- หน้าแรก
- เดอะวิทเชอร์ : บัลลังก์สิงโตทองคำ
- เดอะวิทเชอร์ : บัลลังก์สิงโตทองคำ ตอนที่ 135 อสูรเบื้องล่าง 💸
เดอะวิทเชอร์ : บัลลังก์สิงโตทองคำ ตอนที่ 135 อสูรเบื้องล่าง 💸
เดอะวิทเชอร์ : บัลลังก์สิงโตทองคำ ตอนที่ 135 อสูรเบื้องล่าง 💸
เดอะวิทเชอร์ : บัลลังก์สิงโตทองคำ ตอนที่ 135 อสูรเบื้องล่าง
ผู้โดยสารและลูกเรือบนเรือไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่เมื่อเห็นดาบที่ถูกชักออกมา พวกเขาก็ตะโกนและแตกฮือทิ้งพื้นที่ว่างโล่งไว้รอบ ๆ กลุ่มของแลนน์ และเหล่าทหารเรดาเนีย
ผู้นำของเหล่าทหารเชื่อมั่นว่าตนเป็นฝ่ายชนะ และกล่าวอย่างหยิ่งผยอง “อย่าได้กลัวไปเลย เอิร์ลแห่งซินทรา แต่จะเป็นการดีกว่าหากเจ้าจะไปกับพวกเราเพื่อหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บ”
แลนน์ยิ้มเล็กน้อยและเอียงศีรษะเพื่อส่งสัญญาณให้เฮาส์
ทันใดนั้นเสียงเขาสัตว์อันทุ้มลึกดังขึ้นในทันทีดึงดูดความสนใจของทุกคน ก่อนที่ทหารติดอาวุธหนักสี่สิบนายจะโผล่ออกมาจากห้องโดยสาร และระวางของเรือจนเต็มดาดฟ้า
พวกเขามุ่งหน้ามาในกระบวนทัพด้วยสายตาที่เย็นชาและดาบที่ส่องประกายแวววาว ทุกคนต่างจับจ้องไปยังผู้นำที่พูดจาอย่างอหังการเมื่อครู่นี้
“ข้าไม่กลัวหรอก แต่พวกเจ้ามีกันแค่แปดคน ดังนั้นพวกเจ้าต่างหากที่ควรจะกลัว”
ผู้นำของเหล่าทหารอ้าปากค้างมองไปที่แลนน์ เขากลืนน้ำลาย ก่อนที่เขาจะได้ทันพูดอะไร มือที่ส่องแสงสีขาวสว่างวาบก็ปรากฏขึ้นต่อหน้าดวงตาของเขา
[ผนึกแอกซี]
“พวกเจ้าเป็นทหารเรดาเนียจริง ๆ รึ? พวกเจ้ากำลังตามหาวิทเชอร์รึ? เหตุใดกัน?”
ผู้นำพลันสับสนงุนงง ดวงตาของเขาเหม่อลอย และเขาพึมพำออกมาโดยไม่รู้ตัว “พวกเราเป็นทหารเรดาเนีย และมีผู้ใช้เวทคนหนึ่งให้เงินก้อนหนึ่งแก่พวกเราเพื่อจับกุมวิทเชอร์บนเรือลำนี้”
แลนน์เยาะเย้ย “เจ้าคิดว่าเจ้าจะจับข้าได้ด้วยกำลังคนเพียงน้อยนิดเช่นนี้รึ?”
นายทหารยังคงตอบต่อไป “พวกข้าเพียงแค่รู้ว่าเขาเป็นวิทเชอร์”
ดูเหมือนว่าพวกเขาจะถูกหลอกเสียแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นแลนน์ประเมินว่าคนที่สั่งให้พวกเขามาดำเนินการคงจะไม่รู้จักเขาดีนัก และการที่ปล่อยให้ทหารเหล่านี้มาก็เป็นเพียงการทดสอบมากกว่าสิ่งอื่นใด พวกเขาไม่คาดคิดว่าแลนน์จะมีทหารมาด้วยมากมายขนาดนี้
นี่แทบจะตัดหน่วยข่าวกรองของกษัตริย์หลาย ๆ องค์ออกไปได้เลย เพราะพวกเขารู้จักแลนน์ดีเกินกว่าที่จะทำเรื่องโง่ ๆ เช่นนี้ ในเมื่อทหารเรดาเนียผู้นี้ได้กล่าวถึง ‘ผู้ใช้เวท’ แลนน์ก็อดไม่ได้ที่จะคาดเดาไปต่าง ๆ นานา
เมื่อเห็นแลนน์ลงมือ ทหารเรดาเนียคนอื่น ๆ ก็มองหน้ากัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อผู้นำเริ่มเปิดเผยรายละเอียดทั้งหมด พวกเขาก็ตื่นตระหนกและตะโกน “เวทมนตร์ นั่นมันเวทมนตร์ วิทเชอร์คนนี้ใช้เวทมนตร์ได้!”
แลนน์ไม่ได้ใช้พลังเวทมนตร์กับผนึกแอกซีมากนัก ดังนั้นผู้นำจึงได้สติกลับคืนมาหลังจากผ่านไปไม่กี่วินาที เขาใช้เวลาครู่หนึ่งในการตระหนักว่าเกิดอะไรขึ้น ผู้นำหน้าซีดเผือดรู้สึกราวกับว่าตนเองได้ไปยืนอยู่บนปากเหวแห่งความตาย
แลนน์ไม่ต้องการให้มีการนองเลือดโดยไม่จำเป็น ดังนั้นเขาจึงสั่งให้ทหารซินทรามัดทหารเรดาเนียเหล่านั้นไว้
“ข้าไม่อยากฆ่าทหารเรดาเนียในดินแดนของพวกเขาเอง มันคงจะเป็นปัญหามากในการอธิบาย” แลนน์กล่าวเบา ๆ “ดังนั้นพวกเจ้าอย่าได้ต่อต้านโดยไม่จำเป็นจะดีกว่า . . .”
แต่ก่อนที่แลนน์จะทันได้พูดจบ เรือก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ราวกับว่ามันได้ชนกับบางสิ่ง
รถเข็น และสินค้าที่พ่อค้าหลายคนนำมาด้วยเริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรงขณะที่ดาดฟ้าเอียงกระเท่เร่ บางส่วนถึงกับตกลงไปในน้ำ บนดาดฟ้าชั้นล่างพื้นที่ที่เต็มไปด้วยวัว แกะ และหมู ก็เต็มไปด้วยเสียงร้องที่โกลาหลและน่าสะพรึงกลัว แต่เสียงร้องอันดังและชัดเจนของม้าตัวหนึ่งก็ทำให้พวกมันเงียบลงอีกครั้ง
“เกิดอะไรขึ้น? พวกเราชนกับอะไรเข้ารึ?” ผู้โดยสารที่หวาดกลัวคนหนึ่งตะโกน กัปตันซึ่งเหงื่อแตกพลั่กผลักนายท้ายเรือ และเข้าคุมหางเสือด้วยตนเอง แต่ในไม่ช้าก็ตระหนักได้ว่าเรื่องราวมันไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้น
เรือไม่ได้เปลี่ยนเส้นทาง นี่คือเส้นทางที่ข้าเดินเรือมาแล้วนับสิบครั้ง มันไม่มีทางที่จะมีโขดหินได้ และในขณะที่ผู้คนบนดาดฟ้าล้มลงกับพื้น เหล่าทหารแห่งเรดาเนียผู้คุ้นเคยกับการเดินเรือในสามเหลี่ยมปากแม่น้ำ กลับรับมือได้ดีกว่าทหารแห่งซินทรา
ผู้นำชาวเรดาเนียมองไปรอบ ๆ ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด และทันใดนั้นก็เห็นชานียืนอยู่ท่ามกลางเหล่าทหารซินทรา นางเป็นหนึ่งในสตรีสองคนในกลุ่ม แต่เป็นเพียงคนเดียวที่ไม่ได้สวมชุดเกราะหรืออาวุธ เป็นเพียงพลเรือน
เขาทำท่าทางลับ ๆ สองสามครั้งกับคนของเขา เฝ้ารอโอกาสอย่างเงียบ ๆ ก่อนที่ไม่นานเขาจะฉวยโอกาสที่ทหารซินทราคนหนึ่งที่เฝ้าดูเขาอยู่เผลอไผล ผู้นำของทหารเรดาเนียถ่มน้ำลายใส่หน้าเขา และอาศัยความเอียงของดาดฟ้าผลักเขาอย่างแรง ทำให้ทหารนายนั้นล้มลง จนทหารซินทรากลิ้งไปตามดาดฟ้าและเกือบจะตกลงไปในแม่น้ำ
“ถ้าผู้บัญชาการรู้ว่าพวกเรากำลังทำอะไร พวกเราจะต้องถูกแขวนคอแน่ หากพวกเรายึดตัวประกันไว้ได้ พวกเราก็จะมีชีวิตรอด!” ผู้นำตะโกนขณะที่พุ่งไปยังชานี
ในชั่วขณะนั้นทหารแห่งเรดาเนียทั้งหมดก็ลุกขึ้นยืนในทันที สร้างความประหลาดใจให้กับเหล่าทหารซินทราผู้ซึ่งไม่ทันได้เตรียมตัว ปล่อยให้พวกเขาปลดปล่อยตนเองเป็นอิสระ โชคดีที่ดาบถูกยึดไปแล้วก่อนหน้านี้ จึงหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บล้มตายที่อาจเกิดขึ้นได้
ผู้นำของทหารเรดาเนียพุ่งเข้าหาชานีด้วยดวงตาสีแดงก่ำ มองเห็นนางเป็นความหวังสุดท้ายของตน
ชานีผู้ซึ่งหวาดกลัวและมึนงงจากการโคลงเคลงของเรือล้มลงกับพื้น
แต่ก่อนที่เขาจะได้ทันตะโกน ลูกธนูลูกหนึ่งก็มาจากที่ใดไม่ทราบและปักเข้าที่เอวของผู้นำ พลธนูเล็งไปที่คอ แต่การโคลงเคลงของเรือทำให้การยิงเบี่ยงเบน แต่มันก็ไม่สำคัญ เพราะตอนนี้ผู้นำได้ลงไปนอนครวญครางอยู่บนพื้นแล้ว และมีเวลาเพียงพอให้พลธนูได้ยิงลูกที่สองและสาม
“ช่วยด้วย!” ผู้นำตะโกน มองดูสหาย ของเขาอย่างสิ้นหวัง แต่เขากลับเห็นเพียงแผ่นหลังของทหารเจ็ดนายเท่านั้น
ทหารแห่งเรดาเนียทั้งหมดได้ตัดสินใจที่จะกระโดดลงจากเรือ โดยอาศัยทักษะการว่ายน้ำของตนเพื่อหลบหนี
ไม่เหมือนกับผู้นำ พวกเขาไม่มีทรัพย์สิน หรือสิทธิพิเศษใด ๆ พวกเขาเป็นเพียงทหารธรรมดา และตอนนี้ก็อยู่ในยามสงคราม ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุด พวกเขาก็สามารถไปเริ่มต้นใหม่ที่อื่นได้ แทนที่จะต้องมาตายท่ามกลางวงล้อมของดาบ
ชานียังคงอยู่บนพื้นไม่ตอบสนอง จนกระทั่งมือที่แข็งแกร่งข้างหนึ่งพยุงนางขึ้นมา ในหางตาของนาง นางเห็นตราสัญลักษณ์สิงโต เมื่อเงยหน้าขึ้นนางก็เห็นผมสีทองที่สว่างไสวกว่าดวงตะวัน
“ข้าบอกเจ้าแล้วว่าทหารแห่งซินทราจะปกป้องเจ้า และข้าไม่เคยผิดสัญญา”
ด้านหลังชานี มิลวาลดคันธนูลงพร้อมกับทำหน้าบูดบึ้ง นางไม่ได้ทุ่มเทความพยายามอย่างมากเพียงเพื่อที่จะได้เห็นฉากนี้
ผู้นำมองดูทั้งหมดนี้ด้วยสายตาที่เคียดแค้น เขารู้ดีว่าไม่สามารถทำอะไรได้อีกต่อไปแล้ว เขากัดฟันและหักด้ามลูกธนูที่ปักอยู่ที่เอวของเขา เตรียมตัวหลบหนีด้วยการว่ายน้ำเหมือนคนของเขา แต่ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงตะโกนอันคุ้นเคยหลายเสียงดังขึ้น
“อ๊า! มีอสูรร้ายอยู่ในน้ำ!” เหล่ากะลาสีบนดาดฟ้าตะโกนขึ้นในทันที
แลนน์ทิ้งชานีไว้และเดินไปยังขอบดาดฟ้า
แม่น้ำซึ่งก่อนหน้านี้เป็นสีเขียวและขุ่นมัว บัดนี้กลับถูกย้อมไปด้วยสีแดง ทหารเรดาเนียคนหนึ่งกำลังดิ้นรนอยู่ในน้ำ แต่ก็ถูกดึงลงไปใต้ผิวน้ำโดยบางสิ่งที่มองไม่เห็น
เหล่าทหารเรดาเนียผู้หวาดกลัว พยายามที่จะกลับขึ้นมาบนเรือ เกาะติดอยู่กับเชือก และสมอเรือร้องขอความช่วยเหลือ แต่อสูรร้ายใต้น้ำดูเหมือนจะไม่พอใจ หลังจากที่กินทหารไปเพียงนายเดียว และดวงตาของมันก็จับจ้องไปที่เหยื่อที่กำลังส่งเสียงดังเหล่านี้
ผิวน้ำระเบิดออก และสิ่งมีชีวิตในน้ำที่มีผิวขรุขระ และหยาบกร้านก็ปรากฏตัวขึ้น ความยาวสี่หลา และคล้ายกับตอไม้ที่ปกคลุมไปด้วยสาหร่าย โดยมีขาสิบข้างและขากรรไกรที่เหมือนฟันเลื่อย
สิ่งมีชีวิตนั้นยื่นกรงเล็บที่ยาวและมีหนามสองข้างออกมาจับทหารนายหนึ่งที่กำลังปีนเชือก ลากเขาลงไปใต้น้ำในชั่วพริบตา
ผู้ที่ได้เห็นเหตุการณ์นี้ต่างกรีดร้องด้วยความหวาดหวั่น มันคือสิ่งมีชีวิตนี้ที่ได้พุ่งเข้าชนเรือ พวกเขาไม่อาจจินตนาการได้เลยว่าพวกเขากำลังอยู่ในน่านน้ำเดียวกับอสูรร้ายตัวนี้
อย่างไรก็ตามชานีกลับพบความปลอดภัยในตัวแลนน์ และแทนที่จะหวาดกลัวดวงตาของนางกลับส่องประกายด้วยความทึ่ง “มันคือสัตว์ขาปล้อง! แมลง! มันอาจจะเป็น ‘แอมฟิไบโอดา’ ขนาดยักษ์!”
“มันคือ ‘อีคิดนา’” แลนน์ผู้ซึ่งมีสีหน้าจริงจังกล่าว
ผู้นำของทหารเรดาเนียหน้าซีดเผือดด้วยความกลัว พยายามที่จะเข้าไปใกล้เหล่าทหารซินทราเพื่อแสร้งทำเป็นนักโทษอีกครั้ง แต่กลับถูกหมัดที่สวมถุงมือเกราะเหล็กชกเข้าที่ใบหน้า ทำให้จมูกของเขาหักและเลือดไหลอาบ
ชานีเกาะแขนที่มั่นคงของแลนน์ไว้แน่น ป้องกันตนเองไม่ให้โอนเอนไปตามการเคลื่อนไหวของเรือ ขณะที่นางชะเง้อคอเพื่อเฝ้าดูอีคิดนาต่อไป
“มันเป็นสัตว์กลายพันธุ์ที่เกิดจากมลภาวะต่อสิ่งแวดล้อมจริง ๆ รึ? มันตัวใหญ่มากและไม่มีอะไรเกี่ยวกับรูปร่างของมันที่ดู ‘เป็นธรรมชาติ’ เลย”
“มันมีแขนขารูปคีม สี่คู่ กรงเล็บด้านหน้าสองข้างของมันแหลมคมมาก และรยางค์ที่หัวของมันก็สมบูรณ์แบบสำหรับการคว้าจับ . . .”
อีคิดนาหมุนตัวในน้ำและกระโจนขึ้นมาในทันที โดยใช้รยางค์ที่หัวของมันคว้าจับทหารเรดาเนียอีกนายหนึ่ง
ในขณะเดียวกันผิวน้ำก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง และอีคิดนาก็ปรากฏตัวขึ้นมาอีกหลายตัว
“หนึ่ง สอง สาม สี่” แลนน์กล่าวด้วยเสียงทุ้มลึก “ดูเหมือนว่ากลุ่มเล็ก ๆ ทหารเรดาเนียเหล่านี้จะไม่เพียงพอที่จะสนองความหิวโหยของพวกมัน”
อสูรร้ายคล้ายแมลงสี่ตัว แต่ละตัวมีความยาวมากกว่าสี่เมตรล้อมรอบเรือสินค้า ทำให้ผู้คนบนดาดฟ้าเริ่มร้องไห้และกรีดร้องอย่างสิ้นหวัง
“ไม่ต้องกังวล พวกมันไม่มีทางชนเรือลำนี้ได้หรอก” กัปตันตะโกน “กะลาสีทุกคนหยิบอาวุธขึ้นมา ข้าต้องการเชือกและฉมวกเพิ่มอีก!”
จากนั้นกัปตันก็เดินโซซัดโซเซมาที่ข้าง ๆ แลนน์และกระซิบ “ลอร์ดแลนนิสเตอร์ โซลตันคือสหายที่ดีที่สุดของข้า และข้าก็รู้สึกเป็นเกียรติที่ท่านเลือกเรือของข้าตามคำแนะนำของเขา แต่ตอนนี้ข้าต้องการความช่วยเหลือจากท่าน ได้โปรดเถอะ”
เมื่อกัปตันพูดจบเสียงแจ้งเตือนของระบบก็ดังก้องขึ้นในใจของแลนน์อย่างทันท่วงที
[ค้นพบภารกิจ – การเดินทางอันรื่นรมย์ : มลพิษทางเคมีที่แพร่ระบาดและการทำลายสิ่งแวดล้อมได้สร้างอสูรร้ายขึ้นมาในส่วนลึก มนุษย์สร้างพวกมันขึ้นมา และตอนนี้พวกมันก็ต้องการให้มนุษย์คอยป้อนอาหารพวกมันต่อไป แม้ว่าท่านจะเป็นเพียงวิทเชอร์ที่เดินทางผ่านไปมา แต่ท่านก็ถูกลากเข้ามาในสถานการณ์นี้แล้ว จงช่วยชีวิตผู้โดยสารบนเรือ และด้วยการทำเช่นนั้นท่านก็จะช่วยชีวิตตัวท่านเองด้วย]