- หน้าแรก
- ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน
- ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 685 ข้าคือเอมอน ทาร์แกเรียน 💸
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 685 ข้าคือเอมอน ทาร์แกเรียน 💸
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 685 ข้าคือเอมอน ทาร์แกเรียน 💸
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 685 ข้าคือเอมอน ทาร์แกเรียน
เสียงทุ้มลึกจากด้านหลังทำให้เอมอนสะดุ้ง เขาเหลือบมองลงไปและพบว่าชายฉกรรจ์ผมดำกำลังจ้องมองเขาอยู่ ดวงตาสีดำของเขาลุกโชนด้วยความรำคาญ
“ถ้าเจ้ามารบกวนข้าตอนนอนอีกครั้ง ข้าจะแทงตูดเจ้า” ชายผมดำคำราม น้ำเสียงของเขาหนาทึบด้วยความหงุดหงิด
เอมอนเหลือบมองทาสคนอื่น ๆ ที่กำลังหลับอยู่โดยไม่สะทกสะเทือน เขานั่งยอง ๆ ลงข้างชายคนนั้นแล้วตอบอย่างใจเย็น “ไม่จำเป็นหรอก ท่านชอบผู้หญิง”
“ที่นี่ไม่มีผู้หญิงสักหน่อย” ชายผมดำโต้กลับ เลียมุมปากพร้อมกับแสยะยิ้มที่ไม่เป็นมิตรเลยสักนิด
“มาคุยกัน” เอมอนเสนอ และเข้าประเด็นทันที เขาไม่สนใจคำขู่ที่ไร้ความหมาย แทนที่จะทำเช่นนั้น เขากลับล้วงกระเป๋าแล้วหยิบมันฝรั่งอบที่เหลืออยู่หนึ่งลูกครึ่งออกมา ยื่นให้เป็นเครื่องหมายแสดงไมตรีจิต
ชายผมดำเลิกคิ้ว มองมันฝรั่งที่กินไปแล้วครึ่งหนึ่งด้วยความรังเกียจ
“เจ้าจะทำอะไร เลี้ยงขอทานรึ” เขาเย้ยหยัน แต่ก็รับไปอยู่ดี และเคี้ยวตุ้ย ๆ ระหว่างที่พูด
เอมอนใช้โอกาสนี้กดดันต่อ เขารู้จักความคิดของคนประเภทนี้ดี คนที่ถูกโลกทุบตีจนย่ำแย่แต่ก็ยังมีความดื้อรั้นเหลืออยู่ เขาโน้มตัวเข้าไปใกล้แล้วพูดเสียงต่ำ “เจ้าอยากเป็นอิสระหรือไม่”
“กับเจ้ารึ?” ชายผมดำหัวเราะราวกับว่าเอมอนเพิ่งเล่าเรื่องตลก น้ำเสียงหยดหยาดไปด้วยการเสียดสี
เอมอนไม่เสียเวลาโต้เถียง แทนที่จะทำเช่นนั้น เขากลับเลิกคิ้วแล้วชี้ไปที่โซ่ตรวนรอบข้อเท้าของเขา
“ข้ามีทักษะ . . . พิเศษอยู่บ้าง” เขาเอ่ย พลางดึงส้อมที่บิดเบี้ยวออกมาจากกระเป๋า เป็นเครื่องมือง่าย ๆ ที่เขาฉกมาจากโรงอาหารของโคลอสเซียม
ก่อนที่เขาจะสอดปลายส้อมเข้าไปในรูกุญแจของโซ่ตรวนด้วยความชำนาญ พร้อมกับเสียงคลิกดังก้องในห้องขังที่เงียบสงบขณะที่กุญแจมือเปิดออก เอมอนมองชายผมดำอย่างใจเย็นและมั่นคง แล้วปล่อยให้โซ่ตรวนหล่นลงมา ราวกับจะบอกว่า เห็นไหมล่ะ?
ดวงตาของชายผมดำเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อย แต่สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนเป็นรอยยิ้มเย้ยหยันอย่างรวดเร็ว “มีความสามารถไม่เบา”
เขาประทับใจแม้จะไม่อยากยอมรับ โคลอสเซียมขึ้นชื่อเรื่องระบบรักษาความปลอดภัยที่แน่นหนา และกุญแจที่ใช้กับทาสก็ถูกออกแบบมาเป็นพิเศษเพื่อป้องกันการหลบหนีเช่นนี้ นี่ไม่ใช่กลที่หัวขโมยธรรมดาจะทำได้
เอมอนใส่โซ่ตรวนกลับเข้าไปอย่างสบาย ๆ ท่าทีของเขาจริงจังขึ้น “ถ้าเจ้าช่วยข้า ข้าสามารถพาพวกเราทุกคนออกไปจากที่นี่ได้”
ความสนุกสนานของชายผมดำจางหายไป และแววตาสงสัยก็ฉายขึ้นบนใบหน้าของเขา “แล้วเจ้าจะไปที่ไหนกันแน่ ต่อให้เจ้าสะเดาะกุญแจได้ แต่ถ้าไม่มีอาวุธ เราก็ไม่มีทางสู้กับยามได้หรอก เจ้าจะตายก่อนจะเดินไปได้ถึงสิบก้าว”
โคลอสเซียมมีกฎที่เข้มงวด อาวุธทุกชิ้นจะถูกยึดหลังจากการต่อสู้แต่ละครั้ง ทำให้ทาสไม่มีทางป้องกันตัว แต่เอมอนก็ยังไม่ย่อท้อ
“ข้าคิดเรื่องนั้นไว้แล้ว” เอมอนตอบ น้ำเสียงหนักแน่น “ข้าเห็นแล้วว่าพวกเขาเก็บอาวุธไว้ที่ไหนในวันนี้ มันอยู่หลังบริเวณที่พักผ่อน”
ชายผมดำตั้งใจฟังยังคงสงสัยแต่ก็สนใจ แผนของเอมอนดูเรียบง่ายแต่ก็มีความเป็นไปได้ สะเดาะโซ่ตรวน แอบหนีออกไป ไปให้ถึงห้องเก็บอาวุธ แล้วติดอาวุธให้ตัวเอง จากนั้นพวกเขาก็จะมีโอกาส
หลังจากนั้นครู่หนึ่งชายผมดำก็เอนหลังลงครุ่นคิดถึงความคิดนั้น “โคลอสเซียมมีการคุ้มกันแน่นหนา ต่อให้เราไปถึงที่เก็บอาวุธได้ การจะออกไปจากที่นี่ก็คงจะยาก”
เอมอนสบตาเขาอย่างมั่นคง “ยาก ใช่ แต่ก็ไม่ใช่ว่าเป็นไปไม่ได้ ข้าสามารถกลับมาช่วยคนอื่น ๆ ได้เมื่อข้าออกไปได้แล้ว”
ชายผมดำเงียบไป สายตาของเขาค้นหาใบหน้าของเอมอนเพื่อหาสัญญาณของความสงสัย ทำไมเขาถึงควรจะเชื่อเด็กหนุ่มผอมแห้งคนนี้ หรือเชื่อว่าเขาจะกลับมาปลดปล่อยพวกที่เหลือ?
“ข้าคือสายเลือดแห่งมังกร” คำพูดต่อมาของเอมอนช้าและสุขุม และหยุดครู่หนึ่งปล่อยให้คำพูดซึมซับเข้าไปก่อนจะพูดต่อ “เจ้าไปถามแซลลี่ได้ นางจะรับรองให้ข้าเอง”
เมื่อเอ่ยถึงสายเลือดของตน รูม่านตาของชายผมดำก็หดเล็กลง ท่าทีของเขาเปลี่ยนจากความสงสัยเป็นการครุ่นคิดอย่างลึกซึ้ง สายเลือดแห่งมังกรไม่ใช่คำกล่าวอ้างเล็ก ๆ น้อย ๆ
. . .
เจ็ดวันต่อมา ณ โคลอสเซียม มีรีน
หลังจากการต่อสู้อันดุเดือดอีกครั้ง ทาสผู้ได้รับชัยชนะก็ลากสังขารกลับไปยังบริเวณพักผ่อน เหงื่อผสมปนเปกับเลือดบนร่างกายของพวกเขา เอมอนเคลื่อนตัวไปกับฝูงชน แทรกตัวเข้าไปในจุดที่ไม่เด่นนักตามกำแพง พยายามจะไม่เป็นที่สังเกต
“ข้าหาคนมาช่วยได้ห้าสิบคนแล้ว” เสียงต่ำดังขึ้น
เอมอนเงยหน้าขึ้นและเห็นชายฉกรรจ์ผมดำเดินเข้ามา ดวงตาคมกริบของเขากวาดมองไปรอบ ๆ เพื่อหาคนแอบฟัง
“แค่ห้าสิบคนรึ?” เอมอนกระซิบพลางขมวดคิ้ว เขาหวังว่าจะได้มากกว่านี้ ห้าสิบคนดูเหมือนจะแทบไม่พอที่จะต่อกรกับยามที่ห้องเก็บอาวุธด้วยซ้ำ ไม่ต้องพูดถึงการต่อสู้เพื่อหาทางออกจากโคลอสเซียมเลย
ชายผมดำเย้ยหยัน และฉีกขนมปังดำเข้าปาก “แล้วถ้ามีมากกว่านี้ เจ้าจะไว้ใจพวกมันได้รึ ยิ่งกลุ่มใหญ่เท่าไหร่ก็ยิ่งมีคนปากโป้งเร็วขึ้นเท่านั้น”
เอมอนเถียงไม่ออก การรวบรวมคนห้าสิบคนในโลกที่โหดร้ายและแทงข้างหลังกันของโคลอสเซียมนั้นนับเป็นความสำเร็จที่น่าประทับใจในตัวมันเองแล้ว การมีคนมากกว่านี้หมายถึงความเสี่ยงที่มากขึ้น โอกาสที่ใครสักคนจะทรยศต่อแผนการก็มากขึ้น ทำให้เขาพยักหน้ายอมรับอย่างเงียบ ๆ
“เราจะลงมือเมื่อไหร่” ชายผมดำถาม ประกายแห่งความคาดหวังฉายในดวงตาของเขา ความคิดที่จะเชือดคอยามและหลบหนีออกจากอ่าวทาสนั้นทำให้เขาตื่นเต้นจนแทบเก็บอาการไม่อยู่
เอมอนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วกระซิบว่า “อีกครึ่งเดือน . . .”
ติ๊ง! ด๊อง!
เสียงฆ้องที่ดังแหลมขัดจังหวะเขา เสียงนั้นดังขึ้นสามครั้งติดต่อกัน ดังและแสบแก้วหู มันเป็นสัญญาณให้ทาสทุกคนมารวมตัวกัน
“ไปดูกันว่าเกิดอะไรขึ้น” เอมอนพึมพำ กลืนคำพูดที่เหลือลงคอขณะที่ลุกขึ้นยืน ทาสคนอื่น ๆ รอบตัวเขาสบถอยู่ในใจรีบยัดอาหารเข้าปากก่อนจะทยอยกันออกไป ไม่มีใครกล้าขัดขืนคำสั่ง ยามของเหล่านายทาสคือเพชฌฆาตที่ไร้ความปรานี และการขัดขืนหมายถึงความตาย
สังเวียนเงียบสงัดอย่างน่าขนลุกเมื่อพวกเขามาถึง ผู้ชมได้จากไปหมดแล้ว และอัฒจันทร์ก็ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องบน ว่างเปล่าจากเสียงโห่ร้องและเยาะเย้ยตามปกติ
เอมอนก้าวออกจากประตูเหล็กหรี่ตาต้านแสงแดดที่จ้า เมื่อสายตาของเขาปรับตัวได้ เขาก็เห็นร่างที่คุ้นเคยยืนอยู่ใจกลางสังเวียน อาบไล้ด้วยแสงแดดยามเที่ยง จนหัวใจของเขาเต้นผิดจังหวะ
“แซลลี่!!” เสียงของเอมอนดังก้องไปทั่วสังเวียนที่เปื้อนเลือด
ตรงกลางนั้นมีตะแลงแกงที่พันด้วยเถาหนามแหลมตั้งอยู่ แซลลี่ หญิงวัยกลางคนที่คอยดูแลเขามาตลอดถูกมัดติดอยู่กับโครงไม้ ร่างที่บวมฉุของนางแสดงให้เห็นรอยเชือกที่รัดแน่น ข้อมือของนางถลอกจากการถูกมัด ใต้ร่างของนางมีฟืนแห้งกองสูงเตรียมไว้สำหรับจุดไฟ
เอมอนยืนตัวแข็งทื่อ ความไม่อยากจะเชื่อแล่นไปทั่วร่าง เขาไม่เคยคิดเลยว่าจะได้เห็นนางในสภาพเช่นนี้ ถูกตัดสินประหารและผูกมัดรอการประหาร
เคร้ง!
ยามซึ่งมีสีหน้าเคร่งขรึมและไร้อารมณ์ ตีฆ้องแล้วชี้ไปที่ตะแลงแกง
“ทาสหญิงชั่วช้านี่คือแม่มดโลหิต” เขาตะโกนบอกฝูงชนที่มาชุมนุมกัน “นางลักลอบค้ายาเวทมนตร์ต้องห้ามให้กับทาสในโคลอสเซียม”
ฝูงชนแตกตื่นมีทั้งเสียงพึมพำและเสียงโห่ร้อง เอมอนไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ข้าง ๆ เขา ชายฉกรรจ์ผมดำดูตกใจ เขารู้ว่าโคลอสเซียมไม่สนใจทาสของตนนัก เว้นแต่พวกเขาจะเป็นแชมป์เปี้ยนผู้ไม่เคยพ่ายแพ้ ทาสที่บาดเจ็บถูกปล่อยให้ดูแลตัวเอง ได้รับการรักษาน้อยมากหรือแทบไม่ได้รับการรักษาเลย แซลลี่เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่คอยช่วยเหลือ แอบลักลอบค้ายาผ่านช่องทางของนายทาส เสนอทั้งการรักษาและข้อมูลเพื่อแลกกับการอยู่รอด
เสียงของยามดังตัดผ่านเสียงจอแจอีกครั้งขณะที่เขาด่าทอเหล่าทาส เรียกพวกเขาว่าไร้ค่า ก่อนจะหยิบคบไฟขึ้นมา และด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน เขาก็ขว้างมันลงบนกองฟืนใต้ร่างแซลลี่
ตูม!
ไฟลุกโชนขึ้นทันที เปลวเพลิงเลียไปตามด้านข้างของตะแลงแกง ไม้ถูกชุบด้วยน้ำมัน และไฟก็ลุกลามอย่างรวดเร็ว แซลลี่ปรือตาลง ริมฝีปากของนางสั่นระริกขณะที่กระซิบสวดมนต์ คำวิงวอนครั้งสุดท้ายต่อพระเจ้าของนาง หวังว่าจะได้รับการช่วยเหลือแต่ก็ไม่มี
“ไม่นะ!” เสียงร้องของเอมอนถูกกลืนหายไปในเสียงประทุของเปลวเพลิง
ผู้หญิงคนนี้ได้ช่วยชีวิตเขาครั้งแล้วครั้งเล่า ชักชวนไม่ให้เขายอมแพ้ หาอาหารและน้ำมาให้พวกเขาประทังชีวิต นางไม่ได้สวยงาม นางไม่ได้มีอำนาจ แต่นางได้ให้ทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อให้แน่ใจว่าพวกเขาจะรอดชีวิตไปด้วยกัน
บัดนี้ไฟกำลังโหมกระหน่ำ ควันดำลอยขึ้นสู่อากาศ คำสวดมนต์ของแซลลี่ร้อนรนขึ้น เสียงของนางเร็วขึ้นเมื่อความร้อนมาถึงผิวของนาง ในเวลาไม่กี่วินาที คำสวดมนต์ของนางก็เปลี่ยนเป็นเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดทรมานขณะที่เปลวเพลิงเผาผลาญเสื้อผ้าของนาง เผาไหม้เนื้อหนังของนาง
“อย่ามอง” ชายฉกรรจ์ผมดำพึมพำก้าวมาขวางหน้าเอมอน บังเขาจากภาพอันน่าสยดสยอง
แต่เอมอนยืนตกตะลึง ร่างของเขาแข็งทื่อไม่สามารถขยับได้ สิ่งสุดท้ายที่เขาเห็นคือใบหน้าของแซลลี่ ดวงตาสีเขียวของนางเบิกกว้างด้วยความหวาดกลัว ในชั่วขณะหนึ่งสายตาของพวกเขาสบกันผ่านเปลวเพลิง แววตาจดจำฉายวูบขึ้นในดวงตาของนาง ตามมาด้วยรอยยิ้มที่เจ็บปวดสั้น ๆ ดวงตาที่เหี่ยวย่นของนางหรี่ลงในสิ่งที่ดูเหมือนจะเป็นการแสดงความอ่อนโยนครั้งสุดท้าย
จากนั้นเสียงกรีดร้องของนางก็เปลี่ยนเป็นคำสาปแช่ง เสียงของนางดังขึ้นเหนือเสียงประทุของไฟขณะที่นางสาปแช่งนายทาสทุกคนและลูกสมุนของพวกเขา นางสาปแช่งพวกเขาทั้งหมด สาบานว่าพวกเขาจะต้องพบกับชะตากรรมเดียวกัน
เอมอนรู้สึกว่าชายฉกรรจ์ผมดำกดเขาเข้ากับอกของตน พยายามจะปกป้องเขาจากความสยดสยอง แต่เสียงร้องโหยหวนของแซลลี่ยังคงดังอยู่ในอากาศ หลอกหลอนไปทั่ว
“เถ้าถ่าน . . .” เอมอนกระซิบ หลับตาลงขณะที่ริมฝีปากของเขาขยับแผ่วเบา เขาเข้าใจนี่คือความปรารถนาสุดท้ายของแซลลี่ ความปรารถนาที่จะแก้แค้นเพื่อความยุติธรรม
ในไม่ช้าการประหารก็สิ้นสุดลง ภาพอันน่าสยดสยองนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อขัดขวางการกบฏในหมู่ทาส ขณะที่ไฟมอดลง ทาสก็ถูกสั่งให้กลับไปยังห้องขังใต้ดิน บริเวณพักผ่อนซึ่งเคยให้ความรู้สึกผ่อนคลายชั่วครู่ บัดนี้กลับดูว่างเปล่าและไร้ชีวิต
ระหว่างทางกลับชายฉกรรจ์ผมดำเดินเคียงข้างเอมอน อารมณ์ของเขาหนักอึ้ง
“แผนยังคงเป็นอีกครึ่งเดือนนับจากนี้รึ?” เขาถามอย่างระมัดระวัง เขาได้ยินยามพูดถึงงานใหญ่ในมีรีนในอีกครึ่งเดือน งานที่จะทำให้การรักษาความปลอดภัยอ่อนแอลงอย่างแน่นอน
“ไม่” เอมอนพึมพำ น้ำเสียงของเขาแข็งกร้าวด้วยความมุ่งมั่น เขากำหมัดแน่นก้มศีรษะลง “คืนนี้”
. . .
ช่วงพลบค่ำ ยามเริ่มเปลี่ยนเวร มุ่งหน้าไปกินอาหาร ทิ้งให้ห้องขังใต้ดินมีการลาดตระเวนเบาบาง
คลิก!
ประตูห้องขังบานหนึ่งค่อย ๆ เปิดออก และเงาดำหลายร่างก็แทรกตัวเข้าไปในทางเดิน เอมอนเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ปลดโซ่ตรวนของตนแล้วรีบไปเปิดประตูห้องขังอื่น ๆ ทีละบาน
ทาสที่ถูกคุมขังต่างโห่ร้องด้วยความตื่นเต้น ตะโกนและเชียร์ขณะที่โซ่ตรวนของพวกเขาหลุดออก ดวงตาของพวกเขาส่องประกายด้วยส่วนผสมอันตรายของความสิ้นหวังและความหวัง สำหรับบางคน นี่คือโอกาสที่จะหลบหนี ในขณะที่บางคนเห็นโอกาสที่จะทรยศผู้หลบหนีเพื่อแลกกับความโปรดปราน ไม่ว่าจะทางใด มันคือการต่อสู้เพื่อความอยู่รอด
“ออกไปจากที่นี่ให้หมด! ถ้าพวกเจ้าอยากเป็นอิสระ ตามข้ามา!” ชายฉกรรจ์ผมดำตะโกนลั่น นำทัพบุกทะลวง น้ำเสียงทรงพลังของเขาตัดผ่านความโกลาหล ระดมพลทาส
ด้วยการทุบเพียงครั้งเดียว เขาก็พังประตูเหล็กเข้ามา ยามสองคนซึ่งตกตะลึงกับความโกลาหลกะทันหัน แทบไม่มีเวลาตอบโต้ ชายผมดำสลัดโซ่ตรวนออกแล้วพุ่งเข้าใส่พวกเขา คว้าคอยามคนหนึ่งไว้ แกร๊บ! ยามคนนั้นล้มลง ไร้ชีวิต
“บุก!”
เลือดสาดกระเซ็นไปทั่วพื้นคุก และภาพนั้นก็ทำให้ทาสคลุ้มคลั่ง พวกเขาถาโถมไปข้างหน้า เป็นฝูงชนที่บ้าคลั่ง บางคนวิ่งกระจัดกระจายไปทุกทิศทุกทาง ในขณะที่บางคนรวมตัวกันอยู่หลังชายฉกรรจ์ผมดำ ตามการนำของเขา
ทว่าเอมอนมีเป้าหมายที่ชัดเจน เขาวิ่งตรงไปยังห้องเก็บอาวุธหลังบริเวณที่พักผ่อน หัวใจของเขาเต้นระรัวในอก
“ใคร!?”
หน่วยยามหน่วยหนึ่งประจำการอยู่นอกห้องเก็บของ มือของพวกเขาเกร็งกำหอกแน่นขณะที่พยายามจะตั้งรับทาสที่กำลังบุกเข้ามา แต่ช่วงเวลาแห่งความลังเลนั้นถึงตาย ทาสซึ่งขับเคลื่อนด้วยอะดรีนาลินและกลิ่นคาวเลือดโถมเข้าใส่พวกเขา การตะลุมบอนอันดุเดือดปะทุขึ้น และยามก็ถูกครอบงำอย่างรวดเร็ว ถูกฉีกเป็นชิ้น ๆ ก่อนที่พวกเขาจะได้เรียกกำลังเสริมด้วยซ้ำ
คลิก!
เอมอนทำงานอย่างรวดเร็ว สะเดาะกุญแจห้องเก็บของด้วยความแม่นยำและใจเย็น ประตูเปิดออกเผยให้เห็นแถวของอาวุธและชุดเกราะที่วางซ้อนกันอย่างเป็นระเบียบอยู่ภายใน
ดวงตาของทาสเบิกกว้าง และพวกเขาก็ถาโถมไปข้างหน้า พร้อมที่จะปล้นคลังอาวุธและติดอาวุธให้ตัวเอง กลิ่นอายของอิสรภาพแทบจะจับต้องได้
“หยุดอยู่ตรงนั้น! ถ้าพวกเจ้าอยากเป็นอิสระ ฟังข้าก่อน!”
ชายฉกรรจ์ผมดำได้หยิบดาบมหึมาของตนกลับมาแล้ว และบัดนี้ยืนอยู่ที่ทางเข้าคลังอาวุธ น้ำเสียงของเขาดังกึกก้อง เสียงตะโกนของเขาหยุดยั้งความโกลาหล การปรากฏตัวของเขาเรียกร้องความสนใจ
ทาสหยุดนิ่งหายใจหอบ ขณะที่หลายคนกระจัดกระจายไป แต่ก็ยังมีหลายร้อยคนที่ยังคงอยู่ ดวงตาส่องประกายด้วยความสิ้นหวัง ทว่ามีเพียงไม่กี่สิบคนเท่านั้นที่เป็นส่วนหนึ่งของแผนการหลบหนี ส่วนใหญ่เพียงแค่ถูกพัดพาไปกับสถานการณ์ ยึดเกาะทุกโอกาสที่จะรอดชีวิต
“เจ้าจะพูดอะไร” ทาสหนุ่มคนหนึ่งตวาด น้ำเสียงของเขาเดือดดาล “ถ้าเราไม่หนีตอนนี้ แล้วจะหนีเมื่อไหร่”
เมื่ออาวุธอยู่ใกล้แค่เอื้อม ความหวังก็เป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาในที่สุด ทาสคนอื่น ๆ พึมพำเห็นด้วย สีหน้าของพวกเขาเปลี่ยนเป็นปรปักษ์ พวกเขาพร้อมที่จะเป็นอิสระ และใครก็ตามที่ขวางทางก็คือภัยคุกคาม
“ฟังข้านะ ไอ้พวกสวะ!”
เอมอนก้าวออกมาข้างหน้า น้ำเสียงของเขาเย็นชาและตัดผ่านอากาศที่ตึงเครียด “พวกเจ้าอยากได้อิสรภาพรึ? ข้าก็เหมือนกัน แต่พวกเจ้าคิดจริง ๆ หรือว่าจะได้มันมาด้วยคนหยิบมือเดียวกับอาวุธที่ขโมยมาไม่กี่ชิ้นจากคลังอาวุธ”
เขาชี้ไปที่กลุ่มคนมอซอรอบตัวเขา “พวกเจ้ายังแหกคุกโคลอสเซียมไม่ได้เลยด้วยซ้ำ ไม่ต้องพูดถึงเมืองที่มีการคุ้มกันแน่นหนาอย่างมีรีน”
ทาสหนุ่มที่ท้าทายเขาก่อนหน้านี้ขมวดคิ้ว ไม่ได้ประทับใจกับเด็กหนุ่มที่ยังไม่โตเต็มที่นัก “แล้วเจ้าจะทำยังไง?”
เอมอนสูดหายใจเข้า ยืดหลังตรงขณะที่นำคำปราศรัยที่บิดาของเขาเคยกล่าวมาใช้
“ช่วยข้า” เขาประกาศ กางแขนออกกว้าง “แล้วข้าจะมอบอิสรภาพให้พวกเจ้า! ข้าคือสายเลือดแห่งมังกร ถ้าพวกเจ้าช่วยข้าหลบหนี ข้าจะตอบแทนพวกเจ้ามากกว่าแค่การอยู่รอด ข้าจะตอบแทนพวกเจ้าด้วยอิสรภาพ”
เหล่าทาสสบตากันอย่างสงสัย ส่วนใหญ่ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับ ‘สายเลือดแห่งมังกร’ และสำหรับพวกเขาแล้ว เอมอนก็เป็นเพียงเด็กหนุ่มที่กล่าวอ้างอย่างยิ่งใหญ่
แต่เอมอนไม่ได้หยุดอธิบาย เขาต้องพิสูจน์ตัวเอง ก่อนที่เขาจะเตะกระถางไฟใกล้ทางเข้าคลังอาวุธล้มลงโดยไม่พูดอะไร ทำให้ถ่านที่ลุกโชนกระจายไปทั่วพื้น ไฟลุกโชนขึ้นขณะที่ถ่านส่งเสียงฉ่า
เอมอนก้าวไปยังเปลวเพลิงโดยไม่ลังเล เขาหยิบกริชเล่มหนึ่งจากยามที่ล้มลง และด้วยเสียงโลหะที่คมกริบ เขาก็กีดข้อมือของตนเอง เลือดหยดลงมาตกลงไปในถ่าน
ฟูม!
เปลวเพลิงลุกโชนสูงขึ้น ราวกับว่าเลือดได้เติมเชื้อไฟเข้าไปเอง ทาสต่างอ้าปากค้าง ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ
นี่คือปฏิกิริยาที่เอมอนคาดหวังไว้ เขากัดฟันแน่นทนความเจ็บปวดแสบร้อนแล้วพูดผ่านความร้อนที่เพิ่มขึ้น “ข้าคือเอมอน ทาร์แกเรียน! จ้าวมังกรที่หายสาบสูญ! ใครจะสู้เพื่อข้าและเพื่ออิสรภาพ?!”
ความเงียบเข้าปกคลุมห้อง ทุกคู่สายตาจับจ้องไปที่เอมอนขณะที่เขายืนอยู่ แขนของเขาอาบเลือดท่ามกลางเปลวเพลิง เหงื่อของเขาผสมปนเปกับเลือด ใบหน้าของเขาซีดเผือดแต่ก็ท้าทาย เขาไม่ได้ทนทานต่อไฟ และความเจ็บปวดก็แสนสาหัส แต่เขาก็ทนได้
ความเจ็บปวดเล็กน้อยจะแลกกับความภักดีไม่ได้เชียวหรือ?!
“ข้าคือจ้าวมังกรที่แท้จริง!” เอมอนตะโกนอีกครั้ง น้ำเสียงของเขาดังขึ้น และทรงอำนาจขึ้น “ใครจะสู้เพื่อเหล่าจ้าวมังกร?!”
พรึ่บ! พรึ่บ!
ทาสหลายคนคุกเข่าลง ใบหน้าของพวกเขาแดงก่ำด้วยความตื่นเต้น พวกเขาได้เห็นอะไรมามากมายในโคลอสเซียม แต่ไม่เคยเห็นการแสดงเช่นนี้มาก่อน เปลวเพลิงเริงระบำรอบตัวเอมอน ร่างเด็กหนุ่มยืนตระหง่านอยู่ท่ามกลางเปลวไฟ การปรากฏตัวของเขาแทบจะดูเหนือจริง
“สู้เพื่อจ้าวมังกรที่แท้จริง!” ชายฉกรรจ์ผมดำตะโกนลั่น น้ำเสียงของเขาก้องกังวานไปทั่วคลังอาวุธ โดยไม่ลังเลเขากวัดแกว่งดาบมหึมาของตน ฟันชั้นวางของรอบตัวเขา
“เพื่อจ้าวมังกรที่แท้จริง!” คนอื่น ๆ ตะโกนตาม เสียงของพวกเขากระหึ่มเป็นเสียงเดียวกัน
คลื่นแห่งขวัญกำลังใจพลุ่งพล่านขึ้น ทาสซึ่งหัวใจเต้นระรัวด้วยเป้าหมายที่เพิ่งค้นพบ บุกเข้าคลังอาวุธ คว้าอาวุธและชุดเกราะ บรรยากาศเปลี่ยนไป ที่ที่เคยมีความสงสัยบัดนี้กลับมีความมุ่งมั่น พวกเขาไม่ใช่ผู้รอดชีวิตที่สิ้นหวังอีกต่อไป พวกเขาคือทหารในกองกบฏ นักรบเพื่อมังกรที่แท้จริง
เอมอนซึ่งสั่นเทาและอ่อนแอจากความเจ็บปวด ถอยหลังไปอย่างสั่น ๆ แขนของเขาเต้นตุบ ๆ และเมื่อเขาเหลือบมองลงไป เขาก็สังเกตเห็นบางอย่างที่แปลกประหลาด รอยเกล็ดจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนผิวของเขา ส่องประกายในแสงไฟ
นี่คือการตื่นของสายเลือด ผู้จุติจากมังกร!