- หน้าแรก
- เวนส์เดย์ : ขอโทษที พอดีพลังจิตของฉันแกร่งที่สุด
- เวนส์เดย์ : ขอโทษที พอดีพลังจิตของฉันแกร่งที่สุด ตอนที่ 1 ลุค โพ
เวนส์เดย์ : ขอโทษที พอดีพลังจิตของฉันแกร่งที่สุด ตอนที่ 1 ลุค โพ
เวนส์เดย์ : ขอโทษที พอดีพลังจิตของฉันแกร่งที่สุด ตอนที่ 1 ลุค โพ
เวนส์เดย์ : ขอโทษที พอดีพลังจิตของฉันแกร่งที่สุด ตอนที่ 1 ลุค โพ
บอสตัน แมสซาชูเสตส์ สหรัฐอเมริกา
บนถนนสายหนึ่งอันแสนเสื่อมโทรมของเมืองเก่าแก่ที่ยิ่งใหญ่แห่งนี้ ปรากฏอาคารสองชั้นในสภาพย่ำแย่
ใกล้กับทางเข้าของอาคารเก่าซอมซ่อหลังนี้ มีป้ายไม้เก่า ๆ เรียบ ๆ แขวนอยู่ซึ่งสลักข้อความไว้ว่า ‘สถานเด็กกำพร้าสุขสันต์เสมอ’
ในห้องหนึ่งของอาคารมีเตียงสองชั้นและเตียงธรรมดาวางเรียงราย ในเตียงสองชั้นแต่ละหลังมีเด็กนอนอยู่ชั้นล่างหนึ่งคนและชั้นบนอีกหนึ่งคน นอกจากนี้ยังมีฟูกวางอยู่บนพื้นซึ่งมีเด็กนอนอยู่อีกหลายคน
เด็ก ๆ มีอายุไล่เลี่ยกันตั้งแต่สี่ขวบไปจนถึงสิบแปดปี เมื่อดวงอาทิตย์ขึ้นสู่ฟ้าแล้วและหน้าต่างก็ไม่มีม่าน แสงสว่างจึงสาดส่องเข้ามาเต็มห้อง
ทันใดนั้นประตูห้องก็เปิดออกพร้อมกับเสียงเอี๊ยดอ๊าดน่ารำคาญซึ่งปลุกเด็กหลายคนให้ตื่นขึ้น ส่วนคนอื่น ๆ ไม่ได้ตื่น เพราะคุ้นชินกับมันแล้วและยังคงหลับใหลอยู่
“ตื่นได้แล้วพวกตัวแสบ! ถ้าไม่ตื่นก็อดกินข้าวเช้า แล้วจะต้องไปโรงเรียนท้องกิ่ว!” หญิงวัยกลางคนผู้หนึ่งตะโกนลั่น
เธอมีผมสีดำแซมด้วยสีเทา มีริ้วรอยและรอยคล้ำใต้ดวงตา สวมผ้ากันเปื้อนสีขาวทับเสื้อและเสื้อผ้าชุดอื่น ๆ ของตน
“แล้วก็รีบ ๆ เข้าล่ะ ไม่งั้นคนอื่นจะแย่งอาหารของพวกเธอไปหมด!” หญิงคนนั้นร้องบอกขณะกระแทกปิดประตูเสียงดัง
เสียงตะโกนและเสียงประตูปิดกระแทกปลุกเด็กทุกคนให้ตื่น พวกเขาเริ่มลุกจากเตียงและรีบเปลี่ยนเสื้อผ้า หลายคนพูดคุยกับเพื่อน ทำให้เกิดเสียงจอแจขึ้นภายในห้อง
“หนวกหูชะมัด . . .” เด็กชายคนหนึ่งพึมพำ เขาหลับอยู่บนเตียงชั้นบน ไม่เพียงแต่แสงอาทิตย์จะส่องแยงตาเพราะไม่มีม่านคอยกั้นแสง แต่ตอนนี้เขายังต้องทนกับความวุ่นวายของเด็กทุกคนอีก
“ตื่นได้แล้ว ลุค! เราจะพลาดอาหารเช้าไม่ได้นะ!” เด็กชายร่างโย่งที่นอนอยู่เตียงชั้นล่างตะโกนเรียก
“อย่ามายุ่งน่า ทอม” ลุคเอ่ยอย่างเกียจคร้าน เขาเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่ว ดึงหมอนมาปิดหน้าเพื่อบังแสงแดดน่ารำคาญและพอจะช่วยลดเสียงจอแจลงได้บ้าง
ทอมคุ้นเคยกับความขี้เซาของลุคดี เขาจึงไม่ได้คิดอะไรรีบเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเดินออกจากห้องไป เขาไม่อยากพลาดอาหารเช้า
ภายในสิบนาทีเด็กชายทุกคนก็ออกจากห้องไปหมดแล้ว ยกเว้นลุคที่ยังคงหลับอยู่ ตอนนี้เขานอนหลับอย่างสงบสุขขึ้นเพราะสถานที่เงียบสงัด
ในที่สุดอีกสิบห้านาทีต่อมาลุคก็ขยับตัว เขาเอาหมอนออกจากใบหน้าและนั่งมองไปรอบ ๆ ห้องซึ่งรกไม่เป็นระเบียบ เพราะมีเด็กกว่าสิบคนนอนอยู่ที่นี่ และพวกเขาก็ไม่ใช่พวกที่รักความสะอาดเลยสักนิด
ลุคมีผมสีน้ำตาลอ่อนที่ดูเกือบจะเป็นสีบลอนด์ เขามีดวงตาสีฟ้าและคิ้วโดดเด่นซึ่งน่าจะทำให้เขามีหน้าตาหล่อเหลา หากไม่ได้ติดว่าผมเผ้ายุ่งเหยิงและใบหน้ายังงัวเงียอยู่
‘สิบสามปี . . . ก็นะ เกือบจะสิบสี่แล้ว . . .’ ลุคคิดด้วยสายตาเลื่อนลอย
ลุคคือผู้ที่กลับชาติมาเกิด ในชาติก่อนเขาก็ชื่อลุคเช่นกัน และเสียชีวิตตั้งแต่อายุสิบสามปี
‘สงสัยจังว่าเราจะมีชีวิตอยู่ถึงสิบสี่ไหม . . . อีกแค่ไม่กี่สัปดาห์เอง’ ลุคครุ่นคิด เขาอดสงสัยไม่ได้ว่าจะต้องตายตอนอายุสิบสามอีกครั้งหรือไม่ และมันจะเป็นคำสาปหรือวงจรการเวียนว่ายตายเกิดที่ไม่สิ้นสุดหรือเปล่า คงจะเป็นเรื่องที่ทั้งตลกและเจ็บปวดน่าดู
ในชาติก่อนเขาเป็นนักอ่านตัวยง อ่านนิยายทุกประเภท ไม่เว้นแม้แต่แฟนฟิคชั่น เขายังดูซีรีส์ อนิเมะ และอ่านมังงะด้วย ดังนั้นเมื่อได้กลับชาติมาเกิดใหม่ เขาจึงตื่นเต้นมาก และเคยคิดว่าจะได้เกิดใหม่ในโลกแห่งการต่อสู้อันยิ่งใหญ่และพลังอันน่าเหลือเชื่อ
ทว่าความคาดหวังของเขากลับไม่เป็นจริง . . . ก็นะ เป็นจริงอยู่ส่วนหนึ่ง ตรงส่วนที่เป็นเรื่องพลังนั่นแหละ
ลุคซึ่งนั่งอยู่บนขอบเตียงก้มมองรองเท้าเก่า ๆ ขาด ๆ ของตน เขามองมันนิ่ง ๆ และวินาทีต่อมา รองเท้าก็เริ่มลอยขึ้นและเคลื่อนเข้ามาหาเขา
รองเท้าเลื่อนสวมเข้ากับเท้าเปล่าของเขาอย่างนุ่มนวล เชือกรองเท้าซึ่งไม่มีใครแตะต้องเริ่มถักทอและผูกกันอย่างชำนาญ จากนั้นเสื้อแจ็กเกตยีนส์เก่า ๆ ตัวหนึ่งก็ลอยมาหาเขา
ลุคค้นพบเมื่ออายุหกขวบว่าตนมีพลังจิตเคลื่อนย้ายสิ่งของ เขาสามารถเคลื่อนย้ายวัตถุเข้ามาหาตัวหรือขว้างมันไปยังที่อื่นด้วยความเร็วอันน่าทึ่ง
ตอนแรกเขาสามารถยกได้แค่วัตถุเบา ๆ และทำได้อย่างยากลำบาก แต่หลังจากฝึกฝนมามาก เขาก็สามารถเคลื่อนย้ายวัตถุที่หนักขึ้นและจำนวนมากขึ้นได้ในเวลาเดียวกัน ซึ่งมันเป็นเหมือนกล้ามเนื้อชนิดหนึ่ง หากคุณฝึกกับน้ำหนัก X สักพัก คุณก็จะสามารถขยับไปสู่น้ำหนักถัดไปได้ นั่นคือ X + 1
อีกทั้งแค่การมองวัตถุก็เพียงพอแล้ว เขาไม่จำเป็นต้องใช้มือเพื่อเคลื่อนย้ายสิ่งของ ข้อดีอีกอย่างคือเขาไม่รู้สึกเหนื่อยล้ามากนักเมื่อเทียบกับตอนเริ่มต้น ดังนั้นเขาสามารถใช้พลังจิตเคลื่อนย้ายสิ่งของได้โดยไม่เหนื่อย หากเคลื่อนย้ายวัตถุในน้ำหนักที่เขาคุ้นเคย
ข้อเสียคือเขาไม่พบคนอื่นที่มีพลังเหมือนเขาเลย ตอนแรกเขาคิดว่าตัวเองอาจจะอยู่ในจักรวาลมาร์เวล แต่นี่มันปี 2019 แล้ว และเขาก็ไม่เคยเห็นข่าวการโจมตีของเอเลี่ยนเลย ไม่เคยมีข่าวของไอรอนแมน สไปเดอร์แมน หรือซูเปอร์ฮีโร่ชื่อดังคนอื่น ๆ ด้วย
ไม่มีชายผิวดำคาดตามาเคาะประตูสถานเด็กกำพร้าเพื่อบอกเขาว่าอยากเข้าร่วมกลุ่มซูเปอร์ฮีโร่ผู้ถูกคัดสรรหรือไม่ และไม่มีชายชราหัวล้านนั่งรถเข็นมาเชิญเขาไปโรงเรียนสำหรับเด็กที่มีพลังประหลาดและทรงพลัง
เขาก็ไม่ได้อยู่ในโลกของแฮร์รี่ พอตเตอร์เช่นกัน เพราะไม่มีจดหมายฉบับไหนส่งมาถึงเขาตอนอายุ 11 ปี แม้ว่าฮอกวอตส์จะไม่ได้อยู่ในสหรัฐอเมริกา แต่ก็ควรจะมีโรงเรียนเวทมนตร์ในจักรวาลแฮร์รี่ พอตเตอร์ที่ตั้งอยู่ในสหรัฐฯ ถึงแม้เขาจะจำชื่อได้ไม่แม่นยำนักก็ตาม
เขาไม่ได้รังเกียจความคิดที่จะมีพลังพิเศษในโลกของคนธรรมดา แต่เขารู้ว่าความเป็นไปได้นั้นต่ำมาก มันคงจะแปลกถ้าเขาเป็นคนเดียวที่มีพลังพิเศษ และมันก็ไม่ใช่เรื่องน่ายินดีเลยที่ต้องใช้ชีวิตมาหลายปีโดยไม่รู้ว่าตนเองอยู่ในโลกใบไหนกันแน่
‘พักเรื่องนั้นไว้ก่อนดีกว่า ตอนนี้ต้องไปโรงเรียน . . .’ ลุคคิดพลางทำหน้าบึ้งขณะที่เท้าแตะพื้นอย่างนุ่มนวลและเดินไปที่ประตู เขาเปิดประตูและเริ่มเดินไปยังห้องอาหารซึ่งอยู่ชั้นหนึ่ง
การอาศัยอยู่ในสถานเด็กกำพร้าไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดในโลก จากที่ลุคได้ยินมาพ่อแม่ของเขาเสียชีวิตไม่กี่วันหลังจากเขาเกิด และมีความทรงจำเกี่ยวกับพวกท่านน้อยมาก เพราะตอนนั้นยังเป็นทารก และเขายังไม่ตระหนักอย่างเต็มที่ว่าตนได้เกิดใหม่แล้ว
ไม่นานเขาก็มาถึงห้องอาหาร กลางห้องมีโต๊ะยาวพร้อมเก้าอี้จำนวนมากซึ่งเด็กทุกคนนั่งอยู่ โต๊ะนั้นสกปรกเพราะเด็ก ๆ ในสถานเด็กกำพร้าไม่ใช่พวกที่สะอาดที่สุด
ลุคหาที่นั่งข้าง ๆ ทอมเพื่อนของเขาและนั่งเบียดเสียดกับคนอื่น ๆ เพราะมีพื้นที่ไม่มากนัก เก้าอี้ไม้ที่เขานั่งส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดแปลก ๆ และเขาสาบานได้เลยว่ามีเสี้ยนตำก้นเขา
ลุคในวัยสิบสามเกือบสิบสี่จัดอยู่ในกลุ่มเด็กวัยกลางคน พวกที่โตที่สุดอายุสิบเจ็ดและสิบแปดปี เมื่อคุณอายุครบสิบหก คุณจะถูกส่งไปทำงาน เนื่องจากเป็นอายุขั้นต่ำตามกฎหมายสำหรับการทำงานที่ไม่เป็นอันตราย และเป็นไปไม่ได้แล้วที่เขาจะมีครอบครัว เพราะใครกันที่มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์จะรับเด็กอายุสิบสี่ปีไปเลี้ยงดู เช่นเดียวกับทอมเพื่อนของเขาและเด็กคนอื่น ๆ ที่อายุเกินสิบขวบไปแล้ว
“ฉันเก็บอาหารไว้ให้แล้ว” ทอมพูดทั้งที่อาหารเต็มปาก
“นายช่างดีจริง ๆ . . .” ลุคเอ่ยอย่างประชดประชัน พลางมองจานอาหารของตนอย่างไร้ความอยาก ข้าวโอ๊ตหนึ่งถ้วยกับขนมปังแข็ง ๆ คืออาหารเช้าของเขา และลุคก็เกลียดข้าวโอ๊ต
ชีวิตในสถานเด็กกำพร้าไม่น่าพิสมัยเลยสักนิด เขาต้องใช้ห้องร่วมกับเด็กเสียงดังหลายคน สิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ทรุดโทรมจนจวนเจียนจะผิดกฎหมาย อาหารก็มีน้อยและรสชาติแย่
ยิ่งไปกว่านั้นเสื้อผ้าที่เขามีก็เป็นของเด็กที่โตกว่าเขา ดังนั้นมันจึงเป็นของใช้แล้วทั้งหมด รองเท้าของเขาขาดรุ่งริ่ง เสื้อยืดสีขาวของเขาก็ดูเหลืองอ๋อยเพราะความเก่า และกางเกงยีนส์ของเขาก็ดูเหมือนแฟชั่นแบบที่มีรู
นี่คือสิ่งที่ลุคชอบน้อยที่สุดเกี่ยวกับการเกิดใหม่ นั่นคือการอยู่ในสถานเด็กกำพร้า ในชาติก่อนเขามีพ่อแม่และเป็นลูกคนเดียว พ่อแม่ของเขามักจะเดินทางไปทำงานเสมอ เขาจึงมีบ้านทั้งหลังเป็นของตัวเองและมีเงินกินอะไรก็ได้ที่อยากกิน หรือซื้อนิยาย มังงะเล่มไหนก็ได้ที่พอใจ
‘มีพลังก็ยังดีกว่า . . .’ ลุคคิด เขาไม่อยากคิดเรื่องน่าหดหู่นัก
ตอนนี้เป้าหมายหนึ่งของเขาคือการออกจากสถานเด็กกำพร้าให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้และเอาชีวิตรอดด้วยตัวเอง เพราะด้วยพลังของเขา มันเป็นไปได้แน่นอน ซึ่งเขายังคงวางแผนเรื่องนั้นอยู่ และไม่อยากรอจนอายุสิบหกหรือสิบแปด
เพื่อนคนเดียวที่เขามีคือทอม และเขาก็ไม่ได้สลักสำคัญอะไรนัก พวกเขามักจะก่อเรื่องยุ่ง ๆ ด้วยกัน เช่น แกล้งผู้ดูแลสถานเด็กกำพร้าหรือเด็กคนอื่น ๆ ในวัยเดียวกันที่ชอบหาเรื่อง
พวกเขาสองคนเข้ากันได้ดีพอสมควร แต่เขาก็ไม่คิดจะบอกความลับของตัวเองให้ทอมรู้ ไม่ว่ามันจะเรียบง่ายแค่ไหนก็ตาม เขาก็ไม่ได้ไว้ใจทอมอย่างเต็มที่
ทั้งในชาตินี้และชาติก่อน เขาเป็นคนสันโดษที่ไม่มีเพื่อนที่ไว้ใจได้ เขาไม่ได้ภูมิใจในเรื่องนี้ แต่มันก็ไม่ใช่สิ่งที่รบกวนจิตใจเขาเช่นกัน เขาชอบความสันโดษ และในสถานเด็กกำพร้าแห่งนี้ เขาไม่เคยได้อยู่ลำพังเลยสักครั้ง
อีกเรื่องที่น่าสนใจคือชื่อเต็มของเขาในชีวิตใหม่นี้ ซึ่งก็คือ ลุค โพ นามสกุลเดียวกับนักเขียนชื่อดังและปรมาจารย์แห่งวรรณกรรมสยองขวัญ เอ็ดการ์ อัลลัน โพ
ในฐานะที่เป็นแฟพันธุ์แท้ของนิยาย เรื่องสั้น และอื่น ๆ ทุกประเภท ลุคย่อมรู้จักปรมาจารย์แห่งความสยองขวัญ เอ็ดการ์ อัลลัน โพ เรื่องเล่าที่โด่งดังที่สุดของเขาคือ แมวดำ ด้วงทองคำ หน้ากากแห่งความตายสีแดง และอีกหลายเรื่อง
เมื่อรู้ว่านามสกุลของตัวเองคืออะไรและเอ็ดการ์ อัลลัน โพ คือบรรพบุรุษของเขา เขาก็ตื่นเต้น ไม่ใช่ทุกคนที่จะเป็นลูกหลานของบุคคลที่ได้รับการยกย่องว่าเป็นปรมาจารย์แห่งวรรณกรรมสยองขวัญ และตำนานของเขาก็ยังคงอยู่ตลอดหลายปีที่ผ่านมา
ด้วยเหตุนี้เขาจึงคิดว่าตัวเองน่าจะมีมรดกมหาศาล แต่เขากลับไม่มี ไม่มีมรดกแม้แต่ดอลลาร์เดียว มรดกเดียวที่เขามีคือจากพ่อแม่ของเขามันคือบ้านเก่าหลังหนึ่งบนถนนที่ถูกลืมในบอสตัน เก่าแก่ยิ่งกว่าสถานเด็กกำพร้าเสียอีก
นอกจากนี้ความเป็นจริงอีกอย่างก็ตบหน้าเขาอย่างจังนั่นก็คือ เขาไม่สามารถอ้างสิทธิ์ในบ้านและทรัพย์สินที่พ่อแม่ทิ้งไว้ให้ได้ การเรียกร้องและจัดการมรดกเป็นกระบวนการทางกฎหมายที่ซับซ้อนอย่างยิ่ง และอยู่ภายใต้กฎหมายมากมาย ในเมื่อเขายังเป็นผู้เยาว์จึงยังไม่สามารถรับมรดกได้ และต้องรอจนกว่าจะบรรลุนิติภาวะเสียก่อน
ขณะที่กำลังคิดเรื่องราวเหล่านี้ เขาก็กินข้าวโอ๊ตในถ้วยจนหมด แม้จะเกลียดข้าวโอ๊ต แต่ถ้าอาหารเพียงอย่างเดียวของคุณคือข้าวโอ๊ต คุณก็จะชินกับการย่อยมันเอง ไม่เช่นนั้นก็จะต้องอดตาย
“รถบัสมาแล้ว! ออกไปได้!” หญิงวัยกลางคนตะโกน
เด็ก ๆ เริ่มทยอยเดินออกไปอย่างไม่เป็นระเบียบนัก ลุคกินขนมปังแข็ง ๆ อย่างรวดเร็วพร้อมกับดื่มน้ำตามเพื่อให้ย่อยง่ายขึ้น จากนั้นเขาก็คว้ากระเป๋าเป้และเริ่มเดินตามคนอื่น ๆ ไป
“ลุค มานี่หน่อย” หญิงวัยกลางคนเรียก
ลุคหันกลับมาช้า ๆ พร้อมกับขมวดคิ้ว หญิงวัยกลางคนผู้นี้คือผู้ดูแลเด็กทุกคน เธอชื่อเบธานี มิลเลอร์ เธอเข้มงวด แต่ก็ไม่ได้ใจร้ายเหมือนที่เห็นในหนังหรือซีรีส์
“ครับ?” ลุคถามเสียงห้วน
“ทำตัวดี ๆ หน่อย ปีนี้ใกล้จะจบแล้ว ฉันไม่อยากให้เธอไปก่อเรื่องที่โรงเรียนอีกจนโดนไล่ออก มันจะไม่ดีต่อประวัติของเด็กกำพร้าเลยนะ ที่มีบันทึกว่าถูกไล่ออกจากโรงเรียนมาแล้วสามแห่ง” เบธานีกล่าวพลางจ้องมองลุคอย่างเข้มงวด
ลุคเคยถูกไล่ออกจากโรงเรียนมาแล้วสองแห่ง เหตุผลน่ะเหรอ? เขากลั่นแกล้งพวกเด็กเกเรที่มาหาเรื่องเขากลับ แม้ว่าโรงเรียนจะไม่มีหลักฐานมัดตัวเขา แต่เขาก็ถูกตั้งข้อหาและไล่ออกจากโรงเรียน เพราะพวกเด็กเกเรบอกว่าเป็นเขา และเนื่องจากพ่อแม่ของหนึ่งในนั้นเป็นคนรวย เขาจึงถูกเตะโด่งออกมา ในครั้งที่สองก็คล้ายกัน เพียงแต่เป็นการแกล้งคนละแบบ
ที่โรงเรียนใหม่แห่งนี้เขาก็มีปัญหาเล็ก ๆ น้อย ๆ บ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่มีอะไรร้ายแรง ซึ่งมันก็เรื่องเดิม ๆ กลุ่มเด็กเกเรที่คอยหาเรื่องเขาเพราะมาจากสถานเด็กกำพร้า มีเสื้อผ้าและของใช้เก่า ๆ และหน้าตาดี อย่างหลังนี่เขาคิดเอาเองนะ
ลุคผู้มีพลังจิตย่อมไม่ถูกข่มขู่ได้ง่าย ๆ และมักจะลงเอยด้วยการปะทะกับพวกเด็กเกเรเสมอ แต่เขาก็ไม่คิดจะใช้พลังจัดการพวกเขาจนราบคาบ เพราะมันคงไม่ดีแน่หากรัฐบาลจับตัวเขาไปทดลอง เขายังไม่แข็งแกร่งพอที่จะต่อกรกับคนหลายคนที่มีปืนได้
ซึ่งครั้งนี้ลุคได้เตรียมแผนแกล้งครั้งใหญ่เอาไว้แล้ว และเขากำลังรอจังหวะที่เหมาะสมเพื่อลงมือ
“ตามที่คุณว่าเลยครับ คุณมิลเลอร์ ผมจะไม่ทำอะไรทั้งนั้น . . .” ลุคตอบโกหกหน้าตาย เขาเตรียมการทุกอย่างไว้พร้อมแล้ว ครั้งนี้เป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะกล่าวหาว่าเขาเป็นคนแกล้งได้ เขาวางแผนทุกอย่างไว้หมดแล้ว
“อืม . . . ทางที่ดีสงบเสงี่ยมเข้าไว้ ไปได้แล้ว” เบธานีกล่าวพร้อมกับขมวดคิ้ว ไม่ค่อยจะเชื่อคำพูดของลุคเท่าไหร่นัก
ลุคหันหลังและรีบจากไป เขาไม่อยากพลาดรถบัสและต้องเดินไปโรงเรียน