- หน้าแรก
- เดอะวิทเชอร์ : บัลลังก์สิงโตทองคำ
- เดอะวิทเชอร์ : บัลลังก์สิงโตทองคำ ตอนที่ 155 การชี้นำของแม่มด 💸
เดอะวิทเชอร์ : บัลลังก์สิงโตทองคำ ตอนที่ 155 การชี้นำของแม่มด 💸
เดอะวิทเชอร์ : บัลลังก์สิงโตทองคำ ตอนที่ 155 การชี้นำของแม่มด 💸
เดอะวิทเชอร์ : บัลลังก์สิงโตทองคำ ตอนที่ 155 การชี้นำของแม่มด
เมาส์แซ็กยิ้ม “ด้วยเรื่องราวต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นกับเจ้า ข้าก็มีข่าวมาบอกเจ้าสองเรื่องเช่นกัน”
แลนน์เลิกคิ้ว “ให้ข้าเดานะ: เรื่องหนึ่งเป็นข่าวดี และอีกเรื่องก็เป็นข่าวดีเช่นกันใช่หรือไม่?”
เมาส์แซ็กพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม “ข่าวแรก เจ้าจำจอมพลวิสเซเกิร์ดได้หรือไม่? ในช่วงสงคราม เขาเดินทางขึ้นเหนือเพื่อเกณฑ์ทหารตามคำสั่งของราชินีคาเลนเธ และพลาดการต่อสู้ครั้งสำคัญ ในที่ใดที่หนึ่งที่ไม่เป็นที่รู้จัก เขาได้ต่อสู้กับนิล์ฟการ์ดอย่างแข็งขัน รวบรวมผู้ลี้ภัย และถึงขั้นสร้างฐานที่มั่นในบรูกก์แล้ว”
ดวงตาของแลนน์สว่างวาบ “เขาติดต่อพวกเรามาแล้วรึ?”
“ถูกต้อง วิสเซเกิร์ดและข้ารู้จักกันมาหลายสิบปีแล้ว และความภักดีของเขาที่มีต่อคาเลนเธและซินทรานั้นไม่อาจสั่นคลอนได้ เมื่อสักพักมานี้เขาได้พากลุ่มคนนับสิบมาที่เมืองโบรคิลอน และพวกเราก็ได้พูดคุยกันเป็นเวลานาน ข้านำจดหมายของเขามาด้วย และพวกเราคิดว่าเจ้าควรจะพิจารณาความคิดเห็นของพวกเรา”
เมาส์แซ็กหยิบจดหมายฉบับหนึ่งออกมา และแลนน์ก็อ่านมันอย่างรวดเร็ว มันเต็มไปด้วยถ้อยคำของวิสเซเกิร์ด เขารู้อยู่แล้วจากเมาส์แซ็กว่าตอนนี้แลนน์เป็นผู้นำของซินทราและผู้ปกครองของซิริ ดังนั้นจดหมายจึงเรียกเขาด้วยน้ำเสียงที่เป็นทางการมากขึ้น ซึ่งน่าประหลาดใจเมื่อพิจารณาว่าวิสเซเกิร์ดเคยเป็นอาจารย์ของแลนน์มาก่อน
ในจดหมายวิสเซเกิร์ดได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบันในนิล์ฟการ์ดและซินทรา และรายงานเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยและกองกำลังที่มีอยู่ สำหรับยุทธวิธี เขาหวังว่าแลนน์จะอนุญาตให้เขาใช้ชื่อของซินทราในการต่อต้านต่อไปในบรูกก์และโบรคิลอน เพื่อรอเวลาที่เหมาะสม
แลนน์นึกขึ้นได้ว่าใน ‘ซีรีย์เดอะวิทเชอร์’ วิสเซเกิร์ดคือผู้พิทักษ์ผู้ภักดีคนสุดท้ายของซินทรา
“ได้โปรดถ่ายทอดความขอบคุณของข้าไปยังจอมพลวิสเซเกิร์ด ข้ายินดีเป็นอย่างยิ่งที่ได้รับความช่วยเหลือจากเขา นี่ช่วยบรรเทาความกังวลเฉพาะหน้าได้มาก” แลนน์กล่าวอย่างเคร่งขรึม “เมื่อข้ากลับไป ข้าจะไปพบเขาและพาเขาไปหาซิริเพื่อให้นางยอมรับความภักดีของเขา”
เมาส์แซ็กพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ การฟื้นฟูซินทราทำให้เขาดีใจอย่างมาก
“ข่าวที่สองคือ เมื่อเร็ว ๆ นี้ ข้าได้กลับไปที่วงการดรูอิดในสเกลลิเกเพื่อย้ายห้องทดลองของข้า จากนั้นข้าก็ได้ไปเยี่ยมเยียนตระกูลแอน เครท และตระกูลเทอร์เชค”
แลนน์เริ่มมีอารมณ์ร่วมอีกครั้งเมื่อได้ยินข่าวนี้
“ทั้งสองตระกูลยินดีที่จะสนับสนุนซินทราอย่างเต็มที่ในการต่อต้านนิล์ฟการ์ด และกษัตริย์บรันก็กำลังพยายามโน้มน้าวอีกห้าตระกูลที่เหลือ แม้ว่ากษัตริย์บรันจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ตระกูลแอน เครท และเทอร์เชค ก็เป็นตัวแทนของความแข็งแกร่งเกินครึ่งของสเกลลิเก และกองกำลังเหล่านี้ก็พร้อมให้ซินทราใช้งานอย่างชัดเจน”
“หลังจากนั้น ข้าก็ไปหาไอสต์” ก่อนที่แลนน์จะได้ดีใจ ดรูอิดก็เปลี่ยนน้ำเสียง พลางถอนหายใจ “ราชินีสิ้นพระชนม์ต่อหน้าต่อตาเขา และข้าก็รู้ว่านางกำลังตั้งครรภ์ในเวลานั้น มันเป็นโศกนาฏกรรมซ้ำซ้อน ไอสต์ฝังศพนางไว้ในดินแดนของเขา และเมื่อข้าเห็นเขา เขาก็ดูแก่ลงอย่างเห็นได้ชัด เมื่อได้ยินว่าอีกห้าตระกูลของสเกลลิเกไม่ต้องการต่อต้านนิล์ฟการ์ด เขาก็ได้ตัดสินใจทำสิ่งที่น่าประหลาดใจ”
น้ำเสียงของดรูอิดซับซ้อน “เขาต้องการที่จะเป็นกษัตริย์แห่งสเกลลิเกอีกครั้ง และรวบรวมอำนาจทั้งหมดของสเกลลิเกในนามของ ‘การแก้แค้นให้ราชินี’ เพื่อช่วยเหลือซินทราให้ถึงที่สุด”
แลนน์ตะลึงกับข่าวนี้ เพราะเขารู้ดีว่าสภาพแวดล้อมทางการเมืองของหมู่เกาะสเกลลิเกนั้นแตกต่างจากแผ่นดินใหญ่
“กระบวนการนี้จะง่ายดายรึ?” แลนน์ถามอย่างสงสัย
“กษัตริย์บรันไม่มีข้อโต้แย้งและสนับสนุนพี่ชายของเขาอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตามสภาพแวดล้อมทางการเมืองของสเกลลิเกนั้นพิเศษมาก กษัตริย์ได้รับการเลือกตั้งจากการลงคะแนนเสียงของเจ็ดตระกูลหลัก” เมาส์แซ็กส่ายหน้า “ดังนั้นแค่กษัตริย์บรันเห็นด้วยนั้นไม่เพียงพอ ตระกูลอื่น ๆ จะต้องให้การอนุมัติด้วย แม้ว่าไอสต์จะมีเกียรติภูมิเพียงพอในอดีต แต่ครั้งนี้เขาก็ต้องเผชิญกับการต่อต้านไม่น้อย”
“ข้าเป็นห่วงเขา ดังนั้นข้าจึงจัดให้มีการพบปะกันระหว่างซิริและเขา ซึ่งช่วยให้สถานการณ์ของเขาดีขึ้นเล็กน้อย เมื่อเจ้าเสร็จสิ้นการประชุมของอาณาจักรแดนเหนือที่ปราสาทฮักก์แล้ว เจ้าก็ควรจะไปที่สเกลลิเกและพูดคุยกับเขาด้วย” เมาส์แซ็กกล่าวอย่างจริงจัง “ในฐานะที่ปรึกษาของซินทรา ข้าหวังว่าเขาจะสามารถขึ้นครองบัลลังก์สเกลลิเกได้อีกครั้ง แต่ในฐานะสหาย ข้าเป็นกังวลเกี่ยวกับสภาพปัจจุบันของเขามากกว่า เขาเหนื่อยล้า เศร้าโศก และเต็มไปด้วยความโกรธ ข้ากลัวว่าเขาจะทำร้ายตัวเองก่อนที่จะสังหารศัตรูของเขาได้”
แลนน์พยักหน้าอย่างเคร่งขรึม ด้วยความกังวลในดวงตา
. . .
หลังจากการสนทนาสั้น ๆ กับแลนน์ เมาส์แซ็กก็กลับไปยังซินทรา การมาเยือนของเขามีวัตถุประสงค์สองประการ หนึ่งคือเพื่อพบแลนน์ และอีกประการหนึ่งคือเพื่อรายงานพัฒนาการล่าสุดให้เขาทราบในฐานะที่ปรึกษาของเขา เมื่อเป้าหมายเหล่านั้นสำเร็จลุล่วง เขาก็ไม่มีเหตุผลที่จะอยู่ต่อ
ซินทราต้องการคนที่มีเกียรติภูมิเพียงพอที่จะอยู่ที่นั่น และเมื่อมีเมาส์แซ็กคอยดูแลแนวหลัง แลนน์ก็สามารถเดินทางไปต่างแดนได้โดยไม่ต้องกังวล
ส่วนทริสส์อยู่ต่อเพื่อให้คำแนะนำด้านเวทมนตร์แก่แลนน์ แม้ว่าแลนน์จะดูเหมือนเชี่ยวชาญในการใช้ผนึกอาคม ถึงขั้นบรรลุการสะกดจิตด้วยผนึกแอกซี ซึ่งเป็นสิ่งที่วิทเชอร์น้อยคนนักจะทำได้ แต่มันก็เป็นเพราะระบบที่คอยช่วยเหลือเขา หากปราศจากระบบ การจัดการเวทมนตร์ของเขาก็ยังคงพื้นฐานมาก ซึ่งทริสส์สนุกกับการสอนคนที่มีพื้นฐานย่ำแย่เช่นนี้
“เมาส์แซ็กและเจอโรมได้วางแผนหลักสูตรเวทมนตร์ให้ท่านแล้ว ความรู้ของท่านเคลดาร์ก็ทำให้ข้าทึ่งเช่นกัน เขาแทบจะจดจำห้องสมุดทั้งหลังได้ ตอนนี้พวกเขาแค่หวังว่าท่านจะมีเวลาเรียนรู้”
ทริสส์ปิดปากหัวเราะคิกคัก “นั่นอาจต้องใช้เวลาหลายปีจึงจะเสร็จสมบูรณ์ แต่เมื่อพิจารณาว่าตอนนี้ท่านยุ่งมาก พวกเราจึงทำได้เพียงใช้เวลาเวลาว่างเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อสอนพิเศษท่านอย่างช้า ๆ”
แลนน์เลิกคิ้ว “ถ้าเช่นนั้น ท่านมาที่นี่เพื่อสอนบทเรียนแรกให้ข้ารึ?”
ทริสส์เชิดคางขึ้นเล็กน้อย “ใช่!”
สิ่งแรกที่ทริสส์สอนแลนน์คือ [การทำสมาธิ] นี่คือวิธีการทำสมาธิที่เจอโรมได้ปรับปรุงในท้ายที่สุดโดยอิงจากวิธีการทำสมาธิของวิทเชอร์ ผสมผสานกับข้อเสนอแนะของเมาส์แซ็กและทริสส์
การทำสมาธิมุ่งเน้นไปที่การสื่อสารกับพลังงานเวทมนตร์ ช่วยให้เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วในขณะที่พลังงานเวทมนตร์ได้รับการเติมเต็ม การทำสมาธิของวิทเชอร์ยังคงรักษาการตระหนักรู้ที่เฉียบคมต่อสิ่งรอบข้าง ช่วยให้วิทเชอร์สามารถเข้าสู่การต่อสู้ได้อย่างรวดเร็วเมื่อเผชิญกับภัยคุกคามใด ๆ
กระบวนการดำเนินไปอย่างราบรื่น การรับรู้ที่เฉียบคมของสายเลือดโบราณต่อพลังงานอันปั่นป่วนและคุณสมบัติของแลนน์เองทำให้เขาสามารถเชี่ยวชาญมันได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นการสอนพิเศษเวทมนตร์ส่วนตัวนี้จึงเข้าสู่ขั้นตอนที่สองอย่างรวดเร็ว การสอน [การบีบอัดวัตถุ]
การบีบอัดวัตถุเป็นคาถาที่ทรงพลังซึ่งใช้โดยพ่อมดบางคน คาถานี้ห่อหุ้มเหยื่อไว้ในเปลือกหยกและย่อส่วนให้เล็กจนสามารถใส่ในฝ่ามือได้ สิ่งนี้ช่วยให้ผู้ร่ายคาถาสามารถจับเหยื่อเป็นนักโทษได้โดยไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับการพยายามหลบหนี รวมถึงการซ่อนตัวนักโทษด้วย เป้าหมายจะยังคงอยู่ในสภาวะหยุดนิ่งและไม่รับรู้ถึงสิ่งรอบข้าง
“เวทมนตร์นี้เรียนรู้ได้ง่ายหรือไม่? พวกเราอาจจะมีเวลาเพียงไม่กี่สัปดาห์หรืออาจจะแค่ไม่กี่วัน” แลนน์ถามอย่างลังเล
ทริสส์ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งและกล่าว “มันขึ้นอยู่กับพื้นฐาน พ่อมดปกติอาจใช้เวลาหลายปี ส่วนพ่อมดที่ทรงพลังอาจจะเรียนรู้ได้เร็วกว่า”
แลนน์ชี้ที่ตัวเองและกล่าวด้วยความสับสน “แม้ว่าข้าจะมั่นใจว่าวันหนึ่งข้าจะทรงพลัง แต่ข้าไม่คิดว่าตอนนี้ข้าจะเป็น ‘พ่อมดผู้ทรงพลัง’ นะ”
ทริสส์ปิดปากและยิ้ม “ไม่ต้องกังวล หากสิ่งมีชีวิตนั้นปรากฏตัวขึ้นและท่านยังเรียนรู้คาถาไม่สำเร็จ ข้าจะอยู่ที่นี่เพื่อช่วยเอง”
แลนน์เลิกคิ้ว เขาเข้าใจแล้วว่าจุดประสงค์ที่แท้จริงของทริสส์ไม่ใช่แค่การสอนเวทมนตร์ให้เขาเท่านั้น
เมื่อคิดได้ดังนั้นแลนน์ก็อยากจะพูดอะไรบางอย่างอีก แต่เขาก็เห็นว่าทริสส์ได้เอนกายลงบนโซฟาอย่างเกียจคร้านแล้ว ผมสีแดงเพลิงของนางแผ่สยายออกยั่วยวนเขา
แลนน์มองออกไปนอกหน้าต่างและตระหนักว่ามันดึกแล้ว กองไฟขนาดใหญ่ถูกจุดขึ้นนอกเกาะวิหาร และเสียงสวดมนต์ก็แว่วมาแต่ไกล
แสงเปลวไฟที่เริงระบำส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาเป็นครั้งคราว ตัดกับผมยาวของทริสส์ ทำให้แลนน์อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจในใจ ‘แม่มดหน๋อแม่มด. . .’
“สำหรับวันนี้พอแค่นี้ก่อนสำหรับเวทมนตร์ ข้าวิ่งวุ่นไปทั่วและยังไม่ได้พักผ่อนดี ๆ เลย แลนน์ ช่วยข้าหยิบกระโปรงในกระเป๋าเดินทางออกมาหน่อยได้ไหม? ชุดเดินทางชุดนี้มันใส่ไม่สบายเอาเสียเลย”
แลนน์จะปฏิเสธความช่วยเหลือเช่นนี้ต่อแม่มดผู้ซึ่งทำงานหนักเพื่อสอนเขามาตลอดทั้งวันได้รึ? แน่นอนว่านั่นคงจะหยาบคายเกินไป!
“ได้” แลนน์เลิกคิ้ว
“ขอบคุณ.ช่วยข้าปลดกระดุมด้านหลังหน่อยได้ไหม? ข้าเอื้อมไม่ถึง”
“แต่ตอนนี้ท่านสวมเสื้อแจ็กเก็ตอยู่นะ ทริสส์”
“มันเป็นเสื้อแจ็กเก็ตพิเศษ มันมีกระดุมอยู่ด้านหลัง ท่านไม่รู้รึ? อยากดูไหม?”
แลนน์เดินเข้าไปเพื่อเริ่มปลดกระดุมเสื้อแจ็กเก็ตของนาง
“ไหนล่ะกระดุมที่ท่านพูดถึง? ข้ามองหามาตั้งนานแล้วแต่ก็ยังหาไม่เจอ”
“บางทีข้าอาจจะจำผิด กระดุมมันอยู่ข้างหน้าต่างหาก”
“หึ. . . ตกลง ข้าจะหาใหม่อีกครั้ง”
. . .
การเรียนรู้เวทมนตร์เป็นกระบวนการที่ยาวนานและยากลำบาก ในสถาบันเวทมนตร์ที่เป็นทางการต้องใช้เวลาหลายปี หรือแม้กระทั่งหลายทศวรรษ เพื่อฝึกฝนพ่อมดที่มีความสามารถ
แลนน์ต้องการข้ามพื้นฐานและเรียนรู้คาถาขั้นสูง ซึ่งต้องใช้ความพยายามที่ทุ่มเทและยิ่งใหญ่กว่านั้นอีก
ทหารของซินทราสังเกตเห็นว่าเจ้านายของพวกเขาไม่ออกจากห้องมาสามวันแล้ว แม้ว่าจะได้ยินเสียงสวดมนต์และเสียงอุทานแปลก ๆ ดังออกมาจากข้างในก็ตาม
พวกเขาชื่นชมในความทุ่มเทของท่านเอิร์ล และรู้สึกขอบคุณที่มีแม่มดอยู่ที่นั่นเพื่อช่วยเขาและแบ่งเบาความกังวลของเขา