- หน้าแรก
- เวนส์เดย์ : ขอโทษที พอดีพลังจิตของฉันแกร่งที่สุด
- เวนส์เดย์ : ขอโทษที พอดีพลังจิตของฉันแกร่งที่สุด ตอนที่ 225 ความห่วงใยของนาตาชา 💸
เวนส์เดย์ : ขอโทษที พอดีพลังจิตของฉันแกร่งที่สุด ตอนที่ 225 ความห่วงใยของนาตาชา 💸
เวนส์เดย์ : ขอโทษที พอดีพลังจิตของฉันแกร่งที่สุด ตอนที่ 225 ความห่วงใยของนาตาชา 💸
เวนส์เดย์ : ขอโทษที พอดีพลังจิตของฉันแกร่งที่สุด ตอนที่ 225 ความห่วงใยของนาตาชา
‘ฉันชนะ’ ลุคคิดขณะนั่งอยู่บนพื้นและหอบหายใจอย่างหนัก
แม้จะปลุกออร่าใหม่ขึ้นมาได้ แต่ตอนนี้เขาก็รู้สึกถึงน้ำหนักของบาดแผลก่อนหน้านี้ทั้งหมดและความเหนื่อยล้าที่สะสมมาจากการต่อสู้กับนิคลอส และจากนั้นก็เอลเลียต
เนื่องจากความสามารถทั้งหมดที่เขาใช้ ความเจ็บปวดที่เต้นตุบ ๆ ก็ดังกระหึ่มอยู่ในหัวของเขา และลมหายใจของเขาก็เริ่มไม่สม่ำเสมอมากขึ้นทุกวินาที
‘อีกไม่นานฉันคงจะหมดสติ’ ลุคคิดพลางนึกถึงครั้งแรกที่เขาประสบกับภาวะพีแอลพีอี ภาวะอ่อนเพลียทางจิตหลังใช้พลังเกินขีดจำกัด
นั่นคือตอนที่เขาใช้พลังจิตจนหมดเกลี้ยงและยังคงใช้พลังต่อไปทั้ง ๆ ที่ไม่มีเชื้อเพลิงเหลืออยู่ในถังแล้ว คำพูดของเวนส์เดย์ตอนที่เธออธิบายให้เขาฟังยังคงดังก้องอยู่
ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าทำไมเขาถึงฟื้นคืนสติได้เร็วขนาดนั้นในครั้งนั้น ตามที่แพทย์บอกเขาควรจะหมดสติไปเป็นเดือนหรือนานกว่านั้น แต่เขากลับตื่นขึ้นมาหลังจากผ่านไปเพียงสองวัน นี่คือผลงานของออร่าสีเขียวในสภาวะเฉื่อยของเขา ไม่งั้นเขาคงจะอยู่ในอาการโคม่านานกว่านี้มาก
ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงฝีเท้าที่รีบร้อน เขายกสายตาขึ้นและเห็นนาตาชาวิ่งเข้ามาหาเขาอย่างรวดเร็ว ใบหน้าของเธอมีร่องรอยของความห่วงใย แต่ก็มีความกังวลที่ลุคไม่คาดคิดว่าจะได้เห็นอย่างชัดเจนในตัวเธอ
เธอคุกเข่าลงข้าง ๆ เขาโดยไม่ลังเลและมองเขาอย่างตั้งใจ ราวกับกำลังตรวจสอบให้แน่ใจว่าเขายังอยู่ที่นั่น
“ลุค!” เธอพูด เสียงของเธอเกือบจะขาดห้วง เป็นความสั่นเทาในน้ำเสียงที่ลุคไม่เคยได้ยินจากเธอมาก่อน
นาตาชาประคองแก้มของเขาอย่างนุ่มนวลด้วยมือของเธอ ดวงตาของเธอกวาดมองใบหน้าของเขา เพื่อให้แน่ใจว่าเขามีตัวตนอยู่จริงและไม่เป็นอะไร
“เธอเป็นอะไรไหม” นาตาชาถาม น้ำเสียงของเธอสั่นเครือ
“ผมสบายดี . . . ดีกว่าที่เคยเป็นมาด้วยซ้ำ ทั้งที่ตายแล้วฟื้นขึ้นมาได้ ไม่มีอะไรผิดปกติหรอก” ลุคตอบอย่างประชดประชัน เสียงของเขาอ่อนลงเรื่อย ๆ
นาตาชาอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาด้วยความโล่งอกกับคำพูดไร้สาระเชิงประชดประชันของลุค
“ฉันนึกว่าฉันเสียเธอไปแล้วซะอีก เจ้าบ้าเอ๊ย” นาตาชากล่าว น้ำเสียงของเธอแฝงไปด้วยความอ่อนโยนที่ลุคไม่คาดคิดว่าจะได้รับจากเธอ เธอสางผมของเขาเบา ๆ ก่อนจะดึงเขาเข้าไปกอดแน่น
ลุคประหลาดใจ ดวงตาของเขาเบิกกว้างเล็กน้อยกับการกระทำนั้น นาตาชาที่มักจะแข็งกระด้างและรอบคอบอยู่เสมอ ไม่เคยแสดงความรักใคร่ออกมามากขนาดนี้
เมื่อพวกเขาผละออกจากกันในที่สุด ลุคก็พบว่าตัวเองกำลังจ้องมองเข้าไปในดวงตาของนาตาชา ใบหน้าของพวกเขาอยู่ใกล้กัน
“ต้องขอบคุณคุณ ผมถึงชนะได้” ลุคพูดอย่างจริงจัง
นาตาชาขมวดคิ้วและมองเขาอย่างงุนงง “ฉันไม่ได้ทำอะไรเลยนะลุค ฉันทำร้ายเอลเลียตไม่ได้ด้วยซ้ำ เธอทำทุกอย่างคนเดียว”
“ถ้าคุณไม่สู้กับเอลเลียต . . . ถ้าคุณไม่ดึงความสนใจของเขาไปจากร่างของผม ผมคงไม่รอด ถ้าเขาสังเกตเห็นว่าบาดแผลของผมเริ่มหาย เขาคงจะฆ่าผมก่อนที่ผมจะทันได้ตื่น ต้องขอบคุณคุณ ผมถึงฟื้นตัวได้” ลุคอธิบาย
ถ้านาตาชาจากไปพร้อมกับหลักฐาน เขาคงจะตายไปแล้ว เมื่อรู้ว่าพ่อแม่ของเธอเคยทำอะไรไว้ในอดีต ลุคจึงคิดว่านาตาชาคงจะไม่ช่วยเขาอีกและคงจะนำหลักฐานไปให้สภาผู้แปลกแยก
โดยไม่รู้ตัวนาตาชาก็พบว่าตัวเองกำลังจ้องมองลุคโดยไม่พูดอะไรเลย ราวกับต้องมนต์สะกดจากดวงตาของเขา
ลุคค่อย ๆ ยื่นมือออกไปทางแก้มของนาตาชา สัมผัสจากนิ้วของเขาบนผิวของเธอนั้นนุ่มนวลแต่หนักแน่น
นาตาชารู้สึกว่าหัวใจของเธอเต้นเร็วขึ้น ความประหม่าที่เธอไม่เคยรู้สึกมาก่อนเข้าครอบงำเธอ เป็นบางสิ่งที่อยู่เหนือการควบคุมของเธอโดยสิ้นเชิง แต่ก่อนที่เธอจะทันได้ประมวลผลความรู้สึกของตัวเองอย่างเต็มที่ ลุคก็ใช้ออร่าใหม่ของเขา พลังแห่งการเยียวยาแผ่ออกมาจากมือของเขา เขาสัมผัสรอยแผลยาวบนแก้มของนาตาชา และภายในไม่กี่วินาทีบาดแผลก็สมานกันราวกับไม่เคยมีอยู่
เมื่อรู้สึกถึงพลังงานที่ไหลผ่าน นาตาชาก็ผ่อนลมหายใจออกมาเบา ๆ ด้วยความประหลาดใจและกลับสู่ความเป็นจริง ความอบอุ่นที่เธอรู้สึกในอกเริ่มจางหายไป แต่ความประหม่ายังคงทำให้เธอรู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง เธอขมวดคิ้วพยายามรวบรวมสติ
“เธอทำอะไรน่ะ? อย่ามาเสียพลังงานกับฉันเลยลุค เธอต้องพักผ่อน” นาตาชากล่าวอย่างห้วน ๆ แม้ว่าเธอจะไม่ได้ปัดมือของลุคออกจากแก้มของเธอเลยก็ตาม เพราะอย่างไรเสียแผลก็หายดีแล้ว
ลุคยิ้มอย่างอ่อนแรงและไม่ตอบอะไร แต่ด้วยการเคลื่อนไหวที่รวดเร็วและแม่นยำ เขาก็วางมือลงบนเอวของนาตาชา ทำให้เธอตัวแข็งทื่อ
“ลุค!?” นาตาชาอุทานออกมาด้วยน้ำเสียงที่สูงกว่าที่เธอตั้งใจไว้
“ผมจะรักษาคุณ” ลุคพูดอย่างใจเย็น
นาตาชาตัวเกร็งยิ่งขึ้นเมื่อสัมผัสได้ถึงแรงกดจากมือของเขาที่เอวของเธอ เธอเริ่มรู้สึกถึงพลังแห่งการเยียวยาที่กำลังทำงานกับบาดแผลที่เอลเลียตสร้างไว้ด้วยดาบอาบไฟฟ้าของเขา
เธอไม่ได้ผลักลุคออกไป เมื่อเห็นสภาพของเขา เธอก็ไม่อยากทำร้ายเขา แม้เพียงเล็กน้อยก็ตาม
“ไม่ต้องห่วงหรอกนาตาชา” เขาพูดพลางมองเข้าไปในดวงตาของเธอ “อีกไม่นานผมก็จะหมดสติอยู่แล้ว . . . และมันสำคัญที่คคุณต้องหายดี เพื่อที่คุณจะได้ปกป้องผมตอนที่ผมหมดสติ”
“ปกป้องเธอ? จากศัตรูที่ไหน? เอลเลียตตายแล้วนะ แล้วหมายความว่ายังไงที่เธอบอกว่าจะหมดสติในไม่ช้า?” นาตาชาถาม พยายามจะไม่สนใจความใกล้ชิดของลุคและวิธีที่เขายังคงจับเอวเธออยู่
“น้องชายของเอลเลียตกำลังสู้กับเวนส์เดย์ อีนิด แล้วก็ออร่าอีกสามคนที่ผมจำแนกไม่ได้ในสภาพตอนนี้ . . . แต่พวกเขาเป็นมิตร น่าจะเป็นครอบครัวของเวนส์เดย์” ลุคเริ่มอธิบายขณะที่เขาวิเคราะห์ร่างกายของนาตาชาและรักษาเธอ
แม้ว่าเขาจะเพิ่งปลุกออร่าสีเขียวขึ้นมาได้เพียงไม่กี่นาที แต่เขาก็รู้วิธีใช้มันเพื่อรักษาผู้อื่นแล้ว มันเหมือนกับพลังจิตเคลื่อนย้ายวัตถุ ที่เขารู้วิธีใช้ยกของได้โดยสัญชาตญาณ
“ตอนนี้น้องชายของเอลเลียตกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้” ลุคพูดต่อ
“เขากับเอลเลียตคงมีวิธีตรวจดูสภาพของกันและกันอยู่แน่ ๆ และตอนนี้ที่เอลเลียตตายแล้ว เขาคงจะรู้ตัวแล้วและคงอยากจะมาที่นี่เพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น ส่วนใหญ่แล้วเขาคงจะตกใจและไม่เชื่อว่าพี่ชายของเขาตายไปแล้วจริง ๆ” ลุคเสริม
พวกเขายังไม่ปลอดภัย นาตาชาไม่ได้ประหลาดใจกับความดื้อรั้นของลุคหรือความจริงที่ว่าเขายังคงใช้ฮาคิสังเกตของเขาเพื่อสังเกตการณ์การต่อสู้ของเวนส์เดย์และคนอื่น ๆ
“เวนส์เดย์กับคนอื่น ๆ กำลังไล่ตามเขาอยู่ แต่ถ้าเขามาถึงที่นี่ได้ นาตาชา คุณต้องปกป้องร่างของเอลเลียตไว้” ลุคพูด สายตาของเขาเริ่มพร่ามัว
“คัมภีร์ซอยก้าอยู่กับเอลเลียตใช่ไหม?” นาตาชาถาม และลุคก็พยักหน้า
ถ้าผู้นำตระกูลสเปลล์แมนมีคัมภีร์ปีศาจอยู่กับศพของเขา นั่นจะเป็นหลักฐานที่ปฏิเสธไม่ได้ในการปรักปรำเขา เป็นข้อกล่าวหาอีกกระทงหนึ่งที่เมื่อรวมกับหลักฐานที่กู้คืนมาได้ จะทำให้ตระกูลสเปลล์แมนจนมุม
“ตามหลักแล้วเราควรจะฆ่าเกเบรียล แต่ผมไม่รู้ว่าสภาพของเขาเป็นยังไง . . . ดังนั้นลำดับความสำคัญคือการปกป้องร่างของเอลเลียต ซ่อนผมไว้ที่ไหนสักแห่งแล้วเฝ้าศพไว้” ลุคพูด และในที่สุดดวงตาของเขาก็ปิดลง
ก่อนที่นาตาชาจะทันได้ตอบ ศีรษะของลุคก็ฟุบลงบนอกของเธอทันที
“ลุค!”
เธอรีบประคองเขาไว้ทันที ร่างกายของเขาไม่แสดงอาการเหนื่อยล้าหรือบาดเจ็บอีกต่อไปแล้ว เขาได้รักษาเธอจนหายดีก่อนที่จะหมดสติไป
“เจ้าเด็กบ้า . . .” เธอพึมพำกับตัวเอง พลางคิดอย่างรวดเร็วว่าจะทำอย่างไรดี
ถ้าเธอปกป้องศพตามที่ลุคขอ นั่นหมายความว่าต้องทิ้งเขาไว้ตามลำพังและไร้ที่พึ่งในขณะที่เขาหมดสติ แต่เธอก็ลังเล เธอไม่อยากทิ้งลุคไว้ข้างหลัง จะเกิดอะไรขึ้นถ้ามีอะไรเกิดขึ้น? จะเกิดอะไรขึ้นถ้ามีคนมาเจอเขาในสภาพนั้น? บางทีเธออาจจะคิดมากไปเอง แต่ความคิดที่จะทิ้งเขาไว้ในสภาพเปราะบางเช่นนั้นทำให้เธอไม่สบายใจ
อย่างไรก็ตามเธอนึกถึงความจริงจังที่เขาขอให้เธอปกป้องศพ นั่นคือแผนการที่สำคัญจริง ๆ
เธอถอนหายใจ และลงมืออย่างรวดเร็วแต่ไม่มองข้ามรายละเอียดใด ๆ เธอซ่อนลุคไว้ในอาคารใกล้ ๆ แห่งหนึ่งที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการต่อสู้และไม่มีความเสี่ยงที่จะถล่มลงมา สถานที่นั้นว่างเปล่าน่าจะเป็นที่ร้าง
ในห้องด้านหลังห้องหนึ่ง เธอพบเตียงเล็ก ๆ ที่ถูกถอดประกอบอยู่ ซึ่งน่าจะเป็นของเจ้าของร้าน ก่อนที่เธอจะบรรจงวางลุคลง ตรวจสอบให้แน่ใจว่าเขาสบายดี
หลังจากนั้นเธอก็ไม่มีเวลาทำอย่างอื่นแล้ว เธอกลับไปที่สนามรบ ที่ซึ่งร่างของเอลเลียตยังคงอยู่ที่เดิมกับที่พวกเขาทิ้งไว้ ตอนแรกเธอคิดที่จะซ่อนมัน แต่ก็ล้มเลิกความคิดนั้นทันที ถ้าเกเบรียลมีวิธีรับรู้สภาพของพี่ชายอย่างที่ลุคสันนิษฐานไว้ เขาก็น่าจะติดตามศพของเขาได้เช่นกัน การซ่อนมันคงจะไร้ประโยชน์
ตอนนี้สิ่งเดียวที่เธอทำได้คือรออยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบเพื่อโจมตีแบบไม่ให้ตั้งตัว ซึ่งถ้าเธอโชคดี มันจะเป็นการโจมตีที่ถึงตาย
‘ถ้าหากฉันติดต่อเวนส์เดย์ได้ . . .’ นาตาชาคิดจากที่ซ่อนของเธอ พลางขมวดคิ้ว
ถ้าเธอสามารถคุยกับเวนส์เดย์และอธิบายสถานการณ์ได้ บางทีพวกเขาอาจจะประสานงานการโจมตีกันได้ บางทีพวกเขาอาจจะมีโอกาสจริง ๆ ที่จะกำจัดเกเบรียลและปกป้องศพของเอลเลียตได้ในเวลาเดียวกัน
แต่ตอนนี้ทุกอย่างขึ้นอยู่กับปัจจัยที่ไม่แน่นอนมากเกินไป ขึ้นอยู่กับว่าพวกเขาจะเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่หรือไม่ และพวกเขาจะตอบสนองอย่างไร