เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 32 เข้าร่วมประลอง

บทที่ 32 เข้าร่วมประลอง

บทที่ 32 เข้าร่วมประลอง


บทที่ 32

เข้าร่วมประลอง

“ศิษย์พี่กัวอยู่ที่นี่รึเปล่าครับ”

ที่ด้านนอกของที่พักกัวเหลียงนั้น เฉินเฉียงได้ตะโกนเรียกกัวเหลียงจากด้านนอกแต่ไม่มีเสียงตอบรับ

“โอ้ ศิษย์น้อง นี่เจ้ามาหาศิษย์พี่กัวงั้นเหรอ ถ้าอย่างนั้นเจ้าคงต้องไปลานประลองยุทธแล้วล่ะ” เป็นหนี่เฟิงที่เดินออกมาจากอีกห้องหนึ่งที่อยู่ข้างๆ

เขาไม่คิดว่ากัวเหลียงจะมีหนี่เฟิงเป็นเพื่อนบ้าน

เฉินเฉียงได้ทำการเกาหัวเล็กน้อยก่อนที่จะพูดออกมา “ศิษย์พี่หนี่ เอ่อ ลานประลองนั่นอยู่ตรงไหนครับ ข้าไม่รู้จัก”

“ถ้างั้นเดี๋ยวศิษย์พี่จะพาไปเอง ดีเหมือนกันจะได้เห็นการต่อสู้ของกัวเหลียงด้วย” หนี่เฟิงได้ปิดประตูและเดินนำเฉินเฉียงไปยังลานประลองในทันที

ในตรอกหนึ่งของสำนักเต่าดำ ที่นี่นั้นมีสนามประลองตั้งเอาไว้ ขนาดพื้นที่มีขนาดประมาณสามสิบเอเค่อ ข้างในนั้นมีคนสองคนกำลังสู้กันอยู่ และหนึ่งในนั้นก็คือกัวเหลียง

ในตอนนี้มีผู้ชมในสนามอยู่ประมาณสองร้อยคนโดยรอบ นอกจากจะมีการต่อสู้แล้ว ยังมีคนที่กำลังเดิมพันกันอยู่ว่าใครจะชนะอีกด้วย

“ดูเหมือนว่าวันนี้กัวเหลียงจะแพ้นะ เขาเองก็ชนะมาสี่วันติดแล้ว คราวนี้เขาต้องพบคู่ที่แข็งแกร่งอย่างหลี่จ้งซะด้วย”

“นี่เป็นครั้งแรกที่หลี่จ้งนั้นได้ลงสนามประลอง แต่เขานั้นต้องมาเจอกัวเหลียงที่เจนศึกว่า ข้าว่าเขาเองน่าจะมีโอกาสชนะมากกว่านะ ข้าลงฝั่งกัวเหลียงแล้วกัน”

“เดี๋ยวเจ้าก็รู้ว่าเจ้าพลาดแล้ว ถึงแม้ว่าเขานั้นจะเป็นนักรบสายเลือดระดับนายพลวิญญาณเหมือนกัน แต่ต้องไม่ลืมว่าเขานั้นเป็นผู้บ่มเพาะพลังวิญญาณ”

“แล้วไงล่ะ กะอีแค่ผู้บ่มเพาะพลังวิญญาณ แม้แต่อาจารย์เหลียงที่เป็นผู้บ่มเพราะพลังวิญญาณเองก็ยังต้องพ่ายแพ้ให้กับอาจารย์ฮู่เลยไม่ใช่เหรอ”

“ข้าว่ายังไงซะกัวเหลียงก็มีโอกาสชนะ”

เฉินเฉียงและหนี่เฟิงนั้นได้เดินผ่านเหล่าผู้คนที่กำลังพนันขันต่อกันและตรงไปยังสนามประลอง

“ศิษย์พี่หนี่ สนามประลองนี้มีการปิดกั้นคนภายนอกหรือเปล่า”

หนี่เฟิงพูดออกมาด้วยรอยยิ้ม “แน่นอน ก็อย่างที่เห็น    กัวเหลียงนั้นต้องพ่ายแพ้แล้ว”

เฉินเฉียงได้หันไปมองบนสนามในทันที กัวเหลียงในตอนนี้ได้กลิ้งไปบนพื้น นี่เป็นโอกาสให้ชายที่ชื่อว่าหลี่จ้งได้เข้าประชิดและฟันดาบไปที่หัวของกัวเหลียงในทันที

“ไม่ดีแล้ว”

เฉินเฉียงหน้าถอดสีในทันทีและรีบตะโกนออกมา

แต่ไม่ทันการณ์ ในตอนนี้เฉินเฉียงเห็นเพียงแค่ฉากที่     กัวเหลียงหัวขาดกระเด็นด้วยการฟันที่ครั้งเดียว

“ฮ่าฮ่าฮ่า ข้าชนะพนันแล้ว ไอ้หน้าโง่ เจ้ากล้าดียังไงถึงกล้าลงว่ากัวเหลียงชนะได้กัน” “เจ้านี่งี่เง่าชะมัด”

เสียงเชียร์ได้ดังกระหึ่มขึ้นมา และก็ได้มีเสียงสัญญาณหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านหลัง เฉินเฉียงได้หันหลังกลับไปดูก็ได้พบกับคนที่เมื่อครู่นี้พึ่งจะตัดหัวศิษย์พี่ของเขาไป และเขานั้นเตรียมที่จะพูดอะไรบางอย่างออกมาด้วยความโกรธแค้น แต่ก็โดนหยุดไว้ด้วยหนี่เฟิงซะก่อน

“ศิษย์น้อง ไม่ต้องกังวลไป ดูนั่นสิ ไม่ใช่ว่ากัวเหลียงก็ออกมาเหมือนกันหรอกเหรอ”

-กัวเหลียงตายไปแล้วไม่ใช่เหรอ แล้วเขาจะออกมาได้ยังไงกัน-

เฉินเฉียนที่คิดดังนั้นแต่ก็ยังยอมหันไปดูยังทิศทางที่เนี่ยเฟิงชี้ไป เขาในตอนนี้รู้สึกสับสนอย่างหนัก นั่นก็เพราะ หลังจากที่ม่านสีดำบนลานประลองได้ยกขึ้นมาแล้ว กัวเหลียงก็ได้เดินออกมาจากลานประลองอย่างครบทุกชิ้นส่วน ไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนด้วยซ้ำ

“ห้ะ ศิษย์พี่กัว”

“โอ้ เจ้าเองเหรอ กัวเหลียงได้เดินมาหาเฉินเฉียงและหนี่เฟิงด้วยท่าทางไร้อารมณ์”

“ศิษย์พี่กัว ข้าเห็นพี่ตายไปแล้วไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมพี่ถึงเดินออกมาได้แบบเป็นๆกันล่ะ”

กัวเหลียงที่ในตอนนี้กำลังเซ้งเป็ดอยู่นั้น เมื่อได้ยินว่า เฉินเฉียงถามเขาอย่างห่วงใหญ่ ก็อดที่จะยิ้มออกมาไม่ได้

“ศิษย์น้อง ทางสำนักจะปล่อยให้ศิษย์ฆ่ากันถึงตายได้ยังไง นี่เป็นเพียงสนามต่อสู้เสมือนจริงเท่านั้น คนที่ตายเองก็แค่จะรู้สึกเหนื่อยล้ากว่าปกติเท่านั้น ไม่ถึงตายแต่อย่างใด”

“สนามต่อสู้เสมือนจริงเหรอ ศิษย์พี่กัว นี่หมายความว่าคนที่เข้าไปบนสนามนั่นไม่ใช่ตัวจริง แล้วแบบนี้จะสู้กันยังไงล่ะ” เฉินเฉียงยังคงถามออกมาอย่างไม่เข้าใจ

“แน่นอนว่าคนที่ขึ้นไปนั้นย่อมต้องสู้กันจริงๆ” หนี่เฟิงได้มองไปยังกัวเหลียงที่ท่าทีเหนื่อยอ่อนและพูดออกมา “ศิษย์น้องเฉินก็เห็นไม่ใช่เหรอว่าศิษย์พี่กัวนั้นเหนื่อยล้าขนาดไหน หากเขานั้นไม่ได้ลงต่อสู้จริงแล้วเขาจะเหนื่อยแบบนี้ได้ยังไงกัน”

“สนามประลองของสำนักเรานั้นถูกสร้างขึ้นมาด้วยความร่วมมือของผู้อาวุโสผู้ซึ่งเป็นตำนานสองคน ก่อนที่จะเข้าลานประลองไปนั้น คนคนนั้นต้องเดินผ่านประตูแสงเข้าไป”

“เมื่อเข้าไปในสนามแล้วนั้น ต่อให้หัวของทั้งสองคนจะถูกตัดออกในระหว่างประลองก็ตาม แต่นั่นจะไม่ได้ส่งผลต่อตัวนักสู้แต่อย่างใด พวกเขาจะสูญเสียพลังภายในไปเท่านั้นหากเกิดเหตุการณ์แบบนั้น นอกจากนี้แล้วไม่มีอะไรอย่างอื่นอีก”

“ศิษย์น้อง อย่าบอกนะว่าเจ้าจะลองเข้าร่วมดูน่ะ”

แน่นอนว่าเมื่อได้ฟังคำอธิบายของหนี่เฟิงแล้วนั้น         เฉินเฉียงย่อมต้องอยากลอง

ตั้งแต่แรกเริ่ม เขานั้นล้วนแล้วแต่เผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดเท่านั้น เขาไม่เคยสู้กับคนมาก่อน

“ศิษย์พี่หนี่ หากข้าต้องการสู้จะหาคู่ต่อสู้ได้จากไหนกัน”

“ศิษย์น้องเฉิน พวกเรานั้นไม่เคยรับศิษย์ที่มีระดับต่ำกว่าระดับทหารขั้นสูงมาก่อน นี่จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่เจ้าจะหาคู่ต่อสู้ได้ ทำไมไม่ลองให้ข้าสู้กับเจ้าดูล่ะ”

กัวเหลียงพูดออกมาด้วยสายตาเป็นประกายวิ้งวับ

“ไอ้ตัวหน้าไม่อาย”

หนี่เฟิงได้จ้องมองไปยังกัวเหลียงอยู่พักหนึ่ง ก่อนที่จะหันไปหาเฉินเฉียง “ที่กัวเหลียงพูดไว้ประโยคก่อนนั้นถูกต้องแล้ว  คนที่ต่อสู้นั้นสมควรจะอยู่ที่ระดับเดียวกัน หรือไม่ก็ต่างกันเพียงหนึ่งขั้นเท่านั้น”

“อีกอย่างหนึ่ง ก่อนที่จะประลองนั้น คนที่ประลองจะตั้งจ่ายคะแนนคนละห้าสิบแต้มเป็นค่าธรรมเนียม เพราะไม่อย่างนั้นแล้วคนที่ต่อสู้กันนั้นจะไม่ตั้งใจสู้กัน” “และนี่หมายความว่าคนที่แพ้จะเสียคะแนนที่จ่ายไปให้กับอีกฝั่ง”

“หรือจะบอกว่านี่คือหนทางที่จะให้ศิษย์ในสำนักมีความกล้าที่จะท้าประลองกันก็ว่าได้”

“หากว่าศิษย์น้องเฉินนั้นต้องการจะต่อสู้จริงๆ เจ้าเองคงต้องหาคนที่แกร่งกว่าเจ้าล่ะนะ”

“ในเมื่อเจ้าจะต้องแพ้อยู่แล้ว ทำไมไม่ให้ข้าได้คะแนนนั้นไปจะดีกว่าไม่ใช่เหรอ”

เฉินเฉียงที่ได้ยินดังนั้นก็ได้มองกัวเหลียงด้วยรอยยิ้มกว้าง “ศิษย์พี่ นี่ข้าเกือบลืมไปแล้วนะเนี่ยถ้าศิษย์พี่ไม่เตือนความจำ ข้ามาที่นี่เพราะว่าช่วงห้าวันมานี้ข้าเสียคะแนนไปมากมายจากการบ่มเพาะ ข้าว่าพี่น่าจะมอบให้ข้าได้บางส่วนบ้างแล้วนะ”

กัวเหลียงในตอนนี้มีใบหน้ากระตุกไปเล็กน้อย ก่อนที่จะยื่นแขนให้ดูและพูดออกมา “ศิษย์น้อง เจ้าก็เห็นนี่ว่าข้าแพ้น่ะ”

“ข้าไม่ได้รับเงินพิเศษกลับมาแล้วจะคืนได้ยังไง เอาเป็นขอเวลาอีกสักหน่อยนะ”

“กัวเหลียง ข้าพึ่งจะได้ยินมาว่าเจ้าชนะมาสี่วันติดไม่ใช่เหรอ แล้วเจ้าจะไม่มีคะแนนได้ยังไงทั้งๆที่พึ่งจะแพ้ไปรอบเดียว”

“อย่าบอกนะว่าเจ้าไม่คิดจะให้เฉินเฉียง”

“ถ้าอาจารย์รู้เข้าละก็เจ้าเจอปัญหาใหญ่แน่”

หนี่เฟิงได้ดุกัวเหลียงอย่างไม่ไว้หน้า กัวเหลียงเองก็ได้พยายามยืนยันอีกครั้งและอีกครั้งอย่างหนักแน่น “อย่าบอกอาจารย์นะ ข้าชนะมาหลายรอบก่อนหน้านี้ก็จริงแต่ว่าข้าลงพนันไปว่าจะชนะหมอนั่น ตอนนี้ข้าเลยไม่มีพวกมันแล้วจริงๆ”

-นี่คือวิถีของคนที่มีใจรักการพนันอย่างหมดหัวใจ-

เฉินเฉียงได้แอบดูถูกกัวเหลียงเรื่องนี้อยู่ในใจ ก่อนที่จะหัวเราะออกมาแล้วพูดว่า

“ศิษย์พี่กัว พี่ค่อยคืนคะแนนให้ข้าทีหลังก็ได้ แต่ข้านั้นอยากจะสู้จริงๆ ทำไมพี่ไม่ช่วยข้าหาคู่ต่อสู้ให้หน่อยล่ะ”

“ศิษย์น้อง นี่เจ้าเอาจริงเหรอ”

หนี่เฟิงถามออกมาอย่างสงสัย

เฉินเฉียงพยักหน้ารับอย่างจริงจัง “ศิษย์พี่หนี่ ข้านั้นไม่เคยมีประสบการณ์การต่อสู้มาก่อน ข้าอยากจะลองดูสักครั้งในตอนที่ยังมีโอกาส”

“คิดได้อย่างนั้นมันก็ดี แต่ กฎนี้เป็นสิ่งที่สำนักได้ตั้งเอาไว้ แต่ด้วยระดับการบ่มเพาะของเจ้านี่ ข้าว่าเจ้าจะเลือกได้เฉพาะคนที่อยู่ระดับทหารขั้นสูงเท่านั้นนะ”

“เอาอย่างนี้ไหมล่ะ ข้าได้ยินมาว่าเทคนิคการเคลื่อนที่ของเจ้านั้นดีทีเดียว เจ้าน่าจะประลองกับหลินคูจากแผนกวิญญาณไหวอยู่”

“เขานั้นอ่อนแอที่สุดในหมู่สายเลือดทหารขั้นสูง แถมเขานั้นไม่ได้มีเทคนิคอะไรเป็นพิเศษ จะมีอย่างเดียวก็คงจะเป็นเทคนิคการโจมตีแบบวิญญาณ เจ้าน่าจะพอใช้ความเร็วในการสู้กับเขาในระยะประชิดได้”

เมื่อได้ยินดังนั้น กัวเหลียงก็เห็นด้วยในทันที และเห็นแบบนี้ เฉินเฉียงก็ได้เห็นด้วยในทันใดเช่นกัน “ตามนั้นครับ ว่าแต่ ข้าจะประลองได้ยังไง”

“ง่ายมาก เจ้าก็แค่ส่งคำท้าผ่านกำไลสื่อสารไปก็เท่านั้น ด้วยกฎของสำนักนั้น หากคนที่อ่อนแอกว่าทำสู้กับคนที่อยู่สูง คนที่อยู่ระดับสูงกว่านั้นจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้”

เมื่อได้ยินดังนั้น เฉินเฉียงก็ได้ตัดสินใจเลือกคู่ต่อสู้แรกของเขาผ่านกำไลสื่อสาร

“ศิษย์ของแผนกทักษะต่อสู้พิเศษ นักรบระดับสายเลือดทหารขั้นกลาง เฉินเฉียง ขอท้าประลองศิษย์แผนกบ่มเพาะวิญญาณ นักรบสายเลือดทหารระดับสูง หลินคู โดยการเดิมพันคะแนน 100 แต้ม”

จบบทที่ บทที่ 32 เข้าร่วมประลอง

คัดลอกลิงก์แล้ว