- หน้าแรก
- เดอะวิทเชอร์ : บัลลังก์สิงโตทองคำ
- เดอะวิทเชอร์ : บัลลังก์สิงโตทองคำ ตอนที่ 90 สายใยแห่งโชคชะตา 💸
เดอะวิทเชอร์ : บัลลังก์สิงโตทองคำ ตอนที่ 90 สายใยแห่งโชคชะตา 💸
เดอะวิทเชอร์ : บัลลังก์สิงโตทองคำ ตอนที่ 90 สายใยแห่งโชคชะตา 💸
เดอะวิทเชอร์ : บัลลังก์สิงโตทองคำ ตอนที่ 90 สายใยแห่งโชคชะตา
ในยามนี้แม้การดำรงอยู่ของสายเลือดโบราณจะไม่ใช่ความลับต่อโลกเหนือธรรมชาติอีกต่อไป ทว่าลำดับสายเลือดที่แท้จริงของเหล่าผู้สืบทอดนั้นกลับมีเพียงพ่อมดไม่กี่คนที่อุทิศตนศึกษาเรื่องนี้โดยเฉพาะเท่านั้นที่ล่วงรู้
กล่าวอีกนัยหนึ่งผู้ที่ล่วงรู้ว่าราชวงศ์แห่งซินทรามีส่วนเกี่ยวข้องกับสายเลือดโบราณ ล้วนเป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลอย่างสูง และพวกเขาก็เก็บงำความลับอันนำมาซึ่งหายนะนี้ไว้อย่างแน่นหนา
นอกเหนือจากเมาส์แซ็กผู้ซึ่งรู้จักแลนน์มาเนิ่นนาน ก็แทบไม่มีผู้ใดบอกได้ว่าแลนน์มีสายเลือดโบราณ ยิ่งเมื่อคำนึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่ามีเพียงสตรีเท่านั้นที่สามารถสำแดงพลังของมันออกมาได้
แลนน์ไม่ได้หวั่นเกรงที่จะบอกเจอโรมในยามนี้ อย่าว่าแต่วิทเชอร์เองก็ไม่ได้มีความต้องการในสายเลือดโบราณเลย และสถาบันกริฟฟินก็ขึ้นชื่อลือชาในเรื่องคุณธรรมอัศวิน ยิ่งไปกว่านั้นความสัมพันธ์ในปัจจุบันระหว่างเจอโรมและแลนน์ก็อยู่ในฐานะอาจารย์และศิษย์แล้ว
เมื่อพิจารณาจากเงื่อนไขของ ‘เด็กแห่งความประหลาดใจ’ หากเขาจะเรียกเจอโรมว่าบิดาบุญธรรมก็คงไม่ใช่เรื่องแปลกอันใด
จริงอยู่ที่ว่าเหล่าวิทเชอร์ไม่จำเป็นต้องมีสายเลือดโบราณ แต่หากมีไว้ก็นับว่าได้กำไรมหาศาล สายเลือดโบราณคือพลังที่เหล่าเอลฟ์และพ่อมดผู้ทรงพลังมากมายใฝ่ฝันที่จะได้ครอบครองมานานหลายศตวรรษ และบัดนี้มันกลับตกอยู่ในมือของสถาบันกริฟฟินด้วยวิธีการอันน่าสับสนเช่นนี้?
สำหรับการตื่นขึ้นอย่างกะทันหันของสายเลือดโบราณ เขาไม่คิดว่ามีสิ่งใดผิดปกติ ท้ายที่สุดแหล่งพลังของเจ้าตัวก็ตื่นขึ้นหลังจากผ่านการกลายพันธุ์ครั้งที่สองไม่ใช่หรือ?
เจอโรมทำได้เพียงเลือกที่จะเชื่อว่าสายเลือดโบราณสามารถทำในสิ่งที่แลนน์เพิ่งกระทำได้ เพราะในบันทึกต่าง ๆ สายเลือดโบราณถูกอธิบายไว้ด้วยถ้อยคำคลุมเครือเพียงว่า ‘กอบกู้โลก’ และ ‘ทำลายล้างโลก’ เท่านั้น ไม่มีผู้ใดล่วงรู้เลยว่าความสามารถที่แท้จริงของมันคือสิ่งใด
ดังนั้นเจอโรมจึงยินดีที่ได้เห็นผลลัพธ์เช่นนี้ และในขณะเดียวกันเขาก็ยิ่งแน่ใจในการชี้นำของ ‘โชคชะตา’ และกลับมามีความเชื่อมั่นในอนาคตของสถาบันกริฟฟินอีกครั้ง
“เช่นนั้นแลนน์ . . .” น้ำเสียงของเจอโรมเป็นมิตรมากขึ้น “เจ้าจำเป็นต้องกลับไปยัง คาเออร์ เซเรน กับข้า เจ้าต้องเรียนรู้ศาสตร์ความรู้มากมาย ผ่านการฝึกฝนของวิทเชอร์ ฝึกฝนการใช้สัญลักษณ์เวท . . .”
แลนน์รับฟังด้วยรอยยิ้ม และหลังจากที่อีกฝ่ายกล่าวจบ เขาก็ตอบกลับไปว่า “แต่ก่อนหน้านั้นข้าจำเป็นต้องกลับไปยังบ้านของข้าก่อน”
เขาชี้ไปที่ดวงตาของตนเอง “อย่างไรเสียก่อนที่ข้าจะออกมา ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าเรื่องราวจะกลายเป็นเช่นนี้ แม้ว่าข้าจะยินดีอย่างยิ่งที่ได้เห็นผลลัพธ์นี้ แต่ข้าก็ต้องอธิบายให้คนรอบข้างของข้าเข้าใจด้วย”
เจอโรมไม่มีเหตุผลใดที่จะปฏิเสธ ทว่าเขาก็ขมวดคิ้วเมื่อได้ยินเช่นนั้น เหล่าวิทเชอร์ไม่ใช่โจรหรือผู้ค้ามนุษย์ ศิษย์ฝึกหัดส่วนใหญ่มักถูกส่งตัวมาโดยบิดามารดาผ่านกฎแห่งความประหลาดใจ หรือไม่ก็เป็นเด็กกำพร้า ไม่เคยมีกรณีใดเหมือนเช่นของแลนน์มาก่อน
ซึ่งนั่นไม่ดีเลย กริฟฟินน้อยผู้นี้ยังคงเป็นอัศวิน ทางบ้านของเขาจะเต็มใจปล่อยตัวเขามาหรือ?
เจอโรมมองไปยังร่างกายของแลนน์ ซึ่งมีเพียงกางเกงขาสั้นปกปิดกายอันเป็นผลมาจากการทดลอง เขาก็พลันหันหลังและเดินเข้าไปในห้องทดลอง ครู่ต่อมาเขาก็ออกมาพร้อมกับชุดเกราะกึ่งหนักสีดำสลับเงินชุดหนึ่ง ดาบเหล็กเล่มหนึ่งและดาบเงินอีกเล่มหนึ่ง รวมถึงเหรียญตราสัญลักษณ์กริฟฟิน
แลนน์มีสีหน้าประหลาดใจ รูปลักษณ์อันเรียบง่ายของชุดเกราะนี้ให้ความรู้สึกราวกับเป็นของตกทอด หรือว่านี่จะเป็นชุดเดียวกับที่เจอโรมเคยสวมใส่?
โชคยังดีที่แลนน์และเจอโรมมีขนาดตัวไล่เลี่ยกัน และช่องเก็บของก็แสดงข้อความแจ้งเตือนอย่างทันท่วงที
[ได้รับชุดเกราะกริฟฟินคุณภาพสูง]
[ได้รับเหรียญตราวินเชอร์แห่งสถาบันกริฟฟิน]
ในซีรีย์วิทเชอร์เจอโรมมีแบบแปลนสำหรับชุดเกราะกริฟฟินระดับปรมาจารย์ แต่ดูเหมือนว่าเขาจะยังไม่มีเวลาอัปเกรดอุปกรณ์ของตนเอง นอกจากนี้เห็นได้ชัดว่าชุดเกราะนี้ได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ตามคำแนะนำของเจอโรม มันถูกสร้างขึ้นจากโลหะผสมของเหล็ก แร่อุกกาบาต และเงิน ทั้งยังมีข้อต่อบางส่วนทำจากหนังมังกร แม้กระทั่งดาบทั้งสองเล่มก็ยังเจือด้วยแร่ไดเมริเทียม
สมควรแล้วที่กล่าวว่าเขาคือวิทเชอร์จากสถาบันกริฟฟินผู้มีชีวิตอยู่ในยุคทอง มูลค่าของชุดเกราะนี้เพียงชุดเดียวก็อาจมากกว่าคฤหาสน์เล็ก ๆ หลังหนึ่งเสียอีก
นอกเหนือจากการมีอุปนิสัยและท่วงท่าแบบสุภาพบุรุษแล้ว เหล่าวิทเชอร์แห่งสถาบันกริฟฟินยังมีวิถีชีวิตและภาพลักษณ์ส่วนตัวที่ดีที่สุดอีกด้วย แลนน์สังเกตเห็นว่าชุดเกราะนี้มีการออกแบบไม่เหมือนกับในเกมเดอะวิทเชอร์ ซึ่งมันควรจะถูกดัดแปลงเพื่อให้ตอบสนองความต้องการในการต่อสู้ในสภาพแวดล้อมที่หลากหลาย เมื่อคิดดูแล้วก็นับว่าสมเหตุสมผล
ในชั่วขณะนั้นแลนน์ดูราวกับสุภาพบุรุษที่เพิ่งก้าวออกมาจากภาพประกอบในบทกวี
เจอโรมมองแลนน์อย่างพึงพอใจ จากนั้นจึงหยิบหนังสือสองสามเล่มออกมา แล้วยื่นเล่มหนึ่งให้แลนน์พลางกล่าวว่า “นี่คือวัตถุเวทมนตร์ สิ่งที่เจ้าเขียนลงในหน้าว่างของหนังสือเล่มนี้จะไปปรากฏบนหน้าที่สอดคล้องกันของหนังสืออีกเล่มหนึ่ง ทำให้สามารถสื่อสารถึงกันได้”
นี่คือหนึ่งในสิ่งที่เจอโรมค้นพบในคาเออร์ เซเรน เหตุหิมะถล่มอันน่าสะพรึงกลัวได้ทำลายทุกสิ่งในคาเออร์ เซเรน และเหล่าพ่อมดก็ไม่สามารถนำมรดกของพวกเขาติดตัวไปได้ แม้ว่าตำราเวทมนตร์และวัตถุอาคมส่วนใหญ่จะสูญหายไป แต่หากค้นหาอย่างละเอียดถี่ถ้วนก็ย่อมต้องมีบางสิ่งที่พอจะค้นพบได้เสมอ
“อีกสักครู่ข้าจะเปิดประตูมิติให้เจ้ากลับไปยังซินทรา เมื่อเจ้าจัดการปัญหาของเจ้าที่นั่นเรียบร้อยแล้วก็จงติดต่อข้าผ่านทางหนังสือเล่มนี้”
แลนน์ชะงักไป “ท่านไม่ไปกับข้าหรือ? เดี๋ยวก่อน ท่านสามารถเปิดประตูมิติเคลื่อนย้ายได้ด้วยหรือ?”
เจอโรมพยักหน้าอย่างไว้เชิง จากนั้นจึงอธิบาย “ข้าต้องกลับไปที่คาเออร์ เซเรน ก่อน เพื่อเตรียมการบางอย่างสำหรับการฝึกฝนของเจ้าในอนาคต นี่เป็นโครงการที่ยาวนานมาก”
เมื่อได้ยินดังนั้นแลนน์ก็รู้สึกจนปัญญา เดิมทีเขาคิดว่าจะสามารถ ‘ลักพาตัว’ วิทเชอร์ผู้แข็งแกร่งอายุกว่าสองร้อยปีผู้นี้ให้ติดตามเขากลับไปด้วยได้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับเขา บัดนี้เขาทำได้เพียงคิดหาวิธีการอื่น
แลนน์ยังไม่เคยเห็นเจอโรมลงมือปฏิบัติการจริง หากเขาเคยเห็นเขาก็คงจะยืนกรานที่จะลากตัวอีกฝ่ายกลับบ้านไปด้วยอย่างแน่นอน
“จริงสิ” แลนน์ดูเหมือนจะนึกบางอย่างขึ้นได้กะทันหัน “นานเท่าใดแล้วตั้งแต่ที่ข้าเริ่มการกลายพันธุ์?”
เจอโรมลองนับวันดูก่อนจะตอบว่า “ประมาณหนึ่งปี”
รอยยิ้มจาง ๆ บนใบหน้าของแลนน์พลันหายวับไปในทันที และลางสังหรณ์ร้ายก็ถาโถมเข้ามาในหัวใจของเขา
เมื่อเห็นสีหน้าของศิษย์เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว และรีบร้อนก้าวเข้าไปในประตูมิติที่เขาเปิดออก เจอโรมก็ยืนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงโบกมือและเปิดประตูมิติอีกบานไปยังคาเออร์ เซเรน
เมื่อมองไปยังทิวทัศน์ที่เต็มไปด้วยหิมะและซากปรักหักพังที่กระจัดกระจายปกคลุมทุกสิ่งในคาเออร์ เซเรน แม้ว่าหัวใจของเขาจะเต็มไปด้วยเมฆหมอกมืดครึ้ม แต่แสงแห่งความหวังก็ยังสามารถสาดส่องผ่านเข้ามาได้ ภาระหนักอึ้งที่เขาแบกรับไว้บนบ่าได้ถูกยกออกไปแล้ว อนาคตของสถาบันกริฟฟินดูเหมือนจะไม่มืดมนอีกต่อไป
“ปล่อยให้คนหนุ่มสาวออกไปผจญภัยในแบบของพวกเขา ข้าคงต้องดูแลบ้านให้เรียบร้อย . . .”
เจอโรมหัวเราะให้ตนเอง เขาไม่คาดคิดเลยว่าวันหนึ่งตนเองจะได้เรียกขานผู้อื่นว่า ‘คนหนุ่มสาว’
การบูรณะปราสาทแห่งนี้เป็นโครงการขนาดใหญ่ และแม้จะใช้เวทมนตร์ก็อาจต้องใช้เวลาหลายเดือนหรืออาจถึงหลายปี แต่สิ่งที่เจอโรมมีอย่างเหลือเฟือในตอนนี้ก็คือเวลา
“ข้ากลายเป็นอาจารย์ไปแล้วสินะ คำพูดที่ข้าเพิ่งกล่าวไป สิ่งของที่ข้ามอบให้ และการจัดการต่าง ๆ ที่ข้าทำลงไป มันคงจะเรียบร้อยดีใช่หรือไม่?”
เจอโรมรู้สึกกระสับกระส่ายและภาวนาในใจอย่างลับ ๆ ‘เขาต้องกลับมา . . . ’
ทันใดนั้น ณ สถานที่ซึ่งควรจะเงียบสงบและรกร้างแห่งนี้ก็มีเสียงหนึ่งดังก้องมาจากเชิงเขาเบื้องล่าง
“เจอโรม?”
เจอโรมหันขวับกลับไปทันที และเห็นชายชราผู้หนึ่งสวมชุดเกราะแผ่นสีเหลืองน้ำตาลกึ่งหนัก เขากำลังเดินมาจากหอสังเกตการณ์ที่ตีนเขา เขาสะพายกระเป๋าที่เต็มไปด้วยหนังสือและม้วนคัมภีร์ไว้ข้างกาย ท่วงทีของเขาดูคล้ายนักปราชญ์มากกว่านักรบ
เมื่อดวงตาของเขาสบเข้ากับเจอโรม ความหม่นหมองที่ปกคลุมรอบกายเขาก็เริ่มจางหายไปอย่างช้า ๆ ถูกแทนที่ด้วยความมีชีวิตชีวาอย่างสุดจะพรรณนา
เหรียญตราสถาบันกริฟฟินห้อยตระหง่านเป็นประกายอยู่บนหน้าอกของเขา
“เคลดาร์?!”
. . .
เมืองหลวงแห่งซินทรา
เมาส์แซ็กเดินอย่างรวดเร็วไปตามโถงทางเดินด้วยใบหน้าเคร่งขรึม ทุก ๆ ห้าก้าวในห้องโถงจะมีทหารหลวงยืนเฝ้ายามอยู่ และด้านหลังพวกเขาคือเหล่าขุนนางที่มาขอลี้ภัย ประตูทุกบานเปิดกว้าง และผู้คนที่อยู่ภายในต่างกระวนกระวายใจไม่อยากพลาดข่าวสารใด ๆ จากภายนอก
ทุกครั้งที่เมาส์แซ็กเดินผ่านประตูจะมีคนทำความเคารพเขา จนกระทั่งเขาเดินไปถึงสุดทางเดิน
มันเป็นห้องเดียวที่ประตูถูกปิดไว้ และมีทหารยามยืนเฝ้าอยู่หน้าห้องมากกว่าปกติ คอยคุ้มกันอย่างแน่นหนา จากด้านในมีเสียงถกเถียงอย่างเผ็ดร้อนดังเล็ดลอดออกมา
เมาส์แซ็กผลักประตูเข้าไปอย่างแรง และในทันใดนั้นเสียงกรีดร้องของเด็กสาวก็ดังเสียดแทงโสตประสาทของเขา “มันไม่ยุติธรรมที่ข้าต้องมาติดแหง็กอยู่ที่นี่เพียงผู้เดียว!”
“นี่คือพระบัญชาของราชาและราชินีเจ้าหญิง”
“เช่นนั้นแล้วเหตุใดเจ้าถึงไม่ไปเล่า มาอยู่ที่นี่ทำไม!”
“หน้าที่ของข้าคือการปกป้องพระองค์ นี่คือเกียรติยศสูงสุดในชีวิตของข้าพ่ะย่ะค่ะ เจ้าหญิง”
“เจ้าจะปกป้องอะไรได้? แม้แต่แลนน์เจ้าก็ยังปกป้องไม่ได้! ข้าช่วยเจ้าออกมาจากคุกเพียงเพราะข้าไม่ต้องการให้ทรัพย์สินของแลนน์ถูกล่วงละเมิด มันไม่ได้หมายความว่าเจ้ามีคุณสมบัติพอที่จะมาอยู่ที่นี่!”
นอกจากทหารยามที่อยู่หน้าประตูแล้ว ภายในห้องยังมีอีกมากมาย รวมทั้งเหล่าข้าราชบริพาร เมื่อเห็นเมาส์แซ็กเข้ามาอย่างกะทันหัน ทุกคนต่างก็หันมาคำนับเขาขัดจังหวะเสียงตะโกนของซิริที่กำลังเกรี้ยวกราดใส่สเวด
“เขาอยู่ที่นี่เพราะคำแนะนำของข้า และเหตุผลที่ข้าแนะนำเช่นนี้ ก็เพราะเขาเอาชนะทหารราชองครักษ์ได้ทั้งหมด” เมาส์แซ็กกล่าวด้วยสีหน้าไร้ความรู้สึก
ดวงตาของซิริแดงก่ำ และนางก็ไม่กล่าวอะไร
ภายนอกเมาส์แซ็กดูสงบนิ่ง แต่ในใจเขากลับถอนหายใจอย่างเวทนา ‘เจ้าจะเป็นเพียงเด็กสาวอีกต่อไปไม่ได้แล้ว ซิริ เจ้าต้องเติบโตอย่างรวดเร็ว’
“พวกนิล์ฟการ์ดบุกเข้ามาในเมืองได้แล้ว” เมาส์แซ็กกวาดตามองเหล่าทหารยามรอบตัวเขา หลังจากพูดจบเขาก็หันไปหาพ่อบ้านหลวงและเอ่ยถาม “มีพลเมืองและขุนนางจำนวนเท่าใดที่ซ่อนตัวอยู่ในปราสาท?”
เมื่อได้ยินคำพูดของเมาส์แซ็ก บรรยากาศทั้งห้องก็พลันเปลี่ยนไปในทันที
“ประมาณสามร้อยคน” พ่อบ้านหลวงโค้งคำนับ “พวกเขาล้วนเป็นขุนนางที่เกี่ยวข้องกับราชวงศ์และแขกที่มาถึงช้าเกินกว่าจะจากไป อัศวินคนอื่น ๆ หยิบอาวุธของพวกเขาและยังคงอยู่ข้างนอก ส่วนชาวเมืองก็ส่งมาเพียงเด็กและสตรีบางส่วนเท่านั้น”
เมาส์แซ็กถอนหายใจ จากนั้นจึงสั่งการพ่อบ้านหลวง “ไปตรวจสอบดูว่าเสบียงมีเพียงพอหรือไม่”
พ่อบ้านหลวงพยักหน้ารับคำ หันหลัง และเดินออกจากห้องไป
ซิริหันกลับมามองเมาส์แซ็กอย่างไม่อยากจะเชื่อทั้งน้ำตานองหน้า “ท่านหมายความว่าอย่างไรที่พวกนิล์ฟการ์ดบุกเข้ามาในเมืองได้? ท่านย่ากับท่านตาอยู่ที่ใด?”
เมาส์แซ็กลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า “หน่วยสอดแนมที่หนีรอดมาได้กล่าวว่ากลุ่มกะลาสีชาวสเกลลิเกได้เข้าแทรกแซงในสนามรบและช่วยเหลือราชากับราชินีเอาไว้ ข้าไม่รู้ว่าเหตุใดพวกเขาจึงยังไม่กลับมา”
เขาพยายามปลอบโยนนาง “พวกเขาไม่ได้ตกอยู่ในเงื้อมมือของพวกนิล์ฟการ์ดอย่างแน่นอน มิฉะนั้นพวกนิล์ฟการ์ดคงใช้เรื่องนี้เป็นข้อต่อรองข่มขู่ แทนที่จะเลือกโจมตีด้วยกำลัง”
ซิริตัวสั่นอย่างควบคุมไม่ได้ นางกำลังจะอ้าปากพูดบางอย่าง แต่ทันใดนั้นพวกเขาก็ได้ยินเสียงคำรามกึกก้องดังมาจากภายนอก
ทุกคนในห้องต่างตัวสั่นสะท้านและวิ่งไปที่หน้าต่างเพื่อดูว่าเกิดสิ่งใดขึ้น พวกเขาเห็นช่องโหว่น่าสะพรึงกลัวบนกำแพงปราสาท และเหล่าทหารนิล์ฟการ์ดกำลังถาโถมเข้ามาทางนั้นราวกับกระแสน้ำ
“เหตุใดจึงรวดเร็วเช่นนี้?” เมาส์แซ็กได้ยินเสียงตะโกนของเหล่าทหาร และแววตาของเขาก็พลันคมกล้าขึ้น ความสงบนิ่งเยี่ยงดรูอิดหายวับไปในทันที
เขาคว้าไม้เท้าโอ๊กไว้ในมือซ้าย และทำทาจีบมือเป็นกรงเล็บด้วยมือขวา พฤกษาทั้งมวลรอบปราสาทดูเหมือนจะมีชีวิตขึ้นมาในบัดดล พวกมันเชื่อมต่อเข้าด้วยกันเพื่อโอบล้อมปราสาทไว้ในการป้องกันอันแน่นหนา
เหล่าทหารนิล์ฟการ์ดพยายามบุกเข้ามาผ่านช่องโหว่ แต่ขณะที่พวกมันพยายามฝ่าดงพฤกษาเข้าไป พวกมันก็ปะทะเข้ากับปราการแสงสีเขียวและถูกเหวี่ยงกระเด็นกลับไป ส่วนพวกที่เข้ามาอยู่ภายในกำแพงได้แล้วก็พยายามล่าถอยแต่ก็ถูกสกัดกั้นไว้ เหล่าอัศวินแห่งซินทรากระโจนเข้าใส่ทหารนิล์ฟการ์ดที่ติดกับอยู่ภายในปราสาท
ทุกคนในห้องถอนหายใจอย่างโล่งอก แต่เมาส์แซ็กรู้ดีว่าเรื่องราวมันไม่ได้ง่ายดายถึงเพียงนั้น
“สเวด!” เมาส์แซ็กตะโกน “เกรอลท์อยู่ที่นอกประตูทิศเหนือของปราสาท เอ็นส์ และ ฮาร์ดี้ ได้รับคำสั่งจากข้าแล้ว ให้ไปรับตัวเกรอลท์มา ข้าต้องการให้เกรอลท์ระบุตำแหน่งประตูมิติไปยัง แคร์ มอร์เฮน!”
“พ่อบ้านหลวงไปเอาเสื้อคลุมของซิริมา!”
เมาส์แซ็กกวาดตามองเหล่าทหารยามรอบตัวและกล่าวว่า “ข้ารู้ว่าราชินีมีรับสั่งให้พวกเจ้าตัดหัววิทเชอร์ทันทีที่เห็น แต่บัดนี้เขามาที่นี่เพื่อปกป้องเจ้าหญิง ข้าเชื่อว่าพวกเจ้าแยกแยะได้ว่าสิ่งใดสำคัญกว่า”
เหล่าทหารยามพยักหน้ารับคำ และชายผู้หนึ่งที่แต่งกายคล้ายหัวหน้าหน่วยก็เดินออกจากห้องไปพร้อมกับสเวดเพื่อแจ้งข่าวแก่ทหารทุกคนตลอดทาง
“เดี๋ยวก่อน ท่านลุงเมาส์แซ็ก” ซิริพลันตื่นตระหนก “ข้าจะไปที่ใด? ท่านไม่รอท่านย่ากับท่านตาหรือ? แคร์ มอร์เฮน คือที่ใด?”
“ฟังข้าซิริ” เมาส์แซ็กกล่าวอย่างนุ่มนวล “นี่อาจเป็นเรื่องยากที่เจ้าจะเข้าใจ แม้ว่าเจ้าจะต่อสู้กับโชคชะตามาทั้งชีวิต แต่บัดนี้โชคชะตายังคงอยู่ข้างเรา เราตัดสินใจผิดพลาดไปหลายครั้ง และตอนนี้เราต้องถอยกลับมาจากปากเหว”
“เกรอลท์จะพาเจ้าล่วงหน้าไปก่อน ข้าจะยังคงรอราชากับราชินีอยู่ที่นี่ต่อไป และช่วยเหลือผู้คนให้ได้มากที่สุดในการอพยพ แล้วข้าจะกลับไปหาเจ้าในภายหลังดีหรือไม่?”
ซิริส่ายหน้าอย่างรุนแรงและไม่สามารถกลั้นน้ำตาไว้ได้อีกต่อไป “พวกท่านทุกคนคิดว่าข้าไม่เข้าใจสิ่งใดเลย และพวกท่านทุกคนก็กำลังโกหกข้า แลนน์โกหกข้า ท่านตาท่านย่าก็โกหกข้า และบัดนี้แม้แต่ท่านก็ยังโกหกข้า”
“ซิริ ฟังข้าก่อน . . .”
“ข้าคือสิงโตสาวแห่งซินทราเช่นกัน!” ซิริตะโกนลั่น “ข้าจะไม่ไปที่ใดทั้งนั้น!”
เสียงของนางแหลมสูงอย่างน่าประหลาด มันไม่ใช่เสียงกรีดร้องหรือเสียงคำราม แต่มันทำให้แก้วหูของทุกคนเจ็บปวด และในทันใดนั้นเองคลื่นพลังที่มองไม่เห็นก็แผ่กระจายออกไปรอบตัวซิริ ทำลายถ้วยชาม แจกัน และกระจกทั้งหมดในห้องจนแตกละเอียด
คลื่นเวทมนตร์ในมือของเมาส์แซ็กสั่นไหวอยู่ครู่หนึ่ง แต่ในที่สุดเขาก็สามารถรักษามันไว้ได้ เขาจ้องมองซิริด้วยดวงตาเบิกกว้าง เปี่ยมไปด้วยความไม่อยากเชื่อ
“ซิริ เหตุใดต้องเป็นตอนนี้? เหตุใดต้องเป็นยามนี้ด้วย?”