- หน้าแรก
- ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน
- ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 210 การยั่วยุของออตโต้ 💸 (3-4 วันนี้อาจลงน้อยหน่อยนะครับ ไม่สบาย)
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 210 การยั่วยุของออตโต้ 💸 (3-4 วันนี้อาจลงน้อยหน่อยนะครับ ไม่สบาย)
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 210 การยั่วยุของออตโต้ 💸 (3-4 วันนี้อาจลงน้อยหน่อยนะครับ ไม่สบาย)
ตระกูลแห่งมังกร : ข้าคือเรการ์ ทาร์แกเรียน ตอนที่ 210 การยั่วยุของออตโต้
***(3-4 วันนี้อาจลงน้อยหน่อยนะครับ ผมไม่สบาย)***
สามวันต่อมา คิงส์แลนดิ้ง ประตูโคลน
เรือขนาดใหญ่หลายลำจอดเทียบท่า เหล่าทหารกำลังลำเลียงสหายผู้บาดเจ็บลงมาทีละคน เรการ์ก้าวลงจากเรือและมองเห็นร่างที่คุ้นเคยในทันที
“เรการ์!” เรนีร่าเอ่ยเรียกพลางโบกมืออย่างกระตือรือร้น นางยืนอยู่ท่ามกลางองครักษ์ โดยมีรอยยิ้มสดใสประดับทั่วใบหน้า
สีหน้าเคร่งขรึมของเรการ์อ่อนโยนลงทันทีและรีบเดินตรงเข้าไปหานาง เรนีร่าเองก็วิ่งเหยาะ ๆ เข้าไปหาเขา และท่ามกลางฝูงชน สองพี่น้องก็โผเข้ากอดกัน
เรนีร่าใช้แขนโอบรอบเอวของเขาและเงยหน้าขึ้นมองด้วยความชื่นชม “เรการ์ เจ้าทำได้! เจ้าได้รับชัยชนะอย่างยิ่งใหญ่”
“ไม่เท่าไหร่หรอก” เรการ์ตอบพร้อมหัวเราะเบา ๆ เขาโน้มศีรษะลงซบกับเรือนผมของนาง เมื่อได้สัมผัสความอบอุ่นจากอ้อมกอดของนาง เส้นประสาทที่ตึงเครียดของเขาก็เริ่มผ่อนคลายในที่สุด
เรนีร่าซบศีรษะลงกับแก้มของเขาพลางลูบหลังเบา ๆ ตลอดเวลาที่เขาไม่อยู่ นางเป็นกังวลอยู่ไม่หยุดหย่อน และบัดนี้นางกำลังดื่มด่ำกับความโล่งใจที่เขาได้กลับมาอย่างปลอดภัย
ขณะที่ทั้งสองยืนกอดกันอย่างรักใคร่ เหล่าองครักษ์ได้สร้างวงล้อมคุ้มกันไว้รอบตัวพวกเขา ในบริเวณใกล้เคียงอลิเซนต์และเจนกำลังเฝ้ามองการกลับมาพบกันครั้งนี้ เจนยืนมองภาพนั้นด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่น ไม่แสดงท่าทีอิจฉาหรือต้องการเข้าไปแทรกแซงแต่อย่างใด ในทางกลับกันอลิเซนต์ดูร้อนรน สายตาของนางจับจ้องไปที่เรการ์อย่างไม่วางตา
ครู่ต่อมาเรการ์ก็ผละออกมาเล็กน้อยและหันไปมองผู้ที่ยืนดูอยู่ ก่อนที่เขาจะคิ้วขมวดเข้าหากันและถามด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “พวกท่านมาทำอะไรที่นี่?”
“ขอแสดงความยินดีกับชัยชนะของท่านด้วยเพคะ เจ้าชาย” เจนก้าวออกมาข้างหน้าพร้อมรอยยิ้มสง่างาม พลางอ้าแขนเพื่อโอบกอดสองพี่น้อง
เรการ์ถอนหายใจ แววตาฉายความจนใจ ส่วนเรนีร่าซึ่งตกใจกับความใจกล้าของเจนก็ชะงักไป
“เจ้า . . .” เรนีร่ากำลังจะเอ่ยปาก แต่อลิเซนต์ก็แทรกขึ้นอย่างรวดเร็ว “เรนีร่า บิดาของเจ้าได้เตรียมงานเลี้ยงฉลองไว้แล้ว กลับไปที่เรดคีปกันเถอะ”
“ก็ได้” เรการ์เห็นด้วยพลางบีบมือของเรนีร่าเบา ๆ เพื่อปลอบให้นางใจเย็น ส่วนเจนก็คลายอ้อมกอดออกและผายมือเชื้อเชิญ
เรนีร่าตวัดสายตาอย่างไม่พอใจไปทางเจน แต่นางก็จูงมือเรการ์ไปยังรถม้าที่รออยู่ ยานพาหนะคันนี้เตรียมพร้อมที่จะนำพวกเขากลับไปยังเรดคีป ที่ซึ่งการเฉลิมฉลองอันยิ่งใหญ่กำลังรออยู่
. . .
ตอนเที่ยง
เรดคีปจัดงานเลี้ยงฉลองอย่างยิ่งใหญ่เพื่อชัยชนะที่หมู่เกาะสเต็ปสโตน วิเซริสดื่มอย่างหนักและยิ้มไม่หยุดขณะที่เขากล่าวสรรเสริญความสำเร็จของบุตรชายคนโต
เรการ์ทานขนมอบไปเล็กน้อยก่อนจะแอบปลีกตัวออกจากงานเฉลิมฉลองอย่างเงียบ ๆ
ในโรงอาบน้ำเรการ์แช่ตัวอยู่ในอ่างน้ำร้อนที่อบอวลไปด้วยไอน้ำ เพลิดเพลินกับสัมผัสจากมือนุ่มที่กำลังนวดคลึงให้เขา หลังจากใช้เวลาหลายวันที่เกาะบลัดสโตน ทั้งวางแผนและต่อสู้ เขาก็เหนื่อยล้าจนหมดแรง
ขณะที่ความร้อนของน้ำช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้า เรการ์ก็เอ่ยขึ้นอย่างง่วงงุน “อลิเซนต์เป็นคนขอให้พี่ส่งจดหมายไปให้ข้าหรือ?”
“ข้าไม่อยากรบกวนสมาธิของเจ้า” เรนีร่านั่งอยู่ใกล้ ๆ ตอบด้วยน้ำเสียงเจือความเสียใจ
“ไม่เป็นไรหรอก” เรการ์กล่าวพลางคว้ามือของนางไว้ขณะที่มันเคลื่อนผ่านหน้าอกของเขา “อย่างไรเสียข้าก็ระวังพวกดอร์นอยู่แล้ว”
พูดจบเขาก็หันไปหาสาวใช้ที่คอยรับใช้ “ไปต้มน้ำร้อนมาเพิ่มที สกายลาร์”
“เพคะ เจ้าชาย” นางตอบรับ ก่อนที่เด็กสาวผมสีน้ำตาลหยักศกยาวและผิวสีข้าวสาลีจะยืนขึ้นและจากไปเพื่อเติมน้ำในกา
เรนีร่าขยับตัวจากที่ที่นางนั่งอยู่แล้วถาม “นางคือสายลับที่เจ้าส่งไปฝังตัวที่ริเวอร์รันใช่หรือไม่?”
เรการ์วักน้ำเล่นและหัวเราะเบา ๆ “อย่าหึงไปเลย สกายลาร์อยู่กับข้ามาตั้งแต่อายุหกขวบ นางภักดีและขยันขันแข็ง”
“ใครหึงกัน?” เรนีร่าหน้าแดง รีบเปลี่ยนเรื่องทันที “แล้วทำไมนางถึงกลับมา?”
“บุตรชายของลอร์ดทัลลีจัดการความขัดแย้งกันได้แล้ว ไม่จำเป็นต้องจับตาดูพวกเขาอีกต่อไป” เรการ์อธิบายด้วยดวงตาเป็นประกาย “สายลมกำลังเปลี่ยนทิศ และข้าต้องการรวบรวมคนภักดีทั้งหมดที่ข้ามี”
เรนีร่าไม่เข้าใจรายละเอียดทั้งหมด แต่นางรู้ว่าอาณาจักรกำลังอยู่ในภาวะสงคราม ในฐานะทายาทการเตรียมพร้อมของเรการ์เป็นสิ่งจำเป็น
ไม่นานสกายลาร์ก็กลับมาพร้อมกับกาน้ำและเทน้ำร้อนลงในอ่าง ทำให้เรการ์ครางออกมาด้วยความสบาย ขณะเอนศีรษะพิงขอบอ่าง
“หึ เจ้าอาบน้ำไปเถอะ ข้าจะกลับไปที่ห้องแล้ว” เรนีร่ากล่าวอย่างเขินอายกับเสียงครางอย่างพึงพอใจของเรการ์ ก่อนที่นางจะรีบหนีออกไป และปิดประตูเสียงดังปังราวกับจะระบายความหงุดหงิด
เมื่อนางจากไปสกายลาร์ก็นวดให้เรการ์ต่อ มือของนางเคลื่อนไหวอย่างชำนาญและหนักแน่น
“เจ้าหญิงทรงอ่อนไหวมากนะเพคะ” นางให้ความเห็นพร้อมรอยยิ้มบางๆ
“ใช่ ไม่หน้าหนาเหมือนเจ้า” เรการ์หยอกกลับ พลางผ่อนคลายไปกับสัมผัสของนางมากขึ้น
สกายลาร์ไม่สนใจคำเหน็บแนมนั้นและรายงานต่อ “ข้าได้จัดให้ครอบครัวของที่ปรึกษาทุกคนที่ท่านให้พามาพักที่หลุมมังกรเรียบร้อยแล้วเพคะ”
“ดี” เรการ์พึมพำ พร้อมกับดวงตาของเขาปิดลงขณะที่ความง่วงงุนเข้าครอบงำ
มือของสกายลาร์เคลื่อนไหวอย่างชำนาญจากศีรษะของเขาไปยังหัวไหล่ หน้าอก และหน้าท้อง สัมผัสของนางนำมาซึ่งคลื่นแห่งความผ่อนคลายระลอกสุดท้าย ขณะที่เรการ์ครางออกมาด้วยความพอใจ และร่างกายของเขาผ่อนคลายอย่างเต็มที่ในที่สุด
. . .
ยามค่ำคืน
เรการ์ตื่นจากการหลับลึกด้วยความสดชื่น เขาเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าที่เตรียมไว้ล่วงหน้า เมื่อออกจากห้องน้ำ เขาก็ลังเลอยู่ครู่หนึ่งที่โถงทางเดินก่อนจะตัดสินใจมุ่งหน้าไปยังห้องนอนของตนเอง ฝีมือนวดของสกายลาร์ทำให้เขากระปรี้กระเปร่าขึ้นมาก และเขาไม่ต้องการรบกวนการพักผ่อนของเรนีร่า
เมื่อมาถึงหน้าประตูห้องนอน เขาก็ผลักมันเข้าไป ห้องยังคงเป็นระเบียบเรียบร้อยเช่นเคยภายใต้แสงเทียนอันอบอุ่น เมื่อปิดประตูลงเรการ์ก็หันกลับมาและต้องตกใจกับสิ่งที่เห็น เพราะข้างเตาผิงมีเด็กหญิงตัวน้อยในชุดสีขาวกำลังนั่งยอง ๆ อยู่
“เฮเลน่า?” เรการ์ถามด้วยความประหลาดใจ
เด็กหญิงเงยหน้าขึ้น ใบหน้าของนางเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา และอุทานเบา ๆ “ท่านพี่”
เรการ์เดินเข้าไปนั่งข้าง ๆ นาง “ใครทำให้เจ้าร้องไห้? แล้วทำไมมาซ่อนอยู่ในห้องของข้า?”
“ไม่มีใครทำให้ข้าร้องไห้เพคะ” เฮเลน่าตอบพลางส่ายหน้า นางกอดเข่าของตัวเอง พยายามทำตัวให้เล็กที่สุด
“เจ้าได้ยินอะไรมา?” เรการ์เติมท่อนฟืนสองท่อนลงในเตาผิง และถามอย่างอ่อนโยน เพราะรู้ดีว่าจิตใจของนางนั้นเปราะบางเพียงใด นางมักจะหาที่ซ่อนตัวเสมอเมื่อเศร้าใจ แต่นี่เป็นครั้งแรกที่นางมาที่ห้องของเขา
“ข้าได้ยินท่านพ่อกับท่านแม่ทะเลาะกันรุนแรงมากเพคะ” เฮเลน่ากระซิบ เสียงของนางเบาจนแทบจะไม่ได้ยิน
เป็นความจริงนางได้ยินวิเซริสกับอลิเซนต์ทะเลาะกัน เมื่อรู้ว่าวันนี้พี่ชายจะกลับมา นางจึงมาหลบภัยอยู่ในห้องของเขา
เรการ์ถอนหายใจและลูบผมนาง “อย่ากลัวไปเลย เป็นเรื่องปกติที่สามีภรรยาจะทะเลาะกันบ้าง”
“ข้าจะต้องแต่งงานกับเจ้าชายแห่งดอร์นหรือไม่เพคะ?” เฮเลน่าถามอย่างขลาดกลัวพลางซบศีรษะกับเขา นางรู้ว่าการแต่งงานหมายถึงอะไร และเคยได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับชาวดอร์นที่ทำให้นางหวาดกลัว
“ไม่หรอก” เรการ์ปลอบโยนอย่างอ่อนโยน “ทาร์แกเรียนไม่จำเป็นต้องให้คำมั่นสัญญาเช่นนั้น พรุ่งนี้ข้าจะไล่ทูตชาวดอร์นกลับไปเอง”
“จริงหรือเพคะ?” ดวงตาของเฮเลน่าเป็นประกายแห่งความหวังขณะที่นางเงยหน้าขึ้นมองพี่ชายด้วยความรักใคร่
“จริงสิ” เรการ์ยืนยันพลางกอดนางไว้ในอ้อมแขน “ข้าจะเป็นร่มคันใหญ่ที่จะช่วยกำบังลมฝนให้เจ้าเอง”
“อือฮึ” เฮเลน่าพึมพำด้วยอารมณ์ที่ท่วมท้น พลางคว้าชายเสื้อคลุมของเขาไว้และซบหน้าลงกับอก
เรการ์ยิ้มและปล่อยให้นางกอดเขาไว้ ไม่นานเขาก็รู้สึกถึงความเปียกชื้นจากน้ำตาของนางที่ซึมผ่านเสื้อเชิ้ต ทำให้เขาเตรียมก้มลงมองเพื่อปลอบนาง แต่กลับต้องประหลาดใจที่นางหลับไปแล้ว
‘กินเก่งนอนเก่งจริง ๆ ไม่น่าแปลกใจที่ตัวจะเจ้าเนื้อขนาดนี้’ เรการ์คิดพลางยิ้ม
หลังจากนั้นเขาก็อุ้มเฮเลน่าไปยังเตียงอย่างระมัดระวังและห่มผ้าให้ เครื่องหน้าอันบอบบางของนางคล้ายคลึงกับอลิเซนต์ แต่ต่างจากรูปร่างที่ผอมบางของมารดา เฮเลน่ามีรูปร่างที่นุ่มนิ่มซ่อนอยู่ใต้เสื้อผ้า
หลังจากจัดแจงให้เฮเลน่าเรียบร้อยแล้ว เรการ์ก็ยักไหล่และออกจากห้องนอนไป เขายังต้องไปหาพี่สาวสุดที่รักของเขาเพื่ออยู่เป็นเพื่อนในคืนนี้
. . .
วันรุ่งขึ้น
หลังอาหารเช้าเรนีร่าและเรการ์ก็ออกมาจากห้องด้วยกัน และพบเออร์ริคที่ยืนรออยู่หน้าประตู
“เฮเลน่าตื่นหรือยัง?” เรการ์ถาม
“เจ้าหญิงน้อยเสด็จออกไปตั้งแต่เช้ามืดแล้วพ่ะย่ะค่ะ” เออร์ริคตอบอย่างนอบน้อม
“ไปที่หลุมมังกรหรือ?” เรการ์เดา เพราะรู้ดีถึงนิสัยรักสันโดษของเฮเลน่า
เออร์ริคยักไหล่ เป็นเชิงว่าเขาไม่แน่ใจ
“ไปกันเถอะ” เรนีร่ากล่าวพลางจูงมือเรการ์และเลิกคิ้วขึ้น
เรการ์พยักหน้า บิดาของเขาต้องการหารือเรื่องพันธมิตรทางการแต่งงานและวางแผนให้เขาไปพบกับทูตจากดอร์น ซึ่งมันให้ความรู้สึกเหมือนเขากำลังถูกใช้เป็นเบี้ยตัวหนึ่งอย่างไรอย่างนั้น
. . .
ณ ท้องพระโรง
วิเซริสนั่งอยู่บนบัลลังก์เหล็กด้วยรอยยิ้มบนใบหน้า แม้จะมีอาการเมาค้างจากเมื่อคืน แต่เขาก็ตื่นขึ้นมาด้วยอารมณ์ที่ดี
กลางโถงนักแสดงกลุ่มหนึ่งในชุดหรูหรากำลังทำการแสดง ชายร่างท้วมสองคนแสร้งทำเป็นโจรสลัดสามสาวพี่น้อง ในขณะที่ชายร่างสูงผอมรับบทเป็นชาวดอร์น และด้านหน้าพวกเขาก็มีคนแคระตลกสองคน
คนแคระคนหนึ่งสวมชุดมังกรสีดำกำลังคลานอยู่บนพื้น ส่วนมัชรูมสวมวิกผมสีเงินและถือดาบไม้สั้นป้อมที่ทำเลียนแบบดาบกรงเล็บมังกรขี่อยู่บนหลังของคนแคระอีกคน พลางตะโกนว่า “แคนนิบาล บุก!”
คนแคระที่อยู่ข้างใต้เขาก็ร้องเอ๋งแล้วคลานไปยังชายร่างผอม ทำให้วิเซริสมองอย่างขบขันพลางกล่าวว่า “มัชรูมนี่ถึงจะสมองทึบไปหน่อย แต่ก็สร้างความบันเทิงได้เสมอ”
“พ่ะย่ะค่ะ เป็นหน้าที่ของตัวตลกอยู่แล้วที่ต้องสร้างความสำราญให้ฝ่าบาท” ออตโต้เห็นด้วยพร้อมรอยยิ้มขณะยืนอยู่ใต้บัลลังก์เหล็ก
“เจ้าคนดอร์นผู้หยิ่งผยอง รับดาบข้าไปซะ” มัชรูมประกาศก้อง ขณะที่เขาเหวี่ยงดาบไม้ใส่นักแสดงคนอื่น ๆ ซึ่งต่างก็กรีดร้องและล้มลงไปนอนกลิ้งด้วยความเจ็บปวดจอมปลอม
“ฮ่า ๆ ข้า เรการ์ ทาร์แกเรียน แข็งแกร่งที่สุด เรการ์ ทาร์แกเรียน คือผู้ขี่มังกรที่แข็งแกร่งที่สุด” มัชรูมประกาศก้องพลางชูดาบไม้ขึ้นสูง
เหล่านักแสดงคุกเข่าลง โขกศีรษะคำนับอย่างแรงและอ้อนวอน “จ้าวมังกรหนุ่ม โปรดอภัยให้พวกเราด้วย!”
“พวกเจ้ายังจะกล้ารุกล้ำชายแดนของเราอีกหรือไม่?” มัชรูมตวาดถาม
“ไม่กล้าแล้ว ไม่กล้าแล้ว” พวกเขาร้องไห้คร่ำครวญ
“ไสหัวไป!” มัชรูมสั่ง
“จ้าวมังกรหนุ่มทรงพระเจริญ! จ้าวมังกรหนุ่มทรงพระเจริญ!” พวกเขาส่งเสียงแซ่ซ้องขณะที่มัชรูมยังคงขี่คนแคระที่คลานต่อไป
ท่ามกลางเสียงโห่ร้อง วิเซริสก็ชะงักไปครู่หนึ่ง และถามว่า “จ้าวมังกรหนุ่ม หมายถึงเรการ์รึ?”
ออตโต้ซึ่งกำลังชมการแสดงอยู่ ตอบกลับอย่างสบาย ๆ “พ่ะย่ะค่ะ เจ้าชายทรงเอาชนะโจรสลัดสามสาวพี่น้องจึงได้รับสมญานามนี้จากเหล่าทหาร”
“จ้าวมังกรหนุ่ม” วิเซริสครุ่นคิด พร้อมกับดวงตาเขาเริ่มฉายแววภาคภูมิใจ
เมื่อตระหนักว่าอารมณ์ของกษัตริย์เปลี่ยนไป มัชรูมก็รีบลงจากหลังคนแคระและคุกเข่าลง ทำให้นักแสดงคนอื่น ๆ ก็ทำตามเช่นกัน
“ฝ่าบาท แม้เป็นเพียงสมญานาม แต่ก็บ่งบอกถึงความกล้าหาญอันเหนือธรรมดาของเจ้าชายนะพ่ะย่ะค่ะ” ออตโต้กล่าวพลางโบกมือไล่นักแสดง
“เจ้าพูดถูก มันก็แค่สมญานาม” วิเซริสพึมพำ จากนั้นก็ยิ้มแย้มอีกครั้งและกล่าวเสริมว่า “แต่เรการ์คือบุตรชายคนโตของข้า เขาสมควรได้รับสมญานามนี้!”