต่อ “หลังจากชาวสเกลลิเกบุกโจมตีและเกือบกวาดล้างลัทธิของเราจนสิ้นซาก มีเพียงไม่กี่คนในพวกเราที่รอดมาได้ เรารักษาสิ่งที่เป็นแก่นแท้ของเบอร์เซิร์กเกอร์เอาไว้ ซ่อนตัว และรอเวลาที่เหมาะสมที่จะกลับมาผงาดอีกครั้ง”

“ตอนนี้พวกเขาซ่อนตัวอยู่ที่ไหน?” แลนน์ถาม

“ที่ยอดเขาบนเกาะอาร์ด สเกลลิก ในสถานที่ที่เรียกว่า ฟอร์นฮาลา”

เกิร์ดเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ “ก่อนที่ข้าจะจากมา ข้าเคยศึกษาประวัติศาสตร์ของลัทธิสวาลบลอด ถ้าข้าจำไม่ผิดที่นั่นเคยเป็นค่ายหลักของลัทธิสวาลบลอด พวกเขายังอยู่ที่นั่นจริง ๆ หรือ?”

มอร์กวาร์กพึมพำกับตัวเองโดยไม่รู้ตัว “ที่นั่นคือที่ตั้งของวงล้อมหมี สถานที่ฝึกฝนเหล่าเบอร์เซิร์กเกอร์ พวกชาวสเกลลิเกคงคาดไม่ถึงหรอกว่าเราจะหวนคืนกลับมา”

แลนน์ขมวดคิ้วและนวดขมับ สิ่งที่เคยเป็นความลับบัดนี้กระจ่างชัดแล้ว

แม้ว่ามอร์กวาร์กจะติดอยู่ที่นี่มาพักใหญ่ และเขาไม่รู้ว่าพวกวิลด์คาร์ลยังอยู่ที่นั่นหรือไม่ บางทีพวกเขาอาจย้ายออกไปแล้ว

แต่ในเมื่อมีเบาะแส พวกเขาก็ไม่อาจปล่อยโอกาสที่จะตรวจสอบให้หลุดมือไป

เพื่อความไม่ประมาท แลนน์ถามต่อ “มีอะไรอื่นที่เราจำเป็นต้องรู้อีกไหม หรือมีอะไรที่เจ้าอยากจะบอกอีกหรือเปล่า?”

“ช่วยข้าถอนคำสาปที”

แลนน์ตัดการส่งพลังเวทมนตร์ไปยังผนึกอาคม

มอร์กวาร์กขมวดคิ้วอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะรู้สึกตัว

“เจ้าทำอะไรกับข้า? ไอ้พวกกลายพันธุ์หัวทองบัดซบ ทำไม . . .”

แลนน์เกาหู แล้วหันไปมองเกิร์ด พลางยื่นดาบแอรอนไดท์ให้ “อยากลองทดสอบความเป็นอมตะของมันดูไหม?”

เกิร์ดรับดาบไปด้วยความยินดี ชื่นชมประกายสีทองของอักขระรูนบนใบดาบ

ทันใดนั้นดาบก็ถูกเหวี่ยงออกไปโดยพละกำลังมหาศาลของเกิร์ด พร้อมกับเลือดสาดกระเซ็นไปทั่วถ้ำ ทำให้เทียนบางเล่มดับลงในทันที

มนุษย์หมาป่าสูญเสียพลังชีวิตไปจนหมดสิ้น แต่ในชั่วพริบตาร่างของมันก็เริ่มลุกไหม้ ถูกกลืนกินด้วยเปลวเพลิงสีเขียวดุจวิญญาณ เมื่อเปลวไฟมอดลง มอร์กวาร์กก็หายวับไปกับตา ราวกับว่าเขาไม่เคยมีตัวตนอยู่ตรงนั้นมาก่อน

เกิร์ดมองไปยังจุดที่มนุษย์หมาป่าเคยยืนอยู่ ซึ่งตอนนี้ไม่เหลือแม้แต่เถ้าถ่าน “ข้าอุตส่าห์คิดว่าจะได้ส่วนผสมมาทำยามนุษย์หมาป่าสักหน่อย . . .”

เกิร์ดดึงดาบเงินที่เขาใช้ตรึงมนุษย์หมาป่าออกมาด้วยสีหน้าเสียดาย หลังจากเปรียบเทียบมันกับดาบแอรอนไดท์ เขาก็ถอนหายใจยาวก่อนจะส่งดาบคืนให้แลนน์

“ข้ามีอีกคำถาม ทำไมเจ้าถึงสะกดจิตได้แม้กระทั่งสิ่งมีชีวิตเวทมนตร์อย่างมนุษย์หมาป่า?”

ความสามารถของระบบนั้นยากจะอธิบาย นอกจากนี้เกิร์ดยังไม่ใช่สมาชิกของภาคีวิทเชอร์ แลนน์จึงยังไม่เปิดเผยความลับเรื่องสายเลือดโบราณให้เขารู้

หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง แลนน์ก็ให้คำตอบที่ฟังดูสมเหตุสมผล “ข้ามาจากสถาบันกริฟฟิน มันเป็นเรื่องปกติที่ผนึกอาคมของข้าจะแตกต่างออกไปบ้าง”

เกิร์ดนึกถึงผนึกเออร์เดนอันทรงพลังที่แลนน์เคยใช้ แววตาของเขาแสดงความครุ่นคิด

แลนน์ไม่อยากพูดถึงประเด็นนี้อีกจึงโบกมือเพื่อเปลี่ยนเรื่อง

“ถ้าเราไม่อยากมีปัญหาเพิ่ม เราควรรีบออกไปจากที่นี่จะดีกว่า มนุษย์หมาป่าที่เพิ่งฟื้นคืนชีพอาจจะมาโจมตีเราเมื่อไหร่ก็ได้”

“ถึงมันจะไม่เก่งกาจอะไรนัก แต่ความสามารถที่ไม่ยอมตายของมันก็น่ารำคาญใช่เล่น”

เกิร์ดพยักหน้าเห็นด้วย “ไปกันเถอะ ขนาดยังเป็นปัญหาสำหรับพวกเรา คนธรรมดาคงไม่มีทางสู้มันได้แน่”

แต่ทันใดนั้นวิทเชอร์ทั้งสองก็หันหลังกลับ เตรียมดาบในมือให้พร้อม “ท่านสุภาพบุรุษลึกลับที่ซ่อนอยู่ในเงามืด ท่านจะไปกับเราด้วยไหม?”

ภายในถ้ำความเงียบงันเข้าปกคลุมชั่วขณะ ทันใดนั้นท่ามกลางศพหลายร่างที่กระจัดกระจายอยู่บนพื้น ศพหนึ่งก็สั่นไหวขึ้นมา

มีคนรอดชีวิตอยู่ที่นั่น ซ่อนตัวอยู่ใต้ซากศพของสหายที่ล้มตาย ชายผู้นี้ถูกศพทับร่างไว้ ทำให้มอร์กวาร์ก ซึ่งประสาทสัมผัสทื่อลงด้วยความหิวโหยและสติปัญญาเลอะเลือนมองข้ามไป

ชายผู้นั้นพยายามลุกขึ้นด้วยท่าทางสั่นเทา แต่เลือดข้นหนืดบนพื้นและบาดแผลของเขาเองทำให้เขาลื่นล้มหลายครั้งกว่าจะทรงตัวยืนขึ้นได้

“สรรเสริญพระแม่เฟรยา . . . ขอบคุณท่านอาจารย์วิทเชอร์ที่ช่วยเหลือ” ชายคนนั้นพูดตะกุกตะกักขณะที่ร่างกายสั่นเทิ้มไปทั้งตัว “ได้โปรดอย่าหันดาบมาที่ข้าเลย อย่างที่พวกท่านเห็น ข้าเป็นเพียงคนธรรมดา”

“คนธรรมดาไม่มีเหตุผลที่จะมาอยู่ที่นี่หรอก” เกิร์ดกล่าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“ท่านอาจารย์ ข้าชื่อ ไอนาร์” ชายคนนั้นมองศพข้าง ๆ ที่สวมเกราะคล้ายกันด้วยสีหน้าเศร้าสลด “ข้าเป็นผู้ศรัทธาในพระแม่ ข้ามาที่นี่เพื่อชำระล้างความแปดเปื้อนนี้ในนามของพระองค์”

“แต่ข้าไม่คาดคิดเลยว่าพลังของผู้ลบหลู่จะท่วมท้นถึงเพียงนี้ สหายของข้าตกเป็นเหยื่อกรงเล็บของมัน ข้า . . . เป็นคนเดียวที่เหลือรอด นี่ต้องเป็นพรของพระแม่ที่คุ้มครองข้าไว้” เขาเสริมด้วยน้ำเสียงขมขื่น

ขณะที่พวกเขาพูดคุยกัน เสียงหอนของฝูงหมาป่าก็ดังสะท้อนมาจากนอกถ้ำ ครั้งนี้มีเสียงคำรามต่ำด้วยความโกรธเกรี้ยวดังสลับกับเสียงหอน บ่งบอกว่ามอร์กวาร์ก หลังจากความตายในกองเพลิง ได้ฟื้นคืนชีพขึ้นมาอีกครั้งที่ไหนสักแห่งใกล้ ๆ นี้

ไอนาร์ดูประหม่าอย่างเห็นได้ชัดเมื่อได้ยินเสียงเหล่านั้น “ท่านอาจารย์ เราต้องไปกันแล้ว! เจ้าผู้ลบหลู่นั่นมันเป็นอมตะ มันฟื้นคืนชีพกลับมาแล้ว . . .”

แต่แลนน์ขัดจังหวะด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เจ้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อฆ่ามันหรอกหรือ? ทำไมถึงอยากหนีแล้วล่ะ? เจ้าก็เห็นแล้วว่ามนุษย์หมาป่าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกเรา นี่อาจเป็นโอกาสให้เจ้าทำเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ให้สำเร็จก็ได้นะ”

ไอนาร์ตะลึงงันพูดไม่ออก ร่างกายของเขาสั่นเทิ้มยิ่งกว่าเดิม

เสียงหอนด้านนอกดังขึ้นเรื่อย ๆ สัญญาณบอกว่าฝูงสัตว์ร้ายกำลังใกล้เข้ามาอย่างรวดเร็ว

แลนน์และเกิร์ดแลกเปลี่ยนสายตาที่มีความหมายและตัดสินใจกันโดยไม่ต้องเอ่ยคำพูด

“ไอนาร์ใช่ไหม? นำทางเราออกไปจากที่นี่” แลนน์สั่งเสียงเข้ม

ชายผู้นั้นเงยหน้าขึ้นด้วยความโล่งอก แต่สิ่งที่เขาเห็นคือมือที่ยกขึ้นทำท่าทางประหลาด

แสงสีขาววาบเข้าสู่ดวงตาของเขา แทรกซึมเข้าสู่จิตใจโดยไร้การต่อต้าน

[ผนึกแอกซี - ลวงตา]

“เจ้าเป็นใครกันแน่? ทำไมถึงมาอยู่ที่นี่? เจ้ารู้อะไรเกี่ยวกับมอร์กวาร์กบ้าง?” แลนน์ถามโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า

“ข้าชื่อไอนาร์ ลูกชายของโทราดาร์ แต่คนภายนอกรู้จักข้าในชื่อ เรย์มอนด์ ข้าเคยเป็นคนของมอร์กวาร์ก ข้าออกปล้นหมู่บ้าน สังหารผู้หญิงและเด็ก มันเป็นกิจวัตรประจำวันของข้า”

“แต่วันหนึ่งมอร์กวาร์กจู่ ๆ ก็พาพวกเราไปยึดวิหารเฟรยาและฆ่านักบวชหญิงจำนวนมาก . . . นั่นนักบวชหญิงเลยนะ แม้แต่สำหรับข้า เรื่องนี้มันเกินไปแล้ว”

เกิร์ดแค่นหัวเราะ “สรุปว่าเจ้าก็ยังมีขีดจำกัดงั้นสินะ?”

ชายผู้นั้นภายใต้ฤทธิ์ของคาถาสะกดจิตไม่ได้ตอบโต้เกิร์ด แต่ยังคงตอบคำถามของแลนน์ต่อไป

“ข้าเบื่อหน่ายพฤติกรรมของมอร์กวาร์กมานานแล้ว ดังนั้นในงานเลี้ยงฉลองของมัน ข้าจึงหยิบสมบัติที่ข้าได้รับมรดกจากพ่อออกมา สร้อยคอที่มีเขี้ยวหมาป่า ตามตำนานเล่าว่าใครก็ตามที่ถูกมันทำร้ายจะต้องคำสาป และแน่นอนไม่นานมอร์กวาร์กก็กลายเป็นสัตว์ประหลาด”

เกิร์ดแสดงสีหน้าประหลาดใจ “งั้นเจ้าเองรึที่เป็นคนสาปแช่งและเปลี่ยนเขาให้เป็นมนุษย์หมาป่า? ไม่ใช่ฝีมือของนักบวชหญิงแห่งเฟรยารึ?”

เรย์มอนด์เมินคำถามของเกิร์ด

แลนน์ครุ่นคิดครู่หนึ่งก่อนจะถาม “ทำไมเจ้าถึงกลับมาที่นี่?”

เรย์มอนด์ตอบอย่างหมดเปลือก “มอร์กวาร์กเก็บทรัพย์สินที่ปล้นมาได้ทั้งหมดไว้ในห้องหนึ่งของวิหาร และหลังจากข้าสาปแช่งมัน ข้าก็ซ่อนกุญแจไว้ แต่ข้าไม่นึกว่าคำสาปจะทำให้มันแข็งแกร่งขนาดนี้ ข้ารีบหนีออกมาตอนนั้น เลยเอาสมบัติออกมาด้วยไม่ได้”

“สรุปคือครั้งนี้เจ้ากลับมาเพื่อเอาสมบัติคืน” เกิร์ดสรุป แล้วถามต่อ “แล้วจะถอนคำสาปของมอร์กวาร์กได้อย่างไร?”

เรย์มอนด์ไม่ตอบ แต่แลนน์เชิดคางขึ้นเล็กน้อยแล้วสั่ง “ตอบคำถามของเขา”

“คำสาปจะถูกทำลายหากผู้ต้องคำสาปสัมผัสกับสร้อยคอเขี้ยวหมาป่าอีกครั้ง ข้ามีมันติดตัวอยู่ตอนนี้”

จากนอกถ้ำเสียงหอนของหมาป่าดังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ และมีเสียงหนึ่งที่โดดเด่นออกมา เป็นเสียงคำรามที่ฟังดูเหมือนทั้งมนุษย์และสัตว์ป่าผสมกัน

เกิร์ดตบไหล่แลนน์เบา ๆ แล้วก้าวถอยหลัง

แลนน์เข้าใจความหมายของเพื่อนร่วมทางและหยุดการใช้ผนึกอาคม

ชายผู้นั้นเมื่อได้สติก็กระพริบตาด้วยความงุนงง เมื่อความทรงจำหวนกลับมา เขาเข้าใจว่าเพิ่งเกิดอะไรขึ้นและรู้ว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้นต่อ ทำให้เขาทรุดตัวลงคุกเข่าและเริ่มอ้อนวอนอย่างสิ้นหวัง “ได้โปรดเถอะ ท่านอาจารย์! เมตตาข้าด้วย! มันจริงที่ข้าโกหก แต่ข้าเป็นคนลงโทษมอร์กวาร์กนะ ข้าฆ่าโจรชั่วนั่นเพื่อให้มันหยุดทำเลว!”

“ตอนนี้ข้าเป็นผู้ศรัทธาที่เคร่งครัดของเทพธิดาเฟรยา! ข้าสวดมนต์ทุกวัน เทศนาทุกสัปดาห์ และบริจาคทานทุกเดือน . . . !”

ขากรรไกรขนาดมหึมาโผล่ออกมาจากเงามืด ขัดจังหวะคำวิงวอนของเขา เขี้ยวของมันแวววาวในแสงเทียนสลัว

ชายผู้นั้นกรีดร้องสั้น ๆ ก่อนจะถูกลากเข้าไปในความมืด

ดวงตาของเกิร์ดวาวโรจน์ ในแสงสลัวเขามองเห็นร่างของชายคนนั้นแหลกสลายกลายเป็นเถ้าถ่านอย่างรวดเร็วภายในปากของมนุษย์หมาป่า ไม่แม้แต่จะได้รับ ‘เกียรติ’ ในการกลายเป็นอาหาร

“ศรัทธา ความยุติธรรม . . . อะไรก็ช่างเถอะ” เกิร์ดพึมพำอย่างเย็นชา พูดกับศพที่ไม่มีตัวตนอยู่แล้ว “นี่คือชะตากรรมที่เจ้าสมควรได้รับจากการกระทำของเจ้า”

จบบทที่ เดอะวิทเชอร์ : บัลลังก์สิงโตทองคำ ตอนที่ 265 เสียงสะท้อนของสวาลบลอดในขุนเขาแห่งสเกลลิเก 💸

คัดลอกลิงก์แล้ว