- หน้าแรก
- เวนส์เดย์ : ขอโทษที พอดีพลังจิตของฉันแกร่งที่สุด
- เวนส์เดย์ : ขอโทษที พอดีพลังจิตของฉันแกร่งที่สุด ตอนที่ 31 ผู้ใช้ออร่าสามสาย
เวนส์เดย์ : ขอโทษที พอดีพลังจิตของฉันแกร่งที่สุด ตอนที่ 31 ผู้ใช้ออร่าสามสาย
เวนส์เดย์ : ขอโทษที พอดีพลังจิตของฉันแกร่งที่สุด ตอนที่ 31 ผู้ใช้ออร่าสามสาย
เวนส์เดย์ : ขอโทษที พอดีพลังจิตของฉันแกร่งที่สุด ตอนที่ 31 ผู้ใช้ออร่าสามสาย
ลุคหยิบสร้อยคอจากโต๊ะข้างเตียง ก่อนจะขึ้นไปนอนบนเตียงและรูดม่านปิดเพื่อไม่ให้รบกวนเซเวียร์ ก่อนที่เขาจะเอาเชิงเทียนเข้าไปข้างในแล้วเปิดสวิตช์ เพราะเมื่อรูดม่านปิดสนิทแล้ว เขาก็มองอะไรไม่เห็นจึงจำเป็นต้องมีแสงสว่างบ้าง
ลุคนั่งขัดสมาธิแล้วเริ่มเขย่าสร้อยคออย่างไม่เกรงใจ
‘ตื่นได้แล้ว เร็วเข้าสิ’ เขาคิดอย่างร้อนรน ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเขาทั้งง่วงนอนและมีคำถามมากมายที่ต้องการคำตอบจากเอ็ดการ์เพียงผู้เดียว
“ไอ้เด็กเหลือขอกลิ่นเหม็น! ข้าบอกเจ้ากี่ครั้งกี่หนแล้วว่าอย่าปลุกข้ารุนแรงแบบนี้!” เอ็ดการ์บ่นขณะปรากฏกายออกมาจากตัวสร้อย ทว่าครั้งนี้เขาไม่ได้อยู่ในชุดคลาสสิกอย่างเคย แต่กลับสวมชุดนอนและหมวกคลุมผมสำหรับกลางคืน
‘หมวกบ้าอะไรเนี่ย’ ลุคคิดขณะมองหมวกทรงสามเหลี่ยมที่ทำจากผ้านุ่ม ๆ ลายทางใบนั้น
[ผมโดนโจมตีที่งานเทศกาล] ลุคสื่อสารผ่านกระแสจิตที่เขาสร้างขึ้นกับเอ็ดการ์
“ชิ สมน้ำหน้า” เอ็ดการ์สบถ เขาไม่อยากใช้กระแสจิตคุยด้วย ถึงอย่างไรคนที่ได้ยินเสียงเขาก็มีแค่ลุคคนเดียวอยู่แล้ว
ลุครู้ดีว่าคุณทวดผีของเขากำลังโกรธที่ไม่ได้พาไปด้วยกันที่งานเทศกาลและถูกทิ้งให้อยู่ในห้องคนเดียว
[พรุ่งนี้ผมจะพาไป วันสุดท้ายน่าจะคึกคักกว่านี้เยอะ] ลุคพูดพลางพยายามควบคุมสีหน้าไม่ให้แสดงความรำคาญออกมา
ลุครู้ว่าชายชราคนนี้เจ้าคิดเจ้าแค้นแค่ไหน และถ้าเขาไม่ยอมตามใจสักหน่อย ก็คงจะไม่ได้คำตอบที่ต้องการแน่
“อืม . . . ดูเหมือนเจ้าจะเริ่มทำตัวเป็นหลานที่กตัญญูขึ้นมาบ้างแล้วนี่ เล่าเรื่องที่โดนโจมตีมาสิ” เอ็ดการ์พูดหลังจากเงียบไปครู่หนึ่งพร้อมกับรอยยิ้มบาง ๆ
[ผมถูกแม่มดแฮ็กโจมตี . . .] ลุคเริ่มเล่า หลังจากนั้นไม่กี่นาที เขาก็เล่าเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในป่าจนจบ
“ถ้าแม่มดนั่นเอ่ยชื่อเจ้าและพุ่งเป้ามาที่เจ้าโดยตรงก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นฝีมือของพวกสเปลล์แมน ไม่มีใครอีกแล้วที่จะเก็บความแค้นกับเจ้าได้ขนาดนี้” เอ็ดการ์กล่าว
[ไหนว่าถ้าผมอยู่ที่นี่ พวกนั้นจะไม่พยายามฆ่าผมไม่ใช่เหรอครับ?] ลุคถาม เขาไม่ได้ใส่ใจเรื่องความพยายามลอบฆ่าเท่าไหร่นัก อันที่จริงมันน่าตื่นเต้นด้วยซ้ำที่ได้ต่อสู้ด้วยพลังของตัวเองเป็นครั้งแรก
“ข้าบอกว่าถ้าเจ้าอยู่ในเนเวอร์มอร์ พวกมันจะไม่พยายามลอบสังหารเจ้า แต่ถ้าเจ้าหนีไปเดตกับแฟนนอกเขตโรงเรียน มันก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง” เอ็ดการ์กล่าวพร้อมรอยยิ้มเย้ยหยัน
[แต่มันก็เป็นเรื่องดีนะครับ เพราะพวกนั้นทำให้ผมได้ประสบการณ์ในการต่อสู้] ลุคเถียงไม่ออก ก่อนจะพูดพร้อมรอยยิ้มจาง ๆ เมื่อนึกถึงการต่อสู้เมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อน
ตอนแรกที่สัมผัสได้ถึงออร่าอันบ้าคลั่งและเปี่ยมจิตสังหารของแม่มดแฮ็ก เขาก็รู้สึกเย็นสันหลังวาบ แต่เมื่อเข้าสู่การต่อสู้และได้ฉีกร่างของมันที่เอาแต่ยั่วยุเขาเป็นชิ้น ๆ ความรู้สึกนั้นกลับน่าพึงพอใจอย่างประหลาด
เอ็ดการ์มองลุคอย่างพินิจพิเคราะห์ นานมากแล้วที่เขาไม่ได้ฝึกฝนผู้สืบทอดของตระกูลที่มีบุคลิกแบบนี้ มันทำให้นึกถึงตัวเอง แทนที่จะรู้สึกหวาดกลัวที่มีใครบางคนคอยจ้องจะลอบฆ่าอยู่ลับ ๆ เขากลับดูเหมือนจะอยากให้มีนักฆ่าถูกส่งมาอีกเรื่อย ๆ เพื่อจะได้สู้ต่อไป
“การต่อสู้ที่เดิมพันด้วยชีวิตคือหนทางที่ดีที่สุดในการเติบโตและพัฒนา” เอ็ดการ์กล่าวพร้อมรอยยิ้มบาง ๆ “อย่างไรก็ตามตอนนี้พวกมันคงได้ข้อมูลที่แม่นยำขึ้นเกี่ยวกับความแข็งแกร่งในปัจจุบันของเจ้าแล้ว ในแผนลอบสังหารครั้งหน้า พวกมันอาจส่งคนที่แข็งแกร่งกว่ามา หรืออาจจะใช้วิธีที่แนบเนียนกว่านี้หากยังคิดจะลองอีก”
[ครับ การจะควบคุมแม่มดแฮ็กได้ ต้องเป็นผู้ใช้ออร่าสีแดงใช่ไหมครับ?] ลุคถาม
“ใช่ การควบคุมจิตใจของออร่าสีฟ้าไม่ว่าจะล้ำเลิศแค่ไหนก็ไม่สามารถควบคุมแม่มดแฮ็กที่มีจิตใจแปดเปื้อนและวิปลาสไปโดยสิ้นเชิงได้ ส่วนผู้มีออร่าสีแดงสามารถควบคุมอารมณ์ความรู้สึกได้ คนอย่างแม่มดแฮ็กที่เสียสติและขับเคลื่อนด้วยสัญชาตญาณจึงเป็นเหยื่อที่ถูกชักจูงได้ง่ายที่สุด แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่ามันง่ายนะ ถ้าทำพลาด แม่มดแฮ็กอาจจะหันมาโจมตีเจ้าเสียเอง” เอ็ดการ์ตอบ
[แปลว่าคนที่ควบคุมอารมณ์ไม่ได้หรือมีอารมณ์อ่อนไหวจะถูกชักจูงได้ง่ายที่สุดสินะครับ?] ลุคถาม ซึ่งเอ็ดการ์ก็พยักหน้าตอบ
“สำหรับการชักจูงอย่างรวดเร็วน่ะใช่ นอกจากนี้ผู้ใช้ออร่าสีแดงยังสามารถชักจูงคนปกติได้อย่างแนบเนียน โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ นั่นคือสิ่งที่น่ากลัวที่สุด เจ้าอาจจะตกอยู่ในกำมือของพวกเขาโดยที่ไม่เคยรู้ตัวเลย กลายเป็นหุ่นเชิดที่มีสติรับรู้ แต่ตกเป็นทาสของผู้ใช้ออร่าสีแดงโดยสมบูรณ์ ซึ่งเหนือกว่าการควบคุมจิตใจของออร่าสีฟ้าที่ทำให้คนดูเหมือนหุ่นยนต์ไร้ชีวิตชีวา” เอ็ดการ์อธิบายด้วยสีหน้าจริงจัง
‘อันตรายชะมัด . . .’ ลุคคิดพลางตั้งใจฟัง มันก็ไม่น่าแปลกใจที่พลังนี้จะเหนือกว่าการควบคุมจิตใจของออร่าสีฟ้า เพราะออร่าสีแดงนั้นเชี่ยวชาญด้านการควบคุมอารมณ์โดยเฉพาะ ในทางกลับกันออร่าสีฟ้ามีประโยชน์หลากหลายกว่า ทั้งพลังโทรจิต การควบคุมจิตใจ การอ่านใจ และอื่น ๆ
[การฟื้นตัวที่รวดเร็วของแม่มดแฮ็ก เป็นเหมือนกันทุกตนหรือเปล่าครับ? หรือว่าแค่ตนนี้ที่ฟื้นตัวได้เร็วเป็นพิเศษ?] ลุคถาม เขาหักคอและฉีกร่างของมัน แต่แม่มดแฮ็กก็ยังไม่ตาย ซึ่งมันไม่ใช่การฟื้นตัวแบบปกติเลย
“เจ้าคิดว่าทำไมผู้มีพลังจิตถึงลงเอยด้วยการทำให้จิตใจของตัวเองแปดเปื้อน จนกลายเป็นสิ่งมีชีวิตที่บิดเบี้ยวและวิปลาส?” เอ็ดการ์ย้อนถาม
[เพื่อเพิ่มพลังเหรอครับ?] ลุคตอบอย่างไม่ค่อยแน่ใจ
“นั่นก็เป็นเหตุผลหนึ่ง แต่ไม่ใช่เหตุผลหลัก อย่างที่ข้าเคยบอกไป ผู้มีพลังจิตคือพวกผู้แปลกแยกที่สามารถแข็งแกร่งกว่าใครก็ได้ แต่พวกเราก็มีจุดอ่อนร้ายแรงอยู่หนึ่งอย่าง” เอ็ดการ์กล่าว
[อะไรเหรอครับ?] ลุคถามพลางเลิกคิ้ว
“อายุขัย ไม่เหมือนแวมไพร์ มนุษย์หมาป่า หรือกอร์กอน ที่สามารถมีชีวิตอยู่ได้เกินสองร้อยปี ผู้มีพลังจิตจะมีอายุขัยอยู่ระหว่างหนึ่งร้อยถึงหนึ่งร้อยห้าสิบปีเท่านั้น” เอ็ดการ์ตอบ
ลุครู้เรื่องนี้ดี วิชาประวัติศาสตร์และชั้นเรียนเกี่ยวกับพวกผู้แปลกแยกอื่น ๆ ก็ไม่ได้ไร้ประโยชน์ไปเสียทั้งหมด ถึงอย่างนั้นผู้มีพลังจิตก็ยังอายุยืนกว่ามนุษย์ธรรมดา โดยจะถูกนับว่าแก่เมื่ออายุระหว่าง 130 ถึง 150 ปี
“ด้วยเหตุนี้พวกเฒ่าหัวงูจำนวนมากเมื่อเห็นความตายใกล้เข้ามาจึงเริ่มแสวงหาวิธีการยืดอายุขัย ซึ่งมันมักจะนำไปสู่พิธีกรรมมืดที่จบลงอย่างเลวร้ายเสมอ ‘ทำไมพวกผู้แปลกแยกเผ่าพันธุ์อื่นถึงมีชีวิตยืนยาวกว่าพวกเราได้?’ นั่นคือสิ่งที่พวกเขาคิด” เอ็ดการ์กล่าว
ลุคปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาเองก็เคยมีความคิดนี้เช่นกัน ถึงแม้พลังของเขาจะเติบโตได้อีกมาก แต่ใครบ้างจะไม่อยากมีชีวิตยืนยาวเกินสองร้อยปีหรือนานกว่านั้นเหมือนพวกแวมไพร์?
“ท้ายที่สุดแล้ว พิธีกรรมหรือหนทางที่พวกเขาแสวงหาเพื่อเพิ่มพลังชีวิตก็มักจะลงเอยด้วยการทำให้แม่มดแฮ็กทุกตนมีการฟื้นฟูที่ยอดเยี่ยม ถึงอย่างนั้น แม่มดแฮ็กที่เจ้าเจอมาก็ถือเป็นอีกกรณีหนึ่ง และแทบจะแน่นอนว่าเธอมีออร่าสีเขียวที่ช่วยเสริมพลังการฟื้นฟูของตัวเอง” เอ็ดการ์กล่าวปิดท้าย
[อืม เข้าใจแล้วครับ มันไม่ใช่แค่เรื่องการเพิ่มพลังสินะ] ลุคกล่าว
“ใช่ แต่ก็มีกรณีพิเศษอยู่เสมอสำหรับผู้มีพลังจิตที่พยายามเพิ่มพลังอย่างรวดเร็วด้วยพิธีกรรมมืดจนจิตใจแปดเปื้อน ไม่ใช่ทุกคนที่เป็นคนแก่ที่แสวงหาความเป็นอมตะ” เอ็ดการ์กล่าว
[แล้วเธอเปลี่ยนแขนตัวเองเป็นหนวดปลาหมึกได้ยังไงครับ? แถมยังเสกควันดำออกมาจากความว่างเปล่าได้อีก] ลุคถามอย่างสงสัย
“เวทมนตร์ดำ ใครจะไปรู้ว่าแม่มดแฮ็กนั่นไปเรียนคาถาอาคมมืดอะไรมาถึงได้ลงเอยในสภาพนั้น แทนที่จะเรียนรู้พลังจากออร่าของตนเอง กลับโลภมากอยากได้พลังจากออร่าสายอื่น” เอ็ดการ์พูดพลางส่ายหน้า ถ้าทุกคนสามารถมีออร่าสองสายได้ โลกคงจะเสียสมดุลไปอย่างมาก นั่นคือเหตุผลว่าทำไมคนที่มีออร่าคู่จึงหายากยิ่งนัก
“ว่าแต่ . . .เจ้าเอาชนะแม่มดแฮ็กนั่นได้ยังไง ทั้ง ๆ ที่มองอะไรไม่เห็น?” เอ็ดการ์ถามพลางใช้มือลูบคาง
เขารู้ดีว่าหากแม่มดแฮ็กไม่ใช้วิธีนี้ ด้วยพลังเคลื่อนย้ายวัตถุในปัจจุบันของลุค เขาสามารถยกก้อนหินหลายสิบก้อนขึ้นมาแล้วระดมยิงใส่มันจนกว่าจะทะลุหัวใจได้ แต่ในการต่อสู้ระยะประชิดที่ลุคมองไม่เห็นเพราะควันหนา แม่มดแฮ็กย่อมได้เปรียบกว่า เพราะความสามารถทางกายภาพของเธอเหนือกว่าลุค และเธอยังมีวิธีมองเห็นในม่านควันได้อีกด้วย
[ผมสัมผัสได้ถึงจิตสังหารของเธอ ตอนที่เธอกำลังจะโจมตีในจังหวะที่พอดีเป๊ะ นั่นทำให้ผมหลบการโจมตีและจับตัวเธอได้] ลุคตอบ มันเป็นความรู้สึกที่แปลกประหลาด และเขาไม่รู้ว่ามันคือความสามารถอะไร
แม้กระทั่งก่อนที่แม่มดแฮ็กจะมาถึงที่เกิดเหตุ เขาก็สัมผัสได้ถึงตัวตนของเธอที่ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ ซึ่งเป็นสิ่งที่เซเวียร์ตรวจจับไม่ได้
“ว่าไงนะ!?” เอ็ดการ์ตะโกนลั่น พุ่งเข้ามาหาลุคและจ้องมองเขาด้วยดวงตาเบิกกว้าง
[เกิดอะไรขึ้นครับ?] ลุคถามพลางถอยห่างด้วยความตกใจกับเสียงตะโกนกะทันหัน
“เจ้าคาดการณ์การโจมตีของเธอได้ และรู้สึกว่ามันง่ายขึ้นที่จะรู้ว่าเธอจะโจมตีจากตรงไหนเพราะจิตสังหารของเธออย่างนั้นเหรอ?” เอ็ดการ์ถามรัวเร็วอย่างร้อนรน
[ครับ ประมาณนั้นแหละ ต้องขอบคุณมันเลย ทำให้ผมคาดการณ์ล่วงหน้าและหลบการโจมตีได้] ลุคตอบ
“นั่นมัน . . . ความสามารถของออร่าสีขาว!” เอ็ดการ์อุทานอย่างไม่อยากจะเชื่อ เขารู้ว่ามันเป็นความสามารถของออร่าสีขาว เพราะเขาเองก็เคยมีออร่านั้นตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ และมันก็เป็นหนึ่งในความสามารถที่เขาครอบครอง
[อะไรนะครับ? จริงเหรอ? เป็นไปได้ด้วยเหรอ?] ลุคยิงคำถามรัว ซึ่งนั่นหมายความได้อย่างเดียวว่า . . .
“ใช่ . . . คนคนหนึ่งสามารถมีออร่าได้ถึงสามสาย! และเจ้าก็คือหนึ่งในนั้น!” เอ็ดการ์ตอบกลับ พลางมองลุคด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป เขาไม่เคยคิดเลยว่าจะได้เห็นคนที่มีออร่าสามสายที่แตกต่างกันโดยธรรมชาติ
‘เรามีออร่าสามสายงั้นเหรอ?’ ลุคคิด พลางรอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า ออร่าสีเหลือง สีฟ้า และสีขาว พลังเคลื่อนย้ายวัตถุ พลังจิต และพลังหยั่งรู้
“บันทึกเกี่ยวกับผู้ที่มีออร่าสามสายนั้นหายากยิ่งกว่ายาก ในประวัติศาสตร์ทั้งหมดของตระกูลโพ มีเพียงคนเดียวเท่านั้น . . .” เอ็ดการ์กล่าว ซึ่งยังคงอยู่ในอาการตกตะลึง
[ใครครับ?] ลุคถามด้วยความอยากรู้
“ปฐมบรรพบุรุษแห่งตระกูลโพ เอเสเคียล โพ” เอ็ดการ์ตอบด้วยความเคารพอย่างสูง