- หน้าแรก
- ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน
- ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 465 อานุภาพมหัศจรรย์ของกล้วยไม้ฟื้นวิญญาณ 💸
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 465 อานุภาพมหัศจรรย์ของกล้วยไม้ฟื้นวิญญาณ 💸
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 465 อานุภาพมหัศจรรย์ของกล้วยไม้ฟื้นวิญญาณ 💸
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 465 อานุภาพมหัศจรรย์ของกล้วยไม้ฟื้นวิญญาณ
ก็อก ก็อก . . .
เสียงเคาะประตูดังขึ้น พร้อมกับเสียงของเลน่าดังมาจากนอกห้องนอน “เรนีร่า ข้าขอเข้าไปหน่อยได้ไหม”
“เข้ามาสิ!” เรนีร่ารีบตอบรับ
ประตูแง้มเปิดออก เลน่าก้าวเข้ามาแล้วเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจเมื่อเห็นเรการ์กำลังฝึกมังกรน้อยอยู่ “เรการ์ มีมังกรอีกตัวแล้วหรือ”
“เลน่า ขอบคุณที่อุตส่าห์เดินทางมาจากดริฟต์มาร์ก” เรการ์วางลูกมังกรลงแล้วลุกขึ้นทักทาย
เลน่าหัวเราะเบา ๆ “ไม่เป็นไรเลย ข้าดีใจที่เรนีร่าคลอดอย่างปลอดภัยก็พอแล้ว”
เรนีร่าซึ่งกำลังให้นมลูก หันหน้าไปอีกทางเพื่อบังตัวเองพลางขัดจังหวะ “มีเรื่องอะไรงั้นหรือ”
เรการ์สังเกตเห็นความอึดอัดของนาง จึงหยิบผ้าห่มผืนบางมาคลุมหลังให้
เลน่ามองภาพปฏิสัมพันธ์อันอ่อนโยนของทั้งคู่แล้วถึงกับพูดไม่ออกไปชั่วขณะ ก่อนจะนึกถึงจุดประสงค์ที่มาได้ “หัตถ์ราชาส่งข้ามาตามหาเจ้า เรการ์ มีเรื่องมากมายที่เจ้าต้องจัดการ”
ตั้งแต่การที่วิเซริสอยู่ในอาการโคม่าไปจนถึงการเล่นเกมอำนาจของราชินี รวมถึงปัญหาทางการเงินและการรวบรวมผู้คนที่ไม่พึงประสงค์ของฝ่ายเขียว ปัญหาเหล่านี้ล้วนต้องการการตัดสินใจจากเจ้าชายรัชทายาทผู้ถืออำนาจสำเร็จราชการ
สีหน้าของเรการ์เคร่งขรึมลงเล็กน้อยเมื่อตระหนักถึงความร้ายแรงของสถานการณ์ เลน่าเห็นความกังวลของเขาจึงกล่าวต่อ “อลิเซนต์มอบยาฝิ่นน้ำนมแด่ฝ่าบาทเพื่อควบคุมสภาเล็ก แต่ตอนนี้สถานการณ์คลี่คลายแล้ว”
หลังจากนั้นนางก็เสริมว่าวิเซริสหยุดยั้งอลิเซนต์ได้ แต่ก็กลับไปอยู่ในอาการโคม่าอีกครั้ง เมื่อได้ยินเช่นนั้นใบหน้าของเรการ์ก็บึ้งตึงในทันที
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาตัดสินใจไปเยี่ยมบิดาก่อน “ข้าจะไปดูอาการท่านพ่อ”
เรนีร่าเห็นด้วย “ข้าจะไปกับเจ้าด้วย”
นางต้องการพาลูกทั้งสองคนไปด้วย เรการ์ไม่คัดค้าน เขารับลูกชายคนโตไปอุ้มก่อน ปล่อยให้เลน่าช่วยเรนีร่าเปลี่ยนเสื้อผ้า ส่วนมังกรน้อยสีเขียวเข้มก็ถูกนำตัวไปมอบให้ผู้ดูแลมังกรที่ประจำการในเรดคีปเพื่อส่งต่อไปยังหลุมมังกร
ขณะที่พวกเขาเดินขึ้นบันได เลน่าเดินตามหลังพลางจับจ้องไปยังเด็กชายทั้งสอง “เรนีร่า เจ้ายอดเยี่ยมมาก แก้ปัญหาเรื่องทายาทได้ในคราวเดียวเลย”
เรนีร่าหันกลับมา พยายามปลอบใจ “ในอนาคตเจ้าจะมีลูกได้อีก การวินิจฉัยของเมสเตอร์ก็ไม่ได้แม่นยำเสมอไปหรอก”
หลังจากการคลอดยากครั้งนั้น เลน่าก็ได้รับแจ้งว่านางจะตั้งครรภ์ได้ยากอีก
เลน่าส่ายหน้าโดยไม่แสดงความผิดหวัง แล้วจึงเสนอว่า “เจ้าเป็นทั้งสหายรักและแม่บุญธรรมของลูกสาวข้า สนใจจะดองกันระหว่างตระกูลของเราหรือไม่”
“นี่มัน . . .” เรนีร่าลังเล เห็นได้ชัดว่าข้อเสนอนี้น่าสนใจ
เรการ์จึงเป็นฝ่ายตอบพลางยิ้ม “ไม่เห็นต้องรีบร้อน เด็ก ๆ ยังเล็กนัก หากในอนาคตพวกเขาพึงใจกัน ค่อยมาว่ากันเรื่องสัญญาหมั้นหมายก็ยังไม่สาย”
เรนีร่าดูตกตะลึง แต่เรการ์ส่งสายตาให้เพื่อให้นางวางใจ ข้อเสนอนี้น่าดึงดูดใจจริง ๆ ด้วยการตายของเลเนอร์ เลน่าจึงถูกกำหนดให้เป็นตัวแทนของตระกูลเวลาเรียนและเป็นที่ปรึกษาแห่งลิสในอนาคต การผูกสัมพันธ์ด้วยการแต่งงานจะช่วยกระชับความสัมพันธ์กับเดม่อนและอสรพิษทะเลให้แน่นแฟ้นกับราชวงศ์ยิ่งขึ้น
เลน่าสัมผัสได้ถึงนัยแห่งการปฏิเสธจึงยิ้มรับ “นั่นก็ดีเหมือนกัน เด็ก ๆ ที่เติบโตมาด้วยกันย่อมต้องผูกพันกันอย่างแน่นอน”
เรการ์ยิ้มตอบแล้วช่วยพยุงเรนีร่าขึ้นบันไดต่อไป เขาคาดการณ์ว่าอำนาจของเดม่อนและอสรพิษทะเลจะขยายตัวอย่างมากในทศวรรษหน้า แม้การแต่งงานจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้ราชวงศ์ แต่ก็จะสร้างความคาดหวังอย่างหนักให้พวกเขาเช่นกัน เขาไม่ต้องการให้เดม่อนและอสรพิษทะเลใช้อิทธิพลเกินควร หรือทำให้เป็นการยากที่จะดำเนินการที่จำเป็นหากพวกเขาทำผิดพลาด ยิ่งไปกว่านั้น เด็ก ๆ ยังเล็กเกินไป การจัดการที่เร็วเกินไปอาจทำให้พวกเขาพลาดโอกาสที่จะพบคู่ครองที่เหมาะสมกว่าในอนาคต
. . .
ห้องนอนของกษัตริย์
เรการ์อุ้มลูกชายคนโตเดินเข้ามาในห้องนอนของกษัตริย์ พบกับราชองครักษ์สองนายยืนตรงอยู่ ดวงตาของพวกเขาเป็นประกายเมื่อเห็นเจ้าชายรัชทายาทและทารกในผ้าอ้อม
“ข้ามาเยี่ยมท่านพ่อ” เรการ์ประกาศ
“เชิญพ่ะย่ะค่ะ เจ้าชาย!” ราชองครักษ์นายหนึ่งตอบรับพลางรีบเปิดประตู
เรื่องตลกร้ายเมื่อวานยังคงสดใหม่ในความจำของพวกเขา การกลับมาของเจ้าชายรัชทายาทจากโอลด์ทาวน์ และการที่เจ้าหญิงให้กำเนิดเจ้าชายน้อยถึงสองคน ทำให้เหล่าราชองครักษ์ต่างหวังว่าทุกอย่างจะกลับเข้าที่เข้าทางในเร็ววัน
เรนีร่าเข้าไปก่อน ตามด้วยเรการ์และลูกของพวกเขา ข้างในนั้นแกรนด์เมสเตอร์ออร์วิลและเมสเตอร์มุนคุนกำลังปรึกษาหารือกันอย่างเคร่งเครียด ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวล เมื่อเห็นเรการ์ออร์วิลก็รีบโค้งคำนับทักทาย “เจ้าชาย!”
“ชู่ว!” เรการ์กระซิบ พลางขยับเข้าไปใกล้ประตูห้องนอน เขาชะโงกมองผ่านม่านลูกปัดและเห็นบิดานอนหมดสติอยู่บนเตียง “พบสาเหตุอะไรบ้างหรือไม่”
ออร์วิลส่ายหน้าอย่างเศร้าใจ “น่าเสียดาย ยังเลยพ่ะย่ะค่ะ”
“ท่านพอแค่ตกใจ ไม่ได้มีร่องรอยบาดเจ็บภายนอกเลย” เรการ์กล่าวพลางขมวดคิ้วมุ่น
ออร์วิลนิ่งเงียบ สภาพที่ผิดปกติของกษัตริย์ทำให้เขากังวลใจอย่างยิ่ง บาดแผลที่ไม่ยอมหายนั้นเป็นลางบอกเหตุของสิ่งที่เลวร้ายกว่าซึ่งกำลังจะตามมา
เมสเตอร์มุนคุนเอ่ยขึ้น “ข้าเคยได้รับแหวนโซ่เหล็กกล้าวาเลเรียนแห่งศาสตร์ลี้ลับมาวงหนึ่ง และพอจะรู้เรื่องเวทมนตร์อยู่บ้าง บางทีข้าอาจจะช่วยได้พ่ะย่ะคค่ะ”
“ว่ามา” เรการ์เร่งเร้า เขาให้ความสำคัญกับคำว่า ‘เวทมนตร์’ เป็นอย่างมาก
มุนคุนพยักหน้าให้ออร์วิลก่อนจะพูดต่อ “ข้าเคยอ่านเจอเคสที่คล้ายกันนี้ในอัตชีวประวัติของหมอพเนจรคนหนึ่ง มันอธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงของร่างกายหลังจากการตกใจอย่างรุนแรง ความเซื่องซึม หรือการสูญเสียจิตวิญญาณ”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง และกล่าวต่อว่า “เด็กเล็กบางคนก็ตกอยู่ในอาการโคม่าเช่นกัน ซึ่งถูกเรียกว่า ‘วิญญาณหลุดลอย’”
“วิญญาณหรือ” คิ้วของเรการ์ขมวดเข้าหากัน เขารู้สึกว่านี่เป็นปัญหาที่ท้าทาย แม้ว่าเขาจะมีความสามารถทางกายภาพและเวทมนตร์ที่ไม่เหมือนใคร แต่เขาก็ไม่เคยศึกษาเรื่องวิญญาณเลย ความรู้ของนักเวทย์เพลิง อักขระ และกระบวนการแปลงร่างเป็นผู้จุติจากมังกรดูเหมือนจะเกี่ยวข้องกับวิญญาณ แต่ก็ไม่มีวิธีใดที่เหมาะกับการรักษา
หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่งเรการ์ก็ถามว่า “มีตำราโบราณที่อธิบายวิธีรักษาเรื่องนี้บ้างหรือไม่ เราต้องการความช่วยเหลือจากพวกเขาหรือเปล่า”
เขานึกถึงคนไม่กี่คนที่มีทักษะแปลกประหลาด กรีนแฮนด์ การ์ นักบวชแดงวาริส และนักบวชหญิงแดงแห่งวิหารแดง
“เปล่าประโยชน์พ่ะย่ะค่ะ!” มุนคุนส่ายหน้า “หมอพเนจรคนนั้นไม่ได้มีความสามารถมากมายนัก อัตชีวประวัติของเขาส่วนใหญ่เป็นการกล่าวเกินจริง วิญญาณไม่ใช่ร่างกายจับต้องได้ และไม่สามารถไปยุ่งเกี่ยวได้ง่าย ๆ”
เรการ์ครุ่นคิด “ถ้าหมอช่วยไม่ได้ เช่นนั้นก็ต้องมีสูตรการรักษาพิเศษสินะ”
“ตำราโบราณบันทึกถึงพืชและแร่ธาตุแปลก ๆ หลายชนิดที่สามารถทำให้จิตใจสดชื่นและอาจช่วยเรื่องวิญญาณได้พ่ะย่ะค่ะ” มุนคุนกล่าว
“จะหาพวกมันได้จากที่ไหน” เรการ์สอบถาม
“เจ้าชายมองด้วยพระองค์เองเถิดพ่ะย่ะค่ะ” มุนคุนตอบอย่างอับอายเล็กน้อย และหยิบแผ่นหนังเก่าสีเหลืองจากโต๊ะส่งให้เรการ์
เรการ์กวาดสายตาอ่านอย่างละเอียด สีหน้าของเขาก็เคร่งขรึมขึ้น
“ตำราเก่ามาจากวาลีเรียเมื่อประมาณ 380 ปีที่แล้ว พืชและแร่ธาตุเหล่านั้นถูกฝังอยู่ในดินแดนแห่งฤดูร้อนอันยาวนาน ทะเลควัน!” มุนคุนอธิบายต่อ
เรการ์ปิดหนังสือลง พร้อมกับอารมณ์ของเขาซับซ้อน ทะเลควันไม่ใช่สถานที่ที่ใครจะเข้าไปได้อย่างง่ายดาย
ออร์วิลและมุนคุนก้มหน้าต่ำยึดถือกฎทองแห่งความเงียบ เรนีร่าก้าวไปข้างหน้าด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวลและจับมือเรการ์ไว้
“เดม่อนกับข้าเคยคิดจะไปสำรวจชายฝั่ง แต่เวการ์กับคาแร็กซิสต้านทานอย่างหนัก พวกเราจึงล้มเหลว” เลน่าเอ่ยขึ้นอย่างจริงจัง
ความคิดของเรการ์แล่นพล่านขณะที่เขาทวนข้อความจากตำราโบราณ ‘มันเติบโตบนซากศพ รูปพรรณคล้ายกล้วยไม้ ละอองเกสรมีกลิ่นหอม การเด็ดมันมาสามารถบำรุงจิตวิญญาณได้’ ซึ่งมันคล้ายกับคำอธิบายของกล้วยไม้ฟื้นวิญญาณที่เขาเคยพบมาก
“เรนีร่า เจ้ายังเหลือผงที่ข้าให้ไว้หรือไม่” เรการ์ถาม ผงกล้วยไม้ฟื้นวิญญาณมีอยู่สองชุด และของเขาใช้หมดไปนานแล้วในช่วงสงคราม
เรนีร่าชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วรีบตอบ “ยังเหลืออยู่นิดหน่อย”
นางผลักประตูเปิดออกและเรียกให้คนไปนำมา เมื่อเห็นเช่นนั้นมุนคุนก็ถอนหายใจอย่างโล่งอกและจากไปพร้อมกับออร์วิล
ไม่นานซาร่าสาวใช้ก็มาพร้อมกับตลับผงอันบอบบาง เรการ์เปิดมันออกและพบว่ายังเหลือผงอยู่ประมาณหนึ่งในสาม ซึ่งน่าจะเพียงพอสำหรับใช้ได้ราวหนึ่งเดือน กล้วยไม้ฟื้นวิญญาณซึ่งเติบโตในทะเลควันนั้นหายากและได้มายากอย่างไม่น่าเชื่อ
เรการ์ใช้ผงแป้งอย่างประหยัด เพียงแค่โรยเล็กน้อยบนหมอนเป็นครั้งคราว ตอนนี้เขาหวังว่ามันอาจจะช่วยบิดาของเขาได้ เขาโรยผงบางส่วนลงบนหมอนของวิเซริส แล้วค่อย ๆ เอื้อมมือไปจับมือของบิดาอย่างนุ่มนวล และเรียกใช้เวทมนตร์เพลิงเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตในร่างกายของวิเซริส
หนึ่งนาที สองนาที . . . สิบนาทีผ่านไป หน้าผากของเรการ์มีเหงื่อซึม และอุณหภูมิร่างกายของเขาก็สูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ลูกชายคนโตในอ้อมแขนของเขาดิ้นไปมา เตะขาอย่างอึดอัดเพราะความร้อน
“อืมมม” วิเซริสครางออกมา ใบหน้าของเขาค่อย ๆ มีสีเลือดฝาด
เรการ์ดีใจจนเนื้อเต้น เขาวางลูกชายที่กำลังดิ้นลงบนเตียงแล้วเรียกเบา ๆ “ท่านพ่อ ตื่นเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
วิเซริสค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างมึนงง เขาเห็นลูกชายคนโตและถามว่า “เรการ์ เจ้ากลับมาแล้วรึ”
“พ่ะย่ะค่ะ ท่านพ่อ เมื่อวานท่านหมดสติไปอย่างกะทันหัน ข้าจึงรีบกลับมายังคิงส์แลนดิ้งเมื่อคืนนี้” เรการ์อธิบาย “รู้สึกเป็นอย่างไรบ้าง ยังมึนหัวอยู่หรือไม่”
วิเซริสยังคงสับสนตอบว่า “ก็ไม่เลว รู้สึกมีเรี่ยวแรงกว่าเมื่อวาน และร่างกายก็อบอุ่นดี”
เรการ์และเรนีร่าสบตากันแล้วยิ้มอย่างโล่งใจ
“เดี๋ยวก่อน!” สายตาของวิเซริสจับจ้องไปที่ทารกในอ้อมแขนของเรนีร่า “เด็กคนนี้ . . .”
เขาเพิ่งจะอยู่ในอาการโคม่าไปแค่วันเดียวไม่ใช่หรือ เมื่อวานเรนีร่ายังตั้งครรภ์อยู่เลย แต่วันนี้นางกลับอุ้มทารกอยู่
“อุแว้ อุแว้~” เสียงเล็กแหลมของทารกดังมาจากข้าง ๆ
วิเซริสหันไปมอง ทารกผิวขาวสะอาดคนหนึ่งนอนอยู่ข้าง ๆ เขา จ้องมองขึ้นมาด้วยดวงตาสีม่วงใสกระจ่าง กษัตริย์ชราและทารกน้อยสบตากัน ต่างฝ่ายต่างพิจารณากันและกัน
“อ้อแอ้~” ทารกน้อยเอียงคอ ดูดนิ้วหัวแม่มือ และท้องน้อย ๆ ก็ส่งเสียงร้อง
ดวงตาของวิเซริสพลันสว่างไสว เขาแทบจะกระโดดลงจากเตียง และหยิกมืออ้วนป้อมของทารกและดวงตาก็ส่องประกายด้วยความรักใคร่ ครู่ต่อมาเขาก็หันไปหาเรนีร่าและกล่าวว่า “เด็กตัวเล็กแค่นี้ จะเติบโตแข็งแรงได้อย่างไรหากท้องยังว่างอยู่”
เรนีร่าหน้าแดง นางส่งลูกชายคนที่สองให้เลน่า แล้วจึงอุ้มลูกชายคนโตมาให้นม เป็นเรื่องน่าขบขันที่ลูกชายคนโตยังคงสงบนิ่งเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเขาก็ตาม
วิเซริสยื่นมือออกไปอย่างกระตือรือร้น “ขอดูเจ้าตัวเล็กนี่หน่อย”
เลน่าส่งทารกให้ ทำให้เกิดเสียงครางอย่างพึงพอใจ ใบหน้าของวิเซริสแย้มยิ้มกว้างขณะที่อุ้มเจ้าตัวน้อยพลางหยิกขาอวบ ๆ ของเขา “เจ้าตัวเล็กนี่แรงเยอะจริง ๆ โตขึ้นต้องเป็นนักรบที่ยิ่งใหญ่แน่นอน”
เรการ์ยิ้ม “คนที่อยู่ในอ้อมแขนของเรนีร่าต่างหากคือนักรบโดยกำเนิดพ่ะย่ะค่ะ”
“อย่าเพิ่งด่วนสรุปสิ เจ้าควรเชื่อว่าเด็ก ๆ มีความเป็นไปได้ไม่สิ้นสุด” วิเซริสกล่าวเตือนอย่างอ่อนโยน พลางหยอกล้อกับเจ้าตัวเล็กแล้วหันกลับไปหาเรนีร่า “แฝดคนไหนเป็นคนโต ตั้งชื่อให้พวกเขารึยัง”