- หน้าแรก
- เวนส์เดย์ : ขอโทษที พอดีพลังจิตของฉันแกร่งที่สุด
- เวนส์เดย์ : ขอโทษที พอดีพลังจิตของฉันแกร่งที่สุด ตอนที่ 3 ความโกรธ
เวนส์เดย์ : ขอโทษที พอดีพลังจิตของฉันแกร่งที่สุด ตอนที่ 3 ความโกรธ
เวนส์เดย์ : ขอโทษที พอดีพลังจิตของฉันแกร่งที่สุด ตอนที่ 3 ความโกรธ
เวนส์เดย์ : ขอโทษที พอดีพลังจิตของฉันแกร่งที่สุด ตอนที่ 3 ความโกรธ
วันต่อมา ลุคตื่นขึ้นมาด้วยอารมณ์ดี แบรดและเพื่อนโง่ ๆ ของเขาได้รับสิ่งที่พวกเขาสมควรได้รับแล้ว เช่นเดียวกับพวกครูที่ทำหูทวนลมต่อคำร้องเรียนของเหยื่อที่ถูกแบรดและพรรคพวกกระทำ
ข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือผู้บริสุทธิ์ที่เข้าร่วมงานเต้นรำต้องอาบไปด้วยอุจจาระ แต่ไม่มีอะไรจะสมบูรณ์แบบได้ใช่ไหมล่ะ? อาบน้ำครั้งเดียวพวกเขาก็จะกลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้ว
ขณะที่ปีนลงจากเตียง เขาก็สังเกตเห็นว่าทอมไม่อยู่
‘คงจะไปกินข้าวเช้าอยู่แน่ ๆ’ ลุคคิดขณะออกจากห้องและมุ่งหน้าไปยังห้องอาหาร
ระหว่างทางเขาถูกเด็กผู้หญิงที่โตกว่าคนหนึ่งในสถานเด็กกำพร้าขวางไว้ เธอชื่อราเชล และเธอมักจะมีท่าทีที่ไม่เป็นมิตรอยู่เสมอ
“คุณมิลเลอร์ตามหานายอยู่” ราเชลพูดโดยไม่มีคำอธิบายอะไรมากนัก
“หืม? ทำไมเหรอ?” ลุคถาม
“ไม่รู้สิ . . . แต่ฟังดูจริงจังนะ คราวนี้ไปทำอะไรมาอีกละ?” ราเชลถามด้วยสายตาจับผิด
“ฉันไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย” ลุคพ่นลมอย่างไม่พอใจขณะมุ่งหน้าไปยังห้องทำงานของคุณมิลเลอร์
เมื่อไปถึงประตูเขาก็เข้าไปโดยไม่เคาะ นี่มันศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดแล้ว และเขาก็อายุสิบสามปี เขาไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามพิธีรีตองแบบนั้น
ห้องทำงานของคุณมิลเลอร์ก็โทรมไม่ต่างจากห้องอื่น ๆ ในสถานเด็กกำพร้า กลางห้องมีโต๊ะทำงานไม้เก่า ๆ ตัวหนึ่ง บนเก้าอี้ที่หันหน้าออกคือคุณมิลเลอร์ และบนเก้าอี้สำหรับแขกมีคนสองคนที่ดูไม่น่าไว้ใจในสายตาของลุค
พวกเขาคืออาจารย์ใหญ่วิงส์และรองอาจารย์ใหญ่อิซาเบลลา และมันก็ไม่ใช่เรื่องดีเลยที่คนสองคนนี้จะมาอยู่ที่สถานเด็กกำพร้าในวันอาทิตย์
“คุณตามหาผมเหรอครับ?” ลุคถามพลางทำตัวตามปกติ
“ใช่ นั่งลงสิ” เบธานีกล่าว
“ทำไมอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนมัธยมไบรตันอันยิ่งใหญ่ถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะครับ?” ลุคถามด้วยน้ำเสียงเกินจริง
“อย่ามาทำเป็นไม่รู้เรื่องนะ ลุค เรารู้ว่าเธอเป็นคนทำและต้องรับผิดชอบ” อิซาเบลลากล่าวด้วยน้ำเสียงเข้มงวดพลางขมวดคิ้วมองลุค
“รับผิดชอบเรื่องอะไรครับ?” ลุคถาม สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความงุนงง
“เรื่องที่เธอโปรย . . . ของเสียใส่บรรดานักเรียนและเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนในงานเต้นรำเมื่อคืนนี้ไงล่ะ” อิซาเบลลาตอบอย่างอึดอัด ซึ่งลุคคิดว่ามันตลกดีที่เธอใช้คำว่าของเสียแทนที่จะเป็นอุจจาระ
“ผมไม่รู้ว่าคุณกำลังพูดถึงเรื่องอะไร . . . ผมไม่ได้ไปงานเต้นรำ และพวกเราทุกคนก็เข้านอนแต่หัวค่ำที่สถานเด็กกำพร้า” ลุคตอบ
“ลุค เลิกโกหกได้แล้ว . . . เรามีหลักฐาน ทอมสารภาพหมดแล้วและแสดงหลักฐานหลายอย่างให้ผู้อำนวยการดูว่าเธอเป็นตัวการใหญ่” เบธานีพูดพลางถอนหายใจและยื่นโทรศัพท์มือถือของทอมให้เขาดู
สีหน้าของลุคเปลี่ยนเป็นงุนงง ขณะที่มองดูโทรศัพท์มือถือในมือของคุณมิลเลอร์ เขาก็รู้ได้ทันทีว่ามันเป็นของทอม
‘ไอ้ลูกหมาทรยศนั่น!’ ลุคคิดด้วยแววตาเย็นชาที่ซ่อนความเกรี้ยวกราดไว้
“ทอมอยู่ไหน?” ลุคถาม พยายามควบคุมความโกรธของตน หากเขาเจอทอมตอนนี้ แขนของทอมอาจจะบิดเบี้ยวไปในทิศทางที่น่าพิศวงก็ได้
“ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะพูดเรื่องนั้น ทอมสารภาพหมดแล้ว และหลักฐานที่เขาแสดงให้เราดูก็บ่งชี้ว่าเธอเป็นตัวการใหญ่” อาจารย์ใหญ่วิงส์พูดขึ้นเป็นครั้งแรก
“นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาพ้นผิดหรอกนะ เพื่อนของเธอก็เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดและจะได้รับการลงโทษตามสมควร แต่โทษของเธอน่ะร้ายแรงกว่ามาก” อิซาเบลลาให้ความเห็น
‘ไอ้เวรนั่นโยนความผิดทั้งหมดมาให้ฉัน พวกเขาจับมันได้ยังไง?’ ลุคคิดพร้อมกับขมวดคิ้ว แผนมันสมบูรณ์แบบแล้ว เห็นได้ชัดว่าเป็นความผิดของทอม คงมีใครบางคนเห็นเขาตอนที่กดสัญญาณเตือนไฟไหม้หรืออะไรสักอย่าง และเพื่อเอาตัวรอดและลดโทษของตัวเอง มันเลยโยนความผิดทั้งหมดมาให้เขา ไอ้หนูสกปรกตัวจริง!
‘ไร้ประโยชน์ชะมัด . . . แค่งานง่าย ๆ ก็ทำให้เรียบร้อยไม่ได้’ ลุคคิดอย่างดูแคลน
“เรากำลังพูดถึงโทษอะไรกันครับ? ก็แค่ไล่ผมออกก็สิ้นเรื่องแล้วนี่” ลุคพ่นลมอย่างรำคาญ เขาไม่สนใจเรื่องถูกไล่ออกอีกต่อไปแล้ว ด้วยพลังของเขา เขาสามารถเอาชีวิตรอดในโลกนี้ได้อย่างไม่มีปัญหา
“ตอนแรกก็ตัดสินใจแบบนั้น . . . แต่จากการประชุมกับคณะกรรมการผู้ปกครองและคุณมิลเลอร์ เราได้ข้อตกลงร่วมกัน” วิงส์กล่าว
ลุคเงยหน้ามองเขาพลางเลิกคิ้วขึ้น รอฟังคำตัดสิน
“เมื่อเธอขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่สาม เธอจะถูกพักการเรียนเป็นเวลาสองสัปดาห์ ก่อนหน้านั้นในช่วงปิดเทอม เธอจะต้องบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมเป็นเวลาหนึ่งเดือน ทำความสะอาดสวนสาธารณะ ช่วยเหลือที่ศูนย์พักพิง และอะไรทำนองนั้น แต่ก่อนอื่นเธอจะต้องทำความสะอาดความเละเทะที่เธอก่อขึ้น ช่วงสองสามวันนี้เธอต้องทำความสะอาดห้องเต้นรำที่เต็มไปด้วยของเสียนั่น” วิงส์อธิบายด้วยน้ำเสียงสงบ
ลุคแทบไม่เชื่อหูตัวเอง สู้โดนไล่ออกยังจะดีซะกว่า แต่การแสดงความโกรธออกไปก็ไม่ใช่เรื่องดี สิ่งที่ดีที่สุดที่ควรทำคือยอมรับแล้วแอบหนีออกจากสถานเด็กกำพร้า
“ก็ได้ครับ ผมจะทำ” ลุคพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ
“อ้อ เกือบลืมไป คุณทอมป์สันยังขอให้เธอส่งวิดีโอขอโทษด้วย ผู้ปกครองทุกคนเห็นด้วย เธอก็รู้ว่าเทคโนโลยีสมัยนี้เป็นยังไงนะ ขอให้ใครสักคนบันทึกวิดีโอแล้วก็กล่าวคำขอโทษอย่างจริงใจซะ” วิงส์เสริม
ดวงตาของลุคเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจและความโกรธ เห็นได้ชัดว่านี่ต้องเป็นฝีมือของพ่อโง่ ๆ ของแบรดแน่ ครั้งนี้เขาไม่สามารถควบคุมความโกรธของตัวเองได้อีกต่อไป ถ้าพูดถึงเรื่องเกรด เขาเป็นหนึ่งในนักเรียนที่ดีที่สุดของโรงเรียน ถ้าไม่ใช่เพราะแบรดกับแก๊งของเขา เขาก็คงไม่มีปัญหาอะไรเลยและสามารถใช้ชีวิตในโรงเรียนได้อย่างสงบสุข แต่พวกครูและผู้ใหญ่คนอื่น ๆ ก็มักจะเข้าข้างแบรดและครอบครัวโง่ ๆ ที่มีเงินของเขาเสมอ
“ไปตายซะเถอะ ไอ้แก่!” ลุคตะโกนพลางโบกมือชูนิ้วกลางให้
พักการเรียนสองสัปดาห์และต้องขาดเรียน ต้องลอกการบ้านมากมาย บำเพ็ญประโยชน์หนึ่งเดือนทำความสะอาดสวนสาธารณะและช่วยเหลือคนไร้บ้าน ทำความสะอาดห้องเรียนที่เต็มไปด้วยอุจจาระ แล้วยังต้องมาอับอายขายหน้าส่งวิดีโอขอโทษอีก
ไอ้แก่นี่คงจะจินตนาการสูงเกินไปถ้าคิดว่าเขาจะทำทั้งหมดนั่น บางทีอายุอาจจะทำให้เขาเริ่มเลอะเลือนไปบ้างแล้ว
“ไม่มีสัมมาคารวะ!” อิซาเบลลาร้องอุทานพลางลุกขึ้นจากที่นั่งและมองลุคอย่างไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เขาทำ
“เธอก็เหมือนกัน ไปตายซะเถอะ ยายแก่!” ลุคร้องพลางชี้นิ้วกลางไปที่อิซาเบลลา
“ลุค!” คุณมิลเลอร์ร้องเสียงหลง
ลุคไม่ได้พูดอะไรกับเธอ ถึงอย่างไรก็ตามเขาก็ยังรู้สึกเคารพเบธานีอยู่บ้างและให้เกียรติเธอมากกว่าคนอื่น ๆ เล็กน้อย แค่เล็กน้อยเท่านั้น
หลังจากนั้นลุคก็ไม่มีอะไรจะพูดอีก เขารีบออกจากห้องทำงานไป ปิดประตูดังปัง และรีบวิ่งไปตามโถงทางเดินแห่งหนึ่งของสถานเด็กกำพร้า ก่อนที่ใต้กระเบื้องแผ่นหนึ่งเขาจะดึงธนบัตรหลายใบออกมาซึ่งเขา ‘ได้มา’ ด้วยวิธีที่ไม่ค่อยจะถูกกฎหมายนัก
ตอนนี้ถึงเวลาต้องออกจากสถานเด็กกำพร้าแล้ว และเขาจะไม่คิดถึงมันเลยแม้แต่น้อย เขาแน่ใจในเรื่องนี้มาก เพราะคนเดียวที่เขาคุยด้วยก็ทรยศเขา และคุณมิลเลอร์ก็ไม่ได้ช่วยเหลืออะไรเขามากนักตลอดหลายปีที่ผ่านมา
เขาเก็บปึกธนบัตรใส่กระเป๋าสตางค์เก่า ๆ ของเขาและเริ่มเดินไปยังทางออก เขาไม่มีของมีค่าอื่น ๆ อีกแล้ว เขาจะทิ้งไว้เพียงเสื้อผ้าเก่า ๆ บางส่วน และโทรศัพท์มือถือเก่า ๆ ของเขาก็อยู่กับตัวเสมอ
สิ่งสุดท้ายที่เขาได้ยินขณะที่จากไปคือเสียงตะโกนของคุณมิลเลอร์ที่บอกให้เขากลับไป แต่เขาไม่ได้หันหลังกลับ เขาวิ่งไปยังโกดังเก่า คว้าจักรยานของเขา และเริ่มปั่นไปโดยไม่มีจุดหมายปลายทางที่แน่นอน
หลังจากปั่นมาสามสิบนาที เขาก็หยุดที่สัญญาณไฟจราจรบนถนนสายหลักสายหนึ่งใกล้กับโรงเรียน
‘จะไปไหนดี?’ ลุคคิดด้วยอารมณ์ที่หลากหลายปนเปกัน ความวิตกกังวล ความตื่นเต้น ความสุข ความโกรธ เขาต้องไปให้ไกลจากบอสตันให้มากที่สุด เขาไม่อยากให้ตำรวจตามหาเขาเจอและส่งตัวกลับไปที่สถานเด็กกำพร้า
ขณะที่ลุคกำลังคิดเรื่องเหล่านี้อยู่ บนถนนฝั่งตรงข้ามเยื้องไปทางด้านหน้าของเขามีรถเอสยูวีสีดำคันใหญ่มหึมาจอดอยู่ ล้อแต่ละข้างเกือบจะมีขนาดเท่ากับจักรยานของลุค ก่อนที่สายตาของลุคจะเปลี่ยนไปจับจ้องที่รถกระบะคันใหญ่โตโอ่อ่า และขมวดคิ้วเมื่อสังเกตเห็นคนในรถตู้ที่อยู่ถัดไป พร้อมกับความโกรธแค้นภายในที่ลุกโชนขึ้นเหมือนไฟที่ควบคุมไม่ได้พลุ่งพล่านอยูในตัว
นั่นคือครอบครัวทอมป์สัน ชายที่กำลังขับรถคือพ่อของแบรด ชายผมสีเทามีดวงตาสีเขียวและท่าทางมั่นใจ ข้าง ๆ เขาคือพี่ชายของแบรดที่ดูเหมือนถอดแบบมาจากพ่อของเขาทุกประการ แต่หนุ่มกว่า ที่เบาะหลังของรถตู้มีแบรดนั่งอยู่กับเพื่อนคนหนึ่งของเขาที่คอยรังควานลุคอยู่เสมอ
ไม่นานสัญญาณไฟจราจรก็เปลี่ยนเป็นสีเขียว และรถตู้ก็เคลื่อนไปข้างหน้า ลุคจับตามองมัน และทันใดนั้นพลังที่มองไม่เห็นก็กระแทกรถตู้อย่างรุนแรงทำให้มันลอยขึ้นไปหลายเมตรและหมุนคว้างกลางอากาศอย่างเหนือจริง
ภายในไม่กี่วินาทีรถตู้ก็ตกลงมากระแทกพื้นถนนอย่างแรง ล้อของมันชี้ขึ้นฟ้า รถคันที่อยู่ข้างหลังรถตู้เบรกอย่างกะทันหัน และคนขับก็เบิกตากว้างไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
ความโกรธของลุคค่อย ๆ สลายไปอีกครั้ง เขาก่อความโกลาหลขึ้นอีกแล้ว แถมคราวนี้บนท้องถนน ผู้คนเริ่มทยอยมาถึงและมุ่งหน้าไปยังรถตู้ พยายามดูว่าคนที่อยู่ข้างในปลอดภัยดีหรือไม่
‘บ้าเอ๊ย’ ลุคคิดขณะที่รีบปั่นจักรยานหนีออกจากที่เกิดเหตุ
เวนส์เดย์ : ขอโทษที พอดีพลังจิตของฉันแกร่งที่สุด ตอนที่ 3 ความโกรธ
วันต่อมา ลุคตื่นขึ้นมาด้วยอารมณ์ดี แบรดและเพื่อนโง่ ๆ ของเขาได้รับสิ่งที่พวกเขาสมควรได้รับแล้ว เช่นเดียวกับพวกครูที่ทำหูทวนลมต่อคำร้องเรียนของเหยื่อที่ถูกแบรดและพรรคพวกกระทำ
ข้อเสียเพียงอย่างเดียวคือผู้บริสุทธิ์ที่เข้าร่วมงานเต้นรำต้องอาบไปด้วยอุจจาระ แต่ไม่มีอะไรจะสมบูรณ์แบบได้ใช่ไหมล่ะ? อาบน้ำครั้งเดียวพวกเขาก็จะกลับมาเป็นเหมือนเดิมแล้ว
ขณะที่ปีนลงจากเตียง เขาก็สังเกตเห็นว่าทอมไม่อยู่
‘คงจะไปกินข้าวเช้าอยู่แน่ ๆ’ ลุคคิดขณะออกจากห้องและมุ่งหน้าไปยังห้องอาหาร
ระหว่างทางเขาถูกเด็กผู้หญิงที่โตกว่าคนหนึ่งในสถานเด็กกำพร้าขวางไว้ เธอชื่อราเชล และเธอมักจะมีท่าทีที่ไม่เป็นมิตรอยู่เสมอ
“คุณมิลเลอร์ตามหานายอยู่” ราเชลพูดโดยไม่มีคำอธิบายอะไรมากนัก
“หืม? ทำไมเหรอ?” ลุคถาม
“ไม่รู้สิ . . . แต่ฟังดูจริงจังนะ คราวนี้ไปทำอะไรมาอีกละ?” ราเชลถามด้วยสายตาจับผิด
“ฉันไม่ได้ทำอะไรสักหน่อย” ลุคพ่นลมอย่างไม่พอใจขณะมุ่งหน้าไปยังห้องทำงานของคุณมิลเลอร์
เมื่อไปถึงประตูเขาก็เข้าไปโดยไม่เคาะ นี่มันศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดแล้ว และเขาก็อายุสิบสามปี เขาไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตามพิธีรีตองแบบนั้น
ห้องทำงานของคุณมิลเลอร์ก็โทรมไม่ต่างจากห้องอื่น ๆ ในสถานเด็กกำพร้า กลางห้องมีโต๊ะทำงานไม้เก่า ๆ ตัวหนึ่ง บนเก้าอี้ที่หันหน้าออกคือคุณมิลเลอร์ และบนเก้าอี้สำหรับแขกมีคนสองคนที่ดูไม่น่าไว้ใจในสายตาของลุค
พวกเขาคืออาจารย์ใหญ่วิงส์และรองอาจารย์ใหญ่อิซาเบลลา และมันก็ไม่ใช่เรื่องดีเลยที่คนสองคนนี้จะมาอยู่ที่สถานเด็กกำพร้าในวันอาทิตย์
“คุณตามหาผมเหรอครับ?” ลุคถามพลางทำตัวตามปกติ
“ใช่ นั่งลงสิ” เบธานีกล่าว
“ทำไมอาจารย์ใหญ่ของโรงเรียนมัธยมไบรตันอันยิ่งใหญ่ถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะครับ?” ลุคถามด้วยน้ำเสียงเกินจริง
“อย่ามาทำเป็นไม่รู้เรื่องนะ ลุค เรารู้ว่าเธอเป็นคนทำและต้องรับผิดชอบ” อิซาเบลลากล่าวด้วยน้ำเสียงเข้มงวดพลางขมวดคิ้วมองลุค
“รับผิดชอบเรื่องอะไรครับ?” ลุคถาม สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความงุนงง
“เรื่องที่เธอโปรย . . . ของเสียใส่บรรดานักเรียนและเจ้าหน้าที่ของโรงเรียนในงานเต้นรำเมื่อคืนนี้ไงล่ะ” อิซาเบลลาตอบอย่างอึดอัด ซึ่งลุคคิดว่ามันตลกดีที่เธอใช้คำว่าของเสียแทนที่จะเป็นอุจจาระ
“ผมไม่รู้ว่าคุณกำลังพูดถึงเรื่องอะไร . . . ผมไม่ได้ไปงานเต้นรำ และพวกเราทุกคนก็เข้านอนแต่หัวค่ำที่สถานเด็กกำพร้า” ลุคตอบ
“ลุค เลิกโกหกได้แล้ว . . . เรามีหลักฐาน ทอมสารภาพหมดแล้วและแสดงหลักฐานหลายอย่างให้ผู้อำนวยการดูว่าเธอเป็นตัวการใหญ่” เบธานีพูดพลางถอนหายใจและยื่นโทรศัพท์มือถือของทอมให้เขาดู
สีหน้าของลุคเปลี่ยนเป็นงุนงง ขณะที่มองดูโทรศัพท์มือถือในมือของคุณมิลเลอร์ เขาก็รู้ได้ทันทีว่ามันเป็นของทอม
‘ไอ้ลูกหมาทรยศนั่น!’ ลุคคิดด้วยแววตาเย็นชาที่ซ่อนความเกรี้ยวกราดไว้
“ทอมอยู่ไหน?” ลุคถาม พยายามควบคุมความโกรธของตน หากเขาเจอทอมตอนนี้ แขนของทอมอาจจะบิดเบี้ยวไปในทิศทางที่น่าพิศวงก็ได้
“ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาที่จะพูดเรื่องนั้น ทอมสารภาพหมดแล้ว และหลักฐานที่เขาแสดงให้เราดูก็บ่งชี้ว่าเธอเป็นตัวการใหญ่” อาจารย์ใหญ่วิงส์พูดขึ้นเป็นครั้งแรก
“นั่นก็ไม่ได้ทำให้เขาพ้นผิดหรอกนะ เพื่อนของเธอก็เป็นผู้สมรู้ร่วมคิดและจะได้รับการลงโทษตามสมควร แต่โทษของเธอน่ะร้ายแรงกว่ามาก” อิซาเบลลาให้ความเห็น
‘ไอ้เวรนั่นโยนความผิดทั้งหมดมาให้ฉัน พวกเขาจับมันได้ยังไง?’ ลุคคิดพร้อมกับขมวดคิ้ว แผนมันสมบูรณ์แบบแล้ว เห็นได้ชัดว่าเป็นความผิดของทอม คงมีใครบางคนเห็นเขาตอนที่กดสัญญาณเตือนไฟไหม้หรืออะไรสักอย่าง และเพื่อเอาตัวรอดและลดโทษของตัวเอง มันเลยโยนความผิดทั้งหมดมาให้เขา ไอ้หนูสกปรกตัวจริง!
‘ไร้ประโยชน์ชะมัด . . . แค่งานง่าย ๆ ก็ทำให้เรียบร้อยไม่ได้’ ลุคคิดอย่างดูแคลน
“เรากำลังพูดถึงโทษอะไรกันครับ? ก็แค่ไล่ผมออกก็สิ้นเรื่องแล้วนี่” ลุคพ่นลมอย่างรำคาญ เขาไม่สนใจเรื่องถูกไล่ออกอีกต่อไปแล้ว ด้วยพลังของเขา เขาสามารถเอาชีวิตรอดในโลกนี้ได้อย่างไม่มีปัญหา
“ตอนแรกก็ตัดสินใจแบบนั้น . . . แต่จากการประชุมกับคณะกรรมการผู้ปกครองและคุณมิลเลอร์ เราได้ข้อตกลงร่วมกัน” วิงส์กล่าว
ลุคเงยหน้ามองเขาพลางเลิกคิ้วขึ้น รอฟังคำตัดสิน
“เมื่อเธอขึ้นชั้นมัธยมศึกษาปีที่สาม เธอจะถูกพักการเรียนเป็นเวลาสองสัปดาห์ ก่อนหน้านั้นในช่วงปิดเทอม เธอจะต้องบำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคมเป็นเวลาหนึ่งเดือน ทำความสะอาดสวนสาธารณะ ช่วยเหลือที่ศูนย์พักพิง และอะไรทำนองนั้น แต่ก่อนอื่นเธอจะต้องทำความสะอาดความเละเทะที่เธอก่อขึ้น ช่วงสองสามวันนี้เธอต้องทำความสะอาดห้องเต้นรำที่เต็มไปด้วยของเสียนั่น” วิงส์อธิบายด้วยน้ำเสียงสงบ
ลุคแทบไม่เชื่อหูตัวเอง สู้โดนไล่ออกยังจะดีซะกว่า แต่การแสดงความโกรธออกไปก็ไม่ใช่เรื่องดี สิ่งที่ดีที่สุดที่ควรทำคือยอมรับแล้วแอบหนีออกจากสถานเด็กกำพร้า
“ก็ได้ครับ ผมจะทำ” ลุคพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ
“อ้อ เกือบลืมไป คุณทอมป์สันยังขอให้เธอส่งวิดีโอขอโทษด้วย ผู้ปกครองทุกคนเห็นด้วย เธอก็รู้ว่าเทคโนโลยีสมัยนี้เป็นยังไงนะ ขอให้ใครสักคนบันทึกวิดีโอแล้วก็กล่าวคำขอโทษอย่างจริงใจซะ” วิงส์เสริม
ดวงตาของลุคเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจและความโกรธ เห็นได้ชัดว่านี่ต้องเป็นฝีมือของพ่อโง่ ๆ ของแบรดแน่ ครั้งนี้เขาไม่สามารถควบคุมความโกรธของตัวเองได้อีกต่อไป ถ้าพูดถึงเรื่องเกรด เขาเป็นหนึ่งในนักเรียนที่ดีที่สุดของโรงเรียน ถ้าไม่ใช่เพราะแบรดกับแก๊งของเขา เขาก็คงไม่มีปัญหาอะไรเลยและสามารถใช้ชีวิตในโรงเรียนได้อย่างสงบสุข แต่พวกครูและผู้ใหญ่คนอื่น ๆ ก็มักจะเข้าข้างแบรดและครอบครัวโง่ ๆ ที่มีเงินของเขาเสมอ
“ไปตายซะเถอะ ไอ้แก่!” ลุคตะโกนพลางโบกมือชูนิ้วกลางให้
พักการเรียนสองสัปดาห์และต้องขาดเรียน ต้องลอกการบ้านมากมาย บำเพ็ญประโยชน์หนึ่งเดือนทำความสะอาดสวนสาธารณะและช่วยเหลือคนไร้บ้าน ทำความสะอาดห้องเรียนที่เต็มไปด้วยอุจจาระ แล้วยังต้องมาอับอายขายหน้าส่งวิดีโอขอโทษอีก
ไอ้แก่นี่คงจะจินตนาการสูงเกินไปถ้าคิดว่าเขาจะทำทั้งหมดนั่น บางทีอายุอาจจะทำให้เขาเริ่มเลอะเลือนไปบ้างแล้ว
“ไม่มีสัมมาคารวะ!” อิซาเบลลาร้องอุทานพลางลุกขึ้นจากที่นั่งและมองลุคอย่างไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่เขาทำ
“เธอก็เหมือนกัน ไปตายซะเถอะ ยายแก่!” ลุคร้องพลางชี้นิ้วกลางไปที่อิซาเบลลา
“ลุค!” คุณมิลเลอร์ร้องเสียงหลง
ลุคไม่ได้พูดอะไรกับเธอ ถึงอย่างไรก็ตามเขาก็ยังรู้สึกเคารพเบธานีอยู่บ้างและให้เกียรติเธอมากกว่าคนอื่น ๆ เล็กน้อย แค่เล็กน้อยเท่านั้น
หลังจากนั้นลุคก็ไม่มีอะไรจะพูดอีก เขารีบออกจากห้องทำงานไป ปิดประตูดังปัง และรีบวิ่งไปตามโถงทางเดินแห่งหนึ่งของสถานเด็กกำพร้า ก่อนที่ใต้กระเบื้องแผ่นหนึ่งเขาจะดึงธนบัตรหลายใบออกมาซึ่งเขา ‘ได้มา’ ด้วยวิธีที่ไม่ค่อยจะถูกกฎหมายนัก
ตอนนี้ถึงเวลาต้องออกจากสถานเด็กกำพร้าแล้ว และเขาจะไม่คิดถึงมันเลยแม้แต่น้อย เขาแน่ใจในเรื่องนี้มาก เพราะคนเดียวที่เขาคุยด้วยก็ทรยศเขา และคุณมิลเลอร์ก็ไม่ได้ช่วยเหลืออะไรเขามากนักตลอดหลายปีที่ผ่านมา
เขาเก็บปึกธนบัตรใส่กระเป๋าสตางค์เก่า ๆ ของเขาและเริ่มเดินไปยังทางออก เขาไม่มีของมีค่าอื่น ๆ อีกแล้ว เขาจะทิ้งไว้เพียงเสื้อผ้าเก่า ๆ บางส่วน และโทรศัพท์มือถือเก่า ๆ ของเขาก็อยู่กับตัวเสมอ
สิ่งสุดท้ายที่เขาได้ยินขณะที่จากไปคือเสียงตะโกนของคุณมิลเลอร์ที่บอกให้เขากลับไป แต่เขาไม่ได้หันหลังกลับ เขาวิ่งไปยังโกดังเก่า คว้าจักรยานของเขา และเริ่มปั่นไปโดยไม่มีจุดหมายปลายทางที่แน่นอน
หลังจากปั่นมาสามสิบนาที เขาก็หยุดที่สัญญาณไฟจราจรบนถนนสายหลักสายหนึ่งใกล้กับโรงเรียน
‘จะไปไหนดี?’ ลุคคิดด้วยอารมณ์ที่หลากหลายปนเปกัน ความวิตกกังวล ความตื่นเต้น ความสุข ความโกรธ เขาต้องไปให้ไกลจากบอสตันให้มากที่สุด เขาไม่อยากให้ตำรวจตามหาเขาเจอและส่งตัวกลับไปที่สถานเด็กกำพร้า
ขณะที่ลุคกำลังคิดเรื่องเหล่านี้อยู่ บนถนนฝั่งตรงข้ามเยื้องไปทางด้านหน้าของเขามีรถเอสยูวีสีดำคันใหญ่มหึมาจอดอยู่ ล้อแต่ละข้างเกือบจะมีขนาดเท่ากับจักรยานของลุค ก่อนที่สายตาของลุคจะเปลี่ยนไปจับจ้องที่รถกระบะคันใหญ่โตโอ่อ่า และขมวดคิ้วเมื่อสังเกตเห็นคนในรถตู้ที่อยู่ถัดไป พร้อมกับความโกรธแค้นภายในที่ลุกโชนขึ้นเหมือนไฟที่ควบคุมไม่ได้พลุ่งพล่านอยูในตัว
นั่นคือครอบครัวทอมป์สัน ชายที่กำลังขับรถคือพ่อของแบรด ชายผมสีเทามีดวงตาสีเขียวและท่าทางมั่นใจ ข้าง ๆ เขาคือพี่ชายของแบรดที่ดูเหมือนถอดแบบมาจากพ่อของเขาทุกประการ แต่หนุ่มกว่า ที่เบาะหลังของรถตู้มีแบรดนั่งอยู่กับเพื่อนคนหนึ่งของเขาที่คอยรังควานลุคอยู่เสมอ
ไม่นานสัญญาณไฟจราจรก็เปลี่ยนเป็นสีเขียว และรถตู้ก็เคลื่อนไปข้างหน้า ลุคจับตามองมัน และทันใดนั้นพลังที่มองไม่เห็นก็กระแทกรถตู้อย่างรุนแรงทำให้มันลอยขึ้นไปหลายเมตรและหมุนคว้างกลางอากาศอย่างเหนือจริง
ภายในไม่กี่วินาทีรถตู้ก็ตกลงมากระแทกพื้นถนนอย่างแรง ล้อของมันชี้ขึ้นฟ้า รถคันที่อยู่ข้างหลังรถตู้เบรกอย่างกะทันหัน และคนขับก็เบิกตากว้างไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น
ความโกรธของลุคค่อย ๆ สลายไปอีกครั้ง เขาก่อความโกลาหลขึ้นอีกแล้ว แถมคราวนี้บนท้องถนน ผู้คนเริ่มทยอยมาถึงและมุ่งหน้าไปยังรถตู้ พยายามดูว่าคนที่อยู่ข้างในปลอดภัยดีหรือไม่
‘บ้าเอ๊ย’ ลุคคิดขณะที่รีบปั่นจักรยานหนีออกจากที่เกิดเหตุ